Upper Structure Triads เป็นแนวคิดที่ช่วยให้การใส่เสียง Tension ในคอร์ดฟังชัดขึ้น เป็นดนตรีขึ้น และควบคุมความหนาแน่นของเสียงได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องสร้างคอร์ดที่มีเสียง 9, 11 และ 13 ในแนว Jazz, Fusion, Neo Soul หรือ Pop ที่ใช้ Modern Harmony หลายคนเข้าใจว่า Extended Chord สามารถใส่โน้ตเพิ่มเพื่อให้เสียงซับซ้อนขึ้นได้ แต่เมื่อนำไปใช้จริงกลับเจอปัญหาเสียงแน่นเกินไป เสียงเบียดกัน หรือไม่รู้ว่าจะจัด Voicing อย่างไรให้คอร์ดยังฟังออกว่าเป็นคอร์ดเดิม เทคนิคนี้จึงเป็นเครื่องมือที่นักเปียโน มือกีต้าร์ และ Arranger ใช้กันบ่อย เพราะช่วยให้มองเสียง Tension เป็นกลุ่มที่ชัดเจน และนำไปใช้กับเพลงจริงได้ง่ายขึ้น
Upper Structure Triads คืออะไร
แนวคิดนี้คือการนำ Triad หนึ่งชุดมาวางไว้ด้านบนของคอร์ดหลัก เพื่อสร้างสีสันของ Extended Chord โดยไม่ต้องคิดแยกโน้ตทุกตัวทีละเสียง วิธีนี้ช่วยให้ผู้เล่นมองภาพรวมของคอร์ดได้ง่ายขึ้น และลดโอกาสที่เสียงจะรกจากการใส่โน้ตมากเกินไป
ถ้าต้องการปูพื้นเรื่องคอร์ด 9, 11 และ 13 ให้แน่นขึ้นก่อนอ่านต่อ สามารถย้อนดูบทความ การใช้ Chord Extensions กับคอร์ด 7, 9, 11, 13 เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของเสียง Tension ได้ชัดขึ้น
หัวใจสำคัญคือ แทนที่จะคิดว่า C13(#11) ต้องประกอบด้วยโน้ตอะไรบ้าง ผู้เล่นสามารถคิดเป็น “คอร์ดหลักด้านล่าง + Triad ด้านบน” ได้ทันที วิธีนี้ทำให้มอง Harmony ได้เร็วขึ้น และช่วยให้จัดเสียง Tension เป็นระบบมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ถ้าเล่นคอร์ด C13(#11) ผู้เล่นอาจใช้ D Major Triad วางไว้ด้านบน เพราะโน้ต D, F# และ A จะทำหน้าที่เป็น 9, #11 และ 13 ของคอร์ด C ตามลำดับ
การคิดแบบนี้ช่วยให้คอร์ดฟังโปร่ง ชัด และมีทิศทาง มากกว่าการกดโน้ตทุกตัวลงไปพร้อมกันจนเสียงแน่นเกินจำเป็น
โครงสร้างด้านล่างของ Upper Structure Triads ควรมีอะไรบ้าง
ก่อนวาง Triad ด้านบน ควรทำให้คอร์ดหลักด้านล่างชัดก่อน เพราะถ้าเสียงด้านล่างไม่บอกหน้าที่ของคอร์ด ต่อให้เสียงด้านบนสวยเพียงใด Harmony โดยรวมก็อาจฟังลอยและขาดทิศทางได้
- Root ช่วยบอกว่าคอร์ดตั้งอยู่บนเสียงหลักใด
- 3rd ช่วยบอกว่าคอร์ดมีลักษณะเสียงแบบ Major หรือ Minor
- 7th ช่วยบอกหน้าที่ของคอร์ด โดยเฉพาะใน Dominant และ Jazz Harmony
- 5th มักตัดออกได้ ถ้าต้องการเปิดพื้นที่ให้เสียง Tension ชัดขึ้น
- ถ้าเล่นร่วมกับวงเต็ม ไม่จำเป็นต้องเล่น Root ตลอด เพราะมือเบสอาจรับหน้าที่นี้อยู่แล้ว
ถ้ายังไม่มั่นใจเรื่อง Root, 3rd และ 7th การทบทวน รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไร จะช่วยให้มองคอร์ดหลักและเสียง Tension ได้เร็วขึ้น
ทำไม Guide Tone ถึงสำคัญ
Guide Tone คือเสียงสำคัญที่ช่วยบอกหน้าที่ของคอร์ด โดยเฉพาะ 3rd และ 7th ถ้าสองเสียงนี้ชัด ผู้เล่นจะมีพื้นที่เหลือมากขึ้นสำหรับวางสีสันของเสียงด้านบน โดยไม่ทำให้คอร์ดเสียทิศทาง
- 3rd ช่วยให้ผู้ฟังแยก Major, Minor และ Dominant ได้ง่าย
- 7th ช่วยเพิ่มแรงดึง และทำให้คอร์ดเชื่อมไปยังคอร์ดถัดไปได้ดีขึ้น
- การวาง Guide Tone ไม่ให้เบียดกันเกินไปช่วยให้เสียงรวมโปร่งขึ้น
- สำหรับมือกีต้าร์ อาจเลือกจับเฉพาะ 3rd, 7th และเสียงสีสันด้านบนบางตัว แทนการจับครบทุกโน้ต
สำหรับการทบทวนโครงสร้างคอร์ดพื้นฐานจากแหล่งอ้างอิงภายนอก สามารถดูบทเรียน Introduction to Chords ของ Musictheory.net เพื่อเช็คความเข้าใจเรื่อง Root, 3rd และ 5th ได้
ทำไมการใช้ Extended Chord แบบตรง ๆ ถึงฟังรกได้ง่าย
ปัญหาของการใช้คอร์ด 9, 11 หรือ 13 โดยไม่มีระบบจัด Voicing คือเสียงหลายตัวอาจไปกองอยู่ในย่านเดียวกันมากเกินไป โดยเฉพาะย่านกลาง ซึ่งเป็นย่านที่หูรับรู้ความแน่นของเสียงได้ชัด หากมีทั้ง 3rd, 11th และ Root อยู่ใกล้กันมากเกินไป เสียงอาจฟังขุ่นแทนที่จะฟังสวย
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือการใส่ Perfect 11 ลงบน Major Chord แบบตรง ๆ ซึ่งอาจเบียดกับ Major 3rd จนทำให้เสียงฟังอึดอัด ทั้งที่ตั้งใจจะเพิ่มสีสันให้คอร์ดน่าสนใจขึ้น
ปัญหาของการเรียงโน้ตแบบ Vertical Thinking
ผู้เล่นจำนวนมากมักคิดคอร์ดแบบ “กองโน้ตขึ้นไปเรื่อย ๆ” เช่น Root, 3rd, 5th, 7th, 9th, 11th และ 13th แม้วิธีคิดนี้จะถูกตามทฤษฎี แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อนำไปเล่นจริงแล้วจะฟังดีเสมอไป
ยิ่งใช้กับเครื่องดนตรีที่มีย่านกลางเด่น เช่น เปียโนหรือกีต้าร์ เสียงจะยิ่งแน่นง่าย ถ้าไม่ตัดโน้ตบางตัวออก คอร์ดอาจฟังหนักและอึดอัด จนเสียงสำคัญไม่เด่นเท่าที่ควร
Upper Structure Triads ช่วยแก้ปัญหาเสียงรกอย่างไร
เทคนิคนี้ช่วยเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “ใส่โน้ตให้ครบ” มาเป็นการ “เลือกสีสันของเสียงให้ชัด” ผู้เล่นจึงไม่จำเป็นต้องใส่ทุกเสียงของคอร์ด แต่เลือกวางกลุ่มเสียงด้านบนให้สื่อเสียง Tension ได้ชัดเจนกว่าเดิม
เมื่อใช้ Triad ด้านบน ผู้เล่นจะได้กลุ่มโน้ตที่มีรูปทรงชัดอยู่แล้ว ทำให้การจัดเสียงเป็นดนตรีมากขึ้น และช่วยให้ผู้ฟังรับรู้สีสันของ Tension ได้ง่าย โดยไม่รู้สึกว่าเสียงรกหรือแน่นเกินไป
อีกจุดสำคัญคือ Triad มีรูปนิ้วและภาพจำบนเครื่องดนตรีที่ค่อนข้างชัด จึงช่วยให้การ Improvisation และ Comping ทำได้คล่องขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วในเพลงจริง
วิธีตรวจว่า Upper Structure Triads เริ่มทำให้เสียงรกหรือยัง
การใช้เสียง Tension ไม่ได้วัดจากจำนวนโน้ตที่ใส่ลงไป แต่วัดจากความชัดของคอร์ดและพื้นที่ของเสียงรวม ถ้าเริ่มฟังไม่ออกว่าคอร์ดกำลังทำหน้าที่อะไร แสดงว่าควรลดโน้ตบางตัวออก
- ถ้า 3rd กับ 11th อยู่ใกล้กันมากเกินไป เสียงอาจขุ่นโดยไม่ตั้งใจ
- ถ้าเล่น Root, 5th และ Tension หลายตัวพร้อมกัน เสียงอาจหนาเกินจำเป็น
- ถ้า Melody ใช้โน้ตเดียวกับ Tension อยู่แล้ว อาจไม่ต้องใส่ซ้ำในคอร์ด
- ถ้าเครื่องดนตรีอื่นเล่น Harmony อยู่แล้ว ควรเว้นพื้นที่ให้ Arrangement โปร่งขึ้น
- ถ้าคอร์ดฟังดีตอนเล่นเดี่ยว แต่รกเมื่อเล่นกับวง แสดงว่าควรปรับ Voicing ใหม่
วิธีคิด Upper Structure Triads จากคอร์ด Dominant
คอร์ด Dominant เป็นพื้นที่ที่เทคนิคการวาง Triad ซ้อนด้านบนถูกใช้บ่อยมาก เพราะคอร์ดประเภทนี้รองรับทั้งเสียง Extended และ Altered Tension ได้หลากหลาย จึงเหมาะกับการสร้างแรงดึงก่อนคลี่คลายไปยังคอร์ดถัดไป
สำหรับคนที่อยากเข้าใจแรงดึงของ Dominant Chord ใน Progression มากขึ้น บทความ การใช้ Secondary Dominant ให้คอร์ดเดินมีแรงดึงมากขึ้น จะช่วยต่อยอดแนวคิดนี้ได้ดี
ตัวอย่าง Upper Structure Triads บนคอร์ด C7
ถ้าต้องการเพิ่มสีสันให้ C7 สามารถเลือก Triad ด้านบนได้หลายแบบ แต่ละแบบจะให้ลักษณะเสียงและแรงดึงของ Harmony ต่างกัน การเลือกใช้จึงควรดูทั้งเสียงที่ต้องการและทิศทางของคอร์ดถัดไป
ถ้าต้องการดูตัวอย่างการนำ Upper Structure Triads ไปใช้ในบริบท Jazz เพิ่มเติม แหล่งเรียนรู้ JazzGuitar.be มีบทเรียน Upper Structure Triads ที่ช่วยเสริมภาพการใช้งานกับคอร์ดจริง
D Major Triad บน C7
โน้ต D, F# และ A จะทำหน้าที่เป็น 9, #11 และ 13
เสียงที่ได้จะเปิด โปร่ง และมีความเป็น Modern เหมาะกับ Jazz Fusion, Gospel หรือคอร์ด Dominant ที่ต้องการสีสันเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ต้องการให้เสียงดุหรือบีบมากเกินไป
ควรใช้ในสถานการณ์ใด
- เหมาะกับ Dominant ที่ไม่ต้องการความดุของ Altered Sound มากเกินไป
- ใช้ได้ดีเมื่อ Melody ไม่เบียดกับ #11 หรือ 13
- เหมาะกับจังหวะที่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ Harmony ฟังโปร่ง
- ถ้าเล่นกีต้าร์ ควรเลือกเสียงสำคัญบางตัว ไม่จำเป็นต้องจับครบทุกโน้ต
Eb Major Triad บน C7
โน้ต Eb, G และ Bb จะทำหน้าที่เป็น #9, 5 และ b7
สีเสียงจะมีกลิ่น Blues และ Outside มากขึ้น เหมาะกับ Dominant ที่ต้องการความตึงก่อนคลี่คลายไปยังคอร์ดถัดไป โดยเฉพาะช่วงที่ต้องการให้ Harmony มีน้ำหนักมากขึ้น
ควรใช้ในสถานการณ์ใด
- เหมาะกับ Dominant ที่ต้องการแรงดึงก่อน Resolve
- ใช้ได้ดีในเพลงที่มีสำเนียง Blues, Jazz หรือ Fusion
- ควรระวังไม่ให้เสียง #9 เบียดกับ Melody จนเด่นเกินไป
- ถ้า Arrangement หนาอยู่แล้ว ควรใช้เป็นจังหวะสั้น ๆ มากกว่าค้างยาว
Ab Major Triad บน C7
โน้ต Ab, C และ Eb จะทำหน้าที่เป็น b13, Root และ #9
ลักษณะเสียงจะเข้มและกดดันมากขึ้น เหมาะกับการใช้ก่อน Resolve ไปยัง Minor Chord หรือช่วงที่ต้องการให้ Harmony มีแรงดึงชัดเจนกว่า Dominant แบบธรรมดา
ควรใช้ในสถานการณ์ใด
- เหมาะกับ Dominant ที่กำลังพาไปหา Minor Chord
- ให้สีเสียงเข้มกว่า Dominant แบบ 9 หรือ 13 ปกติ
- ควรใช้เมื่ออยากเพิ่มอารมณ์กดดันก่อนคลี่คลาย
- ถ้าเพลงมีโทนสว่างหรือเรียบง่าย อาจใช้เฉพาะบางจุด เพื่อไม่ให้เสียงหนักเกินไป
การเลือก Upper Structure ให้สัมพันธ์กับหน้าที่ของคอร์ด
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เลือก Triad ที่มี Tension สวย แต่ต้องดูด้วยว่าคอร์ดนั้นทำหน้าที่อะไรใน Progression เพราะสีเสียงที่เหมาะกับคอร์ดหนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกบริบทหนึ่ง
ถ้าคอร์ดต้อง Resolve แบบชัด
ถ้าคอร์ด Dominant กำลังจะ Resolve ไปยัง I Chord การเลือกเสียงด้านบนที่มีแรงดึงชัด เช่น b9 หรือ #9 จะช่วยเพิ่มแรงส่งของ Harmony ได้ดี ทำให้การคลี่คลายไปยังคอร์ดหลักฟังมีน้ำหนักมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น G7alt ไป Cmaj7 มักใช้ Ab Major หรือ Bb Minor Triad เพื่อสร้างความตึงก่อนคลี่คลายเข้าสู่คอร์ดหลัก วิธีนี้ทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงแรงดึงของคอร์ดได้ชัด โดยไม่จำเป็นต้องใส่โน้ตทั้งหมดลงไป
ถ้าต้องการเสียงแบบลอยและ Modern
ถ้าไม่ได้ต้องการแรง Resolve มาก การเลือกเสียงด้านบนที่เน้น 9 และ 13 จะฟัง Smooth กว่า เพราะยังให้สีสันที่หนาแน่นพอ แต่ไม่ดุดันเกินไป เหมาะกับเพลงที่ต้องการความนุ่ม ลอย และมีมิติ
แนว Neo Soul และ Modern Pop มักใช้สีเสียงลักษณะนี้ เพราะช่วยให้คอร์ดมีมิติมากขึ้น โดยยังฟังนุ่มและไม่แย่งพื้นที่ของ Melody มากเกินไป
เลือกจาก Melody และพื้นที่ของวง
การเลือกสีเสียงด้านบนควรเริ่มจาก Melody ก่อนเสมอ เพราะ Melody คือเสียงที่ผู้ฟังจับได้ชัดที่สุด ถ้าคอร์ดด้านล่างไปเบียดกับ Melody มากเกินไป ความสวยของ Voicing อาจกลายเป็นความขุ่นทันที
- ถ้า Melody อยู่บน 9 อยู่แล้ว คอร์ดไม่จำเป็นต้องใส่ 9 ซ้ำหลายตำแหน่ง
- ถ้า Melody เป็น 3rd ควรระวังการใส่ 11 ใกล้เกินไป
- ถ้า Melody มี #11 การวางเสียงด้านล่างควรเปิดพื้นที่ให้โน้ตนี้เด่น
- ถ้ามีเปียโนและกีต้าร์เล่นพร้อมกัน ควรแบ่ง Register กันให้ชัด
- ถ้าเพลงมีเสียงร้อง ควรหลีกเลี่ยง Voicing ที่แย่งพื้นที่ย่านกลางของเสียงร้อง
การใช้ Upper Structure Triads บนคอร์ด Major และ Minor
หลายคนเข้าใจว่าเทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะ Dominant แต่จริง ๆ แล้วสามารถนำไปใช้กับ Major7 และ Minor7 ได้ด้วย เพียงแต่ต้องเลือกสีเสียงให้เหมาะกับลักษณะของคอร์ดนั้น และต้องระวังไม่ให้เสียงด้านบนเปลี่ยนอารมณ์ของคอร์ดมากเกินไป
บน Major7
ถ้าเล่น Cmaj7 แล้วใช้ D Major Triad ด้านบน จะได้เสียง 9, #11 และ 13 ซึ่งทำให้คอร์ดกลายเป็น Cmaj13(#11)
เสียงแบบนี้พบได้บ่อยใน Jazz Modern และ Film Scoring เพราะให้ความรู้สึกโปร่ง ลอย และมีการเคลื่อนไหวภายในคอร์ด โดยไม่ทำให้เสียงหนาเกินไป เหมาะกับช่วงที่ต้องการให้ Harmony ฟังกว้างและเปิดมากขึ้น
บน Minor7
ถ้าเล่น Cm7 แล้วใช้ Bb Major Triad ด้านบน จะได้เสียง b7, 9 และ 11
Voicing ลักษณะนี้พบได้บ่อยใน Neo Soul และ Modal Jazz เพราะช่วยให้ Minor Chord มีมิติมากขึ้น โดยไม่ต้องเล่นเสียงแน่นแบบ Dense Voicing ตลอดเวลา จึงเหมาะกับเพลงที่ต้องการความนุ่ม ลึก และยังเหลือพื้นที่ให้ Melody เด่นอยู่
วิธีฝึก Upper Structure Triads ให้ใช้ได้จริงในเพลง
การรู้ทฤษฎีอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือการได้ยินว่า Triad ด้านบนแต่ละชุดให้สีเสียงแบบไหน และควรใช้ในสถานการณ์ใด ถ้าฝึกจากเสียงจริงบ่อย ๆ ผู้เล่นจะเริ่มเลือกใช้ได้จากการฟัง ไม่ใช่จากการจำสูตรเพียงอย่างเดียว
ฝึกฟังความแตกต่างของแต่ละ Triad
ลองเล่น Root ด้วยมือซ้าย แล้วเปลี่ยน Triad ด้านบนทีละชุด จะเริ่มได้ยินว่าแต่ละชุดให้อารมณ์ต่างกันอย่างไร วิธีนี้ช่วยให้แยกสีเสียงได้ชัดกว่าการอ่านจากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
บางชุดให้ความรู้สึกโปร่ง บางชุดให้ความตึง บางชุดให้ความลอย และบางชุดทำให้คอร์ดมีแรงดึงไปยังคอร์ดถัดไปชัดขึ้น การฝึกแบบนี้จะช่วยให้จำเสียงได้จริงเมื่อต้องเล่นในเพลง
ถ้าต้องการฝึกฟังความต่างของคอร์ดให้แม่นขึ้น บทความ ฝึกหูจับคุณภาพคอร์ด จากการฟังจริง จะช่วยให้แยกเสียงนิ่ง ตึง และเคลื่อนไปข้างหน้าได้ชัดขึ้น
ฝึกเชื่อม Voice Leading
สิ่งที่ทำให้นักดนตรีมืออาชีพใช้เทคนิคนี้ได้ลื่น คือการเชื่อมเสียงระหว่างคอร์ดให้ขยับน้อยที่สุด เพราะเสียงที่เคลื่อนน้อยมักทำให้ Progression ฟังต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติกว่า
แทนที่จะกระโดดไปจับ Shape ใหม่ทุกคอร์ด ให้มองว่าโน้ตตัวไหนสามารถค้างไว้ได้ และโน้ตตัวไหนควรขยับเพียงครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียงเต็ม วิธีนี้จะทำให้ Progression ฟัง Smooth และมีทิศทางมากขึ้น
ถ้าต้องการฝึกการเชื่อมเสียงให้ละเอียดขึ้น บทความ Voice Leading สำหรับกีต้าร์และเปียโน จะช่วยให้เห็นวิธีทำให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ฝึกกับ Progression จริง
การฝึกกับ II-V-I Progression จะช่วยให้เห็นการทำงานของเทคนิคนี้ชัดที่สุด เพราะมีทั้งการสร้างความตึงและการคลี่คลายอยู่ในชุดเดียว จึงเหมาะมากสำหรับฝึกการฟังและการจัด Voicing
เมื่อเริ่มคุ้นแล้ว ค่อยนำไปใช้กับเพลงจริงหรือการ Reharmonization จะช่วยให้เข้าใจการใช้งานในบริบทดนตรีมากขึ้น และทำให้เลือกสีเสียงได้เหมาะกับสถานการณ์มากกว่าเดิม
แบบฝึกหัดสำหรับนำไปใช้กับเครื่องดนตรีจริง
การฝึกควรเริ่มจากจำนวนเสียงน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มความซับซ้อนทีละชั้น วิธีนี้ช่วยให้หูจำลักษณะเสียงของแต่ละชุดได้ชัดกว่าเริ่มจาก Voicing หนาเต็มมือทันที
- เลือกคอร์ด Dominant 1 คอร์ด แล้วเล่นเฉพาะ Root, 3rd และ 7th ก่อน
- เพิ่ม Triad ด้านบนทีละชุด แล้วฟังว่าอารมณ์ของคอร์ดเปลี่ยนไปอย่างไร
- ฝึกย้ายคอร์ดเดิมไปทุกคีย์ โดยไม่จำแค่ Shape เดิมบนเครื่องดนตรี
- อัดเสียงตัวเอง แล้วฟังว่า Voicing โปร่งพอหรือยัง
- ทดลองเล่นกับ Backing Track เพื่อเช็คว่าเสียงเข้ากับบริบทจริงหรือไม่
- ฝึกลดโน้ตออกจาก Voicing แทนที่จะเพิ่มโน้ตเข้าไปเรื่อย ๆ
สิ่งสำคัญที่ควรระวังเวลาใช้เทคนิคนี้
แม้เทคนิคนี้จะช่วยให้คอร์ดฟังมีระดับขึ้น แต่ถ้าใช้มากเกินไปในทุกห้องเพลง เสียงดนตรีอาจสูญเสียความหลากหลายของ Harmony ได้ เพราะทุกช่วงจะฟังซับซ้อนตลอดเวลา จนไม่มีพื้นที่ให้คอร์ดธรรมดาทำหน้าที่ของมัน
การเลือกใช้ควรสัมพันธ์กับ Melody, Arrangement และพื้นที่ของเครื่องดนตรีอื่น โดยเฉพาะในวงที่มีหลายเครื่องเล่น Harmony พร้อมกัน ถ้าทุกเครื่องเล่นเสียงหนาเหมือนกันหมด เพลงอาจฟังแน่นเกินไปและขาดความชัดเจน
อีกจุดที่สำคัญคือ ต้องฟังว่า Melody อยู่บนโน้ตอะไร เพราะบางครั้งโครงสร้างด้านบนที่ถูกตามทฤษฎี อาจเบียดกับ Melody จนทำให้เสียงโดยรวมฟังขัดกันได้ ดังนั้นควรใช้หูตัดสินร่วมกับทฤษฎีเสมอ
สรุปการใช้ Upper Structure Triads ให้คอร์ดชัดและไม่รก
การสร้างเสียงคอร์ด 9, 11 และ 13 ให้ฟังชัด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใส่โน้ตให้ครบทุกตัว แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกเสียงที่จำเป็น และจัดพื้นที่ของคอร์ดให้เหมาะกับบริบทเพลง
- ให้เริ่มจากคอร์ดหลักและ Guide Tone ก่อนเสมอ
- เลือกสีเสียงด้านบนตามหน้าที่ของคอร์ด ไม่ใช่เลือกเพราะดูซับซ้อน
- เช็ค Melody ก่อนใส่ Tension ทุกครั้ง
- ตัดโน้ตที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้เสียงสำคัญเด่นขึ้น
- ฝึกฟังลักษณะเสียงของแต่ละชุดจนจำเสียงได้ ไม่ใช่จำแค่สูตร
- เมื่อนำไปใช้จริง ควรคิดร่วมกับ Arrangement, Register และเครื่องดนตรีอื่นในวง
ถ้าใช้แนวคิดนี้อย่างพอดี คอร์ด Extended จะฟังมีมิติขึ้น โดยยังคงความโปร่ง ชัด และไม่อัดแน่นจนกลบ Melody หรือทิศทางของ Harmony





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น