Lydian Dominant เป็น Mode ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้การโซโล่บนคอร์ด Dominant 7 ได้มากกว่า Mixolydian ทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อพบคอร์ด 7#11 เช่น G7#11 หัวใจสำคัญไม่ใช่การไล่สเกลให้ครบทุกโน้ต แต่เป็นการยึด Chord Tone ของคอร์ดให้ชัดเจน แล้วใช้เสียง #11 เติมสีสันให้ Phrase โดยทำให้แนวโซโล่ยังเชื่อมโยงกับ Harmony อย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับคอร์ด G7#11 โน้ต B ซึ่งเป็น Major 3rd และ F ซึ่งเป็น Minor 7th หรือ b7 จะช่วยยืนยันลักษณะเสียงของคอร์ด Dominant ส่วน C# ซึ่งเป็น #11 จะเพิ่มความสว่าง ความตึง และความลอยแบบที่พบได้บ่อยในดนตรี Jazz หรือ Fusion เมื่อเข้าใจหน้าที่ของโน้ตเหล่านี้แล้ว มือกีต้าร์ มือคีย์บอร์ด และผู้เล่นเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่เล่นทำนองจะสามารถสร้าง Phrase ได้อย่างมีทิศทาง แทนที่จะจำเพียง Pattern แล้วไล่สเกลขึ้นลงโดยไม่รู้ว่าแต่ละโน้ตทำหน้าที่อะไร
Lydian Dominant คืออะไร และทำไมใช้กับคอร์ด 7#11 ได้ดี
Mode นี้มีโครงสร้างคล้าย Mixolydian แต่ยกโน้ตขั้นที่ 4 ขึ้นครึ่งเสียง จึงยังคง Major 3rd และ Minor 7th หรือ b7 ซึ่งเป็นแกนสำคัญของคอร์ด Dominant 7 พร้อมกับเพิ่ม #11 เข้ามาเป็นโน้ตสี
หากเริ่มจากโน้ต G จะได้ชุดโน้ตดังนี้
G – A – B – C# – D – E – F
เมื่อนำมาเรียงตามลำดับขั้นของสเกล จะได้
1 – 2 – 3 – #4 – 5 – 6 – b7
หากมองในฐานะ Chord Tone และ Tension จะได้
1 – 9 – 3 – #11 – 5 – 13 – b7
โน้ต G, B, D และ F เป็น Chord Tone ของคอร์ด G7 ส่วน A, C# และ E ทำหน้าที่เป็น Tension ได้แก่ 9, #11 และ 13 ตามลำดับ
Mode นี้ยังถือเป็น Mode ลำดับที่ 4 ของ Melodic Minor ได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ชุดโน้ตที่เริ่มจาก G ใช้โน้ตชุดเดียวกับ D Melodic Minor แต่ผู้เล่นต้องทำให้หูรับรู้ว่า G เป็นศูนย์กลางของเสียง ไม่ใช่ D
อย่างไรก็ตาม ในการโซโล่จริง การรู้ว่าสเกลมาจาก Melodic Minor ใน Key ใดมีความสำคัญน้อยกว่าการฟังให้ออกว่า G คือรากของคอร์ด และเข้าใจว่า B, F กับ C# กำลังทำหน้าที่อะไรในแต่ละ Phrase
Lydian Dominant ต่างจาก Mixolydian ตรงไหน
ลองเปรียบเทียบโน้ตของ Mode ทั้งสองบนราก G
G Mixolydian
G – A – B – C – D – E – F
สเกลที่มี #11 บนราก G
G – A – B – C# – D – E – F
สเกลทั้งสองต่างกันเพียงโน้ตเดียว คือ C กับ C# แต่โน้ตเพียงตัวเดียวนี้สามารถเปลี่ยนสีสันของ Phrase ได้อย่างชัดเจน
ใน G Mixolydian โน้ต C คือ Natural 11 ซึ่งอยู่ห่างจาก B ซึ่งเป็น Major 3rd ของคอร์ดเพียงครึ่งเสียง หากเน้น C ค้างไว้นาน หรือเล่น C กับ B พร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ เสียงอาจฟังแข็งและขัดกับคอร์ดได้
ส่วน C# คือ #11 ซึ่งอยู่ห่างจาก B หนึ่งเสียงเต็ม จึงให้เสียงที่เปิดและลอยกว่า ทำให้เข้ากับคอร์ด G7#11 หรือ Voicing ที่มี #11 อยู่แล้วได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หากเคยฝึก Mixolydian Mode กับคอร์ด Dominant 7 มาก่อน ให้มองแนวทางนี้เป็นขั้นต่อยอดสำหรับคอร์ดที่ต้องการเสียง #11 แทน Natural 11 ไม่ควรนำไปใช้แทน Mixolydian บนคอร์ด Dominant ทุกตัวโดยไม่ฟังบริบทของ Harmony
ถ้าต้องการทบทวนการใช้ b7, Major 3rd และ Chord Tone บนคอร์ด Dominant 7 ทั่วไป ควรอ่านเรื่อง Mixolydian Mode กับคอร์ด Dominant 7 ก่อน แล้วจึงกลับมาเปรียบเทียบกับการใช้เสียง #11 ในบทความนี้
Lydian Dominant ไม่เหมือน Lydian บนคอร์ด Major 7
Lydian Mode ทั่วไปมี Major 7 จึงมักใช้กับคอร์ด Maj7#11 เช่น Gmaj7#11 ซึ่งมีโน้ต G, B, D และ F# เป็นแกนหลัก
G Lydian
G – A – B – C# – D – E – F#
โครงสร้างแบบ Dominant บนราก G
G – A – B – C# – D – E – F
Mode ทั้งสองมี #11 เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่โน้ตขั้นที่ 7
G Lydian มี F# ซึ่งเป็น Major 7 จึงให้ความรู้สึกสว่าง โปร่ง และมั่นคงแบบคอร์ด Major 7
ส่วนโครงสร้างแบบ Dominant มี F ธรรมชาติซึ่งเป็น Minor 7th หรือ b7 ทำให้เสียงยังคงมีแรงดึงและความตึงแบบคอร์ด Dominant จึงเหมาะกับคอร์ด 7#11 มากกว่าคอร์ด Maj7#11
หากต้องการฟังความแตกต่างของ #11 เมื่ออยู่เหนือคอร์ด Major 7 ควรอ่านเรื่อง Lydian Mode กับคอร์ด Major 7 เพื่อเปรียบเทียบเสียง Major 7 กับ b7 ให้ชัดเจนก่อนนำไปสร้าง Phrase
ทำไมคอร์ด 7#11 จึงเหมาะกับ Mode นี้
คอร์ด G7#11 มีพื้นฐานมาจากคอร์ด G7 แล้วเพิ่มโน้ต C# เข้ามาในฐานะ #11
Chord Tone ของ G7
G – B – D – F
Tension ที่ใช้ร่วมกับคอร์ด
A = 9
C# = #11
E = 13
เมื่อผู้เล่นเน้น B และ F อย่างชัดเจน ผู้ฟังจะยังรับรู้ลักษณะของคอร์ด G7 ได้ ส่วน C# จะทำหน้าที่เพิ่มสีสันโดยไม่ทำให้เสียงหลักของคอร์ดหายไป
เสียง #11 จึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Chord Extensions เพราะไม่ได้เปลี่ยนรากหรือคุณภาพหลักของคอร์ด แต่ช่วยเพิ่มสีสันและความตึงเฉพาะตัวให้คอร์ด Dominant
หากต้องการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดกับสเกลในเชิงทฤษฎี สามารถดู ตารางความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดกับสเกล ซึ่งระบุว่าคอร์ด Dominant 7#11 สัมพันธ์กับ Lydian-Dominant โดยตรง
3 และ b7 คือแกน ส่วน #11 คือสี
บนคอร์ด G7#11 มีโน้ตสามตัวที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
B คือ Major 3rd
F คือ Minor 7th หรือ b7
C# คือ #11
B และ F เป็น Guide Tone ที่ช่วยให้ผู้ฟังรับรู้ความเป็นคอร์ด Dominant ได้ทันที แม้ Phrase จะไม่ได้เล่นโน้ต G อยู่ตลอดเวลา โน้ตทั้งสองตัวนี้ก็ยังบอกคุณภาพของคอร์ดได้อย่างชัดเจน
C# มีหน้าที่แตกต่างออกไป เพราะเป็นโน้ตที่ช่วยเติมสีเฉพาะให้คอร์ด หากเล่น C# โดยไม่มี B หรือ F คอยกำหนดบริบท Phrase อาจฟังเหมือนมีโน้ตแปลกแทรกเข้ามา แต่ยังไม่ชัดเจนว่ากำลังโซโล่อยู่บนคอร์ดใด
หากยังไม่มั่นใจว่าโน้ตใดควรเป็นจุดพักและโน้ตใดทำหน้าที่เพิ่มสี ควรทบทวนเรื่อง Mode กับ Chord Tone ก่อน เพราะแนวคิดนี้ช่วยแยกเสียงหลักของคอร์ดออกจาก Tension และทำให้ Phrase ไม่ลอยออกจาก Harmony
ใช้ #11 ในการโซโล่อย่างไรไม่ให้ Phrase ลอย
วิธีใช้ #11 ให้ฟังเป็นดนตรีคือมอง C# เป็นโน้ตที่ช่วยสร้างการเคลื่อนไหว ไม่ใช่โน้ตที่ต้องย้ำอยู่ตลอดเวลา ผู้เล่นอาจเข้าหา C# จาก B แล้วเคลื่อนต่อไปยัง D หรือใช้ C# เป็นจุดเน้นสั้น ๆ ก่อนกลับเข้าสู่ Chord Tone
แนวคิดที่นำไปใช้ได้ง่ายคือ
Chord Tone → #11 → Chord Tone
ตัวอย่างเช่น
B – C# – D
B ทำให้ได้ยิน Major 3rd ของ G7
C# เพิ่มสีของ #11
D ซึ่งเป็น Perfect 5th ช่วยพา Phrase กลับเข้าสู่เสียงของคอร์ด
อีกแนวทางหนึ่งคือใช้ #11 เชื่อมระหว่าง 13 กับ Major 3rd
E – C# – D – B
E เป็น 13
C# เป็น #11
D เป็น Perfect 5th
B เป็น Major 3rd
แม้ Phrase นี้จะมี Tension หลายตัว แต่การจบที่ B ทำให้ผู้ฟังยังรับรู้ทิศทางของ Harmony ได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่าง Phrase บน G7#11
ลองเล่น Phrase ต่อไปนี้บนคอร์ด G7#11 ที่กดค้างหรือบันทึกให้วนซ้ำไว้
B – C# – D – F – E – D – B – G
Phrase นี้ไม่ได้ไล่สเกลจาก G ขึ้นไปทีละขั้น แต่เลือกใช้โน้ตตามหน้าที่ของแต่ละเสียงใน Harmony
B เปิด Phrase ด้วย Major 3rd ทำให้คุณภาพของ G7 ชัดเจนตั้งแต่ต้น
C# แสดงสีของ #11
D เป็น Perfect 5th ซึ่งช่วยผ่อนความตึงลงชั่วคราว
F ย้ำ Minor 7th หรือ b7 และความเป็น Dominant
E เพิ่มสีของ 13
D และ B พา Phrase กลับเข้าสู่ Chord Tone
G ปิด Phrase ที่ราก ทำให้รู้สึกมั่นคงและจบอย่างชัดเจน
สิ่งที่ควรฟังไม่ใช่เพียงว่าโน้ตทุกตัวอยู่ในสเกลหรือไม่ แต่ต้องฟังว่าความตึงจาก C# เกิดขึ้นตรงไหน และ Phrase พากลับเข้าสู่เสียงของคอร์ดอย่างไร
ตัวอย่างที่ใช้ #11 มากเกินไป
ลองพิจารณา Phrase ต่อไปนี้
C# – C# – C# – A – C# – E
แม้โน้ตทั้งหมดจะอยู่ในชุดเสียงที่ใช้กับ G7#11 แต่ Phrase นี้ขาด B และ F ซึ่งเป็นเสียงสำคัญของ G7 การย้ำ C# หลายครั้งจึงทำให้ #11 ฟังลอยและขาดทิศทาง
การเลือกใช้โน้ตที่อยู่ในสเกลอย่างถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่า Phrase จะเข้ากับ Harmony โดยอัตโนมัติ ผู้เล่นยังต้องจัดลำดับโน้ต จุดเน้น จังหวะ และจุดพักให้สัมพันธ์กับคอร์ดด้วย
ปรับ Phrase ให้กลับเข้าหาคอร์ด
ก่อนปรับ
C# – E – A – C#
หลังปรับ
B – C# – D – F – E – D – B
Phrase แรกใช้ Tension เป็นหลัก จึงยังไม่แสดงคุณภาพของคอร์ดได้ชัดเจน ส่วน Phrase หลังยังคงใช้ C# เป็นโน้ตสี แต่เพิ่ม B, D และ F เข้ามาช่วยกำหนดกรอบของ G7#11 ทำให้ผู้ฟังรับรู้ Harmony ได้ง่ายขึ้น
วิธีฝึก Lydian Dominant สำหรับมือกีต้าร์
มือกีต้าร์ไม่ควรเริ่มจากการจำ Pattern ทั่วทั้งคอกีต้าร์ทันที เพราะอาจทำให้นิ้วเคลื่อนไปตามรูปสเกลโดยไม่รู้ว่าโน้ตใดเป็นเสียงสำคัญ
บนคอร์ด G7#11 ให้เริ่มจากหาโน้ตสามตัวต่อไปนี้ในตำแหน่งที่กำลังเล่น
B = Major 3rd
F = Minor 7th หรือ b7
C# = #11
จากนั้นสร้าง Phrase รอบโน้ตทั้งสาม โดยใช้ G และ D เป็นจุดพักที่มั่นคง ส่วน A และ E ใช้เป็น 9 และ 13 เพื่อเพิ่มสีสันให้แนวโซโล่
การมองคอกีต้าร์ด้วย Interval Map จะช่วยให้หา Major 3rd, Minor 7th และ #11 จากรากได้ในหลายตำแหน่ง โดยไม่ต้องพึ่ง Pattern เดิมเพียงรูปเดียว เมื่อย้ายจาก G7#11 ไปยังคอร์ดที่มีรากอื่น การคิดเป็นระยะเสียงจะช่วยให้หาโน้ตสำคัญได้เร็วกว่าการเริ่มจำชื่อโน้ตใหม่ทั้งหมด
ลองใช้การ Slide จาก B ไป C# หรือ Bend ให้เสียงเคลื่อนเข้าหา C# อย่างแม่นยำ แล้วกลับมาที่ D หรือ B วิธีนี้จะทำให้ #11 ฟังเป็นส่วนหนึ่งของ Phrase แทนที่จะฟังเหมือนโน้ตสีที่ถูกวางแยกออกจากประโยคดนตรี
ในช่วงแรกควรใช้ Clean Tone หรือปรับ Gain ไว้ในระดับต่ำ เพื่อให้ได้ยินความแตกต่างระหว่าง Chord Tone กับ Tension อย่างชัดเจน เอฟเฟคที่ทำให้เสียงยาวหรือแตกหนามากเกินไปอาจทำให้โน้ตซ้อนกัน จนตรวจสอบความสัมพันธ์กับ Harmony ได้ยาก
วิธีฝึกสำหรับคีย์บอร์ด
ผู้เล่นคีย์บอร์ดสามารถเริ่มจากกดคอร์ด G7 ด้วยมือซ้าย
G – B – F
จากนั้นใช้มือขวาเล่น C# เพื่อฟังสีของ #11 โดยตรง แล้วสลับระหว่าง C กับ C# เพื่อเปรียบเทียบเสียงแบบ Mixolydian กับเสียงของคอร์ด 7#11
เมื่อเริ่มได้ยินความแตกต่างแล้ว ให้สร้าง Phrase สั้นด้วยมือขวา เช่น
B – C# – D – F
หรือ
F – E – C# – D – B
พยายามพักที่ B หรือ F เป็นระยะ เพื่อให้หูยังรับรู้ความเป็น G7 ได้ แม้ Phrase จะมี Tension อย่าง C# และ E อยู่ด้วย
ไม่จำเป็นต้องกดคอร์ด G7#11 ให้ครบทุกโน้ตอยู่ตลอดเวลา เพราะ Voicing ที่แน่นเกินไปอาจทำให้แยกหน้าที่ของแต่ละเสียงได้ยาก การเว้นพื้นที่ให้มือขวาเล่น #11 จะช่วยให้ได้ยินความแตกต่างระหว่างเสียงคอร์ดกับเสียงโซโล่ได้ชัดเจนขึ้น
แบบฝึก 3 ขั้นเพื่อนำไปใช้โซโล่จริง
ขั้นที่ 1 ฟัง Chord Tone ให้ชัดก่อน
วนคอร์ด G7 หรือ G7#11 อย่างช้า ๆ แล้วเล่นเฉพาะโน้ตต่อไปนี้
G – B – D – F
สร้าง Phrase สั้นจากโน้ตทั้งสี่ตัว จนสามารถได้ยินความเป็น Dominant โดยไม่ต้องคิดชื่อโน้ตทุกครั้ง
ลองจบ Phrase ที่ B, F, D และ G แล้วฟังว่าจุดจบแต่ละตัวให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างไร
- B ช่วยยืนยัน Major 3rd ได้อย่างชัดเจน
- F ให้ความตึงแบบ Dominant
- D ให้ความมั่นคง แต่ยังไม่ทำให้ Phrase รู้สึกจบสนิท
- G ให้ความรู้สึกกลับมาถึงรากของคอร์ด
ขั้นที่ 2 เติม #11 ทีละจุด
เพิ่ม C# เข้าไประหว่าง Chord Tone เช่น
B – C# – D
F – E – C# – D
G – B – C# – D – F
ในขั้นนี้ยังไม่ควรรีบเล่นสเกลให้ครบทั้งเจ็ดเสียง เป้าหมายคือฝึกฟังว่า C# เปลี่ยนสีของ G7 อย่างไร และตำแหน่งใดทำให้ #11 เด่นขึ้นโดยไม่กลบลักษณะของคอร์ด
ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบกับ Mixolydian
เล่น Phrase เดิมสองรอบ โดยรอบแรกใช้ C และรอบที่สองใช้ C#
รอบ Mixolydian
B – C – D – F – E – D – B
รอบที่ใช้ #11
B – C# – D – F – E – D – B
บันทึกเสียงทั้งสองแบบแล้วนำมาฟังเปรียบเทียบ รอบที่ใช้ C จะให้เสียง Dominant แบบคุ้นเคย และอาจเกิดความขัดกับ B ได้มากกว่า ส่วนรอบที่ใช้ C# จะให้สีที่เปิดและลอยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคอร์ดประกอบมีเสียง #11 รองรับอยู่แล้ว
การใช้ Looper วนคอร์ด G7#11 หรือบันทึก Voicing สั้น ๆ ไว้ก่อน จะช่วยให้ฝึก Phrase ซ้ำได้สะดวกขึ้น แต่เสียงคอร์ดต้องชัดพอให้ตรวจสอบได้ว่าแนวโซโล่เข้ากับ Harmony จริงหรือไม่
ใช้ Mode นี้ในเพลงจริงเมื่อใด
Mode นี้พบได้บ่อยใน Jazz, Fusion และดนตรีที่ใช้คอร์ดสี แต่ก็สามารถนำไปใช้ใน Pop, Funk หรือ Rock ได้ หาก Arrangement และ Voicing เปิดพื้นที่ให้เสียง #11 ทำหน้าที่ได้อย่างชัดเจน
สถานการณ์ที่เหมาะกับการใช้เสียงแบบนี้ ได้แก่
- คอร์ดที่ระบุ 7#11 ไว้อย่างชัดเจน
- คอร์ด Dominant ที่ค้างนานพอให้พัฒนา Phrase และสีสันของเสียง
- ช่วง Vamp หรือช่วงคอร์ดวนซ้ำที่ต้องการความตึง แต่ยังคงต้องการบรรยากาศที่เปิดกว้าง
- คอร์ด Dominant ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น V7 แบบทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ต้องฟังเครื่องดนตรีอื่นใน Arrangement ด้วย หากคีย์บอร์ด กีต้าร์ริทึม หรือทำนองหลักกำลังเน้น Natural 11 การเพิ่ม #11 อาจทำให้เกิดเสียงชนที่ไม่เหมาะกับบริบท แม้ตามทฤษฎีจะสามารถใช้สเกลนี้กับคอร์ดดังกล่าวได้
Mode นี้จึงไม่ใช่คำตอบสำหรับคอร์ด Dominant 7 ทุกตัว หากคอร์ดทำหน้าที่เป็น V7 แบบทั่วไป และการเรียบเรียงต้องการสีเสียงแบบดั้งเดิม Mixolydian หรือแนวทางที่เน้น Chord Tone อาจเหมาะสมกว่า
ในทางกลับกัน หากต้องการความตึงที่เข้มขึ้นด้วย b9, #9, b5 หรือ #5 ควรศึกษาการใช้ Altered Dominant ต่อ เพราะให้ลักษณะเสียงแตกต่างจากความสว่างและความเปิดของเสียง 7#11 อย่างชัดเจน
ข้อผิดพลาดที่ทำให้โซโล่เหมือนไล่สเกลทับคอร์ด
ข้อผิดพลาดประการแรกคือการเริ่มและจบ Phrase ตาม Pattern สเกล โดยไม่สนใจจังหวะที่คอร์ดเปลี่ยน แม้จะใช้โน้ตถูกชุด แต่ผู้ฟังอาจไม่ได้ยินความสัมพันธ์ระหว่างแนวโซโล่กับ Harmony
ข้อผิดพลาดประการที่สองคือการย้ำ #11 มากเกินไป เพราะคิดว่าเป็นโน้ตที่ต้องใช้เพื่อแสดงสีของ Mode ความจริงแล้วโน้ตสีจะเด่นขึ้นเมื่อมีพื้นที่ และมีเสียงอื่นช่วยสร้างความแตกต่าง หากใช้ C# อยู่ตลอด Phrase หูจะเริ่มคุ้นชินและโน้ตนี้จะสูญเสียความโดดเด่น
ข้อผิดพลาดประการที่สามคือการไม่เน้น Major 3rd และ Minor 7th การขาด B กับ F ทำให้ Phrase แสดงคุณภาพของ G7 ได้ไม่ชัดเจน แม้จะมี C# อยู่ก็ตาม
ข้อผิดพลาดประการที่สี่คือการใช้สเกลโดยไม่ฟังคอร์ดประกอบ หาก Voicing หรือทำนองอื่นกำลังเน้น C ธรรมชาติ การเพิ่ม C# อาจทำให้เกิดเสียงชนที่ไม่ต้องการ
ข้อผิดพลาดประการสุดท้ายคือการสนใจเฉพาะระดับเสียง แต่ไม่คำนึงถึง Rhythm, Dynamics และช่องไฟ ต่อให้เลือกโน้ตได้ถูกต้อง Phrase ก็ยังฟังไม่น่าสนใจได้ หากทุกโน้ตมีความยาว น้ำหนัก และ Accent เท่ากันทั้งหมด
วิธีตรวจสอบว่าโซโล่มีสีสันขึ้นหรือเริ่มหลุด Harmony
หลังฝึกควรบันทึกเสียงแล้วนำกลับมาฟัง โดยตรวจสอบทีละประเด็นดังนี้
- เมื่อปิดเสียงคอร์ดลงชั่วคราว ยังฟังออกหรือไม่ว่า Phrase อยู่บนคอร์ด Dominant 7
- มี B และ F อยู่ในจุดสำคัญมากพอให้ได้ยิน Major 3rd กับ Minor 7th หรือไม่
- C# ทำหน้าที่เป็นสีของ #11 หรือถูกย้ำมากเกินไปจน Phrase ขาดทิศทาง
- เมื่อเปลี่ยน C# กลับเป็น C สีของ Phrase แตกต่างกันอย่างชัดเจนหรือไม่
- Phrase มีจุดเริ่ม จุดสร้างความตึง จุดพัก และจุดกลับเข้าสู่ Chord Tone หรือไม่
- โน้ตที่ลากยาวเป็นเสียงใด หากเป็น Tension มีการเคลื่อนไปหา Chord Tone อย่างตั้งใจหรือไม่
- เมื่อเปิดเสียงคอร์ด G7#11 กลับมา Phrase ฟังเป็นส่วนหนึ่งของเพลง หรือฟังเหมือนกำลังไล่สเกลทับ Backing Track
สัญญาณว่าฝึกมาถูกทางคือ แม้จะใช้ C# เพียงหนึ่งหรือสองครั้ง ผู้ฟังก็ยังได้ยินสีของ #11 อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน B และ F ยังคงทำให้เสียงของ G7 ไม่หายไปจาก Harmony
ใช้เสียง #11 ให้มีสีโดยไม่เสียแกนของคอร์ด
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การจำโน้ตเจ็ดตัวแล้วไล่ขึ้นลง แต่คือการจัดลำดับความสำคัญของเสียงให้ถูกต้อง บน G7#11 ควรให้ B และ F ทำหน้าที่ยืนยันคอร์ด ใช้ G กับ D เป็นจุดพัก และเติม C# เพื่อสร้างสีของ #11 ในจังหวะที่ Phrase ต้องการ
เมื่อเริ่มจาก Chord Tone แล้วค่อยเพิ่ม 9, #11 และ 13 แนวโซโล่จะมีมิติมากกว่า Mixolydian ทั่วไป แต่ยังคงเชื่อมโยงกับ Harmony อย่างชัดเจน
การฝึกด้วย Phrase สั้น เปรียบเทียบ C กับ C# และบันทึกเสียงกลับมาฟัง จะช่วยให้เข้าใจว่า #11 ควรอยู่ตรงไหน แทนที่จะใช้ Mode จากรูป Pattern เพียงอย่างเดียว






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น