Voice Leading เป็นแนวคิดสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดฟังลื่น เป็นธรรมชาติ และมีทิศทางชัดเจนขึ้น ไม่ว่าคุณจะเล่นกีต้าร์หรือเปียโน หากเข้าใจวิธีขยับโน้ตแต่ละเสียงอย่างมีเหตุผล คุณจะวางคอร์ดได้เนียนขึ้น เรียบเรียงได้ดีขึ้น และทำให้ภาพรวมของเพลงมีมิติชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Voice Leading คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
แนวคิดนี้คือการทำให้โน้ตแต่ละเสียงภายในคอร์ดเคลื่อนที่อย่างเป็นระเบียบและสัมพันธ์กัน จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนคอร์ดให้ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนคอร์ดให้ต่อเนื่องและฟังราบรื่นด้วย
เมื่อคอร์ดหนึ่งเปลี่ยนไปสู่อีกคอร์ดหนึ่ง ถ้าโน้ตแต่ละตัวขยับในระยะใกล้ที่สุดเท่าที่ทำได้ เสียงโดยรวมจะฟังกลมกลืนขึ้นทันที ผู้ฟังจะรู้สึกว่าคอร์ดเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะได้ยินเหมือนการย้ายตำแหน่งคอร์ดแบบแข็ง ๆ
ถ้ายังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างคอร์ดและตัวโน้ตในคอร์ด ลองอ่าน เจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์ เพิ่มเติมก่อนได้
ถ้าต้องการเห็นการใช้ Voice Leading ในบริบทกีต้าร์โปร่งแบบเล่นเมโลดี้และคอร์ดไปพร้อมกัน สามารถต่อยอดด้วยบทความ Chord Melody กีต้าร์โปร่ง เพื่อฝึกให้เสียงบนสุดของคอร์ดเดินเป็นเมโลดี้อย่างชัดเจน
ความต่างระหว่างการจับคอร์ดทั่วไปกับ Voice Leading
การจับคอร์ดแบบทั่วไปมักอาศัยรูปทรงที่คุ้นมือบนกีต้าร์ หรือการกดคอร์ดเต็มบนเปียโนเป็นหลัก แต่แนวคิดการเชื่อมเสียงจะมองลึกลงไปว่าโน้ตแต่ละตัวกำลังเคลื่อนไปทางใด และเคลื่อนมากเกินความจำเป็นหรือไม่
ผลที่ได้มักต่างกันอย่างชัดเจน
- เสียงโดยรวมฟังต่อเนื่องมากขึ้น
- การเปลี่ยนคอร์ดฟังไม่สะดุด
- ทำนองด้านบนกับแนวเบสทำงานสอดรับกันมากขึ้น
- การเรียบเรียงฟังมีทิศทางและมีรายละเอียดมากขึ้น
เมื่อเข้าใจการเคลื่อนของเสียงแต่ละแนวแล้ว สามารถต่อยอดไปสู่การ วาง Quartal Voicing ให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้น โดยใช้คอร์ดเรียงคู่ 4 ในบางจุด เพื่อให้เสียงคอร์ดโปร่งขึ้นและยังคุมทิศทางของฮาร์โมนีได้
หลักการสำคัญของ Voice Leading
ให้แต่ละเสียงขยับสั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น
หลักที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ อย่าให้ทุกโน้ตกระโดดพร้อมกันโดยไม่จำเป็น ถ้ามีทางเลือกที่ทำให้บางเสียงขยับเพียงครึ่งเสียงหรือเต็มเสียง ทางเลือกนั้นก็มักจะฟังลื่นและเป็นธรรมชาติกว่า
ถ้าต้องการอ่านคำอธิบายเชิงทฤษฎีเพิ่มเติม ลองดูหัวข้อ Voice Leading ของ Music Theory for the 21st-Century Classroom ซึ่งอธิบายเรื่องการเคลื่อนที่ของเสียง การวางคอร์ด และความประหยัดในการขยับโน้ตไว้ค่อนข้างชัด
ตัวอย่างการใช้งาน
จากคอร์ด C ไป Am
- C มีโน้ต C E G
- Am มีโน้ต A C E
- จะเห็นว่า C และ E เป็นโน้ตร่วมกัน
- เพราะฉะนั้น จึงมีเพียงบางเสียงเท่านั้นที่ต้องขยับจริง
ใช้โน้ตร่วมให้คุ้ม
ถ้าคอร์ดสองคอร์ดมีโน้ตร่วมกัน ควรพิจารณาเก็บโน้ตนั้นไว้ก่อน เพราะโน้ตที่ค้างอยู่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคอร์ดได้ดีมาก ยิ่งเก็บเสียงเดิมไว้ได้มากเท่าไร การเปลี่ยนคอร์ดก็ยิ่งฟังเนียนขึ้นเท่านั้น ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่าคอร์ดหนึ่ง ๆ มีโน้ตอะไรบ้าง ลองอ่าน รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไร ก่อน แล้วค่อยกลับมาดูเรื่องโน้ตร่วมในบทความนี้ต่อ
เมื่อเข้าใจการใช้โน้ตร่วมแล้ว สามารถ ต่อยอดเป็น Diminished Passing Chord เพื่อใช้คอร์ด Diminished เป็นคอร์ดผ่านที่เก็บ Common Tone บางตัวไว้ แล้วขยับเสียงอื่นทีละครึ่งเสียงให้คอร์ดหลักเชื่อมกันลื่นขึ้น
ระวังการขยับแบบขนานมากเกินไป
ถ้าทุกเสียงขยับไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา คอร์ดอาจฟังแข็งและขาดมิติได้ง่าย โดยเฉพาะในงานเรียบเรียงที่ต้องการความลุ่มลึกของเสียง ถ้าสลับให้บางเสียงค้าง บางเสียงเลื่อนขึ้น และบางเสียงเลื่อนลง ภาพรวมจะฟังมีชีวิตชีวาและน่าสนใจกว่า
การประยุกต์ใช้ Voice Leading กับกีต้าร์
บนกีต้าร์ การเชื่อมเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้คอร์ดเปิด หรือการย้าย shape เดิมทั้งก้อนเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกตำแหน่งคอร์ดให้เหมาะกับการเคลื่อนที่ของเสียงแต่ละตัว ยิ่งเข้าใจการวางโน้ตบนแต่ละชุดสายมากเท่าไร ก็ยิ่งควบคุมความลื่นของคอร์ดได้ดีขึ้นเท่านั้น
ถ้าต้องการลงรายละเอียดเฉพาะมุมของมือกีต้าร์มากขึ้น สามารถอ่านต่อเรื่อง Voice Leading กีต้าร์ เพื่อดูวิธีทำให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องจับคอร์ดยากขึ้นเสมอ
ใช้ inversion และการวางโน้ตให้ช่วยพยุงการเปลี่ยนคอร์ด
แทนที่จะเล่นคอร์ดในรูปเดิมทุกครั้ง ลองเลือกตำแหน่งที่ทำให้เสียงเบสหรือเสียงบนสุดขยับน้อยลง วิธีนี้จะช่วยให้คอร์ดต่อกันได้ลื่นขึ้นอย่างชัดเจน
- ใช้ C/E แทน C ในบางบริบท
- ใช้ G/B แทน G เพื่อให้แนวเบสเดินต่อได้เนียนขึ้น
- นอกจากการทำให้เสียงเบสขยับน้อยลงแล้ว อีกแนวคิดหนึ่งคือการ ค้างเบสแล้วให้คอร์ดด้านบนเปลี่ยน เพื่อสร้างแรงตึงและความนิ่งไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ Harmony มีพลังมากขึ้นโดยไม่ต้องย้ายทุกเสียงพร้อมกัน
- มองหาโน้ตร่วมบนชุดสายเดิมก่อนย้ายไปตำแหน่งใหม่
- ลองเทียบหลายรูปแบบ แล้วเลือกแบบที่ฟังลื่นที่สุด ไม่ใช่เลือกเพียงแบบที่จับง่ายที่สุด
ถ้าอยากทบทวนเรื่อง inversion แบบเป็นขั้นตอน ลองดูบทเรียน Triad Inversion และ Seventh Chord Inversion ของ musictheory.net เพิ่มเติมได้
ไม่จำเป็นต้องเล่นครบทุกสายเสมอไป
ในหลายสถานการณ์ การเล่นคอร์ดเพียง 3 หรือ 4 เสียงให้ชัดเจน กลับควบคุมการเชื่อมเสียงได้ดีกว่าการตีเต็มทุกสาย โดยเฉพาะเวลาเล่นร่วมกับมือเบสหรือเล่นในวง การลดโน้ตที่ไม่จำเป็นออกจะช่วยให้คอร์ดชัด โปร่ง และไม่อัดแน่นเกินไป
การประยุกต์ใช้กับเปียโนให้คอร์ดเชื่อมลื่นขึ้น
เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่เหมาะมากกับการฝึกเรื่องนี้ เพราะผู้เล่นสามารถจัดวางแต่ละเสียงได้อย่างอิสระ และได้ยินความต่างของการวางคอร์ดแต่ละแบบได้ชัดเจนกว่าหลายเครื่องดนตรี
แยกหน้าที่มือซ้ายและมือขวาให้ชัด
วิธีที่ได้ผลมากคือ ให้มือซ้ายทำหน้าที่เล่นเบสหรือโน้ตหลัก ส่วนมือขวาทำหน้าที่จัดวางคอร์ด โดยพิจารณาว่าเสียงใดควรค้าง เสียงใดควรขยับสั้นที่สุด วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้คอร์ดไม่หนาเกินไป และยังควบคุมทิศทางของเสียงบนสุดได้ง่ายขึ้นด้วย
ถ้าต้องการต่อยอดจากการควบคุมมือซ้ายและมือขวาไปสู่การใช้ Pedal ให้คอร์ดเชื่อมกันเนียนขึ้น ควรอ่านต่อเรื่อง ฝึก Voice Leading ด้วย Sustain Pedal บนคีย์บอร์ด เพื่อฝึกแยกว่าเมื่อใดควรค้างนิ้ว เมื่อใดควรยก Pedal และทำอย่างไรให้เสียงคอร์ดต่อกันลื่นโดยไม่เลอะ
เลือกการวางคอร์ดแบบเสียงชิดและเสียงกว้างให้เหมาะกับบริบท
การวางคอร์ดแบบเสียงชิดช่วยให้เสียงกระชับ และทำให้เห็นการขยับของโน้ตได้ชัด ส่วนการวางคอร์ดแบบเสียงกว้างช่วยให้เสียงโปร่งขึ้น ถ้าเลือกใช้ให้เหมาะกับช่วงของเพลง ก็จะทำให้การเปลี่ยนคอร์ดทั้งลื่นและมีมิติไปพร้อมกัน
เทคนิคระดับสูงในการพัฒนาการเชื่อมคอร์ด
จับตาโน้ตสำคัญของคอร์ดให้มากเป็นพิเศษ
ในคอร์ดประเภท 7th โน้ตที่บอกบุคลิกของคอร์ดได้ชัดมากมักเป็น 3rd และ 7th ถ้าคุมการขยับของสองเสียงนี้ได้ดี ภาพรวมของฮาร์โมนีก็มักจะชัดและลื่นขึ้นทันที โดยเฉพาะใน progression ที่เปลี่ยนคอร์ดต่อเนื่องค่อนข้างเร็ว
ถ้าต้องการนำ 3rd และ 7th จากแนวคิด Voice Leading ไปใช้กับการโซโล่โดยตรง สามารถอ่านต่อเรื่อง ใช้ 3rd และ 7th วางโซโล่ให้เดินตามคอร์ด เพื่อฝึกให้ Phrase เคลื่อนตาม Harmony ได้ชัดขึ้น
ถ้าต้องการเห็นว่าโน้ตสำคัญเหล่านี้ปรากฏอยู่บนบรรทัด 5 เส้นอย่างไร ลองอ่านเรื่อง อ่าน Chord Tone จากโน้ตจริง เพื่อเชื่อมการเคลื่อนเสียงในคอร์ดเข้ากับการอ่านโน้ตและตำแหน่งบนคอกีต้าร์
ถ้าต้องการทบทวนที่มาของสีสันคอร์ดฝั่งไมเนอร์เพิ่มเติม ลองอ่าน โน้ตในคอร์ดไมเนอร์ ควบคู่กันไปได้
คิดเป็นเส้นของเสียง มากกว่าคิดเป็นก้อนคอร์ด
แทนที่จะมองคอร์ดเป็นก้อนเดียว ลองมองว่าแต่ละเสียงกำลังสร้างเส้นทางของตัวเอง วิธีคิดแบบนี้ช่วยได้มากทั้งกับการเรียบเรียง การเล่นคีย์บอร์ด และการประสานเสียงบนกีต้าร์ เพราะจะทำให้คุณได้ยินความสัมพันธ์ของเสียงแต่ละชั้นชัดขึ้น
ตัวอย่างแนวคิด
- ดูว่าเสียงบนสุดกำลังเคลื่อนที่อย่างไร
- ฟังว่าเสียงกลางช่วยพยุงคอร์ด หรือทำให้เสียงแน่นเกินไป
- เช็คว่าแนวเบสมีทิศทางชัดหรือไม่
- พิจารณาว่ามีเสียงใดขยับเกินความจำเป็นหรือเปล่า
ถ้าฝึก Voice Leading บนเปียโนหรือคีย์บอร์ดจริง ควรพิจารณาด้วยว่าพื้นที่คีย์พอให้เห็นเสียงต่ำ กลาง และสูงแยกกันชัดหรือไม่ สามารถอ่านต่อเรื่อง เลือกคีย์บอร์ดให้เหมาะกับการฝึก Voice Leading เพื่อเข้าใจว่า 61 คีย์และ 88 คีย์ส่งผลต่อการฝึก Harmony ต่างกันอย่างไร
จุดสังเกตว่าการเปลี่ยนคอร์ดเริ่มลื่นขึ้นจริง
เสียงบนสุดไม่กระโดดเกินความจำเป็น
- ถ้าโน้ตบนสุดขยับทีละขั้น หรือขยับในระยะใกล้ เสียงโดยรวมของคอร์ดจะฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้น
- ถ้าโน้ตบนสุดกระโดดกว้างบ่อยเกินไป ผู้ฟังจะรู้สึกว่าคอร์ดเปลี่ยนแบบสะดุด แม้คอร์ดจะถูกต้องตามทฤษฎีก็ตาม
- สำหรับกีต้าร์ ลองเช็คสาย 1 หรือสาย 2 ว่าทำนองด้านบนต่อกันลื่นหรือไม่
- สำหรับเปียโน ลองฟังเฉพาะเสียงบนสุดของมือขวาแยกออกมา จะช่วยให้เห็นทิศทางของประโยคดนตรีได้ชัดขึ้น
เสียงกลางยังทำหน้าที่เชื่อมคอร์ด
- เวลาคอร์ดเปลี่ยนแล้วมีอย่างน้อย 1 ถึง 2 เสียงที่ค้างอยู่ หรือขยับเพียงครึ่งเสียงถึงเต็มเสียง การเชื่อมมักจะฟังเนียนขึ้นทันที
- ถ้าทุกเสียงขยับพร้อมกันทั้งหมด เสียงจะฟังเหมือนย้ายบล็อกคอร์ด มากกว่าจะเป็นการเชื่อมฮาร์โมนี
- บนเปียโน เสียงกลางมักเป็นตัวกำหนดความแน่นและความต่อเนื่องของคอร์ด ถ้าขยับเกินจำเป็น คอร์ดจะฟังแข็งขึ้นได้ง่าย
- บนกีต้าร์ การเลือกตัดบางสายออกช่วยให้เสียงกลางไม่ชนกัน และทำให้ภาพรวมของคอร์ดชัดขึ้น
ถ้าต้องการพัฒนาจากการเข้าใจว่าเสียงกลางขยับอย่างไร ไปสู่การฟังเสียงด้านในของคอร์ดให้ชัดขึ้น สามารถอ่านต่อเรื่อง ฝึกฟัง Inner Voice Movement เพื่อแยกการเคลื่อนของเสียง Alto และ Tenor ภายในคอร์ดได้แม่นขึ้น
เมื่อเริ่มจัดเสียงให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้นแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำ Voicing เหล่านั้นไปใช้ในวงจริง โดยต้องฟังว่าเสียงของเราชนกับเบส กลอง หรือทำนองหลักหรือไม่ สามารถต่อยอดได้จากบทความ ฝึก Comping ด้วย Voicing ที่ไม่ชนกับวง
เบสเดินมีทิศทางและไม่แย่งความเด่นจากเสียงอื่น
- เบสที่เดินอย่างมีเหตุผลจะช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดมีแรงดึง และฟังเป็นระบบมากขึ้น
- บางครั้งการใช้ inversion ทำให้เบสขยับสั้นลง และช่วยประคองอารมณ์เพลงได้ดีกว่าการกลับไปหา root ทุกคอร์ด
- ถ้าเบสกระโดดกว้างตลอดเวลา คอร์ดอาจฟังหนักเกินไป และทำให้เสียงบนสุดทำงานยากขึ้น
- เวลาฝึก ลองร้องหรือฮัมแนวเบสแยกออกมา จะช่วยให้เห็นภาพการเชื่อมของคอร์ดชัดขึ้นมาก
ถ้าต้องการเจาะเฉพาะบทบาทของเสียงต่ำในการเชื่อมคอร์ด สามารถอ่านต่อเรื่อง ทำให้แนวเบสเดินลื่นด้วย Walking Bass เพราะจะช่วยให้เห็นว่าการใช้ Chromatic Approach ทำให้คอร์ดถัดไปฟังชัดขึ้นได้อย่างไร
วิธีฝึกกับ progression ที่พบบ่อย
ลองฝึกกับ I - V - vi - IV
- เริ่มจากเล่นคอร์ดแบบที่คุ้นมือก่อน แล้วสังเกตว่าเสียงใดซ้ำกัน หรือขยับใกล้กันได้
- จากนั้นลองจัดใหม่ให้แต่ละคอร์ดมีระยะขยับน้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องเล่นคอร์ดเต็มทุกครั้ง
- สำหรับกีต้าร์ ลองเทียบระหว่างการย้าย shape เดิมทั้งก้อน กับการเลือกตำแหน่งคอร์ดใหม่ในบริเวณใกล้กัน
- สำหรับเปียโน ลองให้มือซ้ายเล่นเบสทีละตัว ส่วนมือขวาจัดคอร์ดให้เสียงบนสุดต่อกันลื่น จะเห็นความต่างได้ชัดมาก
- เมื่อฝึกครบหลายรอบ ให้ลองอัดเสียงตัวเองแล้วฟังกลับ จะได้ยินชัดว่ารอบใดคอร์ดเชื่อมกันดีกว่า
ลองฝึกกับ ii - V - I
- progression นี้เหมาะมากสำหรับฝึกการเชื่อมของเสียง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดชัด และสังเกตการขยับของโน้ตได้ง่าย
- เริ่มจากเช็ค 3rd และ 7th ของแต่ละคอร์ดก่อน แล้วดูว่าแต่ละเสียงขยับสั้นที่สุดได้อย่างไร
- บนเปียโน สามารถฝึกแบบมือซ้ายเล่น root ส่วนมือขวาเล่นเฉพาะโน้ตสำคัญ เพื่อให้เห็นการเคลื่อนของเสียงชัดขึ้น
- บนกีต้าร์ ลองเล่นคอร์ด 3 หรือ 4 เสียงบนชุดสายกลาง จะช่วยให้เห็นระยะขยับได้ง่ายกว่าการตีคอร์ดเต็ม
- เมื่อเริ่มคล่องแล้ว ค่อยเพิ่มเสียงสีอย่าง 9th หรือ 13th เพื่อฝึกการคุมความลื่น โดยไม่ทำให้คอร์ดแน่นเกินไป
ข้อผิดพลาดที่ทำให้คอร์ดเปลี่ยนยังไม่ลื่น
ย้าย shape ตามมือมากกว่าฟังการเคลื่อนของเสียง
- ผู้เล่นจำนวนมากเปลี่ยนคอร์ดจากความคุ้นมือเพียงอย่างเดียว จนทำให้เสียงรวมกระโดดโดยไม่รู้ตัว
- ถ้าคิดแค่ตำแหน่งนิ้ว แต่ไม่ฟังว่าแต่ละเสียงขยับไปทางใด การเชื่อมคอร์ดจะฟังแข็ง แม้จะเล่นคอร์ดถูกก็ตาม
- วิธีแก้คือฝึกดูทีละเสียง ว่าเสียงใดควรค้าง และเสียงใดควรเลื่อนขึ้นหรือลงเพียงเล็กน้อย
เล่นครบทุกโน้ตจนแน่นเกินไป
- การเล่นคอร์ดครบทุกเสียงไม่ใช่คำตอบเสมอ โดยเฉพาะเวลาเล่นร่วมกับวง หรือมีหลายเครื่องดนตรีเล่นพร้อมกัน
- ถ้าใส่โน้ตมากเกินไป เสียงจะทับกันง่าย และทำให้การเชื่อมฟังไม่ชัด
- ลองตัดเสียงที่ไม่จำเป็นออก แล้วเก็บเฉพาะโน้ตที่ช่วยบอกคุณภาพของคอร์ดจริง ๆ จะทำให้ควบคุมการเปลี่ยนคอร์ดได้ง่ายขึ้น
ไม่เช็คเสียงบนสุดกับเสียงเบสแยกกัน
- ถ้าฟังแต่ภาพรวมของคอร์ดอย่างเดียว อาจไม่รู้ว่าเสียงที่ทำให้สะดุดจริง ๆ อยู่ตรงไหน
- การแยกฟังเสียงบนสุดกับเบสจะช่วยให้เห็นโครงของฮาร์โมนีและทำนองชัดขึ้น
- วิธีฝึกที่ได้ผลคือเล่นช้า ๆ แล้วฟังทีละชั้นของเสียง ก่อนจะค่อยรวมกลับมาเป็นคอร์ดเต็ม
ถ้าคุณเริ่มคุมการเชื่อมเสียงได้ดีขึ้นแล้ว หัวข้อที่ควรต่อยอดต่อคือ การใช้ Secondary Dominant ให้คอร์ดเดินมีแรงดึงมากขึ้น เพราะจะช่วยให้การเดินคอร์ดมีทิศทางชัดขึ้นอีกระดับ
สรุป
การเชื่อมเสียงเป็นทักษะที่ช่วยให้การเล่นดนตรีขยับจากระดับพื้นฐานไปสู่ระดับที่ละเอียดขึ้น เพราะแนวคิดนี้เปลี่ยนวิธีคิดจากการจับคอร์ดให้ครบ ไปสู่การควบคุมทิศทางของเสียงแต่ละตัวให้ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม ถ้าฝึกอย่างต่อเนื่อง คุณจะทำให้คอร์ดเปลี่ยนได้ลื่นขึ้น เสียงโดยรวมดีขึ้น และสื่ออารมณ์ของเพลงได้ชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น