ฝึกฟัง Inner Voice Movement แยกเสียงด้านในของคอร์ดให้ได้ยินชัดขึ้น

นักดนตรีสวมหูฟังฝึก Inner Voice Movement กับคีย์บอร์ดในห้องทำเพลง

     Inner Voice Movement คือทักษะการฟังที่ช่วยให้นักดนตรีแยกการเคลื่อนของเสียงด้านในคอร์ดได้ชัดเจนขึ้น ไม่ได้ฟังเพียงทำนองที่อยู่ด้านบน หรือเสียงเบสที่อยู่ด้านล่างเท่านั้น เมื่อหูเริ่มจับเสียง Alto และ Tenor ได้ดีขึ้น คุณจะเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมคอร์ดบางชุดจึงฟังลื่น มีมิติ และมีคาแรคเตอร์มากกว่าการเล่นคอร์ดแบบรวมเป็นก้อนเดียว


     บทความนี้เน้นการฝึกฟังเป็นหลัก ไม่ได้เน้นอธิบาย Harmony ในเชิงทฤษฎีซ้ำอีกครั้ง เป้าหมายคือช่วยให้คุณฟังเสียงด้านในของคอร์ดออก ร้องตามได้ เปรียบเทียบ Voicing ได้ และนำไปใช้กับการเล่นกีต้าร์ คีย์บอร์ด เบส การเรียบเรียงเพลง รวมถึงการโซโล่ให้เข้ากับ Harmony ได้จริง


     ถ้ายังไม่มั่นใจเรื่องการฟังลักษณะของคอร์ดจากเสียงจริง ควรอ่านบทความ ฝึกหูจับคุณภาพคอร์ด ควบคู่กันก่อน เพราะจะช่วยให้แยกเสียงเมเจอร์ ไมเนอร์ โดมิแนนต์ และคอร์ดเจ็ดได้ชัดขึ้น


     หลายครั้ง เพลงที่ฟังละมุนไม่ได้เกิดจากคอร์ดที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเกิดจากเสียงกลางของคอร์ดที่เคลื่อนอย่างประณีต เช่น เสียงหนึ่งค่อย ๆ ขยับลงครึ่งเสียง ขณะที่อีกเสียงค้างไว้เพื่อเชื่อมอารมณ์ของคอร์ดให้ต่อเนื่อง การได้ยินรายละเอียดเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการมอง Harmony เป็นเส้นเสียง ไม่ใช่แค่การจำชื่อคอร์ดที่เปลี่ยนไปในแต่ละห้องเพลง


Inner Voice Movement คืออะไรในมุมของการฝึกหู

     ในมุมของการฝึกหู เสียงด้านในหมายถึงเสียงที่อยู่ระหว่างเสียงสูงสุดกับเสียงเบส เช่น เสียง Alto และ Tenor ในการเรียงเสียงแบบประสานเสียง ถ้าเปรียบคอร์ดเป็นภาพรวม เสียงบนสุดมักเป็นส่วนที่คนฟังจับได้ง่ายที่สุด เสียงเบสเป็นฐานที่บอกทิศทางของคอร์ด ส่วนเสียงด้านในคือรายละเอียดที่ทำให้ Harmony ฟังอบอุ่น โปร่ง หนา แน่น หรือมีแรงดึงมากขึ้น

     

ตัวอย่างเช่น

     Cmaj7
C - E - G - B


     Am7
A - C - E - G


     ถ้าฟังแบบทั่วไป คุณอาจได้ยินเพียงเสียงเบสที่เปลี่ยนจาก C ไป A แต่ถ้าฟังแยกเป็นชั้นเสียง จะเริ่มสังเกตได้ว่าเสียง B อาจเคลื่อนลงไป A ขณะที่เสียง G และ E อาจค้างอยู่ การฟังแบบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าคอร์ดไม่ได้เปลี่ยนเป็นก้อนเดียว แต่มีเสียงย่อยหลายเส้นเคลื่อนพร้อมกันอยู่ภายใน


     สิ่งสำคัญคือไม่ควรเริ่มจากการพยายามฟังทุกเสียงพร้อมกัน เพราะอาจทำให้หูสับสนได้ง่ายกว่าเดิม ควรเลือกฟังเสียงด้านในทีละเส้นก่อน เช่น ฟังเฉพาะ 3rd ของคอร์ด แล้วค่อยขยับไปฟัง 7th หรือ Chord Extensions ในขั้นต่อไป

มือกดคีย์บอร์ดไฟฟ้าในห้องซ้อมดนตรี แสงอบอุ่นและพื้นหลังเรียบ

ทำไม Inner Voice Movement สำคัญกับนักดนตรีระดับกลางขึ้นไป

     เมื่อนักดนตรีเริ่มพ้นจากระดับพื้นฐาน การรู้เพียงชื่อคอร์ดมักไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะคอร์ดเดียวกันสามารถให้ความรู้สึกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับการจัด Voicing และทิศทางของเสียงด้านใน


     ตัวอย่างเช่น Cmaj7 อาจฟังโปร่ง อบอุ่น หรือโมเดิร์นได้ ขึ้นอยู่กับว่าโน้ต E, G, B รวมถึง Extension อย่าง D หรือ A ถูกวางไว้ตรงไหน และเคลื่อนไปสู่คอร์ดถัดไปอย่างไร ถ้าเสียงด้านในกระโดดมากเกินไป คอร์ดอาจฟังแข็ง แต่ถ้าเสียงเหล่านี้ขยับทีละครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียงเต็ม เพลงจะฟังเชื่อมกันเป็นธรรมชาติมากขึ้น


     ถ้าต้องการเข้าใจหลักการพาเสียงแต่ละเส้นให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้น ควรอ่านบทความ Voice Leading สำหรับกีต้าร์และเปียโน เพิ่มเติม เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของการฟังเสียงด้านใน


     ถ้าต้องการอ่านมุมมองเชิงทฤษฎีเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำให้แต่ละเสียงในคอร์ดเคลื่อนไปอย่างลื่นขึ้น สามารถอ่านบทความ Voice Leading Paradigms for Harmony in Music Composition ของ Berklee Online ประกอบได้

     

ทักษะนี้ส่งผลโดยตรงกับหลายด้าน เช่น

  • การเลือก Chord Voicing
  • การเล่น Comping ให้ไม่รก
  • การฟัง Chord Extensions
  • การเขียน Voice Leading
  • การเรียบเรียงเสียงประสาน
  • การสร้างไลน์คีย์บอร์ดหรือกีต้าร์ที่ไม่ชนกับทำนองหลัก
  • การโซโล่โดยเลือก Target Note ได้แม่นขึ้น


     ถ้ายังไม่ชัดว่า 9th, 11th และ 13th มีผลต่อสีสันของคอร์ดอย่างไร ควรอ่านบทความ การใช้ Chord Extensions เพื่อให้เข้าใจว่าเสียงเสริมเหล่านี้ควรวางอย่างไรโดยไม่ทำให้เพลงแน่นเกินไป


     มือกีต้าร์ที่ฝึกฟังเสียงด้านในได้ดีจะเลือกจับคอร์ดอย่างมีทิศทางมากขึ้น มือเบสจะเข้าใจว่าคอร์ดด้านบนกำลังพา Harmony ไปทางใด ส่วนนักเรียบเรียงเพลงจะรู้ว่าควรให้เครื่องดนตรีใดค้างเสียง เครื่องดนตรีใดควรเคลื่อนเสียง และช่วงใดควรเว้นพื้นที่ เพื่อให้ Texture ของเพลงไม่แน่นจนเกินไป


เริ่มฝึกจากการแยกเสียงบน เสียงล่าง และเสียงกลาง

     ก่อนจะฟังเสียงด้านในได้ชัด ควรฝึกแยกขอบของคอร์ดให้ได้ก่อน นั่นคือเสียงบนสุดและเสียงเบส เพราะสองจุดนี้เปรียบเหมือนกรอบที่ช่วยให้รู้ว่าเสียงกลางอยู่ในบริเวณใด


ขั้นแรก ฟังเสียงเบสให้ชัด

     เริ่มจากทางเดินคอร์ดง่าย ๆ เช่น

     Dm7 → G7 → Cmaj7


     ให้ฟังเฉพาะเสียงเบสก่อน เช่น D → G → C อย่าเพิ่งสนใจเสียงอื่น เป้าหมายคือทำความเข้าใจว่าฐานของคอร์ดเคลื่อนอย่างไร เพราะถ้าเสียงเบสยังไม่ชัด การแยกเสียงกลางจะยากขึ้นมาก


     เมื่อฟังเสียงเบสได้แล้ว ให้เล่นคอร์ดเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้ให้ฟังว่าเสียงบนสุดของ Voicing เคลื่อนไปทางใด เสียงบนสุดมักเด่นคล้ายทำนอง จึงจับได้ง่ายกว่าเสียงกลาง


ขั้นต่อมา เลื่อนความสนใจเข้ามาที่เสียงกลาง

     หลังจากรู้ตำแหน่งของเสียงบนและเสียงเบสแล้ว ให้เลือกฟังเสียงที่อยู่ระหว่างกลางเพียง 1 เส้น เช่น 3rd หรือ 7th ของคอร์ด

     

ตัวอย่างในทางเดินคอร์ดนี้

     Dm7
D - F - A - C


     G7
G - B - D - F


     Cmaj7
C - E - G - B


     ลองฟังว่าเสียง F ใน Dm7 เคลื่อนไปเป็นเสียงใดใน G7 และ Cmaj7 การฝึกแบบนี้จะทำให้คุณเริ่มได้ยิน Voice Leading เป็นเส้นต่อเนื่อง ไม่ใช่ฟังแค่ชื่อคอร์ดแยกกันทีละคอร์ด


     ถ้าอยากฝึกฟังโน้ตสำคัญอย่าง 3rd และ 7th ให้ต่อเนื่องเป็นเส้นเสียงมากขึ้น สามารถอ่านบทความ Guide Tone Line เพิ่มเติมได้


วิธีร้องตามเสียง Alto และ Tenor ให้แม่นขึ้น

     การร้องตามเป็นวิธีฝึกที่สำคัญมาก เพราะถ้าคุณร้องเสียงด้านในได้ แปลว่าหูเริ่มจำระดับเสียงและทิศทางของเสียงนั้นได้จริง ไม่ใช่เพียงเข้าใจจากการอ่านทฤษฎี

นักดนตรีร้องตามคอร์ดเพื่อฝึก Inner Voice Movement กับคีย์บอร์ด

เลือกเสียงเดียวแล้วร้องให้จบทางเดินคอร์ด

     เริ่มจากคอร์ด 3-4 คอร์ดเท่านั้น แล้วเลือกเสียงด้านใน 1 เส้น เช่น Alto หรือ Tenor จากนั้นร้องตามให้ต่อเนื่องจนจบทางเดินคอร์ด

     

ตัวอย่าง

     Fmaj7 → G7 → Em7 → Am7


     ให้เลือกฟังเสียง A ใน Fmaj7 แล้วสังเกตว่าเมื่อไป G7 เสียงนี้ขยับไปทางใด จากนั้นร้องตามเสียงที่ใกล้ที่สุด อย่ากระโดดไปหาโน้ตที่ร้องง่ายกว่า เพราะเป้าหมายคือฝึกตามเส้นเสียงจริงของ Voicing


ร้องเบา ๆ แล้วเช็คกับเครื่องดนตรี

     ไม่จำเป็นต้องร้องดังหรือร้องให้เพราะเหมือนนักร้อง เป้าหมายคือทำให้เสียงในหัวตรงกับระดับเสียงที่ได้ยิน คุณสามารถเล่นคีย์บอร์ดหรือกีต้าร์ค้างคอร์ดไว้ แล้วร้องเสียงกลางเบา ๆ จากนั้นค่อยเช็คกับเครื่องดนตรีอีกครั้ง


     ถ้าร้องแล้วเพี้ยน ให้กลับไปฟังเสียงนั้นแบบเดี่ยว ๆ ก่อน จากนั้นค่อยเล่นรวมกับคอร์ดเต็ม วิธีนี้จะช่วยให้หูค่อย ๆ แยกเสียงกลางออกจากคอร์ดเต็มได้ดีขึ้น


อย่ารีบฟังหลายเส้นพร้อมกัน

     ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือพยายามฟังทุกเสียงในคอร์ดพร้อมกันเร็วเกินไป สุดท้ายหูจึงกลับไปจับแค่เสียงบนสุดกับเสียงเบสเหมือนเดิม ควรฝึกทีละเส้นจนมั่นใจก่อน แล้วค่อยลองฟังเสียงด้านในสองเส้นพร้อมกัน


ใช้บรรทัด 5 เส้นและ Piano Roll ช่วยให้เห็นทิศทางของเสียงชัดขึ้น

     ถ้าคุณอ่านโน้ตดนตรีได้ การเขียนเสียงด้านในลงบนบรรทัด 5 เส้นจะช่วยให้เห็นทิศทางของเสียงชัดขึ้นมาก เพราะคุณจะเห็นว่าโน้ตเคลื่อนขึ้น เคลื่อนลง หรือค้างอยู่ตรงไหน

โต๊ะทำเพลงพร้อมแล็ปท็อป สมุดโน้ต หูฟัง และคีย์บอร์ดขนาดเล็ก

     ถ้ายังไม่คุ้นกับการมองตำแหน่งโน้ตบนบรรทัด 5 เส้น ควรทบทวนบทความ วิธีการอ่านโน้ตดนตรี ก่อน แล้วค่อยกลับมาฝึกเขียนเส้นเสียงด้านใน จะช่วยให้เห็นทิศทางของเสียงง่ายขึ้น

     

ตัวอย่างเส้นเสียงด้านในอาจเป็น

     F → E → E


หรือ


    B → C → B


     เมื่อเห็นรูปทรงของโน้ตบนบรรทัด 5 เส้น พร้อมกับฟังเสียงจริง สมองจะเริ่มเชื่อมโยงภาพกับเสียงได้ดีขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่การอ่านโน้ตไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการเล่นตามโน้ตเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาการฝึกหูและการวิเคราะห์ Harmony ได้ด้วย


     สำหรับคนที่ใช้โปรแกรมทำเพลง Piano Roll ก็ช่วยได้เช่นกัน ให้แยกโน้ตแต่ละเสียงเป็นแนวนอน แล้วดูว่าเสียงกลางของคอร์ดเคลื่อนอย่างไร ถ้าเห็นว่าโน้ตบางเส้นขยับทีละครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียงเต็ม ให้ลองฟังเฉพาะเส้นนั้นแล้วร้องตาม


ฝึกเทียบ Voicing 2 แบบเพื่อฟังความต่างของเสียงด้านใน

     คอร์ดเดียวกันสามารถสร้างอารมณ์ต่างกันมากเมื่อเปลี่ยน Voicing เพราะตำแหน่งของเสียงกลางเปลี่ยนไปด้วย วิธีฝึกที่ดีคือเล่นคอร์ดเดียวกัน 2 แบบ แล้วฟังว่าเสียงด้านในเคลื่อนต่างกันอย่างไรเมื่อเปลี่ยนไปคอร์ดถัดไป

กีต้าร์ไฟฟ้าและคีย์บอร์ดสำหรับฝึก Inner Voice Movement ผ่าน Voicing

ตัวอย่างการเทียบ Voicing ของ Cmaj7

     ลองเล่น

     Cmaj7 แบบที่ 1
C - E - G - B


     Cmaj7 แบบที่ 2
C - G - B - E


     ทั้งสองแบบคือ Cmaj7 เหมือนกัน แต่ให้ความรู้สึกต่างกัน เพราะเสียง E, G และ B อยู่คนละตำแหน่ง เมื่อเปลี่ยนไป Am7 หรือ Fmaj7 ทิศทางของเสียงกลางก็จะต่างกันตามไปด้วย

     

ให้ลองเล่นช้า ๆ แล้วถามตัวเองว่า

  • เสียงไหนค้างอยู่
  • เสียงไหนขยับขึ้น
  • เสียงไหนขยับลง
  • เสียงไหนสร้างแรงดึงก่อนคลี่คลาย


     คำถามเหล่านี้ช่วยให้การฝึกไม่ใช่แค่การฟังว่าสวยหรือไม่สวย แต่เป็นการเช็คโครงสร้างของเสียงจริง ว่าเสียงแต่ละเส้นทำหน้าที่อะไรในคอร์ด


เทียบ Close Position กับ Drop 2

     ถ้าคุณเล่นกีต้าร์หรือคีย์บอร์ด ลองเทียบ Voicing แบบ Close Position กับ Drop 2 จะได้ยินทันทีว่าเสียงด้านในเปลี่ยนตำแหน่ง และคาแรคเตอร์ของคอร์ดก็เปลี่ยนตามไปด้วย


     Close Position มักให้ความรู้สึกแน่นและรวมเป็นก้อน ส่วน Drop 2 มักเปิดพื้นที่ของเสียงมากขึ้น ทำให้ได้ยินเสียงกลางบางเส้นชัดกว่าเดิม การฝึกเทียบแบบนี้ช่วยให้เลือก Voicing ตามหน้าที่ในเพลงจริงได้ดีขึ้น


แบบฝึก Inner Voice Movement 10 นาทีเพื่อแยกเสียงด้านในของคอร์ด

     การฝึกเสียงด้านในไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานในแต่ละวัน แต่ควรฝึกอย่างมีเป้าหมาย เพราะถ้าเปิดคอร์ดแล้วฟังรวม ๆ หูจะกลับไปจับทำนองหรือเสียงเบสเหมือนเดิม


นาทีที่ 1-3 ฟังเสียงบนสุดกับเสียงเบสก่อน

     เล่นคอร์ด 2-3 คอร์ดต่อกัน เช่น Dm7 → G7 → Cmaj7 แล้วฟังเฉพาะเสียงเบสก่อน จากนั้นเล่นซ้ำและฟังเฉพาะเสียงบนสุด เป้าหมายคือรู้ขอบบนและขอบล่างของ Voicing


     เมื่อรู้กรอบของเสียงแล้ว ให้พยายามไม่ร้องตามเสียงบนสุด แต่ค่อย ๆ เลื่อนความสนใจเข้ามาที่เสียงกลาง


นาทีที่ 4-7 ร้องตามเสียงด้านในทีละเส้น

     เลือกเสียงด้านในเพียง 1 เส้น เช่น 3rd หรือ 7th แล้วร้องตามให้ได้ตลอดทางเดินคอร์ด ไม่ต้องร้องทุกเสียงพร้อมกัน เพราะเป้าหมายคือแยกการเคลื่อนของเสียงทีละเส้นให้ชัด


     ถ้าฟังไม่ออก ให้เล่นโน้ตเป้าหมายนั้นแบบเดี่ยว ๆ ก่อน แล้วค่อยเล่นรวมกับคอร์ดเต็ม วิธีนี้ช่วยให้หูจำตำแหน่งของเสียงได้แม่นขึ้น


     ถ้าต้องการแบบฝึกเสริมออนไลน์ ลองใช้ Chord Ear Training ของ musictheory.net เพื่อฝึกแยกคุณภาพของคอร์ดควบคู่กับการฟังเสียงด้านใน


นาทีที่ 8-10 เปลี่ยน Voicing แล้วฟังซ้ำ

     เล่นทางเดินคอร์ดเดิมอีกครั้ง แต่เปลี่ยน Voicing ให้เสียงด้านในอยู่คนละตำแหน่ง จากนั้นฟังว่าความรู้สึกของคอร์ดเปลี่ยนอย่างไร


     ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะจะทำให้เข้าใจว่า Voicing ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตำแหน่งนิ้ว แต่เปลี่ยนทิศทางของเสียงด้านใน และเปลี่ยนอารมณ์ของ Harmony ไปพร้อมกัน


ข้อผิดพลาดที่ทำให้ฟังเสียงด้านในไม่ออก

     การฝึกฟังเสียงด้านในต้องใช้เวลา เพราะเป็นทักษะที่สวนทางกับนิสัยการฟังทั่วไป ซึ่งมักจับเสียงที่เด่นที่สุดก่อน


ฟังเร็วเกินไปตั้งแต่แรก

     ถ้า Tempo เร็วเกินไป หูจะไม่มีเวลาตามเสียงกลางทัน ควรลดความเร็วลงจนสามารถร้องตามเสียงด้านในได้จริง แล้วค่อยเพิ่มความเร็วภายหลัง


ใช้คอร์ดหนาเกินไป

     คอร์ดที่มีโน้ตจำนวนมาก เช่น 9th, 11th, 13th อาจทำให้คนที่เพิ่งเริ่มฝึกฟังเสียงด้านในสับสน ควรเริ่มจาก Triad, Seventh Chord หรือ Voicing ที่มี 4 เสียงก่อน เมื่อฟังได้มั่นใจแล้วค่อยเพิ่ม Chord Extensions


เปลี่ยนทางเดินคอร์ดบ่อยเกินไป

     การเปลี่ยนแบบฝึกบ่อยทำให้หูยังไม่ทันจำเสียง ควรใช้ทางเดินคอร์ดเดิมต่อเนื่องหลายวัน แล้วเปลี่ยนเฉพาะ Voicing หรือเปลี่ยนเสียงที่เลือกฟัง วิธีนี้ช่วยให้พัฒนาความแม่นได้เร็วกว่า


การนำไปใช้กับการเล่นดนตรีจริง

     เมื่อฝึกจนเริ่มได้ยินเสียงด้านในชัดขึ้น คุณจะนำทักษะนี้ไปใช้ได้หลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นร่วมวง การเรียบเรียงเพลง หรือการแกะเพลง


สำหรับมือกีต้าร์

     มือกีต้าร์จะเลือก Voicing ได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น เช่น รู้ว่าเสียงกลางตัวไหนควรค้างเพื่อเชื่อมคอร์ด หรือควรขยับลงครึ่งเสียงเพื่อสร้าง Resolution การเล่น Comping จึงฟังลื่นขึ้นและไม่ชนกับทำนองหลัก


สำหรับมือเบส

     แม้มือเบสจะไม่ได้เล่นเสียงด้านในโดยตรง แต่การฟังเสียงกลางของคอร์ดออกจะช่วยให้เลือก Passing Note และ Target Note ได้ดีขึ้น เพราะเข้าใจว่าคอร์ดด้านบนกำลังสร้างแรงดึงไปทางใด


สำหรับมือคีย์บอร์ดและนักเรียบเรียงเพลง

     มือคีย์บอร์ดและนักเรียบเรียงจะใช้ทักษะนี้ในการจัดชั้นเสียงได้ดีขึ้น เช่น เลือกให้ Pad ค้างเสียงหนึ่งไว้ ขณะที่เปียโนขยับเสียงกลางอีกเส้น หรือให้เสียงประสานเคลื่อนสวนกับทำนองหลักโดยไม่ทำให้เพลงรก


     ถ้าใช้คีย์บอร์ดเป็นเครื่องมือหลักในการฝึกฟังเสียงด้านใน ควรเลือกขนาดคีย์ให้เหมาะกับการแยกเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงบน สามารถอ่านต่อเรื่อง เลือกคีย์บอร์ดสำหรับฝึก Inner Voice และจัด Layer เพื่อดูว่า 61 คีย์หรือ 88 คีย์เหมาะกับการฝึก Harmony แบบไหนมากกว่า


     เมื่อคิดแบบนี้ การเรียบเรียงเพลงจะไม่ใช่แค่การเพิ่มเครื่องดนตรีเข้าไปเรื่อย ๆ แต่เป็นการจัดบทบาทของเสียงแต่ละเส้นให้มีพื้นที่และหน้าที่ชัดเจน


เช็คว่าคุณเริ่มฟัง Inner Voice Movement ได้ดีขึ้นหรือยัง

     ลองทดสอบตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้

  • ฟังคอร์ด 2-3 คอร์ดต่อกัน
  • ร้องเฉพาะเสียงกลาง 1 เส้น
  • บอกให้ได้ว่าเสียงนั้นขึ้น ลง หรือค้าง
  • เช็คกับเครื่องดนตรีว่าร้องตรงระดับเสียงหรือไม่
  • เขียนเส้นเสียงนั้นลงบนบรรทัด 5 เส้นหรือ Piano Roll


     ถ้าคุณเริ่มทำได้แม่นขึ้น แปลว่าหูไม่ได้ฟัง Harmony เป็นก้อนเดียวเหมือนเดิมแล้ว แต่เริ่มแยกชั้นของเสียงได้ชัดขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเล่นและการวิเคราะห์ดนตรีระดับสูง


     สิ่งที่ควรจำคือทักษะนี้ไม่ได้เกิดจากการอ่านทฤษฎีอย่างเดียว แต่ต้องฝึกฟัง ร้อง เช็ค และเล่นซ้ำอย่างต่อเนื่อง ยิ่งคุณได้ยินเสียงด้านในชัดเท่าไร การเลือกคอร์ด การวาง Voicing การโซโล่ และการเรียบเรียงเพลงก็จะละเอียดขึ้นตามไปด้วย


การฟังเสียงด้านในคือก้าวสำคัญของการเข้าใจ Harmony

     การเคลื่อนของเสียงด้านในไม่ใช่แค่คำศัพท์ทางทฤษฎี แต่เป็นทักษะการฟังที่เปลี่ยนวิธีมองคอร์ดทั้งระบบ จากเดิมที่ฟังคอร์ดเป็นก้อนเดียว คุณจะเริ่มได้ยินว่าภายในคอร์ดมีเสียงหลายเส้นกำลังเคลื่อน ค้าง ดึง และคลี่คลายพร้อมกัน


     เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่อง คุณจะเริ่มเข้าใจว่าทำไม Voicing บางแบบถึงฟังอบอุ่น ทำไม Voice Leading บางช่วงถึงฟังลื่น และทำไมเพลงบางเพลงใช้คอร์ดไม่เยอะ แต่กลับมีอารมณ์ลึกกว่าที่คิด ทักษะนี้จึงสำคัญมากสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาจากการเล่นตามคอร์ด ไปสู่การเข้าใจโครงสร้างเสียงจริงของดนตรี


     สำหรับนักดนตรีที่ต้องการต่อยอดด้าน Harmony, Arrangement, Ear Training และการเล่นร่วมวง การฟังเสียงด้านในให้ชัดคือหนึ่งในทักษะที่ควรฝึกอย่างจริงจัง เพราะทำให้คุณไม่ได้แค่รู้ว่าคอร์ดคืออะไร แต่เริ่มได้ยินว่าคอร์ดกำลังเคลื่อนไปทางใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น