การใช้ Chord Extensions กับคอร์ด 7, 9, 11, 13 อย่างไรไม่ให้เพลงแน่นเกินไป

การใช้ Chord Extensions บนคีย์บอร์ดในมุมซ้อมดนตรี เห็นมือวางคีย์และกีต้าร์พิงอยู่ข้างโต๊ะ

     การใช้ Chord Extensions เป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับฮาร์โมนีได้มาก แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้หลายคนพบปัญหาเรื่องเสียงแน่น เสียงขุ่น หรือฟังอึดอัดได้ง่ายเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มใส่คอร์ด 7, 9, 11 และ 13 ทั้งที่ยังไม่เข้าใจชัดว่าโน้ตแต่ละตัวมีหน้าที่อย่างไรภายในคอร์ด


การใช้ Chord Extensions ให้ลึกก่อนใช้งาน

     Chord Extensions คือโน้ตที่ต่อยอดจากโครงสร้างคอร์ดหลัก หลังจาก Triad และคอร์ด 7 แล้ว เราจึงเริ่มพบ 9, 11 และ 13 ซึ่งเข้ามาช่วยเพิ่มสีสันให้กับคอร์ด อย่างไรก็ตาม เมื่อนำไปใช้จริง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใส่ให้ครบทุกตัว แต่อยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะกับหน้าที่ของคอร์ดและบรรยากาศของเพลง


     ถ้ายังไม่แม่นเรื่องตัวโน้ตในคอร์ดและหน้าที่ของโน้ตแต่ละตัว ลองอ่านบทความ รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไร ควบคู่กันไปก่อน แล้วจะเห็นภาพของคอร์ดขยายชัดขึ้น


Extensions ไม่ได้มีไว้ใส่ให้ครบทุกครั้ง

     หลายคนเมื่อเริ่มเข้าใจเรื่องคอร์ดแบบขยาย มักอยากลองเติมโน้ตหลายตัวพร้อมกันทันที เพราะคิดว่ายิ่งมีโน้ตมาก คอร์ดยิ่งดูละเอียดและน่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติ การใส่มากเกินไปกลับทำให้คอร์ดหนาเกินความจำเป็น และทำให้จุดเด่นของคอร์ดไม่ชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น


Root กับ Fifth ไม่จำเป็นต้องอยู่ครบเสมอไป

     ถ้าในวงมีเบสทำหน้าที่ของ Root ชัดเจนอยู่แล้ว คนเล่นคอร์ดก็ไม่จำเป็นต้องย้ำโน้ตตัวนั้นซ้ำทุกครั้ง ส่วน Fifth ก็เป็นโน้ตที่ตัดออกได้ในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการเปิดพื้นที่ให้โน้ตสีอย่าง 9, 11 หรือ 13 เด่นขึ้นอย่างพอเหมาะ โดยไม่ทำให้เสียงอัดแน่นเกินไป


จุดที่ทำให้คอร์ดฟังแน่นเกินไปโดยไม่จำเป็น

  • ใส่ 7, 9, 11 และ 13 พร้อมกัน ทั้งที่เพลงไม่ได้ต้องการน้ำหนักของเสียงมากขนาดนั้น
  • วางโน้ตหลายตัวชิดกันเกินไปในย่านเสียงกลาง จนเสียงเริ่มขุ่นและแยกชั้นของคอร์ดได้ยาก
  • เล่นโน้ตที่มีหน้าที่ใกล้กันซ้ำกับเครื่องดนตรีอื่น จนเสียงรวมของวงทับกันเอง
  • ไม่ฟังเมโลดี้หลักของเพลง ทำให้โน้ตสีที่เติมเข้าไปชนกับแนวร้องหรือทำนองหลักโดยตรง
  • ใช้รูปจับเดิมย้ายไปทั้งเพลง โดยไม่พิจารณาว่าคอร์ดแต่ละตัวควรมีน้ำหนักและสีสันเท่ากันหรือไม่


การใช้ Chord Extensions ร่วมกับ Voice Leading

     Voice Leading คือแนวคิดเรื่องการทำให้โน้ตแต่ละเสียงเคลื่อนไปสู่คอร์ดถัดไปอย่างลื่นไหล ไม่กระโดดมากเกินจำเป็น แนวคิดนี้ช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดฟังต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะย้ายรูปจับแบบตรง ๆ โดยไม่คำนึงว่าแต่ละเสียงกำลังเคลื่อนไปทางใด


     ถ้าอยากลงลึกเรื่องการพาเสียงทีละตัวแบบเน้นการใช้งานจริงบนเครื่องดนตรี ลองอ่านบทความ Voice Leading สำหรับกีต้าร์และเปียโน ทำอย่างไรให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้น ต่อจากส่วนนี้ได้เลย


เลือกตำแหน่งเสียงให้ขยับน้อยแต่ชัด

     ถ้าโน้ตสำคัญของคอร์ดขยับไปหาโน้ตของคอร์ดถัดไปในระยะที่พอเหมาะ การเปลี่ยนคอร์ดจะฟังนุ่มนวล ลื่นไหล และเป็นธรรมชาติมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาเสียงชนกันโดยไม่จำเป็น เพราะแต่ละเสียงมีตำแหน่งของตนเองชัดเจนขึ้น

การใช้ Chord Extensions บนคีย์บอร์ดแบบเว้นช่วงเสียง มือหนึ่งกดคีย์ อีกมือยกลอยเพื่อเทียบการเลือกโน้ต

     ถ้าอยากดูตัวอย่างแนวคิดการเชื่อมคอร์ดและหน้าที่ของคอร์ดเพิ่มเติมจากมุมการเล่นจริง ลองอ่าน Voice Leading for Guitar ของ Berklee Online เพิ่มได้


ระวังการวางโน้ตทับกันในย่านเสียงกลาง

     ย่านเสียงกลางเป็นช่วงที่หูของเรารับรายละเอียดของคอร์ดได้ชัดมาก ถ้านำ 3rd, 7th, 9th หรือ 11th ไปวางชิดกันเกินไป คอร์ดจะเริ่มฟังทึบ ขุ่น และไม่เปิด แม้ในทางทฤษฎีจะดูเหมือนใส่โน้ตได้ถูกต้องครบถ้วนก็ตาม


วิธีเช็คว่า Voicing นี้แน่นเกินไปหรือยัง

  • ถ้าโน้ตสำคัญหลายตัวกองอยู่ในช่วงเสียงใกล้กันมากเกินไป คอร์ดมักจะเริ่มขุ่นและฟังไม่โปร่ง
  • ถ้าเปลี่ยนคอร์ดแล้วบางเสียงกระโดดขึ้นลงมาก ทั้งที่ไม่จำเป็น แปลว่าการนำเสียงยังไม่ลื่นพอ
  • ถ้ามีนักร้องหรือเมโลดี้หลักเข้ามาแล้วคอร์ดเริ่มฟังอึดอัดขึ้น ให้ลองลดโน้ตสีบางตัวออกก่อน
  • ถ้าตัดโน้ตออกเพียงหนึ่งตัวแล้วคอร์ดกลับชัดขึ้นทันที แปลว่า Voicing เดิมอาจใส่ข้อมูลมากเกินความจำเป็น
  • ถ้าเสียงรวมของวงหนาขึ้น แต่ไม่ได้รู้สึกว่ากว้างหรือโปร่งขึ้น มักเป็นสัญญาณว่าการกระจายเสียงยังไม่ดีพอ


การใช้ Chord Extensions แบบเลือก ไม่ใช่ใส่ทั้งหมด

     คอร์ดแบบขยายที่ดีไม่ใช่คอร์ดที่ใส่โน้ตมากที่สุด แต่คือคอร์ดที่เลือกเฉพาะโน้ตซึ่งช่วยเสริมหน้าที่ของคอร์ดนั้นจริง ๆ และยังเหลือพื้นที่ให้เมโลดี้ จังหวะ และเครื่องดนตรีอื่นทำงานร่วมกันได้อย่างพอดี


คอร์ด Dominant ควรยึดแกนของคอร์ดให้ชัดก่อน

     ในคอร์ด Dominant อย่าง V7 โน้ตที่บอกหน้าที่ของคอร์ดได้ชัดมากคือ 3rd และ b7 ส่วน 9 หรือ 13 ควรถูกเติมเข้ามาเพื่อเสริมลักษณะเสียงของคอร์ด ไม่ใช่ใส่เพียงเพื่อให้คอร์ดดูซับซ้อนขึ้นเท่านั้น


คอร์ด Minor มักรับ 9 และ 11 ได้สวย

     คอร์ด Minor หลายแบบรับ 9 และ 11 ได้ดี เพราะช่วยเพิ่มมิติของเสียงโดยไม่ทำลายอารมณ์หลักของคอร์ด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องฟังด้วยว่าในจังหวะนั้น เมโลดี้หลักถือโน้ตอะไรอยู่ เพื่อไม่ให้เสียงที่เราเติมเข้าไปชนกันเองโดยไม่จำเป็น


     ถ้าอยากทบทวนที่มาของอารมณ์คอร์ดไมเนอร์และโครงสร้างตัวโน้ตพื้นฐาน ลองอ่านบทความ โน้ตในคอร์ดไมเนอร์ เพิ่มเติมได้


เลือกโน้ตสีตามหน้าที่ของคอร์ด

  • คอร์ด Major มักใช้ 9 ได้ง่าย และในบางบริบท 13 ก็ช่วยให้คอร์ดฟังเปิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
  • คอร์ด Dominant มักชัดที่สุดเมื่อยังรักษา 3rd กับ b7 ไว้เป็นแกน แล้วค่อยเลือกโน้ตสีที่ต้องการเน้นจริง ๆ เพิ่มเข้าไป
  • คอร์ด Minor มักได้ความลึกจาก 9 หรือ 11 มากกว่าการพยายามเติมหลายตัวพร้อมกัน
  • คอร์ดแต่ละชนิดไม่ได้เหมาะกับการใส่ทุก Extension เท่ากัน จึงควรฟังผลลัพธ์จริงมากกว่าจดจำสูตรเพียงอย่างเดียว
  • ยิ่งเพลงมีเมโลดี้แน่นหรือการเรียบเรียงเครื่องดนตรีค่อนข้างหนา การเลือกใช้โน้ตสีอย่างประหยัดยิ่งสำคัญ


การจัด Voicing ให้โปร่งขึ้นในเครื่องดนตรีจริง

     การจัด Voicing เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะต่อให้เราเลือกโน้ตได้ถูกต้อง แต่ถ้าวางตำแหน่งไม่เหมาะสม คอร์ดก็ยังฟังแน่นได้อยู่ดี หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากการเลือกโน้ตผิด แต่อยู่ที่การวางโน้ตไว้ในช่วงเสียงที่ไม่เหมาะสมมากกว่า


ใช้ Open Voicing เมื่อต้องการพื้นที่ของเสียง

     Open Voicing คือการกระจายโน้ตให้ห่างกันมากขึ้น วิธีนี้ช่วยให้คอร์ดเปิด โปร่ง และฟังสบายกว่า Close Voicing ซึ่งวางโน้ตชิดกันอยู่ในช่วงแคบ ยิ่งในเพลงที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้น การเว้นระยะของโน้ตให้เหมาะสมจะยิ่งช่วยให้ภาพรวมของวงฟังชัดขึ้นมาก

มือกีต้าร์วางนิ้วบนฟิงเกอร์บอร์ดแบบเว้นช่วงเสียง เห็นตำแหน่งสายและการจับมือซ้ายอย่างชัดเจน

แยกโน้ตสำคัญไปคนละช่วงเสียง

     การแยก 3rd กับ 7th ออกจากกัน หรือการวางโน้ตสีไว้สูงขึ้นเล็กน้อย มักช่วยให้คอร์ดอ่านง่ายขึ้น หูจะจับหน้าที่ของคอร์ดได้ชัดกว่าเดิม และลดความอึดอัดในย่านเสียงกลางได้อย่างเห็นผล


ตัวอย่างการตัดโน้ตในสถานการณ์จริง

  • ถ้ามีเบสเล่น Root ชัดอยู่แล้ว คนเล่นคอร์ดไม่จำเป็นต้องย้ำ Root ทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเสียงต่ำ
  • ถ้าคอร์ดมี 13 เด่นอยู่แล้ว Fifth อาจไม่จำเป็น และการตัดออกอาจทำให้คอร์ดโล่งขึ้น
  • ถ้าเมโลดี้ถือ 9 อยู่แล้ว คนเล่นคอร์ดอาจไม่ต้องย้ำ 9 ซ้ำในตำแหน่งที่ชนกันตรง ๆ
  • ถ้าต้องการให้หน้าที่ของคอร์ดชัด ให้เก็บ 3rd และ 7th เป็นแกนก่อน แล้วค่อยเลือกโน้ตสีเด่นเพียงตัวเดียว
  • ถ้าต้องเล่นคอร์ดประคองวงในวงใหญ่ การเล่นให้น้อยลงแต่เลือกโน้ตให้แม่น มักให้ผลดีกว่าการพยายามใส่ทุกอย่างพร้อมกัน


     เวลาจะลองเช็คชนิดคอร์ดหรือเทียบคอร์ด 7 ต่าง ๆ แบบรวดเร็วระหว่างซ้อม ลองใช้ Chord Calculator ของ musictheory.net ช่วยดูโครงสร้างคอร์ดก่อนค่อยนำไปลองวางเสียงจริง


เข้าใจบทบาทของเครื่องดนตรีในวง

     การเติมโน้ตขยายในคอร์ดต้องคำนึงถึงการเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีอื่นเสมอ เพราะสิ่งที่ฟังดีตอนเล่นคนเดียว อาจแน่นเกินไปทันทีเมื่ออยู่ในวงเต็ม ดังนั้น การฟังภาพรวมของวงจึงสำคัญพอ ๆ กับการเข้าใจทฤษฎีของคอร์ดแต่ละตัว

คนเล่นคีย์บอร์ด กีต้าร์ และเบสกำลังซ้อมร่วมกันในห้องซ้อมขนาดเล็ก โดยเว้นพื้นที่เสียงให้กันอย่างพอดี

อย่าแย่งพื้นที่กับเครื่องดนตรีอื่น

     ถ้ามี Keyboard เล่นคอร์ดเต็มอยู่แล้ว กีต้าร์อาจลดเหลือแค่บางเสียงที่จำเป็น เช่น Guide Tones หรือโน้ตสีเพียงหนึ่งตัว เพื่อให้ภาพรวมของวงยังโปร่งและชัด ไม่ใช่ต่างคนต่างเติมจนเสียงทับกันไปหมด


ฟังภาพรวมให้มากกว่าฟังคอร์ดตัวเดียว

     คอร์ดที่ดีไม่ใช่คอร์ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือคอร์ดที่ทำงานร่วมกับเมโลดี้ จังหวะ และเครื่องดนตรีอื่นได้อย่างพอดี บางครั้งคอร์ดที่เล่นน้อยลงกลับทำให้ทั้งเพลงฟังชัดและมีมิติมากขึ้นด้วยซ้ำ


     อีกทักษะที่ช่วยให้เลือกคอร์ดขยายได้แม่นขึ้นคือการฝึกหูให้แยกบุคลิกของคอร์ดจากเสียงจริง ซึ่งบทความ ฝึกหูจับคุณภาพคอร์ด จากการฟังจริง ไม่ใช่ท่องจำอย่างเดียว จะช่วยต่อยอดตรงจุดนี้ได้มาก


แยกวิธีคิดตามเครื่องดนตรีที่เล่น

  • กีต้าร์ควรระวังการจับโน้ตชิดกันบนสายกลาง เพราะย่านนี้แน่นได้ง่ายกว่าที่คิด
  • เปียโนมีพื้นที่เสียงกว้างกว่า แต่ก็ควรระวังไม่ให้มือซ้ายลงต่ำเกินไปเมื่อมีโน้ตหลายตัวอยู่ในคอร์ดเดียวกัน
  • Keyboard หรือ Pad ที่ถือเสียงยาว ควรใช้ Voicing ที่มีช่องว่างของเสียง ไม่เช่นนั้นทั้งเพลงจะเริ่มทึบ
  • วงที่มีเครื่องเป่าหรือเสียงประสานมาก ควรเว้นช่องให้เมโลดี้และแนวเสียงด้านในเดินได้ชัด
  • ในงานบันทึกเสียง การอัดแล้วฟังย้อนกลับจะช่วยบอกได้ชัดว่าคอร์ดที่เราคิดว่าเต็มนั้นแน่นเกินไปจริงหรือไม่


แนวทางฝึก การใช้ Chord Extensions ให้ได้ผลจริง

     การฝึกที่ดีจะช่วยให้เราแยกออกว่าโน้ตใดจำเป็น โน้ตใดมีไว้เพิ่มสีสัน และโน้ตใดควรถูกตัดออกเพื่อให้คอร์ดทำงานได้ดีขึ้นในเพลงจริง ยิ่งฝึกฟังควบคู่กับการลองวางเสียงหลายแบบ ความเข้าใจเรื่องนี้ก็จะยิ่งแม่นยำขึ้นมาก


ฝึก Drop 2 และ Drop 3 Voicing

     เทคนิคนี้ช่วยให้เห็นภาพการกระจายเสียงได้ชัดขึ้น และทำให้เข้าใจว่าเพียงแค่สลับตำแหน่งบางโน้ต คอร์ดเดียวกันก็อาจฟังโปร่งขึ้นได้มาก การฝึกแบบนี้จึงมีประโยชน์มากสำหรับคนที่เริ่มรู้สึกว่าคอร์ดของตนแน่นเกินไป แต่ยังไม่ทราบว่าควรแก้ตรงจุดใด


ลองตัดโน้ตออกทีละตัวแล้วฟังผลลัพธ์

     การฝึกแบบนี้ช่วยให้หูเริ่มแยกออกว่าอะไรคือแกนของคอร์ด และอะไรคือส่วนที่เติมเข้ามาเพื่อสร้างลักษณะเสียง เมื่อฟังออกแล้ว จุดตัดสินใจเวลาเล่นจริงก็จะแม่นขึ้นมาก เพราะเราไม่ได้อาศัยเพียงรูปจับ แต่อาศัยสิ่งที่ได้ยินจริงร่วมด้วย


แบบฝึกหัดที่ช่วยให้เอาไปใช้กับเพลงจริงได้เร็วขึ้น

  • เลือกลำดับคอร์ดง่าย ๆ เช่น ii - V - I แล้วเริ่มจากคอร์ด 7 ก่อน จากนั้นค่อยเพิ่ม 9, 11 หรือ 13 ทีละตัว
  • อัดเสียง Voicing หลายแบบของคอร์ดเดียวกัน แล้วฟังเปรียบเทียบว่าแบบใดโล่ง แบบใดแน่น
  • ลองเล่นคอร์ดเดิมในช่วงเสียงที่ต่างกัน เพื่อสังเกตว่าตำแหน่งเสียงส่งผลต่อความโปร่งมากเพียงใด
  • ฝึกเล่นคอร์ดประคองวงโดยตั้งเงื่อนไขให้ใช้โน้ตสีได้ครั้งละไม่เกินหนึ่งตัว เพื่อฝึกการเลือกเสียงอย่างมีวินัย
  • ทดลองเล่นกับ Backing Track ที่มีเมโลดี้ชัดเจน เพื่อฝึกฟังว่าคอร์ดของเราช่วยส่งเพลง หรือเริ่มแย่งพื้นที่จากเพลง


     ถ้าคุณเริ่มคุมคอร์ดขยายได้แล้ว ขั้นต่อไปที่น่าสนใจคือการใช้คอร์ดนอกคีย์อย่างมีทิศทาง ซึ่งบทความ การใช้ Secondary Dominant ให้คอร์ดเดินมีแรงดึงมากขึ้น จะช่วยต่อยอดได้ดี


สรุปแนวคิดสำคัญก่อนนำไปใช้จริง

     หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการรู้ว่าคอร์ด 7, 9, 11 และ 13 เติมอะไรได้บ้าง แต่คือการรู้ว่าจะเลือกใช้เมื่อไร ใช้มากน้อยเพียงใด และวางไว้ตรงไหนจึงจะพอดี ยิ่งเลือกโน้ตได้แม่น จัดช่วงเสียงได้ดี และฟังบริบทของทั้งวงเป็น ฮาร์โมนีก็ยิ่งมีมิติ โดยไม่กลายเป็นเสียงแน่นที่ทำให้เพลงอึดอัด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น