Quartal Voicing คืออะไร ใช้คอร์ดเรียงคู่ 4 ให้เพลงฟังโมเดิร์นขึ้นยังไง

กีต้าร์และคีย์บอร์ดบนโต๊ะซ้อมดนตรีสำหรับเรียนรู้ Quartal Voicing ในบรรยากาศโฮมสตูดิโอ

     Quartal Voicing คือแนวคิดการวางเสียงคอร์ดด้วยการซ้อนโน้ตเป็นระยะคู่ 4 แทนการเรียงเสียงแบบคู่ 3 ที่พบในคอร์ด Major และ Minor ทั่วไป เสียงที่ได้จะโปร่ง ลอย กว้าง และให้ความรู้สึกร่วมสมัยมากขึ้น จึงพบได้บ่อยใน Jazz, Fusion, เพลงประกอบภาพยนตร์, Neo Soul รวมถึงงานเรียบเรียงเพลงสมัยใหม่ เพราะช่วยให้ฮาร์โมนีไม่บอกอารมณ์ตรงเกินไป และเปิดพื้นที่ให้เมโลดี้กับเบสทำหน้าที่ได้อิสระกว่าเดิม แนวคิดนี้จึงไม่ใช่เพียงทฤษฎีบนกระดาษ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มือกีต้าร์ มือคีย์บอร์ด และผู้เรียบเรียงเพลงสร้างบรรยากาศใหม่ให้เพลงได้จริง


Quartal Voicing แตกต่างจากคอร์ดทั่วไปอย่างไร

     คอร์ดทั่วไปในดนตรีตะวันตกมักสร้างจากการซ้อนเสียงแบบคู่ 3 เช่น C - E - G ซึ่งเป็นโครงสร้างของ Triad แต่แนวคิดนี้เปลี่ยนมาใช้การซ้อนเสียงแบบคู่ 4 เช่น C - F - Bb หรือ D - G - C แทน


     ถ้ายังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างคอร์ดพื้นฐาน ควรทบทวน เจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์ ก่อน เพราะจะช่วยให้เข้าใจความต่างระหว่างคอร์ดแบบคู่ 3 กับคอร์ดที่เรียงเสียงแบบคู่ 4 ได้ชัดขึ้น


     ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่อารมณ์ของเสียง คอร์ดแบบคู่ 3 มักบอกความเป็น Major หรือ Minor ได้ค่อนข้างชัด ขณะที่การเรียงเสียงแบบคู่ 4 ให้ความรู้สึกกว้าง ลอย และไม่รีบสรุปอารมณ์ของคอร์ดมากเกินไป จึงเหมาะกับเพลงที่ต้องการบรรยากาศร่วมสมัย หรือเพลงที่ต้องการให้เมโลดี้กับเบสเป็นตัวนำอารมณ์หลัก


ทำไมเสียงแบบคู่ 4 ถึงฟังโมเดิร์น

     เมื่อซ้อนเสียงด้วยคู่ 4 คอร์ดจะมีทั้งความตึงและความโปร่งในลักษณะที่ต่างจากคอร์ดทั่วไป ผู้ฟังจึงรับรู้ได้ว่าเสียงเปิดกว้าง มีพื้นที่ และไม่ถูกกำหนดด้วยอารมณ์ Major หรือ Minor มากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้ร่วมกับคอร์ด Add9, Sus หรือเสียงเปิดสายบนกีต้าร์


     แนวเสียงลักษณะนี้พบได้มากใน Jazz สมัยใหม่ และถูกนำไปใช้ในเพลงประกอบภาพยนตร์, Ambient, Fusion รวมถึง Pop ยุคใหม่ เพราะช่วยเพิ่มความซับซ้อนให้เพลงได้ โดยไม่ทำให้เสียงแน่นหรืออึดอัดเกินไป


วิธีสร้าง Quartal Voicing เบื้องต้น

     วิธีเริ่มต้นที่เข้าใจง่ายคือเลือกโน้ตหนึ่งตัวเป็นจุดตั้งต้น แล้ววางโน้ตถัดไปให้ห่างกันเป็นคู่ 4 ต่อเนื่อง เช่น

  • C - F - Bb
  • D - G - C
  • E - A - D


     สำหรับผู้อ่านที่ต้องการดูคำอธิบายเชิงทฤษฎีเพิ่มเติม หัวข้อ Quartal, Quintal, And Secundal Harmony ของ University Of Puget Sound อธิบายแนวคิดการซ้อนเสียงด้วยคู่ 4 และคู่ 5 ได้อย่างเป็นระบบ


     สิ่งสำคัญคือไม่ต้องรีบตั้งชื่อคอร์ดทันที ควรฟังภาพรวมของเสียงและความสัมพันธ์กับเบสก่อน เพราะการเรียงเสียงแบบคู่ 4 ชุดเดียวกันอาจให้ความหมายทางคอร์ดต่างกัน เมื่อเบสหรือบริบทของเพลงเปลี่ยนไป


วิธีเลือกโน้ตบนสุดให้คอร์ดฟังเป็นเพลงมากขึ้น

     การเรียงเสียงแบบคู่ 4 จะฟังเป็นดนตรีมากขึ้น หากไม่ได้มองเพียงรูปคอร์ด แต่มองด้วยว่าโน้ตบนสุดกำลังทำหน้าที่อะไรในเพลง เพราะโน้ตบนสุดมักเป็นเสียงที่ผู้ฟังรับรู้ได้ชัดที่สุดในคอร์ด

  • เลือกโน้ตบนสุดให้สัมพันธ์กับเมโลดี้หลักของเพลง
  • ถ้าเมโลดี้อยู่ในย่านสูงมาก ควรหลีกเลี่ยงการวางคอร์ดทับในย่านเดียวกัน
  • ถ้าต้องการเสียงลอย ให้ใช้โน้ตบนสุดที่เป็น 9th, 11th หรือ 13th ของคอร์ด
  • ถ้าต้องการเสียงนิ่งขึ้น ให้ใช้โน้ตบนสุดที่ใกล้กับโน้ตหลักของคอร์ด
  • บนกีต้าร์ ควรลองย้ายฟอร์มจับคอร์ดไปหลายตำแหน่ง เพื่อฟังว่าย่านเสียงใดเข้ากับเพลงมากที่สุด
  • บนคีย์บอร์ด ควรแบ่งหน้าที่ของมือซ้ายกับมือขวาให้ชัด เพื่อไม่ให้คอร์ดแน่นเกินไปในย่านกลาง


     ถ้าต้องการเข้าใจว่าโน้ต 9th, 11th และ 13th ส่งผลต่อสีสันของคอร์ดอย่างไร สามารถอ่าน การใช้ Chord Extensions กับคอร์ด 7, 9, 11, 13 ควบคู่กันได้

มือคีย์บอร์ดฝึกวางคอร์ดแบบโปร่งเพื่อเข้าใจ Quartal Voicing และการจัดเสียงในเพลง

ทดลองใช้บนกีต้าร์

     สำหรับมือกีต้าร์ การใช้คอร์ดคู่ 4 เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้การคอมป์คอร์ดหรือการเล่น Rhythm ฟังร่วมสมัยขึ้น โดยเฉพาะในแนว Jazz Fusion, Lo-Fi และ Neo Soul

มือกีต้าร์จับคอร์ดบนฟิงเกอร์บอร์ด โดยมีคีย์บอร์ดอยู่ด้านหลังในมุมซ้อมดนตรี

ตัวอย่างฟอร์มจับคอร์ดที่ใช้บ่อยบนสาย 4-3-2 คือ

  • 5-5-6
  • 7-7-8
  • 10-10-11


     แม้ฟอร์มจะดูเรียบง่าย แต่สิ่งที่ทำให้เสียงออกมาดีคือการควบคุมไดนามิกและจังหวะ ไม่ใช่เพียงการจับคอร์ดให้ถูกต้อง เพราะคอร์ดลักษณะนี้จะฟังสวยขึ้น เมื่อผู้เล่นเว้นพื้นที่ให้เสียงก้องและเสียงค้างทำงานร่วมกับเพลง


แนวทางใช้กับกีต้าร์โดยไม่ให้เสียงรก

     บนกีต้าร์ เสียงแบบคู่ 4 มีข้อดีคือจับง่ายและเลื่อนตำแหน่งได้สะดวก แต่ถ้าเล่นหนาเกินไป หรือปล่อยเสียงค้างมากเกินไป เพลงอาจฟังขุ่นได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีคีย์บอร์ดหรือ Pad เล่นประกอบอยู่แล้ว

  • เริ่มจากใช้สายกลางของกีต้าร์ก่อน เช่น สาย 4, 3 และ 2
  • หลีกเลี่ยงการดีดครบทุกสาย ถ้าเพลงมีเครื่องดนตรีหลายชิ้น
  • ใช้การดีดสั้น ๆ ในจังหวะยก เพื่อให้ Groove ชัดขึ้น
  • ปล่อยเสียงค้างเฉพาะบางคอร์ด ไม่จำเป็นต้องปล่อยยาวทุกจังหวะ
  • ถ้าเพลงมีมือเบสเล่นไลน์เยอะ ควรลดเสียงต่ำของกีต้าร์ลง
  • ถ้าใช้เอฟเฟค Delay หรือ Reverb ควรลดจำนวนโน้ตในคอร์ดให้น้อยลง เพื่อไม่ให้เสียงล้นเกินไป


อย่าเล่นเต็มย่านเสียงตลอดเวลา

     ปัญหาที่พบบ่อยคือการเล่นคอร์ดคู่ 4 หนาเกินไป หรือเล่นพร้อมกับเครื่องดนตรีหลายชิ้นในย่านเสียงเดียวกัน จนทำให้เพลงขุ่นและเสียความโปร่ง


     วิธีแก้คือเลือกใช้เฉพาะบางช่วงของเพลง เช่น Intro, Verse หรือ Bridge และหลีกเลี่ยงการเล่นชนกับไลน์เปียโนหรือ Pad มากเกินไป โดยเฉพาะในงานเรียบเรียงที่มีชั้นเสียงหลายส่วนทำงานพร้อมกัน


การใช้ Quartal Voicing ในงานเรียบเรียงเพลง

     จุดเด่นของการเรียงเสียงแบบคู่ 4 คือช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของ Progression เดิมให้ฟังร่วมสมัยขึ้น แม้ยังใช้ชุดคอร์ดเดิมก็ตาม


ตัวอย่างเช่น Progression แบบธรรมดาอย่าง

     Dm7 - G7 - Cmaj7


     หากต้องการควบคุมให้คอร์ดเปลี่ยนต่อกันลื่นขึ้น ควรศึกษา Voice Leading สำหรับกีต้าร์และเปียโน เพิ่มเติม เพราะจะช่วยให้การวางเสียงแต่ละคอร์ดมีทิศทางมากขึ้น


     ถ้าปรับวิธีวางเสียงใหม่โดยใช้คู่ 4 บางส่วน เพลงจะฟังเปิดและลื่นขึ้นทันที โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับเบสค้างหรือ Ambient Reverb


วิธีวางร่วมกับเบสและกลองให้เพลงยังชัด

     การใช้คอร์ดคู่ 4 จะได้ผลดีขึ้นเมื่อวางร่วมกับไลน์เบสและจังหวะกลองอย่างระมัดระวัง เพราะคอร์ดประเภทนี้มักไม่บอกหน้าที่ของคอร์ดชัดเท่าการเรียงเสียงแบบคู่ 3

  • ให้เบสช่วยยืนยัน Root หรือทิศทางของคอร์ด
  • ถ้าเบสเดินเยอะ คอร์ดควรเล่นเรียบขึ้นและเว้นช่องมากขึ้น
  • ถ้ากลองเล่น Groove แน่น คอร์ดควรเลือกจังหวะที่ช่วยเสริมจังหวะหลัก ไม่ใช่เล่นแข่งกับกลอง
  • ถ้าเพลงต้องการความโปร่ง ให้ใช้คอร์ดเป็นเสียงเน้นมากกว่าการเล่นยาวตลอดห้อง
  • ถ้าเพลงต้องการความหนาแน่น ให้ค่อย ๆ เพิ่มชั้นเสียงในท่อน Pre-Chorus หรือ Bridge
  • ระวังไม่ให้กีต้าร์ คีย์บอร์ด และ Pad เล่นคอร์ดย่านกลางพร้อมกันมากเกินไป


ใช้ร่วมกับ Modal Harmony ได้ดีมาก

     การเรียงเสียงแบบคู่ 4 ทำงานได้ดีในเพลงที่ใช้แนวคิด Modal Harmony เพราะช่วยลดความรู้สึกว่าคอร์ดต้องรีบกลับไปหาศูนย์กลาง ทำให้เพลงเคลื่อนที่ด้วยบรรยากาศและสีสันของเสียง มากกว่าการพาไปหาคอร์ดจบแบบชัดเจน


     ถ้าต้องการอ่านมุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ Voicing ในบริบท Modal Harmony บทความ Modal Harmony ของ Berklee Online อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเบส โหมด และการรับรู้หน้าที่ของคอร์ดได้ชัดเจน


     ตัวอย่างเช่น Dorian หรือ Lydian Mode จะฟังโดดเด่นขึ้นมากเมื่อใช้คอร์ดแบบคู่ 4 เพราะช่วยขยายสีสันของ Scale ได้ชัดกว่า Triad ปกติ


เทคนิคฝึกฟัง Quartal Voicing ให้เข้าใจจริง

     หลายคนเข้าใจทฤษฎีได้ แต่ยังแยกเสียงคอร์ดคู่ 4 ออกจากคอร์ดทั่วไปไม่ชัดเมื่อต้องฟังเพลงจริง วิธีฝึกที่ดีคือเริ่มจากการเปรียบเทียบเสียงทีละอย่าง

  • ฟังคอร์ดคู่ 3 และคู่ 4 สลับกัน
  • เล่นคอร์ดเดิมด้วยวิธีวางเสียงที่ต่างกัน
  • ฟังความต่างของความตึงและความโปร่งในแต่ละแบบ
  • ลองเล่นใน Tempo ช้า เพื่อฟังเสียงค้างของแต่ละโน้ต


     เมื่อเริ่มชินหู ผู้เล่นจะเลือกใช้เสียงแบบคู่ 4 ได้ตามอารมณ์เพลง แทนการเดาสุ่ม และช่วยให้การเรียบเรียงเพลงมีมิติชัดขึ้นมาก


แบบฝึกซ้อมสั้น ๆ สำหรับนำไปใช้จริง

     การฝึกให้เข้าใจเสียงแบบคู่ 4 ควรฝึกทั้งการฟัง การเล่น และการนำไปวางใน Progression จริง เพราะถ้าฝึกเพียงการจำรูปคอร์ด อาจนำไปใช้ได้เฉพาะบางเพลง แต่ยังเลือกใช้ไม่แม่นในสถานการณ์จริง

  • เลือก Progression สั้น ๆ 2-4 คอร์ด แล้วเล่นด้วย Triad ปกติก่อน
  • เล่น Progression เดิมอีกครั้ง โดยใช้เสียงคู่ 4 ในบางคอร์ดเท่านั้น
  • อัดเสียงทั้งสองแบบ แล้วฟังเปรียบเทียบว่าแบบใดโปร่งกว่า
  • ลองเปลี่ยนเฉพาะคอร์ดแรกของห้อง เพื่อฟังว่าอารมณ์เพลงเปลี่ยนมากเพียงใด
  • ลองเปลี่ยนเฉพาะคอร์ดก่อนเข้าท่อนฮุค เพื่อสร้างแรงส่ง
  • ฝึกกับ Tempo ช้า เพื่อฟังระยะห่างของเสียงแต่ละตัวให้ชัด
  • เมื่อเริ่มชินแล้ว ค่อยทดลองใส่ไดนามิก, Palm Mute หรือจังหวะขัด เพื่อให้คอร์ดมีชีวิตมากขึ้น

นักดนตรีทำงานในโฮมสตูดิโอ พร้อมกีต้าร์ คีย์บอร์ด หูฟัง และอุปกรณ์อัดเสียง

อย่ามองว่าเป็นแค่ “คอร์ดแปลก”

     สิ่งสำคัญคือเทคนิคนี้ไม่ใช่วิธีทำให้เพลงดูยาก แต่เป็นการจัดระเบียบเสียงใหม่ เพื่อให้เพลงมีพื้นที่มากขึ้นและมีคาแรคเตอร์ต่างจากเดิม


     นักดนตรีจำนวนมากเริ่มจากใช้คอร์ดแบบนี้เพียงเล็กน้อยในบางท่อน แล้วค่อยพัฒนาไปสู่การเรียบเรียงที่ซับซ้อนขึ้น เพราะแม้จะเป็นเทคนิคขั้นสูง แต่หากใช้อย่างเหมาะสม เพลงจะฟังเข้าถึงง่ายขึ้นได้เช่นกัน


     การเรียงคอร์ดด้วยคู่ 4 จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการเรียบเรียงดนตรีสมัยใหม่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มรู้สึกว่าคอร์ดแบบเดิมให้บรรยากาศไม่พออีกต่อไป การเข้าใจการเรียงเสียงแบบคู่ 4 จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ทั้งเรื่องฮาร์โมนี การคอมป์กีต้าร์ การเล่นคีย์บอร์ด และการสร้างบรรยากาศของเพลงให้ลึกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้คอร์ดซับซ้อนตลอดเวลา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น