รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไรกับการเล่นกีต้าร์ โซโล่ และเรียบเรียงเพลง

     รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไร เป็นคำถามสำคัญสำหรับมือกีต้าร์ที่เริ่มเล่นพ้นจากการจับคอร์ดตามรูป เพราะถ้าเรารู้แค่ว่าคอร์ด C ต้องจับตรงไหน เราจะเล่นเพลงได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ารู้ว่าคอร์ด C มีโน้ต C, E, G อยู่ข้างใน เราจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมคอร์ดนี้ฟังแบบนี้ จะหาเสียงคอร์ดตำแหน่งอื่นได้อย่างไร และจะเลือกโน้ตโซโล่ให้เข้ากับคอร์ดได้ดีขึ้น


     บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่า การรู้โน้ตในคอร์ดช่วยเรื่องการจับคอร์ดใหม่ การโซโล่ การเดินเบส การเรียบเรียงเพลง และการเข้าใจ Harmony อย่างไร โดยใช้ตัวอย่างจากคอร์ด C และโน้ต C, E, G เป็นหลัก เพื่อให้เอาไปฝึกบนกีต้าร์ได้จริง


รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไรบ้าง

     การรู้ตัวโน้ตในคอร์ดไม่ใช่แค่ความรู้ทฤษฎีดนตรีที่เอาไว้ท่องจำ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจเสียงในเพลงจริงมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีคนตีคอร์ด กดคีย์บอร์ด เดินเบส หรือร้องประสาน เสียงเหล่านั้นมักเกี่ยวข้องกับโน้ตในคอร์ดที่กำลังเล่นอยู่


     ถ้าเพิ่งเริ่มเรียนเรื่องโครงสร้างคอร์ด แนะนำให้อ่านบทความ เจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์ ก่อน เพราะจะช่วยให้เข้าใจว่า Root, 3rd และ 5th ทำหน้าที่อย่างไรในคอร์ดพื้นฐาน


โน้ตในคอร์ดคืออะไร

     โน้ตในคอร์ด หรือ Chord Tone คือโน้ตที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นคอร์ดนั้น เช่น คอร์ด C เมเจอร์มีโน้ต C, E, G ส่วนคอร์ด Am มีโน้ต A, C, E ถ้าเราเล่นหรือเน้นโน้ตเหล่านี้ในจังหวะสำคัญ เสียงจะฟังเข้ากับคอร์ดมากกว่าการสุ่มเล่นโน้ตแบบไม่มีเป้าหมาย


คอร์ด โน้ตในคอร์ด สูตรพื้นฐาน คาแรคเตอร์
C C, E, G 1-3-5 เมเจอร์ สว่าง เปิด
Cm C, Eb, G 1-b3-5 ไมเนอร์ หม่น ลึก
Am A, C, E 1-b3-5 นุ่ม หม่น ใช้ง่ายในเพลงป๊อป


ช่วยให้หาเสียงคอร์ดตำแหน่งใหม่บนกีต้าร์ได้

     ถ้าเรารู้ว่าคอร์ด C มีโน้ต C, E, G เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปจับคอร์ด C แบบเดียวเสมอไป เพราะบนคอกีต้าร์มีโน้ต C, E, G กระจายอยู่หลายตำแหน่ง การเลือกจับโน้ตชุดเดิมในตำแหน่งใหม่ จะทำให้ได้เสียงคอร์ดที่ยังเป็น C เหมือนเดิม แต่มีสีสัน อ็อกเต็ป และคาแรคเตอร์ต่างออกไป


     ถ้ายังไม่เห็นภาพว่า C, E และ G กระจายอยู่ตรงไหนบ้าง ควรฝึก มองโน้ตในคอร์ดบนคอกีต้าร์ เพื่อให้การหา Voicing ใหม่และการเลือกโน้ตโซโล่ทำได้มีเหตุผลมากขึ้น


     นี่คือเหตุผลที่มือกีต้าร์บางคนเล่นคอร์ดง่าย ๆ แต่ฟังมีมิติมากกว่า เพราะเขาไม่ได้มองคอร์ดเป็นแค่รูปจับ แต่เห็นว่าในคอร์ดนั้นมีโน้ตอะไร และเลือกจัดวางโน้ตเหล่านั้นบนคอกีต้าร์ได้หลายแบบ


ตัวอย่างคอร์ด C หลายตำแหน่ง

     ภาพตัวอย่างต่อไปนี้แสดงตำแหน่งคอร์ด C หลายแบบ แม้รูปจับจะต่างกัน แต่หลักสำคัญคือเสียงที่ได้ยังวนอยู่กับโน้ต C, E และ G ซึ่งเป็นโน้ตหลักของคอร์ด C

ช่วยให้โซโล่เข้าคอร์ดมากขึ้น

     เวลาโซโล่สดหรือ Improvisation หลายคนคิดว่าต้องจำสเกลให้ได้เยอะก่อน แต่ในทางปฏิบัติ การรู้โน้ตในคอร์ดช่วยได้มาก เพราะถ้าเพื่อนตีคอร์ด C แล้วเราเลือกเน้นโน้ต C, E หรือ G ในจังหวะสำคัญ เสียงจะมีโอกาสฟังเข้าคอร์ดมากกว่าเล่นโน้ตสุ่ม ๆ จากสเกลทั้งหมด


     แนวคิดนี้คือการใช้ Chord Tone เป็น “จุดพัก” หรือ “เป้าหมาย” ของวลีโซโล่ ไม่ได้แปลว่าต้องเล่นแค่โน้ตในคอร์ดเท่านั้น แต่ควรรู้ว่าโน้ตไหนเป็นบ้านหลักที่ทำให้วลีฟังลงตัว ถ้าต้องการต่อยอดเรื่องนี้ สามารถอ่านบทความ Enclosure Improvisation ใช้โน้ตล้อมเป้าหมายให้โซโล่เข้าคอร์ดและไม่หลุด Harmony


ช่วยให้เล่น Chord Melody ได้เป็นระบบขึ้น

     เมื่อเริ่มรู้ว่าโน้ตแต่ละตัวอยู่ในคอร์ดไหนแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำความรู้นี้ไป ฝึกวางเมโลดี้ไว้บนเสียงบนสุดของคอร์ด เพื่อให้การเล่นกีต้าร์โปร่งมีทั้งทำนองและ Harmony อยู่ในมือเดียวกัน


     ตัวอย่างเช่น ถ้าเมโลดี้จบที่โน้ต E และคอร์ดข้างใต้เป็น C เราสามารถเลือก Voicing ของคอร์ด C ที่มีโน้ต E อยู่ด้านบนสุดได้ เสียงที่ออกมาจะฟังเหมือนคอร์ดกำลังรองรับเมโลดี้ ไม่ใช่แค่ตีคอร์ดกับเล่นทำนองแยกกัน


ช่วยให้มือเบสและคีย์บอร์ดเล่นเข้ากับวงมากขึ้น

     ความรู้เรื่องโน้ตในคอร์ดไม่ได้ใช้เฉพาะมือกีต้าร์เท่านั้น มือเบสสามารถใช้ Root, 3rd, 5th และโน้ตเชื่อมใกล้เคียงในการเดินเบสให้เข้ากับคอร์ด ส่วนคีย์บอร์ดสามารถเลือก Voicing ที่ไม่ชนกับกีต้าร์หรือเสียงร้องได้ดีขึ้น


     ในมุมของการเรียบเรียงเพลง ถ้าทุกเครื่องดนตรีเข้าใจว่าคอร์ดเดียวกันมีโน้ตอะไรอยู่ข้างใน วงจะจัดพื้นที่เสียงได้ดีขึ้น เช่น มือเบสเน้น Root มือกีต้าร์เลือก 3rd กับ 5th ส่วนคีย์บอร์ดเติมเสียงขยายหรือสีสันอื่น ๆ โดยไม่ทับกันจนเพลงแน่นเกินไป


     ถ้าต้องการฝึกให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า Root, 3rd, 5th และเสียงขยายต่าง ๆ อยู่ตรงไหนในคอร์ด สามารถอ่านต่อเรื่อง ใช้คีย์บอร์ดฝึก Harmony ให้เข้าใจคอร์ดและโน้ตในคอร์ด เพื่อเชื่อมความรู้เรื่อง Chord Tone กลับไปใช้กับกีต้าร์ เบส และการเรียบเรียงเพลงได้เป็นระบบมากขึ้น


ช่วยให้เข้าใจ Harmony ในเพลงจริง

     เมื่อรู้ว่าแต่ละคอร์ดมีโน้ตอะไร เราจะเริ่มเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดมากขึ้น เช่น คอร์ด C มี C, E, G ส่วนคอร์ด Am มี A, C, E จะเห็นว่าทั้งสองคอร์ดมีโน้ตร่วมกันคือ C และ E นี่คือเหตุผลหนึ่งที่คอร์ดสองตัวนี้เปลี่ยนหากันแล้วฟังลื่น


     การเห็นโน้ตร่วมระหว่างคอร์ดช่วยให้เข้าใจ Voice Leading ได้ดีขึ้น เพราะบางครั้งคอร์ดเปลี่ยน แต่เสียงบางตัวสามารถค้างไว้หรือขยับเพียงเล็กน้อย ทำให้เพลงฟังนุ่มและต่อเนื่องกว่าเดิม


ควรฝึกอย่างไรให้ใช้ได้จริง

1. เลือกคอร์ดง่าย ๆ แล้วเขียนโน้ตในคอร์ด

     เริ่มจากคอร์ด C, G, Am, F แล้วเขียนโน้ตในคอร์ดออกมา เช่น C = C, E, G หรือ Am = A, C, E จากนั้นลองหาตำแหน่งโน้ตเหล่านี้บนคอกีต้าร์ทีละสาย


     ถ้ายังไม่คุ้นว่าตำแหน่งโน้ตเหล่านี้อยู่ตรงไหนบนสายและเฟร็ตต่าง ๆ แนะนำให้อ่านเรื่อง โน้ตสายกีต้าร์ ก่อน เพราะจะช่วยให้มองตำแหน่ง C, E, G หรือ A, C, E บนคอกีต้าร์ได้ชัดขึ้น แล้วค่อยนำกลับมาเชื่อมกับโครงสร้างคอร์ดและการโซโล่


2. เล่นโน้ตในคอร์ดบนจังหวะสำคัญ

     ให้เปิดเมโทรนอม หรือให้เพื่อนตีคอร์ด แล้วลองเล่นโน้ตในคอร์ดบนจังหวะ 1 หรือจังหวะที่คอร์ดเปลี่ยน จะช่วยให้หูเริ่มจำได้ว่าโน้ตแบบไหนฟังเข้ากับคอร์ด


3. เปลี่ยนตำแหน่งคอร์ดเดิมให้เสียงต่างออกไป

     ลองเลือกคอร์ด C แล้วหา C, E, G ในตำแหน่งอื่นบนคอกีต้าร์ จากนั้นจัดเป็นรูปจับใหม่ ลองฟังว่าเสียงต่างจาก C เปิดแบบปกติอย่างไร วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจ Voicing และทำให้การเรียบเรียงกีต้าร์มีสีสันมากขึ้น

สรุปว่ารู้โน้ตในคอร์ดแล้วช่วยอะไร

     สรุปคือ การรู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่าง ๆ ช่วยให้มือกีต้าร์ไม่ติดอยู่กับการจำรูปจับคอร์ดอย่างเดียว แต่เริ่มเข้าใจเสียงที่อยู่ข้างในคอร์ดจริง ๆ ทำให้หา Voicing ใหม่ได้ โซโล่เข้าคอร์ดมากขึ้น เล่น Chord Melody ได้ดีขึ้น และเข้าใจ Harmony ในเพลงจริงมากกว่าเดิม


     ถ้าอยากต่อยอดจากการรู้โน้ตในคอร์ด ไปสู่การอ่านเพลงจากโน้ตจริง ควรฝึก มอง Chord Tone จากโน้ตจริง เพื่อเชื่อมโน้ตบนบรรทัด 5 เส้นเข้ากับคอร์ดที่กำลังเล่นอยู่


     เมื่อฝึกเรื่องนี้จนคล่องแล้ว การเล่นกีต้าร์จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการจำตำแหน่งนิ้ว ไปสู่การเลือกเสียงอย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการแกะเพลง แต่งเพลง เรียบเรียงเพลง และเล่นร่วมกับนักดนตรีคนอื่นให้ฟังเป็นวงมากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น