สอนแต่งเพลง บทที่ 5 แต่งเมโลดี้จากคอร์ด วางโน้ตเป้าหมายอย่างไรให้ท่อนร้องจำง่าย

แต่งเมโลดี้จากคอร์ด บนโต๊ะทำเพลงที่มีกีต้าร์ คีย์บอร์ด และสมุดจดไอเดีย

     ถ้าคุณอยาก แต่งเมโลดี้จากคอร์ด ให้กลายเป็นท่อนร้องที่จำง่าย จุดเริ่มต้นไม่ใช่การสุ่มโน้ตไปเรื่อย ๆ แต่คือการรู้ว่าโน้ตตัวใดควรใช้เป็นจุดพัก โน้ตตัวใดควรใช้สร้างแรงส่งของอารมณ์ และจังหวะของคำร้องควรวางให้สัมพันธ์กับคอร์ดอย่างไร บทความนี้จะพาคุณเปลี่ยนทางเดินคอร์ดที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นทำนองที่ร้องได้จริง ฟังเข้าคอร์ด และต่อยอดเป็นเพลงได้ง่ายขึ้น


แต่งเมโลดี้จากคอร์ด เริ่มจากจุดไหนก่อน

     เมื่อมีทางเดินคอร์ดแล้ว ขั้นตอนต่อไปไม่ควรเริ่มจากการร้องโน้ตไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบทำนองที่ชอบ แต่ควรเริ่มจากการดูว่าแต่ละคอร์ดประกอบด้วยโน้ตใดบ้าง เพราะโน้ตเหล่านี้คือจุดยึดสำคัญที่ช่วยให้ทำนองฟังเข้ากับเพลง


     หลังจากเข้าใจทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลงจากบทก่อนหน้าแล้ว ขั้นตอนนี้คือการเปลี่ยนโครงคอร์ดให้กลายเป็นทำนองที่ร้องได้จริง โดยมีจุดหมายชัดเจน ไม่ต้องเดาโน้ตแบบไร้ทิศทาง


     ถ้ายังไม่มั่นใจว่าคอร์ดแต่ละตัวควรเรียงกันอย่างไร ควรย้อนอ่านเรื่อง ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง ก่อน เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนนำคอร์ดเหล่านั้นมาสร้างทำนอง

แต่งเมโลดี้จากคอร์ด ด้วยคีย์บอร์ดและกีต้าร์สำหรับหาโน้ตเริ่มต้น

     ตัวอย่างเช่น

     C - Am - F - G


     โน้ตในแต่ละคอร์ดคือ

     C = C E G

     Am = A C E

     F = F A C

     G = G B D


     ถ้าคุณเลือกโน้ตจากคอร์ดเหล่านี้มาเป็นจุดเริ่มต้น ทำนองจะมีโอกาสฟังเข้ากับ Harmony มากกว่าการเลือกโน้ตจากสเกลโดยไม่รู้ว่าโน้ตตัวใดควรเป็นจุดพัก


     นี่คือเหตุผลที่การเข้าใจเรื่องโน้ตดนตรีและโน้ตในคอร์ดมีความสำคัญ เพราะช่วยให้การสร้างทำนองมีทิศทางตั้งแต่ต้น และทำให้คุณรู้ว่าควรวางเสียงร้องไว้ตรงตำแหน่งใดของคอร์ด


เมโลดี้ที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน

     หลายคนเข้าใจว่าทำนองที่น่าสนใจต้องมีโน้ตจำนวนมาก หรือมีการกระโดด Interval กว้าง ๆ ตลอดเวลา แต่ในเพลงจริง ทำนองที่จำง่ายจำนวนมากมักใช้โน้ตเพียงไม่กี่ตัว แล้วทำให้ติดหูด้วยจังหวะ การย้ำคำสำคัญ และการสร้าง Motif ที่ชัดเจน


     เมโลดี้ที่ดีมักมีลักษณะสำคัญ 3 อย่าง

  • มีจุดหมายของโน้ตชัดเจน
  • มีจังหวะที่ร้องตามง่าย
  • มีรูปแบบซ้ำที่คนฟังจำได้


     ก่อนจะทำให้ทำนองซับซ้อน ควรทำให้ทำนองร้องได้ ฟังเข้าใจ และจำได้ก่อนเสมอ เพราะทำนองที่เรียบง่ายแต่มีทิศทาง มักมีพลังมากกว่าทำนองที่มีโน้ตจำนวนมากแต่ขาดจุดเด่น


แต่งเมโลดี้จากคอร์ด ด้วย Chord Tone ให้ทำนองเข้ากับคอร์ด

     Chord Tone คือโน้ตที่อยู่ภายในคอร์ดนั้นโดยตรง เช่น คอร์ด C ประกอบด้วยโน้ต C, E และ G


     ถ้าต้องการเห็นภาพชัดขึ้นว่า Chord Tone เชื่อมกับการอ่านโน้ตและคอร์ดกีต้าร์อย่างไร บทความ อ่านโน้ตบรรทัด 5 เส้นกับคอร์ดกีต้าร์ จะช่วยให้มองตำแหน่งโน้ตในคอร์ดได้เป็นระบบมากขึ้น


     เมื่อวางโน้ตสำคัญของทำนองไว้บน Chord Tone เสียงร้องจะฟังกลมกลืนกับคอร์ดโดยธรรมชาติ เพราะเสียงที่ร้องสัมพันธ์กับเสียงประสานที่กำลังเล่นอยู่

มือเล่นคีย์บอร์ดเพื่อฝึก Chord Tone และเข้าใจ Harmony ของคอร์ด

     ตัวอย่าง

     คอร์ด C

     Chord Tone คือ

     C E G


     ถ้าห้องเพลงนี้ใช้คอร์ด C การใช้โน้ต C, E หรือ G เป็นจุดพักของทำนอง จะให้ความรู้สึกมั่นคงและฟังเข้ากับคอร์ดได้ง่าย


     ในทางกลับกัน ถ้าใช้โน้ต F หรือ B เป็นจุดพักหลัก เสียงอาจเกิดแรงดึงหรือความตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ควรรู้ว่ากำลังสร้างอารมณ์แบบใดให้เพลง


ใช้ Chord Tone เป็นเสาหลักของเมโลดี้

     ให้มอง Chord Tone เหมือนเสาหลักของบ้าน ส่วนโน้ตอื่น ๆ คือรายละเอียดที่ช่วยตกแต่งให้ทำนองมีชีวิตมากขึ้น


     คุณสามารถใช้โน้ตนอกคอร์ดได้ แต่จุดสำคัญของทำนองควรกลับมาพักที่ Chord Tone เป็นระยะ โดยเฉพาะคำร้องที่ต้องการเน้น หรือโน้ตที่ลากยาวในประโยคเพลง


     แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับการฟัง Harmony และการวิเคราะห์ Chord Tone ที่ผู้เล่นกีต้าร์ นักแต่งเพลง และนักเรียบเรียงเพลงใช้กันบ่อย เพราะช่วยให้รู้ว่าทำนองกำลังยืนอยู่บนคอร์ดใด และกำลังพาอารมณ์เพลงไปทางใด


วิธีเลือก Chord Tone แบบไม่ซับซ้อน

     ถ้าเพิ่งเริ่มฝึก ให้เลือกเพียง 1-2 โน้ตจากแต่ละคอร์ดก่อน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกโน้ตในคอร์ดพร้อมกัน


     ตัวอย่าง

     C = เลือก E หรือ G

     Am = เลือก C หรือ E

     F = เลือก A หรือ C

     G = เลือก B หรือ D


     จากนั้นลองร้องทำนองสั้น ๆ โดยให้โน้ตสำคัญของแต่ละห้องลงที่โน้ตเหล่านี้


     วิธีนี้ช่วยให้ได้ทำนองที่ฟังเข้าคอร์ดก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่ม Passing Note หรือโน้ตเชื่อมระหว่างทางในภายหลัง เมื่อโครงหลักของทำนองเริ่มชัดเจนแล้ว


     ถ้าต้องการศึกษาต่อในเชิงทฤษฎี สามารถอ่านเรื่อง Non-Chord Tones เพิ่มเติมได้ เพราะจะช่วยให้เข้าใจว่าโน้ตที่อยู่นอกคอร์ด เช่น Passing Note หรือ Neighbor Tone ทำหน้าที่เชื่อมและตกแต่งเมโลดี้อย่างไร


แต่งเมโลดี้จากคอร์ด ด้วย Target Note ให้ท่อนร้องมีเป้าหมาย

     Target Note หรือโน้ตเป้าหมาย คือโน้ตที่ทำนองกำลังมุ่งไปหา พูดให้เข้าใจง่ายคือโน้ตสำคัญที่ทำให้ทำนองรู้สึกเหมือนมีปลายทาง


     แทนที่จะคิดทีละโน้ตแบบไม่มีทิศทาง เราสามารถกำหนดให้แต่ละห้องเพลงมีจุดหมายของทำนองก่อน แล้วจึงสร้างโน้ตรอบ ๆ เพื่อพาทำนองไปหาโน้ตนั้น


     ตัวอย่าง

     คอร์ด C → Am

     คุณอาจกำหนดให้

     ห้องแรกมีเป้าหมายคือ E

     ห้องที่สองมีเป้าหมายคือ C

     จากนั้นค่อยวางโน้ตอื่น ๆ เพื่อพาทำนองไปถึงจุดหมายเหล่านี้


     วิธีนี้ทำให้ทำนองฟังมีทิศทางมากขึ้น และช่วยให้การสร้างทำนองจากคอร์ดกลายเป็นสิ่งที่ฝึกได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอแรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียว

แต่งเมโลดี้จากคอร์ด ด้วยการวาง Target Note ขณะเล่นกีต้าร์และจดไอเดีย

ทำไม Target Note ช่วยให้ท่อนร้องติดหู

     เมื่อทำนองมีจุดหมายชัด คนฟังจะรับรู้การเคลื่อนของโน้ตได้ง่ายขึ้น เพราะทำนองไม่ได้ลอยไปเรื่อย ๆ แต่มีทิศทางว่ากำลังพาอารมณ์ไปที่ใด


     เพลงจำนวนมากสร้างความรู้สึกคาดหวังและคลี่คลายผ่านการเดินทางของ Target Note ยิ่งเป้าหมายชัด ความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อทำนองมาถึงโน้ตสำคัญก็จะยิ่งชัดตามไปด้วย


     ถ้าทำนองไม่มี Target Note เลย อาจฟังเหมือนยังไม่รู้ว่าจะไปทางใด แม้จะใช้โน้ตถูกสเกลทั้งหมดก็ตาม


เริ่มจากโน้ตตัวที่ 3 ของคอร์ด

     สำหรับผู้เริ่มต้น วิธีง่ายที่สุดคือเลือกโน้ตตัวที่ 3 ของคอร์ดเป็น Target Note

     เช่น

     C = E

     Am = C

     F = A

     G = B


     เพราะโน้ตตัวที่ 3 มักบอกอารมณ์ Major หรือ Minor ได้ชัดเจน


     ถ้าใช้โน้ตตัวที่ 3 เป็นจุดพักสำคัญ ทำนองจะสื่ออารมณ์ของคอร์ดได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะเพลงที่ต้องการให้คนฟังรู้สึกถึงการเปลี่ยนอารมณ์ในแต่ละคอร์ด


ทำไมเมโลดี้จำง่ายมักมีจังหวะที่ชัด

     คนฟังจำนวนมากจำจังหวะได้ก่อนจำระดับเสียง ลองนึกถึงเพลงที่คุณร้องตามได้ทันที หลายครั้งสิ่งที่ติดอยู่ในหัวคือ Rhythm ของคำร้อง ไม่ใช่ชื่อโน้ตทุกตัว


     ดังนั้นการเขียนทำนองจึงไม่ควรมองเฉพาะเรื่องโน้ต แต่ต้องดูจังหวะของคำร้องด้วย เพราะจังหวะคือสิ่งที่ทำให้ท่อนร้องมีรูปทรง ฟังเป็นประโยค และจำได้ง่ายขึ้น


โน้ตธรรมดาแต่ Rhythm ดี อาจจำง่ายกว่าโน้ตเยอะ

     ลองเปรียบเทียบ

     แบบแรก

     C C D E

     แบบที่สอง

     C C C C


     แบบแรกมีโน้ตหลากหลายกว่า แต่ถ้า Rhythm ไม่ชัด คนฟังอาจจำไม่ได้


     ในขณะที่แบบที่สองอาจติดหูมากกว่า หากมีจังหวะที่ชัด มีการเว้นวรรคที่ดี และวางคำสำคัญไว้บนจังหวะที่คนฟังรับรู้ได้ง่าย


     นี่คือเหตุผลที่นักแต่งเพลงจำนวนมากเริ่มจาก Rhythm ก่อน แล้วค่อยกำหนดระดับเสียงตามหลัง เพราะบางครั้งจังหวะของคำร้องคือสิ่งที่ทำให้ทำนองจำง่ายที่สุด


คำสำคัญควรอยู่บนจังหวะสำคัญ

     เวลาวางเนื้อร้อง คำที่ต้องการเน้นควรอยู่บน Beat ที่แข็งแรง เช่น Beat 1 หรือ Beat 3 ในจังหวะ 4/4 หรือวางบนโน้ตที่ยาวกว่าโน้ตอื่น


     วิธีนี้ช่วยให้ Hook และประโยคสำคัญจำง่ายขึ้น เพราะคนฟังจะรับรู้คำเหล่านั้นได้ชัดกว่าคำที่ผ่านเร็วหรืออยู่ในตำแหน่งที่ไม่เด่น


     ลองเริ่มจากการพูดประโยคเนื้อร้องออกมาก่อน เช่น

     “อยากให้เธอรู้ว่าฉันยังอยู่ตรงนี้”


     จากนั้นเคาะจังหวะของคำพูดให้เป็น Pattern สั้น ๆ แล้วค่อยเลือก Target Note ให้คำสำคัญ เช่น “รู้”, “ฉัน”, “ตรงนี้” ไปอยู่บนโน้ตที่มั่นคงในคอร์ด


     วิธีนี้ช่วยให้ทำนองไม่ใช่แค่ถูกคอร์ด แต่ยังร้องได้เป็นธรรมชาติ และทำให้คำร้องฟังเหมือนคำพูดจริง ไม่ใช่เพียงการนำคำไปวางทับบนโน้ต


วิธีทำให้ท่อน Verse ต่างจากท่อน Chorus

     ปัญหาที่พบบ่อยคือ Verse และ Chorus ฟังคล้ายกันเกินไป เมื่อสองท่อนนี้ไม่มีความแตกต่าง เพลงจะขาดจุดพีค และทำให้ท่อนฮุคไม่เด่นพอ


     ถ้ายังไม่ชัดว่า Verse, Chorus และ Bridge ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ควรอ่านเรื่อง โครงสร้างเพลง ประกอบด้วย เพราะการแยกบทบาทของแต่ละท่อนจะช่วยให้วางเมโลดี้ได้มีเป้าหมายมากขึ้น


     แม้คอร์ดจะถูกต้องและทำนองจะไม่หลุดคอร์ด แต่ถ้าท่อนร้องทุกส่วนมีช่วงเสียง จังหวะ และทิศทางคล้ายกันเกินไป คนฟังอาจไม่รู้สึกว่าท่อน Chorus มีพลังมากกว่าท่อน Verse


ใช้ช่วงเสียงต่างกัน

     Verse มักใช้ช่วงเสียงแคบกว่า เพื่อให้รู้สึกเหมือนกำลังเล่าเรื่อง ส่วน Chorus มักใช้ช่วงเสียงที่สูงขึ้นหรือกว้างขึ้น เพื่อให้รู้สึกเปิดกว้างและมีพลังมากกว่า


     ตัวอย่าง

     Verse

     C - D - E - D

     Chorus

     G - A - G - E


     การยกช่วงเสียงของ Chorus ให้สูงขึ้นเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มพลังให้ท่อนฮุคได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคอร์ดทั้งหมด


ใช้ Melodic Contour ต่างกัน

     Melodic Contour คือรูปทรงของทำนอง หรือทิศทางที่ทำนองเคลื่อนขึ้น ลง หรือค้างอยู่ในช่วงเสียงเดิม


     Verse อาจใช้ทำนองที่เคลื่อนทีละขั้นและไม่กระโดดมาก เพื่อให้ฟังเหมือนการเล่าเรื่อง


     ส่วน Chorus อาจมีการกระโดดโน้ตมากขึ้น เพื่อสร้างความรู้สึกเปิดกว้างหรือพุ่งขึ้น


     ตัวอย่าง

     Verse

     C D E F

     Chorus

     G D A G


     ความแตกต่างของ Contour ช่วยให้คนฟังรู้สึกได้ทันทีว่าเพลงกำลังเข้าสู่ส่วนสำคัญ


     ถ้าอยากพัฒนาทำนองให้ชัดขึ้น การศึกษาเรื่อง Melodic Contour และ Motif Development จะช่วยให้มองเห็นว่าทำนองไม่ได้มีเพียงระดับเสียงสูงต่ำ แต่ยังมีรูปทรงและทิศทางที่ออกแบบได้


เพิ่มความซ้ำใน Chorus

     ท่อน Chorus ที่ดีมักมีการย้ำ Motif หรือประโยคดนตรีซ้ำมากกว่า Verse เพราะการซ้ำในจุดที่เหมาะสมช่วยให้คนฟังจำท่อนฮุคได้ง่ายขึ้น


     ถ้าต้องการต่อยอดเรื่องการนำวลีสั้น ๆ ไปพัฒนาเป็นท่อนร้องที่จำง่าย สามารถอ่านเรื่อง Motif Development เพิ่มเติมได้ เพราะช่วยให้เข้าใจว่าการซ้ำและการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ทำให้เพลงมีเอกภาพมากขึ้นได้อย่างไร


     การซ้ำไม่ได้แปลว่าน่าเบื่อเสมอไป ถ้าซ้ำอย่างมีจังหวะ มีการเปลี่ยนระดับเสียงเล็กน้อย หรือมีการขยับ Target Note ให้สูงขึ้นในรอบถัดไป ทำนองจะยังคงสดใหม่และมีทิศทาง


     ตัวอย่างเช่น ใช้ Rhythm เดิม 2 ครั้ง แต่เปลี่ยน Target Note ในครั้งที่สองให้สูงขึ้นเล็กน้อย วิธีนี้ทำให้ท่อนฮุคมีทั้งความคุ้นเคยและความเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน


แบบฝึก แต่งเมโลดี้จากคอร์ด 4 ห้องแบบง่าย ๆ

     ลองใช้ Progression ต่อไปนี้

     C - Am - F - G


     กำหนด Target Note

     C = E

     Am = C

     F = A

     G = B


     จากนั้นสร้างทำนองง่าย ๆ

     ห้องที่ 1

     E G E D


     ห้องที่ 2

     C E D C


     ห้องที่ 3

     A C A G


     ห้องที่ 4

     B D B G


     ลองเล่นหรือร้องวนหลายรอบ แล้วเปลี่ยนเฉพาะ Rhythm โดยใช้โน้ตชุดเดิม


     คุณจะพบว่าทำนองสามารถเปลี่ยนคาแรคเตอร์ได้มาก แม้ใช้โน้ตเดิมทั้งหมด


     นี่คือจุดสำคัญของการสร้างทำนองจากโครงคอร์ด เพราะคอร์ดให้กรอบของเสียง ส่วน Rhythm และ Target Note เป็นตัวทำให้ท่อนร้องมีชีวิต

กีต้าร์ เมโทรนอม และสมุดจดบนโต๊ะสำหรับฝึกท่อนร้องสั้น ๆ

เพิ่มคำร้องลงบนเมโลดี้

     ลองใช้คอร์ดเดิม

     C - Am - F - G


     คำร้องทดลอง

     ยัง คิด ถึง เธอ

     ไม่ เคย หาย ไป

     Target Note

     C = E

     Am = C

     F = A

     G = B


     ทำนองทดลอง

     E G E D

     C E D C

     A C A G

     B D B G


     ให้ลองร้องคำเดิมด้วย Rhythm 2 แบบ


     แบบแรก ให้คำตกตรง Beat ชัด ๆ


     แบบที่สอง ให้เลื่อนบางคำไปก่อน Beat เล็กน้อย


     จากนั้นฟังว่าแบบไหนจำง่ายกว่า แบบไหนเข้ากับอารมณ์เพลงมากกว่า และแบบไหนทำให้คำสำคัญเด่นกว่า


     แบบฝึกนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าทำนองที่ดีไม่ได้เกิดจากโน้ตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ด โน้ต คำร้อง และจังหวะ


วิธีเช็คว่าเมโลดี้ใช้ได้หรือยัง

     หลังแต่งเสร็จ ลองถามตัวเอง 5 ข้อ

  • ร้องซ้ำได้โดยไม่ต้องมองโน้ตหรือไม่
  • จุดสำคัญของทำนองลงบน Chord Tone หรือไม่
  • Verse และ Chorus มีความแตกต่างชัดเจนหรือไม่
  • คำสำคัญของเนื้อร้องอยู่บนจังหวะที่ฟังชัดหรือไม่
  • ทำนองมี Motif หรือรูปแบบซ้ำที่คนฟังจำได้หรือไม่


     ถ้าตอบได้เกือบครบทุกข้อ ทำนองของคุณมักมีโครงสร้างที่พร้อมพัฒนาต่อเป็นเพลงจริง


     แต่ถ้ายังรู้สึกว่าทำนองจำยาก ให้กลับไปลดจำนวนโน้ตลงก่อน แล้วทำให้ Rhythm กับ Target Note ชัดขึ้น เพราะท่อนร้องที่ดีไม่จำเป็นต้องมีโน้ตจำนวนมาก แต่ต้องมีจุดจำและร้องตามได้ง่าย


เมโลดี้ที่น่าจดจำเริ่มจากการเลือกโน้ตที่มีเป้าหมาย

     การสร้างทำนองจากคอร์ดไม่จำเป็นต้องรอแรงบันดาลใจเสมอไป เพราะเราสามารถใช้ Chord Tone และ Target Note เป็นเครื่องมือช่วยสร้างทำนองได้อย่างเป็นระบบ


     ยิ่งเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ด โน้ต และจังหวะมากขึ้น การคิดท่อนร้องก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย เพราะคุณจะรู้ว่าโน้ตใดควรเป็นจุดพัก โน้ตใดควรสร้างแรงดึง และจังหวะใดควรใช้เน้นคำสำคัญ


     เมื่อฝึกใช้ Chord Tone เป็นจุดยึด ใช้ Target Note เป็นจุดหมาย และออกแบบ Rhythm ให้ชัดเจน คุณจะเริ่มสร้างทำนองที่ฟังเป็นธรรมชาติ จำง่าย และต่อยอดไปสู่การแต่งเพลงทั้งเพลงได้มั่นใจมากขึ้น


     ถ้าคอร์ดคือโครงสร้างของเพลง ทำนองก็คือเส้นทางที่พาคนฟังเดินผ่านอารมณ์ของเพลงนั้น การวางโน้ตเป้าหมายให้ถูกจุดจึงไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎี แต่เป็นวิธีทำให้ท่อนร้องมีความหมาย ฟังเข้าคอร์ด และจำง่ายขึ้นจริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น