Non-Chord Tone คือโน้ตที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบของคอร์ดในช่วงเวลานั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นโน้ตผิดเสมอไป ในเพลงจริง แนวทำนองมักใช้โน้ตนอกคอร์ดเพื่อเชื่อมเสียง ตกแต่งโน้ตหลัก หรือสร้างแรงตึงก่อนคลี่คลายกลับเข้าสู่เสียงประสาน บทความนี้จะช่วยให้คุณแยก Passing Tone, Neighbor Tone และ Suspension โดยพิจารณาจากทิศทางการเคลื่อนของโน้ต ตำแหน่งจังหวะ และการคลี่คลายเสียง เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์เพลง แต่งทำนอง และพัฒนาวลีดนตรีสำหรับการโซโล่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญคือไม่ควรตัดสินหน้าที่ของโน้ตจากชื่อโน้ตเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น โน้ต F ที่เกิดขึ้นขณะคอร์ด C กำลังดังอยู่ อาจทำหน้าที่เป็น Passing Tone, Neighbor Tone, Suspension หรือเป็นโน้ตสีสันที่นับรวมอยู่ในคอร์ดก็ได้ หน้าที่ของโน้ตนั้นขึ้นอยู่กับโน้ตก่อนหน้า โน้ตถัดไป ตำแหน่งจังหวะ ตลอดจนคอร์ดก่อนหน้าและคอร์ดถัดไป
Non-Chord Tone คืออะไร และทำไมโน้ตนอกคอร์ดถึงไม่จำเป็นต้องผิด
Chord Tone หรือโน้ตในคอร์ด คือโน้ตที่เป็นส่วนประกอบหลักของคอร์ด เช่น เมื่อกำลังเล่นคอร์ด C Major โน้ต C, E และ G ถือเป็น Chord Tone ส่วนโน้ตอื่นที่ปรากฏในแนวทำนองอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นโน้ตนอกคอร์ด หากโน้ตนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Voicing หรือการจัดวางเสียงในคอร์ด และไม่ได้ถูกใช้เป็นโน้ตสีสันประจำคอร์ด
อย่างไรก็ตาม การพบโน้ต D หรือ F ขณะคอร์ด C กำลังดังอยู่ ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าโน้ตนั้นผิด เราต้องพิจารณาต่อว่าโน้ตดังกล่าวเคลื่อนมาจากโน้ตตัวใด อยู่บนจังหวะหนักหรือจังหวะเบา เคลื่อนต่อไปหาโน้ตตัวใด และคลี่คลายเข้าสู่ Chord Tone ตัวไหน
ก่อนวิเคราะห์โน้ตนอกคอร์ด เราจึงควรรู้ก่อนว่าคอร์ดที่กำลังดังอยู่ประกอบด้วยโน้ตอะไรบ้าง หากยังแยก Chord Tone ไม่ออก ก็จะบอกได้ยากว่าโน้ตใดเป็นเสียงหลักของคอร์ด และโน้ตใดกำลังสร้างการเคลื่อนไหวหรือแรงตึงในแนวทำนอง
ถ้ายังไม่แม่นว่าแต่ละคอร์ดประกอบด้วยโน้ตอะไร ควรทบทวนเรื่อง รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่าง ๆ ก่อน เพราะความเข้าใจนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการแยก Chord Tone ออกจากเสียงนอกคอร์ด
โน้ตนอกคอร์ดช่วยให้แนวทำนองมีทิศทาง
แนวทำนองที่ใช้เฉพาะ Chord Tone อาจฟังมั่นคงและสัมพันธ์กับคอร์ดอย่างชัดเจน แต่ถ้าใช้เฉพาะโน้ตในคอร์ดทุกจุด วลีดนตรีอาจฟังแข็ง ขาดความต่อเนื่อง หรือทำให้ผู้ฟังคาดเดาทิศทางได้ง่ายเกินไป
โน้ตนอกคอร์ดช่วยเชื่อมการเคลื่อนที่ระหว่างโน้ตหลัก ทำให้แนวทำนองไม่จำเป็นต้องกระโดดจาก Chord Tone ตัวหนึ่งไปหาอีกตัวตลอดเวลา
- Passing Tone ทำหน้าที่เชื่อมโน้ตสองตัว เพื่อให้แนวทำนองเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
- Neighbor Tone ทำหน้าที่ตกแต่งโน้ตหลัก โดยขยับออกไปหาโน้ตข้างเคียงแล้วกลับมาที่โน้ตเดิม
- Suspension ทำหน้าที่สร้างแรงตึง โดยค้างโน้ตเดิมข้ามช่วงที่คอร์ดเปลี่ยน ก่อนคลี่คลายเข้าสู่เสียงที่มั่นคงกว่า
หากเคยศึกษาการวิเคราะห์โน้ตในแนวทำนองว่าเป็น Chord Tone, Passing Tone หรือ Tension มาแล้ว บทนี้จะต่อยอดให้เห็นชัดขึ้นว่าโน้ตนอกคอร์ดแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร โดยพิจารณาจากวิธีที่โน้ตเคลื่อนเข้ามา วิธีที่โน้ตเคลื่อนออกไป ตำแหน่งจังหวะ และลักษณะการคลี่คลายเสียง
หากต้องการทบทวนภาพรวมก่อนลงรายละเอียด สามารถอ่านเรื่อง วิเคราะห์โน้ตในเมโลดี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าเสียงหลัก เสียงผ่าน และเสียงสร้างแรงตึงสัมพันธ์กับคอร์ดที่กำลังดังอยู่อย่างไร
แยก Chord Tone กับ Non-Chord Tone ต้องดูอะไรบ้าง
การทำเครื่องหมายว่าโน้ตใดไม่อยู่ในคอร์ดเป็นเพียงขั้นแรกของการวิเคราะห์ เพราะหน้าที่ของเสียงนอกคอร์ดไม่ได้พิจารณาจากชื่อโน้ตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตนั้นกับแนวทำนองและคอร์ดที่กำลังดังอยู่ด้วย
1. ดูว่าขณะนั้นกำลังเล่นคอร์ดอะไร
เริ่มจากระบุให้ได้ว่า ขณะที่โน้ตในแนวทำนองดังขึ้น คอร์ดที่อยู่ด้านล่างคือคอร์ดอะไร และคอร์ดนั้นประกอบด้วยโน้ตใดบ้าง
ต้องระวังว่าคอร์ดในเพลงอาจเปลี่ยนกลางห้อง ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะจังหวะแรกของแต่ละห้องเสมอไป โน้ตตัวหนึ่งจึงอาจเป็น Chord Tone ในช่วงแรก แต่กลายเป็นเสียงนอกคอร์ดทันทีเมื่อคอร์ดด้านล่างเปลี่ยน
หากกำลังอ่านเพลงจากบรรทัด 5 เส้นหรือ Lead Sheet การเข้าใจตำแหน่งโน้ตและ Chord Symbol หรือสัญลักษณ์คอร์ด จะช่วยให้จับคู่แนวทำนองกับคอร์ดได้แม่นยำยิ่งขึ้น
2. ดูว่าโน้ตเคลื่อนเข้ามาอย่างไร
พิจารณาว่าโน้ตนอกคอร์ดเคลื่อนเข้ามาด้วยการเดินทีละขั้น หรือกระโดดเป็นช่วงเสียงกว้าง พร้อมทั้งดูว่าโน้ตก่อนหน้าเป็น Chord Tone หรือเป็นเสียงนอกคอร์ดอีกตัวหนึ่ง
Passing Tone และ Neighbor Tone มักเกิดจากการเคลื่อนทีละขั้น ส่วน Suspension มักไม่ได้เกิดจากการเดินเข้าหาโน้ตใหม่ แต่เกิดจากการค้างโน้ตเดิมไว้ในขณะที่คอร์ดด้านล่างเปลี่ยนไป
3. ดูว่าโน้ตเคลื่อนต่อไปที่ใด
โน้ตถัดไปมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ไม่แพ้โน้ตก่อนหน้า เพราะช่วยให้เราเห็นว่าเสียงนอกคอร์ดกำลังทำหน้าที่เชื่อมเสียง ตกแต่งโน้ตหลัก หรือสร้างแรงตึง
- ถ้าเสียงนอกคอร์ดเดินผ่านไปยัง Chord Tone ตัวใหม่ อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็น Passing Tone
- ถ้าเสียงนอกคอร์ดขยับออกจากโน้ตหลัก แล้วกลับเข้าหาโน้ตตัวเดิม อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็น Neighbor Tone
- ถ้าเสียงนั้นค้างมาจากคอร์ดก่อนหน้า แล้วคลี่คลายเข้าสู่ Chord Tone ของคอร์ดใหม่ อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็น Suspension
4. ดูตำแหน่งจังหวะและการคลี่คลายเสียง
โน้ตนอกคอร์ดที่อยู่บนจังหวะเบามักฟังคล้ายเสียงเชื่อมหรือเสียงตกแต่ง เพราะเกิดขึ้นไม่นานและเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนโน้ตนอกคอร์ดที่ตกบนจังหวะหนักจะดึงความสนใจมากกว่า และมักสร้างแรงตึงที่ทำให้ผู้ฟังคาดหวังว่าจะมีการคลี่คลายตามมา
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งจังหวะเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกประเภทของโน้ตได้ เราต้องพิจารณาร่วมกับวิธีที่โน้ตเคลื่อนเข้ามาและวิธีที่โน้ตเคลื่อนออกไปเสมอ
หลักการจำแนกเสียงนอกคอร์ดจากวิธีที่โน้ตเคลื่อนเข้ามาและเคลื่อนออกไป สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทเรียน Introduction to Non-Chord Tones ซึ่งสรุปความแตกต่างของ Passing Tone, Neighbor Tone และ Suspension ไว้อย่างเป็นระบบ
Passing Tone คืออะไร และทำไมมักเดินผ่านทีละขั้น
Passing Tone คือโน้ตนอกคอร์ดที่อยู่ระหว่างโน้ตหลักสองตัว โดยแนวทำนองเดินผ่านโน้ตนั้นทีละขั้นไปในทิศทางเดียวกัน หน้าที่ของมันคือเชื่อม Chord Tone เพื่อให้ทำนองฟังต่อเนื่องและลื่นไหลขึ้น
ตัวอย่างบนคอร์ด C Major
คอร์ด: C
แนวทำนอง: C - D - E
การวิเคราะห์:
- C และ E เป็น Chord Tone ของคอร์ด C Major
- D ไม่ใช่ Chord Tone ของคอร์ด C Major
- แนวทำนองเคลื่อนจาก C ผ่าน D ไปยัง E ทีละขั้น
- ดังนั้น D จึงทำหน้าที่เป็น Passing Tone
หากตัด D ออก แนวทำนองจะเหลือ C - E ซึ่งยังคงสัมพันธ์กับคอร์ด แต่เปลี่ยนจากการเดินต่อเนื่องเป็นการกระโดดช่วงเสียงคู่ 3 เมเจอร์ (Major 3rd) ทำให้วลีดนตรีฟังลื่นไหลน้อยลง
Passing Tone บนจังหวะเบาและจังหวะหนัก
Passing Tone ที่อยู่บนจังหวะเบามักเรียกว่า Unaccented Passing Tone เพราะเสียงนอกคอร์ดเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่และเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
Passing Tone สามารถอยู่บนจังหวะหนักได้เช่นกัน ซึ่งเรียกว่า Accented Passing Tone การวางโน้ตไว้บนจังหวะหนักจะทำให้แรงตึงของเสียงนอกคอร์ดเด่นชัดขึ้น
ดังนั้น การพบเสียงนอกคอร์ดบนจังหวะหลักไม่ได้หมายความว่าโน้ตนั้นต้องเป็น Suspension เสมอไป ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่าโน้ตนั้นเคลื่อนมาจากตัวใดและเคลื่อนต่อไปที่ตัวใด
Neighbor Tone คืออะไร และทำไมต้องกลับเข้าหาโน้ตหลัก
Neighbor Tone คือโน้ตนอกคอร์ดที่เคลื่อนออกจาก Chord Tone ไปยังโน้ตข้างเคียง แล้วกลับเข้าหา Chord Tone ตัวเดิมอีกครั้ง
หน้าที่ของมันไม่ใช่การพาแนวทำนองเดินไปยังเป้าหมายใหม่ แต่เป็นการตกแต่งหรือเพิ่มการเคลื่อนไหวรอบโน้ตหลัก
ตัวอย่างบนคอร์ด C Major
คอร์ด: C
แนวทำนอง: E - F - E
การวิเคราะห์:
- E เป็น Chord Tone ของคอร์ด C Major
- F ไม่ใช่ Chord Tone ของคอร์ดในบริบทนี้
- แนวทำนองเคลื่อนออกจาก E ขึ้นไปหา F แล้วกลับมาที่ E
- ดังนั้น F จึงทำหน้าที่เป็น Neighbor Tone
ความแตกต่างสำคัญคือ Passing Tone พาแนวทำนองเดินผ่านไปยังโน้ตเป้าหมายตัวใหม่ ส่วน Neighbor Tone ขยับออกจากโน้ตหลักเพียงชั่วคราว แล้วกลับมาหาโน้ตเดิม
Upper Neighbor Tone และ Lower Neighbor Tone
ถ้าโน้ตที่ใช้ตกแต่งอยู่สูงกว่าโน้ตหลักหนึ่งขั้น เรียกว่า Upper Neighbor Tone
ตัวอย่าง: E - F - E
ถ้าโน้ตที่ใช้ตกแต่งอยู่ต่ำกว่าโน้ตหลักหนึ่งขั้น เรียกว่า Lower Neighbor Tone
ตัวอย่าง: E - D - E
บนคอร์ด C Major โน้ต D ในตัวอย่างหลังเป็นเสียงนอกคอร์ดที่ขยับลงจาก E แล้วกลับขึ้นมาหา E อีกครั้ง
แนวคิดนี้นำไปใช้กับการโซโล่ได้ดี เพราะมือกีต้าร์หรือผู้เล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่นสามารถขยับรอบ Target Note หรือโน้ตเป้าหมาย เพื่อเพิ่มความเคลื่อนไหวให้วลีดนตรี โดยยังรักษาทิศทางของ Harmony ไว้ได้
เทคนิค Enclosure Improvisation เป็นการต่อยอดแนวคิดนี้ โดยใช้โน้ตด้านบน โน้ตด้านล่าง หรือ Chromatic Approach ซึ่งเป็นการเข้าหาโน้ตเป้าหมายด้วยระยะครึ่งเสียง ล้อมรอบ Target Note ก่อนเข้าสู่ Chord Tone เป้าหมาย
Suspension คืออะไร และทำไมต้องมีเสียงค้างกับ Resolution
Suspension คือโน้ตนอกคอร์ดที่เกิดจากโน้ตของคอร์ดก่อนหน้าถูกค้างข้ามมายังคอร์ดใหม่ เมื่อคอร์ดเปลี่ยนไป โน้ตที่เคยสัมพันธ์กับคอร์ดเดิมจึงกลายเป็นเสียงนอกคอร์ดชั่วคราว ก่อนคลี่คลายเข้าสู่ Chord Tone ของคอร์ดใหม่
โดยทั่วไป Suspension ประกอบด้วย 3 ช่วงสำคัญ
- Preparation หรือช่วงเตรียมเสียง โน้ตเริ่มต้นเป็น Chord Tone ของคอร์ดเดิม จึงยังไม่ก่อให้เกิดแรงตึง
- Suspension หรือช่วงค้างเสียง โน้ตเดิมยังคงดังต่อเนื่องในขณะที่คอร์ดด้านล่างเปลี่ยน ทำให้โน้ตนั้นกลายเป็นเสียงนอกคอร์ด
- Resolution หรือช่วงคลี่คลาย เสียงที่ค้างอยู่เคลื่อนไปหา Chord Tone ของคอร์ดใหม่ ทำให้แรงตึงลดลงและเสียงประสานกลับมามั่นคงอีกครั้ง
ตัวอย่าง
คอร์ด: F → C
แนวทำนอง: F ค้างข้ามการเปลี่ยนคอร์ด แล้วคลี่ลง E
การวิเคราะห์:
- บนคอร์ด F Major โน้ต F เป็น Chord Tone
- เมื่อคอร์ดเปลี่ยนเป็น C Major แต่แนวทำนองยังค้างโน้ต F อยู่ โน้ต F จึงกลายเป็นเสียงนอกคอร์ดชั่วคราว
- เมื่อ F คลี่ลงไปหา E ซึ่งเป็นโน้ตตัวที่ 3 ของคอร์ด C Major แรงตึงจึงได้รับการคลี่คลาย
Suspension เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Tension กับ Release หรือการสร้างแรงตึงและการคลี่คลาย เพราะเสียงที่ถูกค้างไว้ทำให้คอร์ดใหม่ยังไม่สงบเต็มที่ จนกว่าแนวทำนองจะเคลื่อนเข้าสู่ Chord Tone ที่สัมพันธ์กับคอร์ดใหม่
Suspension ต่างจาก Passing Tone และ Neighbor Tone อย่างไร
- Passing Tone เกิดจากการเดินผ่านระหว่างโน้ตหลักสองตัว
- Neighbor Tone เกิดจากการขยับออกจากโน้ตหลัก แล้วกลับเข้าหาโน้ตเดิม
- Suspension เกิดจากการค้างโน้ตเดิมไว้ ในขณะที่คอร์ดด้านล่างเปลี่ยนไปก่อน
แรงตึงของ Suspension จึงไม่ได้เกิดจากการเดินเข้าหาเสียงนอกคอร์ด แต่เกิดจากคอร์ดใหม่ทำให้โน้ตเดิมเปลี่ยนหน้าที่
ตามหลัก Harmony แบบดั้งเดิม Suspension มักคลี่ลงทีละขั้น หากเสียงที่ค้างอยู่คลี่ขึ้นไปหา Chord Tone มักเรียกว่า Retardation หรือเสียงค้างที่คลี่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกอาจแตกต่างกันตามระบบการวิเคราะห์ที่ใช้ จึงควรพิจารณาทั้งลักษณะการค้างเสียงและทิศทางการคลี่คลาย
โน้ต F บนคอร์ด C อาจทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร
โน้ตตัวเดียวกันบนคอร์ดเดียวกันไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เหมือนกันทุกครั้ง ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้โน้ต F บนคอร์ด C เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริบทของแนวทำนองสามารถเปลี่ยนหน้าที่ของโน้ตได้อย่างไร
กรณี A โน้ต F เป็น Passing Tone
คอร์ด: C
แนวทำนอง: E - F - G
E และ G เป็น Chord Tone ของคอร์ด C Major
F อยู่ระหว่าง E กับ G และแนวทำนองเดินขึ้นทีละขั้นไปในทิศทางเดียวกัน
ดังนั้น F จึงทำหน้าที่เป็น Passing Tone
กรณี B โน้ต F เป็น Neighbor Tone
คอร์ด: C
แนวทำนอง: E - F - E
F เคลื่อนออกจาก E ไปยังโน้ตข้างเคียง แล้วกลับเข้าหา E ตัวเดิม
ดังนั้น F จึงทำหน้าที่เป็น Neighbor Tone
กรณี C โน้ต F เป็น Suspension
คอร์ด: F → C
แนวทำนอง: F ค้างอยู่ขณะที่คอร์ดเปลี่ยนเป็น C แล้วคลี่ลง E
F เริ่มต้นด้วยการเป็น Chord Tone ของคอร์ด F จากนั้นจึงกลายเป็นเสียงนอกคอร์ดบนคอร์ด C และคลี่ลงสู่ E
ดังนั้น F จึงทำหน้าที่เป็น Suspension
ตัวอย่างทั้งสามแสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถเห็นเพียงว่า “โน้ต F เกิดขึ้นขณะคอร์ด C กำลังดังอยู่” แล้วสรุปหน้าที่ของมันได้ทันที แต่ต้องดูทั้งทิศทางของแนวทำนองและบริบทของคอร์ดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าด้วย
จังหวะหนักและจังหวะเบาช่วยวิเคราะห์ Non-Chord Tone อย่างไร
ตำแหน่งจังหวะช่วยให้เราประเมินได้ว่าเสียงนอกคอร์ดเด่นมากน้อยเพียงใด แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เพียงข้อเดียวในการระบุหน้าที่ของโน้ต
ลองนับการแบ่งย่อยจังหวะแบบเขบ็จหนึ่งชั้นในอัตราจังหวะ 4/4 ดังนี้
1 และ 2 และ 3 และ 4 และ
ถ้า Passing Tone อยู่ตรงคำว่า “และ” เสียงนอกคอร์ดมักฟังเป็นการเชื่อมระหว่างจังหวะหลักอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ถ้าย้ายโน้ตเดียวกันมาอยู่บนจังหวะที่ 2 หรือจังหวะที่ 4 แรงตึงจะเด่นขึ้น แม้โน้ตนั้นยังคงทำหน้าที่เป็น Passing Tone หากการเคลื่อนเข้าและการเคลื่อนออกยังเป็นการเดินไปในทิศทางเดียวกัน
Neighbor Tone สามารถอยู่บนจังหวะหนักได้เช่นกัน สิ่งที่ทำให้มันเป็น Neighbor Tone คือการเคลื่อนออกจาก Chord Tone แล้วกลับเข้าหาโน้ตเดิม ไม่ใช่เพียงตำแหน่งจังหวะที่โน้ตดังขึ้น
การฝึกนับร่วมกับเมโทรนอมจะช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่าเสียงนอกคอร์ดตกอยู่บนจังหวะหลักหรือจังหวะย่อย และเพราะเหตุใดโน้ตบางตัวจึงสร้างแรงตึงได้มากกว่าอีกตัว
Non-Chord Tone ต่างจาก Chord Extensions อย่างไร
โน้ต D บนคอร์ด C อาจทำหน้าที่เป็น Passing Tone ในแนวทำนอง C - D - E แต่ถ้า D ถูกค้างไว้ใน Voicing และเครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นเสียงนี้อย่างต่อเนื่อง คอร์ดอาจฟังเป็น Cadd9 หรือ Cmaj9 ตามบริบท
เช่นเดียวกับโน้ต F บนคอร์ด C หาก F ค้างมาจากคอร์ดก่อนหน้าแล้วคลี่ลง E ก็อาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็น Suspension
แต่ถ้า F ถูกจัดไว้เป็นส่วนหนึ่งของ Voicing อย่างต่อเนื่อง คอร์ดอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็น Csus4 หรือเป็นคอร์ดที่มีโน้ตลำดับที่ 11 ตามบริบทของเพลง
Chord Extensions หรือโน้ตส่วนขยายของคอร์ด คือโน้ตสีสันที่ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของคอร์ดหรือ Voicing ส่วนโน้ตนอกคอร์ดที่กล่าวถึงในบทนี้เป็นโน้ตในแนวทำนองซึ่งทำหน้าที่ชั่วคราว และสามารถอธิบายหน้าที่ได้จากทิศทางการเคลื่อน ตำแหน่งจังหวะ และการคลี่คลาย
แบบฝึกวิเคราะห์โน้ตนอกคอร์ดจากแนวทำนอง 2 ห้อง
แบบฝึกนี้รวม Passing Tone, Neighbor Tone และ Suspension ไว้ในตัวอย่างเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์ต้องพิจารณาแนวทำนองร่วมกับตำแหน่งที่คอร์ดเปลี่ยน
อัตราจังหวะ: 4/4
คอร์ด:
- ห้องที่ 1 ใช้คอร์ด C ตลอดทั้งห้อง
- ห้องที่ 2 ใช้คอร์ด F ในจังหวะที่ 1-2 และเปลี่ยนเป็นคอร์ด C ในจังหวะที่ 3-4
แนวทำนองห้องที่ 1:
- จังหวะที่ 1: C
- คำว่า “และ” หลังจังหวะที่ 1: D
- จังหวะที่ 2: E
- คำว่า “และ” หลังจังหวะที่ 2: F
- จังหวะที่ 3: E
- จังหวะที่ 4: G
แนวทำนองห้องที่ 2:
- จังหวะที่ 1: A
- จังหวะที่ 2: F
- จังหวะที่ 3: ค้าง F ต่อไปในขณะที่คอร์ดเปลี่ยนเป็น C
- จังหวะที่ 4: คลี่จาก F ลง E
วิเคราะห์ห้องที่ 1
บนคอร์ด C Major โน้ต C, E และ G เป็น Chord Tone
ในช่วง C - D - E โน้ต D เดินผ่านระหว่าง C กับ E จึงทำหน้าที่เป็น Passing Tone
ในช่วง E - F - E โน้ต F ขยับออกจาก E แล้วกลับเข้าหา E จึงทำหน้าที่เป็น Neighbor Tone
วิเคราะห์ห้องที่ 2
บนคอร์ด F Major โน้ต A และ F เป็น Chord Tone
โน้ต F ในจังหวะที่ 2 ทำหน้าที่เป็น Preparation หรือเสียงเตรียม เพราะยังเป็นส่วนหนึ่งของคอร์ด F
เมื่อเข้าสู่จังหวะที่ 3 คอร์ดเปลี่ยนเป็น C แต่โน้ต F ยังค้างอยู่ จึงเกิด Suspension
เมื่อ F คลี่ลง E ในจังหวะที่ 4 เสียงที่ค้างไว้จึงได้รับการคลี่คลาย เพราะ E เป็น Chord Tone ของคอร์ด C Major
ทดลองเปลี่ยนแนวทำนองเพื่อฟังหน้าที่ของโน้ต
เล่นตัวอย่างเดิมช้า ๆ แล้วทดลองเปลี่ยนแนวทำนองทีละส่วน
- ตัด D ออกจาก C - D - E แล้วเล่นเป็น C - E
- ตัด F ออกจาก E - F - E แล้วค้างโน้ต E ไว้แทน
- เปลี่ยน F ที่ค้างอยู่บนคอร์ด C ให้คลี่ลง E ทันที โดยไม่ปล่อยให้เกิดแรงตึง
จากนั้นเปรียบเทียบเสียงของแนวทำนองแต่ละแบบ
- เมื่อเอา Passing Tone ออก แนวทำนองมีการกระโดดระหว่างโน้ตมากขึ้นหรือไม่
- เมื่อเอา Neighbor Tone ออก โน้ต E ฟังนิ่งและมีการตกแต่งน้อยลงหรือไม่
- เมื่อเอา Suspension ออก การเปลี่ยนจากคอร์ด F ไป C มีแรงตึงและความรู้สึกอยากฟังต่อไปน้อยลงหรือไม่
ขั้นตอนวิเคราะห์แนวทำนองจริง 2-4 ห้อง
เลือกแนวทำนองที่มี Chord Symbol ชัดเจนและมีความยาวประมาณ 2-4 ห้อง ไม่ควรเริ่มจากเพลงที่เปลี่ยนคอร์ดเร็วหรือมีเสียงประสานซับซ้อนมากเกินไป
ขั้นที่ 1 เขียนคอร์ดให้ตรงกับตำแหน่งจังหวะ
ระบุให้ชัดเจนว่าคอร์ดแต่ละตัวเริ่มตรงจังหวะใด หากมีการเปลี่ยนคอร์ดกลางห้อง ให้ทำเครื่องหมายตรงตำแหน่งที่คอร์ดเปลี่ยน
ขั้นที่ 2 วงกลม Chord Tone ก่อน
เขียนรายชื่อโน้ตที่ประกอบเป็นคอร์ดแต่ละตัว แล้ววงกลมโน้ตในแนวทำนองที่ตรงกับ Chord Tone
การเริ่มจากโน้ตที่มั่นคงจะช่วยให้มองเห็น Target Note และโครงสร้างหลักของวลีดนตรีได้ง่ายขึ้น
ขั้นที่ 3 ขีดเส้นใต้โน้ตนอกคอร์ด
ขีดเส้นใต้โน้ตที่ไม่ตรงกับส่วนประกอบของคอร์ดไว้ก่อน โดยยังไม่ต้องรีบระบุว่าเป็นเสียงนอกคอร์ดประเภทใด
ขั้นที่ 4 ดูโน้ตก่อนหน้าและโน้ตถัดไป
- ถ้าโน้ตเดินผ่านระหว่าง Chord Tone สองตัวไปในทิศทางเดียวกัน ให้ลองวิเคราะห์ว่าเป็น Passing Tone
- ถ้าโน้ตขยับออกจาก Chord Tone แล้วกลับมาที่โน้ตเดิม ให้ลองวิเคราะห์ว่าเป็น Neighbor Tone
- ถ้าโน้ตค้างมาจากคอร์ดก่อนหน้า แล้วคลี่เข้าสู่ Chord Tone ของคอร์ดใหม่ ให้ลองวิเคราะห์ว่าเป็น Suspension
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบจังหวะและการคลี่คลายเสียง
เขียนหมายเลขจังหวะหรือจังหวะย่อยไว้ใต้แนวทำนอง แล้วฟังว่าเสียงนอกคอร์ดตกอยู่บนจังหวะหนักหรือจังหวะเบา
จากนั้นตรวจสอบว่าโน้ตนั้นคลี่เข้าสู่ Chord Tone ตัวใด และการคลี่คลายเกิดขึ้นทันทีหรือถูกยืดออกไปเพื่อสร้างแรงตึงให้นานขึ้น
ขั้นที่ 6 ตัดโน้ตนอกคอร์ดออกเพื่อเปรียบเทียบ
เล่นแนวทำนองแบบเดิมก่อน จากนั้นเล่นอีกครั้งโดยตัดโน้ตนอกคอร์ดออก
- แนวทำนองแบบใหม่ฟังลื่นไหลน้อยลงหรือไม่
- วลีดนตรีฟังแข็งขึ้นหรือไม่
- แรงตึงก่อนการคลี่คลายหายไปหรือไม่
- อารมณ์และทิศทางของประโยคดนตรียังคงเหมือนเดิมหรือไม่
การฟังเปรียบเทียบก่อนและหลังจะช่วยให้เข้าใจหน้าที่ของเสียงนอกคอร์ดได้ชัดเจนกว่าการท่องจำคำนิยามเพียงอย่างเดียว
วิธีตรวจสอบว่าคุณวิเคราะห์ได้ถูกทาง
การวิเคราะห์ที่ดีไม่ได้หมายถึงการตั้งชื่อโน้ตแต่ละตัวได้เท่านั้น แต่ต้องสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโน้ต แนวทำนอง และคอร์ดได้ด้วย
ลองใช้คำถามต่อไปนี้ตรวจสอบผลการวิเคราะห์ของตนเอง
- คุณแยกได้หรือไม่ว่าโน้ตใดเป็น Chord Tone และโน้ตใดเป็นเสียงนอกคอร์ด
- คุณอธิบายได้หรือไม่ว่าเสียงนอกคอร์ดเคลื่อนมาจากโน้ตใด และกำลังเคลื่อนไปหาโน้ตใด
- คุณบอกได้หรือไม่ว่าโน้ตนั้นเป็น Passing Tone, Neighbor Tone หรือ Suspension เพราะเหตุใด
- คุณระบุได้หรือไม่ว่าโน้ตนอกคอร์ดตกอยู่บนจังหวะหนักหรือจังหวะเบา
- คุณฟังออกหรือไม่ว่าโน้ตนั้นกำลังสร้างความลื่นไหล การตกแต่ง หรือแรงตึง
- คุณระบุได้หรือไม่ว่าการคลี่คลายเคลื่อนเข้าสู่ Chord Tone ตัวใด
- เมื่อเอาโน้ตนอกคอร์ดออก คาแรคเตอร์ของแนวทำนองเปลี่ยนไปอย่างไร
หากยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ให้ลด Tempo ลง ร้องแนวทำนองแยกจากคอร์ด แล้วกดคอร์ดค้างไว้ เพื่อฟังความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตแต่ละตัวกับเสียงประสานให้ชัดขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อวิเคราะห์โน้ตนอกคอร์ด
มองว่าโน้ตนอกคอร์ดทุกตัวเป็นโน้ตผิด
แนวทำนองจำนวนมากมีเสน่ห์เพราะใช้เสียงนอกคอร์ดอย่างมีทิศทาง สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงว่าโน้ตอยู่ในคอร์ดหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่าโน้ตนั้นกำลังทำหน้าที่อะไร
ตัดสินจากโน้ตเพียงตัวเดียวโดยไม่ดูบริบท
การเห็นโน้ต F ขณะคอร์ด C กำลังดังอยู่ ไม่เพียงพอที่จะบอกว่าโน้ตนั้นเป็น Passing Tone, Neighbor Tone, Suspension, Tension หรือเป็นส่วนหนึ่งของ Voicing
ควรพิจารณาโน้ตก่อนหน้า โน้ตถัดไป และคอร์ดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าร่วมกันเสมอ
ใช้ตำแหน่งจังหวะเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว
Passing Tone และ Neighbor Tone สามารถอยู่บนจังหวะหนักได้ ส่วน Suspension ไม่ได้พิจารณาจากจังหวะหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีลักษณะของการค้างเสียงจากคอร์ดก่อนหน้า และมีการคลี่คลายที่สัมพันธ์กับคอร์ดใหม่
ไม่ตรวจสอบตำแหน่งที่คอร์ดเปลี่ยน
โน้ตตัวหนึ่งอาจเป็น Chord Tone ในช่วงแรก แต่กลายเป็นเสียงนอกคอร์ดทันทีเมื่อคอร์ดด้านล่างเปลี่ยน ปัญหานี้พบได้บ่อยเมื่ออ่าน Chord Chart ที่ไม่ได้ระบุตำแหน่งการเปลี่ยนคอร์ดไว้อย่างละเอียด
สับสนระหว่างโน้ตในแนวทำนองกับ Chord Extensions
หากโน้ตสีสันถูกค้าง ย้ำ หรือใช้เป็นส่วนสำคัญของ Voicing อาจต้องวิเคราะห์ว่าเป็น Extension ของคอร์ด มากกว่าจะมองว่าเป็นเสียงนอกคอร์ดที่เกิดขึ้นชั่วคราว
นำความเข้าใจเรื่องโน้ตนอกคอร์ดไปใช้แต่งทำนองและโซโล่อย่างไร
เมื่อแยกหน้าที่ของเสียงนอกคอร์ดได้แล้ว คุณสามารถนำหลักเดียวกันไปใช้สร้างแนวทำนองใหม่ โดยเริ่มจาก Chord Tone เป็นโครงหลัก แล้วเลือกเติมโน้ตนอกคอร์ดตามผลลัพธ์ที่ต้องการ
เมื่อต้องการนำหลักนี้ไปเขียนทำนองจริง บทเรียนเรื่อง แต่งเมโลดี้จากคอร์ด จะช่วยให้คุณวาง Chord Tone และ Target Note เป็นจุดหลัก ก่อนเติมโน้ตนอกคอร์ดเพื่อสร้างความลื่นไหลและอารมณ์ให้ทำนอง
- ใช้ Passing Tone เมื่อต้องการเชื่อม Target Note สองตัว เพื่อให้แนวทำนองลื่นไหลขึ้น
- ใช้ Neighbor Tone เมื่อต้องการตกแต่งโน้ตหลัก โดยไม่เปลี่ยนทิศทางของวลีดนตรีมากเกินไป
- ใช้ Suspension เมื่อต้องการค้างแนวทำนองข้ามช่วงที่คอร์ดเปลี่ยน เพื่อสร้างแรงตึงก่อนเข้าสู่โน้ตเป้าหมาย
หลักการนี้ช่วยให้การแต่งทำนองจากคอร์ดไม่กลายเป็นเพียงการเรียง Chord Tone ต่อกัน และช่วยให้การโซโล่ยังคงสื่อทิศทางของ Harmony ได้ชัดเจน แม้จะมีโน้ตนอกคอร์ดแทรกอยู่
เสียงนอกคอร์ดจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างทิศทาง การเคลื่อนไหว และอารมณ์ให้แนวทำนอง การแยก Passing Tone, Neighbor Tone และ Suspension ให้แม่นยำต้องพิจารณาทั้งคอร์ด วิธีที่โน้ตเคลื่อนเข้ามา วิธีที่โน้ตเคลื่อนออกไป ตำแหน่งจังหวะ และการคลี่คลายเสียง เมื่อฟังองค์ประกอบเหล่านี้ร่วมกัน คุณจะอธิบายได้ว่าโน้ตนอกคอร์ดแต่ละตัวกำลังเชื่อมเสียง ตกแต่งโน้ตหลัก หรือสร้างแรงตึงให้กับเพลงอย่างไร





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น