สอนแต่งเพลง บทที่ 3 ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง เลือกคอร์ดอย่างไรให้เล่าอารมณ์ได้ชัด

ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง บนโต๊ะทำเพลงที่มีกีต้าร์ คีย์บอร์ด และสมุดโน้ตเปล่า

     ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เพลงสื่ออารมณ์ได้ชัดเจนขึ้น หลายคนเริ่มแต่งเพลงด้วยการเปิดตารางคอร์ด แล้วเลือกคอร์ดที่คุ้นมือมาเรียงต่อกัน แต่เมื่อฟังทั้งเพลงกลับรู้สึกว่าเพลงยังไม่เล่าเรื่อง หรือยังไม่มีทิศทางทางอารมณ์ที่ชัดพอ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คอร์ดง่ายเกินไป แต่อยู่ที่เรายังไม่เข้าใจว่าคอร์ดแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร และควรเลือกคอร์ดอย่างไรให้เข้ากับเนื้อร้อง ทำนอง และความรู้สึกที่เพลงต้องการสื่อ


     หลังจากบทก่อนหน้าเราได้เรียนรู้เรื่องโครงสร้างเพลงอย่าง Verse, Chorus และ Bridge ไปแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการวางพื้นอารมณ์ของเพลงด้วยคอร์ด เพราะแม้ทำนองจะดีเพียงใด หากคอร์ดไม่ช่วยเสริมอารมณ์ เพลงก็อาจฟังไม่สมบูรณ์ ไม่ชัดเจน หรือไม่พาคนฟังไปถึงความรู้สึกที่เราต้องการ


     ถ้ายังไม่ได้อ่านบทก่อนหน้า ควรทบทวนเรื่อง โครงสร้างเพลง ก่อน เพราะการเลือกคอร์ดจะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อรู้ว่า Verse, Chorus และ Bridge แต่ละท่อนควรพาอารมณ์เพลงไปทางไหน


ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง คืออะไร

     ทางเดินคอร์ด หรือ Chord Progression คือการเรียงคอร์ดตามลำดับในเพลง เพื่อกำหนดทิศทางของอารมณ์ให้คนฟังค่อย ๆ รับรู้ไปพร้อมกับเนื้อเพลงและทำนอง


     เวลาเราฟังเพลงแล้วรู้สึกว่าเพลงกำลังพาไปสู่ช่วงอารมณ์สูงสุด กำลังผ่อนคลาย หรือกำลังค้างไว้เพื่อรอการคลี่คลาย ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากทำนองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเคลื่อนที่ของคอร์ดด้วย


     สำหรับคนแต่งเพลง คอร์ดไม่ใช่เพียงเสียงประกอบที่อยู่ข้างหลังทำนอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง คอร์ดที่เลือกใช้สามารถทำให้ประโยคเดียวกันฟังอบอุ่น เหงา ค้างคา หรือมีความหวังได้ต่างกัน


     ถ้าเปรียบเพลงเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ทำนองอาจเป็นตัวละครหลัก ส่วนคอร์ดคือบรรยากาศรอบตัวละครนั้น เมื่อบรรยากาศเปลี่ยน ความหมายและความรู้สึกของประโยคเดียวกันก็เปลี่ยนตามไปด้วย


ทำไมเพลงดังจำนวนมากใช้คอร์ดง่าย ๆ

     หลายคนคิดว่าการแต่งเพลงให้ดีต้องใช้คอร์ดซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง เพลงจำนวนมากใช้เพียง 4 คอร์ดเป็นแกนหลักตลอดทั้งเพลง


     ตัวอย่างเช่น

     C - G - Am - F

     หรือ

     G - D - Em - C


     สิ่งที่ทำให้เพลงเหล่านี้น่าสนใจ ไม่ใช่จำนวนคอร์ดที่มากหรือซับซ้อน แต่เป็นการวางทำนอง จังหวะ การเรียบเรียงเพลง และการเลือกคอร์ดให้สอดคล้องกับเนื้อหาของเพลง


     คอร์ดง่ายไม่ได้แปลว่าเพลงธรรมดา หากเลือกคอร์ดให้รองรับเนื้อร้องและทำนองได้ถูกจุด เพลงจะฟังชัดและเข้าถึงคนฟังได้ง่ายกว่าการใช้คอร์ดซับซ้อนที่ไม่สัมพันธ์กับอารมณ์เพลง


     ถ้ายังไม่มั่นใจว่าคอร์ดพื้นฐานเกิดจากโน้ตอะไรบ้าง การเข้าใจ โครงสร้างคอร์ดกีต้าร์ จะช่วยให้เลือกคอร์ดมาใช้แต่งเพลงได้มีเหตุผลมากขึ้น


     หากยังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างและการทำงานของคอร์ด การทบทวนบทความเจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์ควบคู่กันไป จะช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดกับการแต่งเพลงได้ชัดขึ้น


คอร์ดในคีย์ช่วยให้เพลงไม่หลุดอารมณ์อย่างไร

     เมื่อแต่งเพลงในคีย์ใดคีย์หนึ่ง เรามักเริ่มจากคอร์ดที่อยู่ในคีย์เดียวกันก่อน เพราะคอร์ดเหล่านี้ใช้ชุดโน้ตร่วมกัน และให้ความรู้สึกกลมกลืนเมื่อเล่นต่อเนื่องกัน

มือกำลังเล่นเสียงประสานบนคีย์บอร์ดในห้องเรียนดนตรีสมัยใหม่

     ยกตัวอย่างคีย์ C Major

     C = I

     Dm = ii

     Em = iii

     F = IV

     G = V

     Am = vi

     Bdim = vii°


     การใช้คอร์ดเหล่านี้ร่วมกันช่วยให้เพลงมีความต่อเนื่อง และรักษาลักษณะอารมณ์ของคีย์ได้ง่ายขึ้น


     นี่ไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้คอร์ดนอกคีย์ แต่สำหรับช่วงเริ่มต้นของการแต่งเพลง การใช้คอร์ดในคีย์ก่อนจะช่วยให้ควบคุมอารมณ์ของเพลงได้ง่ายกว่า และลดปัญหาคอร์ดที่ฟังหลุดจากเนื้อร้องหรือทำนอง


บทบาทของ I, IV, V และ vi ในการเล่าอารมณ์

     คอร์ดแต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน แม้จะอยู่ในคีย์เดียวกันก็ตาม

     I (C)

     ให้ความรู้สึกมั่นคง เป็นจุดพัก หรือเหมือนบ้านของเพลง


     IV (F)

     ให้ความรู้สึกเปิดกว้าง อบอุ่น และช่วยพาเรื่องราวไปข้างหน้า


     V (G)

     สร้างแรงดึง ทำให้คนฟังรู้สึกว่าเพลงกำลังรอกลับไปหาจุดพัก


     vi (Am)

     เพิ่มความอ่อนไหว เหงา คิดถึง หรือเศร้าเล็กน้อย โดยยังไม่ทำให้เพลงหลุดออกจากคีย์


     เมื่อเข้าใจหน้าที่ของคอร์ดเหล่านี้ คุณจะเริ่มมองคอร์ดเป็นเครื่องมือเล่าอารมณ์ มากกว่าการจำเพียงรูปจับคอร์ดบนกีต้าร์


คอร์ดเดียวกันแต่ตำแหน่งต่างกัน อารมณ์ต่างกัน

     คอร์ด Am อาจให้ความรู้สึกเศร้าเมื่ออยู่เป็นคอร์ดแรกของประโยคเพลง

     Am - F - C - G

     แต่ถ้า Am อยู่กลางลำดับคอร์ด

     C - G - Am - F

     ความรู้สึกอาจเปลี่ยนเป็นความอ่อนไหว หรือเป็นช่วงที่เพลงเริ่มลงลึกทางอารมณ์ แทนที่จะเศร้าตั้งแต่ต้น


     ดังนั้นเวลาเลือกคอร์ด อย่าดูเพียงชื่อคอร์ดเท่านั้น ควรดูด้วยว่าคอร์ดนั้นอยู่ตรงไหนของประโยคเพลง และกำลังพาเพลงไปสู่อารมณ์แบบใด


ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง แบบง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริง

     หนึ่งในลำดับคอร์ดที่ใช้กันบ่อยมากคือ

     I - V - vi - IV

     ตัวอย่างในคีย์ C

     C - G - Am - F


     ถ้าต้องการดูแนวคิดเรื่อง Common Chord Progressions เพิ่มเติม สามารถใช้บทเรียนจาก musictheory.net เป็นแหล่งอ้างอิงเสริม เพื่อเข้าใจว่าลำดับคอร์ดในคีย์มักพาเพลงกลับไปหาคอร์ดหลักอย่างไร


     ลำดับคอร์ดนี้ฟังง่าย สมดุล และรองรับทำนองได้หลากหลาย เพราะเริ่มจากความมั่นคง ไปสู่แรงดึง แล้วเปิดพื้นที่ให้อารมณ์ไมเนอร์ ก่อนกลับมาสู่ความอบอุ่นของ IV

ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง กับมือกีต้าร์ที่กำลังลองคอร์ดบนกีต้าร์โปร่ง

Progression สำหรับเพลงอบอุ่นและให้กำลังใจ

     ลองใช้

     C - F - G - C

     หรือ

     G - C - D - G


     ลำดับคอร์ดลักษณะนี้ให้ความรู้สึกมั่นคง สดใส และจบประโยคได้ชัด เหมาะกับเพลงที่ต้องการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา เช่น เพลงให้กำลังใจ เพลงรักอบอุ่น หรือเพลงที่อยากให้คนฟังรู้สึกปลอดภัย


Progression สำหรับเพลงเศร้าแต่ไม่หม่นเกินไป

     ลองใช้

     Am - F - C - G

     หรือ

     Em - C - G - D


     การเริ่มต้นจากคอร์ดไมเนอร์ช่วยสร้างความเหงาหรือความคิดถึงได้ทันที แต่คอร์ดเมเจอร์ที่ตามมาจะช่วยให้เพลงยังมีแสง มีความหวัง และไม่จมอยู่กับความเศร้ามากเกินไป


     ลำดับคอร์ดแบบนี้เหมาะกับเพลงคิดถึง เพลงรักที่ยังไม่สมหวัง หรือเพลงที่อยากให้คนฟังรู้สึกเจ็บ แต่ยังไม่มืดจนเกินไป


Progression สำหรับสร้างแรงดึงก่อนเข้าท่อน Hook

     ลองใช้

     vi - IV - I - V

     เช่น

     Am - F - C - G

     หรือ

     Em - C - G - D


     ลำดับคอร์ดแบบนี้มักใช้ใน Pre-Chorus เพราะช่วยสะสมอารมณ์ก่อนเข้าสู่ Chorus ได้ดี หากทำนองค่อย ๆ สูงขึ้นพร้อมกับคอร์ดที่มีแรงดึง เพลงจะพาคนฟังเข้าสู่ท่อน Hook ได้ชัดขึ้น


     หากต้องการเข้าใจเรื่องแรงดึงและการคลี่คลายของคอร์ดให้ลึกขึ้น แนวคิดเรื่อง Functional Harmony รวมถึง Tension และ Resolution จะช่วยอธิบายได้ว่าทำไมคอร์ดบางตัวจึงทำให้เพลงรู้สึกค้าง และบางตัวทำให้เพลงรู้สึกกลับถึงจุดพัก


     เมื่อต้องการเพิ่มแรงดึงให้ทางเดินคอร์ดมากขึ้น การใช้ Secondary Dominant เป็นอีกแนวคิดหนึ่งที่ช่วยให้คอร์ดพาเพลงไปข้างหน้าได้ชัดขึ้น


Progression สำหรับ Verse ที่เล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป

     Verse ไม่จำเป็นต้องใช้คอร์ดที่พาอารมณ์ขึ้นสูงมากเกินไป เพราะหน้าที่หลักของ Verse คือเล่าเรื่อง ปูอารมณ์ และเตรียมพื้นที่ให้ท่อนต่อไป


     ลองใช้

     C - G - Am - F

     หรือ

     Am - G - F - G


     แบบแรกจะฟังเปิดและเข้าถึงง่ายกว่า ส่วนแบบหลังจะให้ความรู้สึกกดอารมณ์ลงเล็กน้อย และรอการคลี่คลาย เหมาะกับ Verse ที่ต้องการสะสมความรู้สึกก่อนเข้าสู่ Pre-Chorus หรือ Chorus


คอร์ดเมเจอร์กับไมเนอร์ส่งอารมณ์ต่างกันอย่างไร

     แม้จะเป็นคอร์ดเพียง 3 ตัวโน้ต แต่ความแตกต่างระหว่างเมเจอร์และไมเนอร์ส่งผลต่ออารมณ์ของเพลงอย่างมาก


     อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจำแบบตายตัวว่าเมเจอร์แปลว่าสุข และไมเนอร์แปลว่าเศร้าเสมอไป เพราะอารมณ์ของเพลงเกิดจากหลายส่วนร่วมกัน ทั้งจังหวะ ทำนอง การร้อง Dynamics และการเรียบเรียงเพลง

มุมกีต้าร์โทนอุ่นและมุมคีย์บอร์ดโทนเย็นที่สื่ออารมณ์เมเจอร์และไมเนอร์

เมเจอร์ไม่ได้แปลว่าสนุกเสมอไป

     คอร์ดเมเจอร์มักให้ความรู้สึก

  • มั่นคง
  • สดใส
  • อบอุ่น
  • เปิดกว้าง


     แต่ถ้าจังหวะช้า ทำนองเคลื่อนลง และเนื้อร้องพูดถึงความทรงจำ คอร์ดเมเจอร์ก็สามารถให้ความรู้สึกคิดถึงหรือซาบซึ้งได้เช่นกัน


     ตัวอย่างเช่น

     C - F - C - G


     ถ้าเล่นช้า ๆ ด้วยกีต้าร์โปร่ง และร้องทำนองที่ใช้โน้ตยาว ลำดับคอร์ดนี้อาจฟังอบอุ่นปนเหงา ไม่ได้ให้ความรู้สึกสนุกหรือร่าเริงเสมอไป


ไมเนอร์ไม่ได้แปลว่าเศร้าเสมอไป

     คอร์ดไมเนอร์มักให้ความรู้สึก

  • ลึกซึ้ง
  • เหงา
  • ลึกลับ
  • จริงจัง


     แต่ในเพลงจังหวะเร็ว คอร์ดไมเนอร์ก็สามารถให้ความรู้สึกมีพลัง เข้มข้น หรือเท่ได้เช่นกัน


     ตัวอย่างเช่น

     Am - G - F - G


     ถ้าเล่นด้วยจังหวะชัด มี Groove ที่หนักแน่น และเรียบเรียงให้กลองกับเบสเดินไปในทิศทางเดียวกัน ลำดับคอร์ดนี้อาจฟังมีพลังมากกว่าจะฟังเศร้าอย่างเดียว


     ดังนั้นอย่าตัดสินอารมณ์เพลงจากคอร์ดเพียงอย่างเดียว ควรฟังร่วมกับทำนอง จังหวะ Groove และบทบาทของเครื่องดนตรีในเพลงด้วย


วิธีเลือก ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง ให้เข้ากับเนื้อร้องและเมโลดี้

     นักแต่งเพลงบางคนเริ่มจากคอร์ด บางคนเริ่มจากทำนอง และบางคนเริ่มจากเนื้อร้องก่อน ทั้งหมดนี้ใช้ได้ทั้งนั้น


     สิ่งสำคัญคือคอร์ดควรช่วยเสริมสิ่งที่เพลงกำลังเล่า ไม่ใช่ดึงอารมณ์ของเพลงไปคนละทางกับเนื้อร้องหรือทำนอง


เริ่มจากอารมณ์ของประโยคสำคัญ

     ลองดูประโยคนี้

     "ฉันยังรออยู่ที่เดิม"

     ถ้าต้องการสื่อความเหงา

     Am - F

     อาจให้ความรู้สึกเหมาะกว่า

     แต่ถ้าต้องการสื่อความหวัง

     C - G

     อาจตอบโจทย์มากกว่า


     ประโยคเดียวกันจึงไม่ได้มีคอร์ดที่ถูกต้องเพียงชุดเดียว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้คนฟังรู้สึกอย่างไร


ฟังโน้ตในเมโลดี้ก่อนเลือกคอร์ด

     บางครั้งทำนองบอกคำตอบอยู่แล้ว

     หากโน้ตสำคัญของทำนองเป็น C, E และ G


     คอร์ด C Major จะรองรับเสียงเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเป็น Chord Tone ของคอร์ดเดียวกัน


     แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับเรื่องโน้ตในคอร์ด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเลือกคอร์ดให้รองรับทำนองได้แม่นขึ้น


     ถ้าต้องการฝึกให้ชัดขึ้น ควรทบทวนเรื่อง โน้ตในคอร์ด ก่อน แล้วลองเช็คว่าโน้ตสำคัญของทำนองอยู่ในคอร์ดที่กำลังเล่นหรือไม่


     ถ้าผู้อ่านยังไม่มั่นใจว่าโน้ตแต่ละตัวอยู่ในคอร์ดใด การทบทวนเรื่องโน้ตในคอร์ดก่อน จะช่วยให้เลือกคอร์ดรองรับทำนองได้ง่ายขึ้น


เช็ค Chord Tone กับคำสำคัญของเนื้อร้อง

     อีกวิธีหนึ่งคือดูว่าโน้ตสำคัญของทำนองอยู่ตรงกับคำสำคัญของเนื้อร้องหรือไม่ เช่น คำว่า “รอ”, “คิดถึง”, “จากลา” หรือ “เริ่มใหม่”


     ถ้าโน้ตเหล่านี้เป็น Chord Tone ของคอร์ดที่เล่นอยู่ เสียงจะฟังมั่นคงและตรงอารมณ์มากขึ้น


     แต่ถ้าเป็นโน้ตนอกคอร์ด เสียงอาจให้ความรู้สึกค้างหรือยังไม่คลี่คลาย ซึ่งใช้ได้เช่นกัน หากตั้งใจให้ประโยคนั้นมีความรู้สึกไม่สมบูรณ์หรือยังรอคำตอบ


     ตัวอย่างเช่น หากทำนองเน้นโน้ต E บนคำว่า “รอ” คุณอาจเลือก C Major เพื่อให้เสียงมั่นคง หรือเลือก Am เพื่อให้เสียงอ่อนไหวกว่าเดิม เพราะโน้ต E อยู่ในทั้งสองคอร์ด แต่ลักษณะอารมณ์ของคอร์ดต่างกัน


แบบฝึก ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง จาก 4 คอร์ด

     การฝึกเลือกคอร์ดเพื่อแต่งเพลงจะเข้าใจได้เร็วที่สุดเมื่อได้ลองแต่งเพลงจริง ไม่ใช่แค่อ่านชื่อคอร์ดแล้วจำว่าลำดับคอร์ดแบบใดให้ความรู้สึกแบบใด


     แบบฝึกนี้เหมาะสำหรับสร้าง Verse สั้น ๆ เพื่อใช้ต่อยอดเป็นเพลงจริง

ทางเดินคอร์ดสำหรับแต่งเพลง ในแบบฝึกแต่ง Verse ด้วยกีต้าร์และสมุดโน้ตเปล่า

ขั้นตอนที่ 1 เลือกอารมณ์หลัก

     กำหนดก่อนว่า Verse ของคุณต้องการสื่ออะไร

  • คิดถึง
  • ให้กำลังใจ
  • แอบชอบ
  • เสียใจ
  • เริ่มต้นใหม่


     เลือกเพียงหนึ่งอารมณ์ก่อน อย่าใส่อารมณ์หลายแบบพร้อมกันตั้งแต่เริ่ม เพราะจะทำให้เลือกคอร์ดยาก และทำให้เพลงขาดทิศทาง


ขั้นตอนที่ 2 เลือก Progression

     ตัวอย่าง

     C - G - Am - F

     เล่นวนต่อเนื่อง 4 รอบ


     อย่าเปลี่ยนคอร์ดบ่อยเกินไปในช่วงแรก เพราะเป้าหมายของแบบฝึกนี้คือการฟังว่าคอร์ดชุดเดิมรองรับทำนองและเนื้อร้องได้ดีแค่ไหน


ขั้นตอนที่ 3 แต่งเมโลดี้สั้น ๆ

     สร้างวลีทำนองความยาว 4 ห้องเพลง

     ใช้โน้ตเพียง 3-5 ตัวก่อน

     ยังไม่ต้องรีบแต่งท่อน Hook

     ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องใน Verse ก่อน


     ถ้าเริ่มคิดทำนองไม่ออก ให้ร้องฮัมบนคอร์ดไปก่อน แล้วค่อยเลือกช่วงที่ฟังติดหูที่สุดมาพัฒนาเป็นทำนองจริง


ขั้นตอนที่ 4 ใส่เนื้อร้องหนึ่งประโยค

     ลองแต่งประโยคง่าย ๆ เช่น

     "ยังจำวันที่เราเดินด้วยกัน"


     จากนั้นสังเกตว่าคอร์ดที่เลือกช่วยเสริมอารมณ์ของประโยคนี้หรือไม่


     ถ้ารู้สึกว่าเนื้อร้องเศร้า แต่คอร์ดฟังสว่างเกินไป อาจลองเปลี่ยนจุดเริ่มต้นจาก C เป็น Am

     จาก

     C - G - Am - F

     เป็น

     Am - F - C - G


     ทำนองและเนื้อร้องอาจยังคล้ายเดิม แต่ภาพรวมของอารมณ์เพลงจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


วิธีเช็คว่าทางเดินคอร์ดทำงานหรือไม่

     ลองร้องทำนองเดิมบนลำดับคอร์ดที่ต่างกัน


     ตัวอย่าง

     C - G - Am - F

     เทียบกับ

     Am - F - C - G


     แม้ทำนองจะเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของเพลงจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


     การทดลองแบบนี้ช่วยพัฒนาสัญชาตญาณในการเลือกคอร์ดได้ดีกว่าการท่องจำทฤษฎีเพียงอย่างเดียว


ลองเปลี่ยนคอร์ดสุดท้ายเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ Verse

     อีกแบบฝึกที่ช่วยได้มากคือการเปลี่ยนคอร์ดสุดท้ายของลำดับคอร์ด แล้วร้องทำนองเดิมซ้ำ


     ลองเทียบ

     C - G - Am - F

     กับ

     C - G - Am - G


     แบบแรกให้ความรู้สึกเปิดและอบอุ่นกว่า ส่วนแบบหลังสร้างแรงดึงให้กลับไปเริ่มรอบใหม่ชัดขึ้น


     วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจว่าแค่เปลี่ยนคอร์ดเดียว อารมณ์ของ Verse ก็เปลี่ยนได้มาก และยังช่วยให้เลือกคอร์ดก่อนเข้าท่อน Chorus ได้ดีขึ้น


ข้อผิดพลาดที่ทำให้เลือกคอร์ดแล้วเพลงไม่เล่าอารมณ์

     บางครั้งคอร์ดไม่ได้ผิดทฤษฎี แต่ยังไม่ช่วยให้เพลงสื่อสารได้ดีพอ เพราะคอร์ดไม่สัมพันธ์กับสิ่งที่เนื้อร้องและทำนองกำลังเล่า


ใช้คอร์ดสวยแต่ไม่สัมพันธ์กับประโยคเพลง

     คอร์ดที่ฟังสวยเวลาเล่นเดี่ยว อาจไม่เหมาะกับเพลงเสมอไป โดยเฉพาะถ้าคอร์ดนั้นทำให้อารมณ์ของเนื้อร้องเปลี่ยนไปคนละทิศทาง


     ก่อนเลือกคอร์ดที่ซับซ้อน ให้ถามก่อนว่าเพลงต้องการอะไร

     ต้องการความชัดหรือความคลุมเครือ

     ต้องการความหวังหรือความค้างคา

     ต้องการให้ Verse สงบ หรือให้เริ่มมีแรงดึงตั้งแต่ต้น


เปลี่ยนคอร์ดบ่อยเกินไปจนทำนองไม่มีพื้นที่

     มือใหม่บางคนกลัวว่าเพลงจะน่าเบื่อ จึงเปลี่ยนคอร์ดถี่เกินไป แต่ผลลัพธ์คือทำนองไม่มีพื้นที่ให้คนฟังจดจำ


     ถ้า Verse ยังเล่าเรื่องไม่ชัด ให้ลองลดจำนวนคอร์ดลงก่อน แล้วปล่อยให้ทำนองกับเนื้อร้องทำหน้าที่เล่าอารมณ์มากขึ้น


ใช้ Progression เดียวทั้งเพลงโดยไม่เปลี่ยนวิธีเล่า

     การใช้ 4 คอร์ดเดิมทั้งเพลงไม่ผิด แต่ควรเปลี่ยนวิธีเรียบเรียงหรือความเข้มข้นของแต่ละท่อน เพื่อให้เพลงมีพัฒนาการ


     Verse อาจเล่นกีต้าร์เบา ๆ

     Pre-Chorus อาจเพิ่มจังหวะหรือเสียงประสาน

     Chorus อาจเพิ่มชั้นเสียงของเครื่องดนตรีและ Dynamics


     การเรียบเรียงเพลงจึงช่วยให้คอร์ดเดิมฟังไม่ซ้ำ และช่วยให้โครงสร้างเพลงชัดขึ้น


ทางเดินคอร์ดที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน

     เมื่อเริ่มแต่งเพลง หลายคนกังวลว่าคอร์ดของตัวเองธรรมดาเกินไป แต่ในความเป็นจริง การเรียงคอร์ดเพื่อเล่าเพลงให้ดีไม่ใช่การใช้คอร์ดที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือการเลือกคอร์ดที่ช่วยเสริมอารมณ์ของเพลงได้ชัดที่สุด


     ถ้าคุณเลือกคอร์ดให้สนับสนุนทำนอง เนื้อร้อง และโครงสร้างเพลงได้สอดคล้องกัน แม้จะใช้เพียง 4 คอร์ดเดิมตลอดเพลง ก็สามารถสร้างเพลงที่น่าจดจำได้


     สิ่งที่ควรฝึกต่อคือการฟังว่าคอร์ดแต่ละตัวกำลังทำหน้าที่อะไร คอร์ดไหนให้ความมั่นคง คอร์ดไหนสร้างแรงดึง คอร์ดไหนทำให้เนื้อร้องรู้สึกอ่อนไหว และคอร์ดไหนควรใช้เพื่อพาเพลงเข้าสู่ท่อนต่อไป


     เมื่อเข้าใจการเลือกคอร์ดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างทำนองให้เดินไปพร้อมกับคอร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะคอร์ดคือฉากหลัง ส่วนทำนองคือเสียงเล่าเรื่องที่คนฟังมักจดจำได้มากที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น