วิเคราะห์ Phrase เมโลดี้ ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดทำนองบางท่อนจึงฟังต่อเนื่อง จดจำง่าย และดำเนินอารมณ์ของเพลงไปข้างหน้าได้ แม้จะใช้โน้ตเพียงไม่กี่ตัว บทความนี้จะอธิบายวิธีพิจารณา Motif จุดเริ่ม จุดพัก จังหวะสำคัญ และความสัมพันธ์แบบถามตอบ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์เพลง แต่งเมโลดี้ และวางโซโล่ให้แต่ละประโยคมีทิศทางชัดเจนยิ่งขึ้น
วิเคราะห์ Phrase เมโลดี้ ต้องพิจารณาองค์ประกอบอะไรบ้าง
เมโลดี้ไม่ได้เกิดจากการนำโน้ตหลายตัวมาเรียงต่อกันเท่านั้น แต่เกิดจากการจัดกลุ่มโน้ตให้ผู้ฟังรับรู้เป็นประโยคดนตรี หรือ Phrase แต่ละ Phrase จึงมีจุดเริ่ม การดำเนินทำนอง จุดเน้น และจุดพัก ซึ่งทำหน้าที่คล้ายการเว้นวรรคหรือการจบประโยคในภาษาพูด
ผู้ที่ต้องการศึกษาลำดับโครงสร้างตั้งแต่ Motif ซึ่งเป็นหน่วยความคิดขนาดสั้น ไปจนถึง Phrase สามารถอ่าน แนวคิดพื้นฐานเรื่องโครงสร้าง Phrase จาก Open Music Theory ประกอบได้
เมื่อวิเคราะห์ทำนอง ควรพิจารณาองค์ประกอบหลายด้านร่วมกัน ได้แก่ Motif ทิศทางการขึ้นลงของเมโลดี้ ตำแหน่งของโน้ตในจังหวะ จุดพัก และความรู้สึกว่าประโยคนั้นจบลงแล้ว หรือยังต้องมีประโยคถัดไปมารับช่วงต่อ
การแยกหน้าที่ของโน้ต เช่น Chord Tone หรือโน้ตในคอร์ด Passing Tone หรือโน้ตผ่าน และโน้ตสีสัน ยังคงมีประโยชน์ แต่เป็นการวิเคราะห์ในอีกระดับหนึ่ง หากต้องการพิจารณาโครงสร้างของ Phrase ควรเริ่มจากการฟังภาพรวมของประโยคก่อน แล้วจึงวิเคราะห์หน้าที่ของโน้ตแต่ละตัวในภายหลัง
หากต้องการแยกต่อว่าโน้ตแต่ละตัวทำหน้าที่อย่างไรเมื่ออยู่เหนือคอร์ด ควรศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์โน้ตในเมโลดี้ เพิ่มเติม เพื่อให้มองเห็นความแตกต่างระหว่าง Chord Tone, Passing Tone และ Tension ได้ชัดเจนขึ้น
Phrase ไม่จำเป็นต้องจบตรงเส้นแบ่งห้อง
Phrase หนึ่งอาจยาวเพียง 1 ห้อง หรือดำเนินต่อเนื่องหลายห้องก็ได้ จุดเริ่มและจุดจบของ Phrase จึงไม่จำเป็นต้องตรงกับเส้นแบ่งห้องเสมอไป
เมโลดี้บาง Phrase เริ่มด้วย Pickup หรือโน้ตนำก่อนจังหวะ 1 ขณะที่บาง Phrase จบกลางห้องหรือเชื่อมข้ามไปยังห้องถัดไป หากแบ่ง Phrase โดยพิจารณาจากบรรทัด 5 เส้นเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เข้าใจโครงสร้างของทำนองคลาดเคลื่อนได้
สิ่งที่ควรฟังคือแรงส่งก่อนเริ่มประโยค ทิศทางของโน้ต และตำแหน่งที่เมโลดี้หยุดหรือเว้นช่วงคล้ายการหายใจ องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยบอกจุดเริ่มและจุดจบของ Phrase ได้ชัดเจนกว่าเส้นแบ่งห้องเพียงอย่างเดียว
Phrase ที่ดีมีทั้งส่วนที่คุ้นหูและส่วนที่เปลี่ยนแปลง
หากเมโลดี้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดทุกห้อง ผู้ฟังอาจจับใจความสำคัญของทำนองไม่ได้ แต่ถ้าทำนองซ้ำเหมือนเดิมทุกครั้ง ท่อนเพลงอาจฟังวนอยู่กับที่และขาดพัฒนาการ
Phrase ที่มีทิศทางจึงมักเก็บ Motif เดิมไว้บางส่วน แล้วเปลี่ยนรายละเอียดบางจุด เช่น โน้ตท้ายประโยค รูปแบบจังหวะ จุดพัก ช่วงเสียง หรือทิศทางการขึ้นลงของเมโลดี้
การเปลี่ยนรายละเอียดเพียงเล็กน้อยช่วยให้ผู้ฟังยังจดจำแนวคิดเดิมได้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเมโลดี้กำลังเคลื่อนไปสู่จุดใหม่ ไม่ได้วนอยู่กับแนวคิดเดิมตลอดทั้งท่อน
เมื่อต้องการมองการเปลี่ยนแปลงของทำนองให้ชัดขึ้น แนวคิดเรื่อง Melodic Contour จะช่วยให้เห็นว่าแต่ละ Phrase กำลังเคลื่อนสูงขึ้น ลดต่ำลง หรือวนอยู่ในช่วงเสียงเดิมอย่างไร
วิเคราะห์ Phrase เมโลดี้ ขั้นที่ 1 หา Motif หลัก
Motif คือแนวคิดดนตรีสั้น ๆ ที่ผู้ฟังสามารถจดจำได้ อาจเป็นกลุ่มโน้ตเพียง 2-5 ตัว รูปแบบจังหวะสั้น ๆ หรือทิศทางการเคลื่อนที่ของทำนอง
ตัวอย่าง Motif สั้น ๆ ในคีย์ C Major:
E – G – A – G
แนวทำนองชุดนี้เริ่มจาก E กระโดดขึ้นไป G ขยับขึ้นอีกหนึ่งขั้นไป A แล้วเคลื่อนกลับมาที่ G
หากห้องถัดไปใช้โน้ตดังนี้:
G – B – C – B
แม้ชื่อโน้ตจะเปลี่ยนไปทั้งหมด แต่ทิศทางของทำนองยังเหมือนเดิม คือกระโดดขึ้น ขยับขึ้นอีกหนึ่งขั้น แล้วเคลื่อนกลับ จึงถือได้ว่าเป็นการนำ Motif เดิมไปเล่นในระดับเสียงใหม่
ตรวจสอบ Motif จากจังหวะและทิศทางของโน้ตพร้อมกัน
การพิจารณาว่าส่วนใดเป็น Motif เดิม ไม่ควรดูเฉพาะชื่อโน้ต แต่ควรตรวจสอบองค์ประกอบต่อไปนี้ร่วมกัน
- รูปแบบจังหวะเหมือนหรือใกล้เคียงกันหรือไม่
- ทิศทางของ Interval หรือระยะห่างระหว่างโน้ต ยังคงมีรูปแบบเดิมหรือไม่
- Motif กลับมาในตำแหน่งที่ทำหน้าที่ใกล้เคียงกับครั้งแรกหรือไม่
กลุ่มโน้ตสั้น ๆ ทุกกลุ่มไม่จำเป็นต้องเป็น Motif กลุ่มโน้ตจะเริ่มทำหน้าที่เป็น Motif เมื่อถูกนำกลับมาใช้ ซ้ำ หรือปรับเปลี่ยน จนผู้ฟังรับรู้ได้ว่าส่วนนั้นเชื่อมโยงกับทำนองที่ได้ยินก่อนหน้า
อย่าพิจารณาเฉพาะชื่อโน้ต
Motif เดียวกันอาจถูกย้ายขึ้นหรือลง เปลี่ยนโน้ตบางตัว หรือปรับให้เข้ากับคอร์ดใหม่ แต่ยังคงรูปแบบจังหวะและทิศทางหลักของทำนองไว้
เมื่อฟังเพลงจริง ควรลองร้อง Motif โดยไม่ยึดติดกับชื่อโน้ตก่อน หากยังร้องตามและจดจำแนวทำนองได้ แสดงว่าแกนสำคัญของ Motif ยังคงอยู่ แม้รายละเอียดบางส่วนจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
ขั้นที่ 2 กำหนดจุดเริ่มและจุดจบของแต่ละ Phrase
จุดเริ่มของ Phrase ไม่จำเป็นต้องอยู่บนจังหวะ 1 เมโลดี้จำนวนมากเริ่มก่อนจังหวะหนัก เพื่อสร้างแรงส่งเข้าสู่โน้ตสำคัญในห้องถัดไป
ตัวอย่าง:
ห้องนำ
พัก – พัก – พัก – G
ห้องหลัก
C – D – E – G
แม้โน้ต G จะอยู่ในห้องก่อนหน้า แต่ทำหน้าที่เป็น Pickup หรือโน้ตนำเข้าสู่ประโยคหลัก และช่วยส่งแรงไปยังโน้ต C หากเริ่มเล่นที่ C โดยไม่ให้ความสำคัญกับ G ประโยคเมโลดี้อาจฟังแข็งและขาดความต่อเนื่อง
ฟังจุดเริ่มจากแรงส่งของทำนอง
เมื่อต้องการหาจุดเริ่มของ Phrase ให้สังเกตว่าโน้ตใดเริ่มสร้างแรงเคลื่อนไปสู่ประโยคหลัก โน้ตนั้นอาจอยู่ก่อนเส้นแบ่งห้องหรือเกิดขึ้นก่อนคอร์ดหลักจะเริ่มก็ได้
ผู้เล่นควรฝึกนับจังหวะย้อนกลับไปก่อนจังหวะ 1 เพื่อให้ Pickup มีน้ำหนักและเชื่อมเข้าสู่ประโยคหลักอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ควรรอจนถึงจังหวะหนักแล้วจึงเริ่มให้ความสนใจกับทำนอง เพราะจะทำให้โน้ตนำสร้างแรงส่งได้ไม่เต็มที่
แยกการจบแบบสมบูรณ์ แบบค้าง และแบบเชื่อมต่อ
จุดจบของ Phrase สามารถให้ความรู้สึกแตกต่างกันได้สามลักษณะ
จบแบบสมบูรณ์
เมโลดี้ให้ความรู้สึกนิ่งและไม่จำเป็นต้องมีประโยคตอบทันที ลักษณะนี้มักเกิดจากโน้ตสุดท้ายที่มีน้ำหนัก ตำแหน่งจังหวะที่ลงตัว และ Harmony หรือเสียงประสานที่ช่วยคลี่คลายความตึง
จบแบบค้าง
เมโลดี้หยุดชั่วคราว แต่ยังทำให้รู้สึกว่าต้องมีประโยคต่อไป อาจเกิดจากการจบก่อนจังหวะหนัก จบด้วยโน้ตสั้น หรือหยุดอยู่บนระดับเสียงที่ยังไม่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
จบแบบเชื่อมต่อ
ส่วนท้ายของ Phrase หนึ่งทำหน้าที่เชื่อมเข้าสู่ Phrase ถัดไป เมโลดี้จึงไหลต่อเนื่องโดยไม่มีช่องว่างที่แบ่งประโยคอย่างชัดเจน
เมื่อหาจุดจบของ Phrase ควรฟังระดับเสียง จังหวะ เสียงประสาน และพื้นที่ว่างร่วมกัน ไม่ควรตัดสินจากความยาวของโน้ตเพียงอย่างเดียว เพราะโน้ตยาวบางตัวอาจยังให้ความรู้สึกค้าง ขณะที่โน้ตสั้นบางตัวอาจปิดประโยคได้อย่างชัดเจน
วิเคราะห์ Phrase เมโลดี้ ขั้นที่ 3 ตรวจสอบจุดพักและจังหวะสำคัญ
จุดพักไม่ได้หมายถึงเครื่องหมายหยุดเสียงเท่านั้น แต่อาจเป็นโน้ตยาว ช่องว่างระหว่าง Motif หรือช่วงที่เมโลดี้ลดการเคลื่อนไหวลง
ตำแหน่งของจุดพักมีผลโดยตรงต่อความรู้สึกของ Phrase การพักหลังจังหวะหนักมักทำให้ประโยคฟังชัดและมั่นคง ส่วนการหยุดบนจังหวะเบาหรือก่อนจังหวะสำคัญมักทำให้เกิดความรู้สึกค้าง และทำให้ผู้ฟังคาดหวังว่าจะมีบางสิ่งตามมา
จุดพักบนจังหวะหนักทำให้ Phrase ฟังจบชัดเจน
ตัวอย่างเมโลดี้ 2 ห้อง:
ห้องที่ 1
E – G – A – G
ห้องที่ 2
F – E – D — พัก
หากโน้ต D ลงตรงจังหวะ 1 หรือจังหวะ 3 และถูกลากให้ยาว Phrase จะให้ความรู้สึกว่ามาถึงจุดพักชั่วคราว แม้ยังไม่ใช่ตอนจบของทั้งท่อนเพลง
ลักษณะนี้เหมาะกับส่วนท้ายของประโยคที่ต้องการให้ผู้ฟังมีเวลารับรู้แนวคิดของเมโลดี้ ก่อนเริ่ม Phrase ใหม่
จุดพักบนจังหวะเบาทำให้รู้สึกอยากฟังต่อ
หากปรับให้โน้ต D เป็นโน้ตสั้นบนจังหวะ “และ” แล้วเว้นช่องว่าง เมโลดี้จะฟังคล้ายการหยุดหายใจระหว่างประโยค มากกว่าการปิดประโยคอย่างสมบูรณ์
ช่องว่างลักษณะนี้ช่วยสร้าง Groove และเปิดพื้นที่ให้เครื่องดนตรีอื่นเข้ามาตอบได้ โดยเฉพาะท่อนที่ใช้ Syncopation หรือการเน้นโน้ตบนจังหวะเบา
ลองเล่นโน้ตชุดเดิมโดยเปลี่ยนเฉพาะตำแหน่งของจุดพัก เช่น พักหลังจังหวะ 2 พักหลังจังหวะ 4 และพักก่อนจังหวะ 1 ของห้องถัดไป จากนั้นอัดเสียงแต่ละแบบไว้เปรียบเทียบ จะได้ยินชัดเจนว่าตำแหน่งของความเงียบสามารถเปลี่ยนความรู้สึกและทิศทางของเมโลดี้ได้
จุดพักต้องมีความยาวที่ชัดเจน
ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยรู้ว่าควรหยุดตรงไหน แต่หยุดไม่ครบตามค่าจังหวะ ทำให้ประโยคถัดไปเริ่มก่อนเวลา และทำให้การแบ่ง Phrase ฟังไม่ชัดเจน
วิธีฝึกคือใช้เมโทรนอม นับจังหวะต่อในใจขณะที่หยุด และเริ่ม Phrase ถัดไปให้ตรงตำแหน่งเดิมทุกครั้ง การหยุดให้ตรงจังหวะมีความสำคัญไม่แพ้การเล่นโน้ตให้ถูกต้อง
ขั้นที่ 4 ฟังความสัมพันธ์แบบถามและตอบ
การถามและตอบในเมโลดี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากนักดนตรีสองคนเล่นสลับกัน Phrase ที่อยู่ภายในท่อนเดียวกันสามารถทำหน้าที่เป็นประโยคถามและประโยคตอบได้
ประโยคถามมักเคลื่อนขึ้น จบแบบค้าง หรือหยุดบนจังหวะที่ยังต้องการการคลี่คลาย ส่วนประโยคตอบมักเคลื่อนลง กลับสู่ระดับเสียงเดิม หรือจบในตำแหน่งที่ให้ความรู้สึกมั่นคงกว่า
ตัวอย่าง Phrase แบบถามและตอบ 4 ห้อง
ห้องที่ 1
E – G – A – G
ห้องที่ 2
F – G – A — พักสั้น
ห้องที่ 3
E – G – A – G
ห้องที่ 4
F – E – D – C
ห้องที่ 1 และห้องที่ 3 ใช้ Motif เดิม ทำให้ผู้ฟังจดจำแนวคิดหลักได้ ส่วนห้องที่ 2 ยกส่วนท้ายของ Phrase ไปที่ A และพักสั้น จึงให้ความรู้สึกคล้ายคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
ห้องที่ 4 เริ่มต้นคล้ายห้องที่ 2 แต่เปลี่ยนส่วนท้ายเป็น F–E–D–C ทำให้ทำนองเคลื่อนลงและให้ความรู้สึกเหมือนประโยคตอบกลับ
โครงสร้างนี้แสดงให้เห็นว่าเมโลดี้ไม่จำเป็นต้องสร้างแนวคิดใหม่ทุกห้อง การรักษา Motif เดิมแล้วเปลี่ยนเฉพาะส่วนท้ายของ Phrase สามารถทำให้ทำนองจดจำง่ายและมีพัฒนาการได้พร้อมกัน
แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับ Call and Response หรือการถามตอบในการโซโล่ได้ โดยเล่น Phrase สั้น ๆ เว้นช่องว่างให้ชัดเจน แล้วสร้างประโยคตอบ แทนการเล่นโน้ตต่อเนื่องจนผู้ฟังแยกแนวคิดแต่ละช่วงไม่ออก
ผู้ที่ต้องการนำวิธีถามตอบไปใช้กับการโซโล่ สามารถ ฝึกโซโล่ด้วย Rhythm ก่อนเลือกโน้ต เพื่อควบคุมความยาวของ Phrase จุดพัก และความสัมพันธ์ระหว่างประโยคถามกับประโยคตอบได้แม่นยำขึ้น
ตรวจสอบว่าประโยคตอบสัมพันธ์กับประโยคแรกหรือไม่
ประโยคตอบไม่จำเป็นต้องใช้โน้ตเหมือนประโยคถามทั้งหมด แต่ควรมีองค์ประกอบบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน เช่น รูปแบบจังหวะในช่วงต้น รูปร่างของ Motif หรือความยาวของ Phrase
หากประโยคที่สองไม่มีองค์ประกอบใดสัมพันธ์กับประโยคแรกเลย ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าเป็นทำนองคนละชุด ไม่ใช่ประโยคถามและตอบที่เชื่อมโยงกัน
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบว่า Phrase ดำเนินเพลงไปข้างหน้าหรือวนอยู่กับที่
การซ้ำ Motif ไม่ใช่ปัญหา เพราะการซ้ำช่วยให้ผู้ฟังจดจำเมโลดี้ได้ ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ Motif กลับมาเหมือนเดิมทุกครั้ง โดยไม่มีองค์ประกอบใดเปลี่ยนแปลง จนทำให้ท่อนเพลงขาดพัฒนาการ
เราสามารถพัฒนา Motif ได้หลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งประโยค
เปลี่ยนระดับเสียงและช่วงเสียง
การย้าย Motif ไปยังช่วงเสียงที่สูงขึ้นมักเพิ่มความเข้มข้น เหมาะกับช่วงที่ต้องการยกระดับอารมณ์หรือพาเพลงเข้าสู่ท่อนฮุค
การย้าย Motif ลงสู่ช่วงเสียงที่ต่ำลงช่วยลดความตึง และเปิดพื้นที่ให้ Phrase ถัดไปโดดเด่นขึ้น
ไม่ควรย้าย Motif สูงขึ้นทุกครั้งโดยไม่มีช่วงผ่อน เพราะเมโลดี้จะไม่เหลือพื้นที่สำหรับสร้างจุดสูงสุดที่สำคัญของท่อนเพลง
เปลี่ยนจังหวะหรือความยาวของโน้ตท้าย
แบบที่ 1
E – G – A – G—
การลากโน้ต G ให้ยาวทำให้ Phrase ฟังนิ่งและมีจุดพักที่ชัดเจน
แบบที่ 2
E – G – A – G – F
การเติมโน้ต F ต่อท้ายทำให้ Phrase ยังคงเคลื่อนไปข้างหน้า และเชื่อมต่อกับประโยคถัดไปได้ง่ายขึ้น
แบบที่ 3
E – G – A – พัก – G
การเว้นช่องว่างก่อนโน้ต G ทำให้โน้ตสุดท้ายเด่นขึ้น และฟังคล้ายคำตอบสั้น ๆ
ตัวอย่างทั้งสามแบบใช้กลุ่มโน้ตใกล้เคียงกัน แต่ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน เนื่องจากตำแหน่งและความยาวของจังหวะเปลี่ยนไป
เปลี่ยนทิศทางการขึ้นลงของเมโลดี้
หาก Phrase แรกเคลื่อนขึ้น Phrase ถัดไปอาจตอบด้วยการเคลื่อนลง หรือเริ่มจากแนวทำนองเดิมแล้วขยายช่วงเสียงให้กว้างขึ้น
ตัวอย่าง:
Phrase แรก
E – G – A – G
Phrase ที่พัฒนาต่อ
E – G – C – B – A
จุดเริ่ม E–G ยังคงเชื่อมโยงกับ Motif เดิม แต่การกระโดดขึ้นไปที่ C ทำให้ประโยคมีพลังมากขึ้น ส่วนการไล่ลงจาก B ไป A ช่วยสร้างทิศทางใหม่และลดความตึงในช่วงท้าย
วิเคราะห์ Phrase เมโลดี้ จากเพลงจริงทีละขั้น
เมื่อต้องวิเคราะห์เพลงจริง ไม่ควรเริ่มจากการจดโน้ตทุกตัวทันที เพราะอาจทำให้จดจ่อกับรายละเอียดมากเกินไป จนมองไม่เห็นโครงสร้างโดยรวมของทำนอง
ควรเริ่มจากการฟังและแบ่งประโยคก่อน แล้วจึงใช้โน้ตดนตรีหรือบรรทัด 5 เส้นช่วยยืนยันสิ่งที่ได้ยิน
รอบที่ 1 ฟังเฉพาะจุดหายใจ
เลือกท่อนสั้นประมาณ 4-8 ห้อง แล้วฟังว่าผู้ร้องหรือเครื่องดนตรีหยุดตรงไหน จุดใดฟังคล้ายการเว้นวรรค และจุดใดให้ความรู้สึกเหมือนจบประโยค
ในรอบนี้ยังไม่ต้องสนใจชื่อโน้ต ให้ทำเครื่องหมายแบ่ง Phrase หรือวงกลมตรงตำแหน่งของจุดพักก่อน
รอบที่ 2 ร้องตามและหา Motif
ลองร้องท่อนนั้นโดยไม่เปิดเพลง หากมีกลุ่มโน้ตหรือรูปแบบจังหวะที่จดจำได้ง่ายและปรากฏซ้ำ กลุ่มนั้นมีโอกาสเป็น Motif หลัก
จากนั้นตรวจสอบว่า Motif แต่ละครั้งเหมือนเดิมทั้งหมด หรือมีการเปลี่ยนระดับเสียง จังหวะ และส่วนท้ายของ Phrase อย่างไร
รอบที่ 3 ตบมือตาม Pulse และนับ Subdivision
ตบมือตาม Pulse หรือจังหวะหลักของเพลง แล้วนับ Subdivision หรือจังหวะย่อย เพื่อดูว่า Motif เริ่มตรงไหน จุดพักอยู่บนจังหวะหนักหรือจังหวะเบา และโน้ตสำคัญเริ่มก่อนหรือหลัง Beat
หากจังหวะมีความซับซ้อน ควรลดความเร็วของเพลงหรือใช้เมโทรนอมช่วยแยกจังหวะย่อย เพราะเมโลดี้ชุดเดียวกันสามารถให้ความรู้สึกแตกต่างกันมาก เมื่อตำแหน่งของโน้ตในจังหวะเปลี่ยนไป
รอบที่ 4 เขียนโครงสร้างแบบย่อ
ไม่จำเป็นต้องถอดโน้ตทุกตัวในทันที สามารถเขียนแผนผังสั้น ๆ ได้ดังนี้
- ห้อง 1: Motif A
- ห้อง 2: Motif A เปลี่ยนส่วนท้ายและจบแบบค้าง
- ห้อง 3: Motif A ซ้ำในระดับเสียงที่สูงขึ้น
- ห้อง 4: Motif A เปลี่ยนส่วนท้ายและจบแบบสมบูรณ์
แผนผังนี้ช่วยให้มองเห็นพัฒนาการของเมโลดี้ ก่อนลงรายละเอียดเรื่อง Harmony หรือหน้าที่ของโน้ตแต่ละตัว
รอบที่ 5 ตรวจสอบความสัมพันธ์กับคอร์ด
เมื่อเข้าใจโครงสร้างของ Phrase แล้ว จึงค่อยตรวจสอบว่าโน้ตสำคัญสัมพันธ์กับคอร์ดอย่างไร โดยเฉพาะโน้ตสุดท้ายของ Phrase โน้ตบนจังหวะหนัก และโน้ตที่อยู่สูงที่สุดของประโยค
การศึกษา Mode และ Chord Tone ช่วยอธิบายว่า Phrase ที่มีโครงสร้างชัดเจนเลือกใช้โน้ตอย่างไรให้เข้ากับคอร์ด แต่ไม่ควรใช้การไล่ชื่อโน้ตในคอร์ดมาแทนการฟังทิศทางของประโยคทั้งหมด
แบบฝึกสร้าง Phrase จาก Motif เดียว
แบบฝึกนี้เหมาะสำหรับผู้เล่นกีต้าร์ คีย์บอร์ด เครื่องเป่า และผู้ที่ต้องการฝึกแต่งเมโลดี้จากคอร์ด
หากยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกโน้ตใดเป็นจุดหมายของแต่ละคอร์ด ควรทบทวนวิธี แต่งเมโลดี้จากคอร์ด เพื่อวาง Chord Tone และ Target Note เป็นโครงหลัก ก่อนพัฒนา Motif ให้กลายเป็น Phrase
เลือกทางเดินคอร์ดสั้น ๆ เช่น
C | Am | F | G
จากนั้นสร้าง Motif ที่ประกอบด้วยโน้ต 4 ตัว เช่น
E – G – A – G
เล่น Motif เดิมสองครั้ง
เล่น Motif ในห้องที่ 1 และห้องที่ 2 โดยรักษารูปแบบจังหวะเดิมไว้ เพื่อให้ผู้ฟังเริ่มจดจำแนวคิดหลักของเมโลดี้ได้
ในขั้นนี้ยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มโน้ตจำนวนมาก จุดประสงค์คือทำให้แกนของทำนองชัดเจนก่อน
เปลี่ยนเฉพาะส่วนท้ายของ Phrase
ครั้งแรก
E – G – A – G
ครั้งที่สอง
E – G – A – C
ลองฟังเปรียบเทียบว่าส่วนท้ายแบบใดให้ความรู้สึกเหมือนจบ แบบใดให้ความรู้สึกค้าง และแบบใดสร้างแรงส่งเข้าสู่คอร์ดถัดไป
การเปลี่ยนโน้ตเพียงตัวเดียวอาจทำให้หน้าที่ของทั้งประโยคเปลี่ยนไป จึงควรอัดเสียงแต่ละแบบไว้ แล้วนำมาฟังเปรียบเทียบกัน
สร้างประโยคตอบ
ในห้องที่ 3 และห้องที่ 4 ให้ใช้รูปแบบจังหวะใกล้เคียงกับเดิม แต่เปลี่ยนทิศทางของทำนองให้เคลื่อนลง เช่น
G – F – E – D
F – E – D – C
หากประโยคหลังยังฟังไม่สัมพันธ์กับประโยคแรก ให้เก็บโน้ตเริ่มต้นหรือรูปแบบจังหวะบางส่วนจาก Motif เดิมไว้ เพื่อให้ผู้ฟังรับรู้ความเชื่อมโยงระหว่างสองประโยค
อัดเสียงและตรวจสอบผลลัพธ์
อัดเมโลดี้ทั้งหมด แล้วฟังโดยไม่มองตำแหน่งนิ้วหรือชื่อโน้ต จากนั้นพิจารณาคำถามต่อไปนี้
- ได้ยิน Motif หลักอย่างชัดเจนหรือไม่
- จุดเริ่มและจุดจบของแต่ละ Phrase แยกจากกันชัดเจนหรือไม่
- มี Phrase ใดใช้โน้ตหนาแน่นเกินไปจนไม่มีพื้นที่หายใจหรือไม่
- ประโยคที่สองตอบประโยคแรกจริง หรือเป็นเพียงโน้ตชุดใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
- ส่วนท้ายของท่อนให้ความรู้สึกจบ ค้าง หรือทำให้อยากฟังต่อ
หากยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ควรลดจำนวนโน้ตและทำจุดพักให้ชัดเจนขึ้น ก่อนเพิ่มรายละเอียดอื่น
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Phrase ไม่มีทิศทาง
ข้อผิดพลาดประการแรกคือแบ่ง Phrase ตามเส้นแบ่งห้องทุกครั้ง ทั้งที่เมโลดี้อาจเริ่มก่อนจังหวะ 1 หรือจบข้ามไปยังห้องถัดไปได้
ข้อผิดพลาดประการต่อมาคือพิจารณาเฉพาะระดับเสียงโดยไม่สนใจจังหวะ Motif ที่ใช้โน้ตเหมือนกัน แต่ปรากฏในตำแหน่งของ Beat ที่ต่างกัน อาจทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
อีกปัญหาหนึ่งคือพยายามสร้างโน้ตใหม่ทุกห้อง จนไม่มีส่วนใดให้ผู้ฟังจดจำ การซ้ำไม่ใช่ข้อเสีย หากมีการเปลี่ยนส่วนท้าย จุดพัก ช่วงเสียง หรือทิศทางของเมโลดี้เพื่อสร้างพัฒนาการ
ข้อผิดพลาดประการสุดท้ายคือรีบวิเคราะห์โน้ตทุกตัวก่อนมองเห็นโครงสร้างโดยรวม แม้ Chord Tone และโน้ตสีสันจะช่วยอธิบายความสัมพันธ์กับ Harmony แต่ไม่สามารถใช้แทนการฟังว่า Phrase เริ่มตรงไหน กำลังดำเนินอารมณ์ไปในทิศทางใด และจบลงอย่างไร
ใช้ Phrase, Motif และจุดพักเพื่อทำให้เมโลดี้มีทิศทาง
การวิเคราะห์โครงสร้างของ Phrase อย่างเป็นระบบ ควรเริ่มจากการหา Motif กำหนดจุดเริ่มและจุดจบ ตรวจสอบตำแหน่งของจุดพัก และฟังความสัมพันธ์แบบถามตอบ ก่อนวิเคราะห์รายละเอียดเรื่องคอร์ดและหน้าที่ของโน้ต
เมื่อฝึกกับเมโลดี้สั้นประมาณ 2-4 ห้อง และอัดเสียงแต่ละแบบไว้เปรียบเทียบเป็นประจำ จะเห็นได้ชัดว่าทิศทางของทำนองไม่ได้เกิดจากระดับเสียงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโน้ต จังหวะ และพื้นที่เงียบที่ทำงานร่วมกัน






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น