ใช้ Mode แต่งเพลง ไม่ได้หมายถึงการจำชื่อโหมดให้ครบ หรือการนำสเกลมาไล่ใส่เพลงแบบตรง ๆ แต่คือการเลือก “สีของโน้ต” เพื่อทำให้ทำนองบนคอร์ดชุดเดิมให้อารมณ์ต่างออกไป บางท่อนอาจฟังสว่างขึ้น ลอยขึ้น ดิบขึ้น หรือมีแรงดึงมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทางเดินคอร์ดให้ซับซ้อนกว่าเดิม
ใช้ Mode แต่งเพลง คือการเปลี่ยนสีสันของทำนอง ไม่ใช่เปลี่ยนคอร์ดทุกครั้ง
หลายคนเมื่ออยากให้เพลงมีอารมณ์ใหม่ มักเริ่มจากการหาคอร์ดใหม่ทันที เช่น เปลี่ยนคอร์ดให้แปลกขึ้น ใส่คอร์ดยืม หรือเพิ่มคอร์ดผ่านให้มากขึ้น แต่ในการแต่งเพลงจริง บางครั้งคอร์ดชุดเดิมก็ดีอยู่แล้ว ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คอร์ด แต่อยู่ที่ทำนองยังใช้สีเสียงเดิมซ้ำมากเกินไป
การนำ Mode มาใช้ในงานแต่งเพลง จะช่วยให้คุณมองคอร์ดเดิมในมุมใหม่ เช่น คอร์ด Dm7 ไม่จำเป็นต้องให้ความรู้สึกเศร้าแบบ Minor ธรรมดาเสมอไป หากทำนองแตะโน้ตที่ให้สีแบบ Dorian ท่อนนั้นอาจฟังสว่างขึ้น มีความหวังมากขึ้น และไม่หม่นจนเกินไป
สิ่งสำคัญคือ Mode ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อ “ไล่สเกล” แต่ควรถูกใช้เพื่อเลือกโน้ตที่ทำให้อารมณ์ของเพลงชัดขึ้น ถ้ายังไม่แม่นว่าแต่ละโหมดมีโครงสร้างต่างกันอย่างไร ควรย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่องโหมดและสเกลก่อน แล้วค่อยนำความรู้นั้นมาใช้กับการแต่งทำนองในบทนี้
ถ้ายังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างของโหมด ควรเริ่มจากบทความ โหมดและสเกลคืออะไร ก่อน แล้วค่อยนำแนวคิดเรื่องสีของเสียงมาใช้กับการแต่งทำนองในบทนี้
เริ่มต้น ใช้ Mode แต่งเพลง จากคอร์ดเดิมให้ตรงกับอารมณ์ท่อนเพลง
ก่อนเลือก Mode ให้ถามตัวเองก่อนว่า ท่อนนี้ต้องการอารมณ์แบบไหน ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ควรใช้โหมดอะไรให้ดูเก่ง” เพราะโหมดเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยขับอารมณ์เพลง ไม่ใช่เป้าหมายหลักของเพลง
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีทางเดินคอร์ดแบบง่าย ๆ ดังนี้
Dm7 / G7 / Cmaj7 / Cmaj7
ถ้าต้องการดูภาพรวมของ Diatonic Modes เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง Diatonic Modes จาก Open Music Theory อธิบายลักษณะของโหมดและโน้ตสีได้เป็นระบบ
คุณสามารถแต่งทำนองให้ฟังเรียบง่ายแบบเพลง Pop ได้ โดยเน้น Chord Tone หรือโน้ตในคอร์ดเป็นหลัก แต่ถ้าอยากเพิ่มสีสันให้ท่อนนั้น คุณอาจเลือกใช้สีของ Mode เฉพาะบางจุด เช่น ใช้ Dorian บน Dm7, ใช้ Mixolydian บน G7 และแตะ Lydian เล็กน้อยบน Cmaj7
คอร์ดยังคงเหมือนเดิม แต่ทำนองจะพาคนฟังไปสู่อารมณ์ที่ต่างออกไป
Dm7 กับสี Dorian ทำให้ Minor ฟังสว่างขึ้น
บนคอร์ด Dm7 ถ้าใช้โน้ตแบบ D Minor ธรรมดา สีโดยรวมจะค่อนข้างหม่น เพราะเสียงสำคัญของ Minor มักให้ความรู้สึกเข้มและเศร้าอยู่แล้ว
แต่ถ้าแตะเสียง B บนคอร์ด Dm7 จะเกิดสีแบบ D Dorian เพราะ B คือโน้ตลำดับที่ 6 เมื่อมองจาก D ซึ่งเป็นโน้ตที่ช่วยให้เสียง Minor ฟังสว่างขึ้น
ตัวอย่างทำนองสั้น ๆ บน Dm7
D - F - A - B - A - F
ถ้าเล่นหรือร้องช้า ๆ จะรู้สึกว่าทำนองยังมีความเป็น Minor อยู่ แต่ไม่ปิดทึบเกินไป เหมาะกับ Verse ที่มีความเหงาแต่ยังเดินหน้า หรือเพลงที่เล่าเรื่องเศร้าโดยไม่อยากให้บรรยากาศจมเกินไป
นี่คือจุดที่ Mode ช่วยงานแต่งเพลงได้จริง เพราะคุณไม่ได้เปลี่ยนคอร์ด Dm7 แต่เปลี่ยนวิธีเลือกโน้ตในทำนองให้มีบุคลิกทางเสียงต่างจาก Minor ปกติ
Cmaj7 กับสี Lydian ทำให้ท่อนเพลงลอยและเปิดกว้าง
บนคอร์ด Cmaj7 ทำนองที่ใช้โน้ต C, E, G, B จะให้เสียง Major 7 ที่นุ่มและชัดอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากให้ท่อนนั้นฟังลอยขึ้น หรือรู้สึกเหมือนพื้นที่ของเพลงเปิดกว้างขึ้น คุณอาจแตะเสียง F# ซึ่งเป็น #4 ของ C
เสียง #4 คือสีสำคัญของ C Lydian
ตัวอย่างทำนองบน Cmaj7
E - G - B - F# - E
เสียง F# ไม่ควรถูกลากยาวโดยไม่ตั้งใจ เพราะอาจทำให้ทำนองฟังแปลกเกินบริบท แต่ถ้าใช้เป็นโน้ตผ่าน หรือใช้เป็นจุดเน้นสั้น ๆ ก่อนกลับไปหา E หรือ G จะช่วยให้ท่อนนั้นฟังลอยขึ้นแบบพอดี
สีแบบนี้เหมาะกับ Pre-Chorus, Bridge หรือท่อนที่ต้องการให้เพลงรู้สึกเหมือนกำลังยกตัวขึ้นก่อนเข้าสู่ Hook
G7 กับสี Mixolydian ทำให้เกิดแรงดึงโดยไม่ต้องซับซ้อน
บนคอร์ด G7 เสียงที่สำคัญมากคือ F หรือ b7 ของ G เพราะเสียงนี้ทำให้คอร์ด Dominant มีแรงดึงไปหา Cmaj7 ได้ชัดขึ้น
ถ้าแต่งทำนองบน G7 แล้วเน้นแต่ G, B, D ทำนองอาจฟังตรงและปลอดภัยเกินไป แต่เมื่อเพิ่ม F เข้าไป ท่อนนั้นจะเริ่มมีแรงเคลื่อนไปข้างหน้ามากขึ้น
ตัวอย่างทำนองบน G7
B - D - F - E - D
เสียง F ช่วยให้คนฟังรู้สึกว่าท่อนนี้กำลังพาไปข้างหน้า โดยเฉพาะถ้าต่อไปยัง Cmaj7 แล้วทำนองลงมาที่ E หรือ C จะเกิดความรู้สึกคลี่คลายที่ชัดเจน
ถ้าคุณเคยฝึกเรื่อง Mode กับ Chord Tone มาแล้ว จุดนี้จะเข้าใจง่ายขึ้น เพราะการเลือกโน้ตสีของ Mode ต้องยังสัมพันธ์กับโน้ตในคอร์ด ไม่ใช่เลือกโน้ตที่ฟังสวยเพียงอย่างเดียว แต่หลุดออกจาก Harmony ของเพลง
ถ้าต้องการฝึกเลือกโน้ตสีของโหมดให้ยังเข้าคอร์ด อ่านต่อเรื่อง Mode กับ Chord Tone จะช่วยให้เข้าใจว่าควรเน้นโน้ตใดเพื่อให้ทำนองหรือท่อนบรรเลงไม่หลุด Harmony
ใช้ Mode กับ Verse เพื่อเปลี่ยนอารมณ์การเล่าเรื่อง
Verse เป็นท่อนที่มักใช้เล่าเรื่อง วางภาพ หรือเปิดอารมณ์เพลง การใช้ Mode ใน Verse จึงไม่จำเป็นต้องทำให้เด่นจนคนฟังรู้สึกว่าเพลงซับซ้อน แต่ควรช่วยให้บรรยากาศของเรื่องชัดขึ้น
ถ้า Verse ต้องการความเรียบง่ายและใกล้ตัว อาจเริ่มจากทำนองที่เน้น Chord Tone ก่อน แล้วค่อยแตะโน้ตสีของ Mode เพียงบางจุด
ตัวอย่างบน Dm7
D - F - A - F
D - F - B - A
บรรทัดแรกฟังเป็น Minor ธรรมดา ส่วนบรรทัดที่สองแตะ B ทำให้เกิดสี Dorian ขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกจึงเปลี่ยนจากหม่นนิ่ง ๆ เป็นมีแสงมากขึ้น
วิธีนี้เหมาะกับการแต่ง Verse ที่ไม่อยากให้ทำนองหวือหวา แต่ยังอยากให้มีลายเซ็นทางอารมณ์ ไม่ใช่ร้องวนอยู่กับโน้ตเดิมตลอดทั้งท่อน
ใช้ Mode เปลี่ยนสี Pre-Chorus ให้ยกอารมณ์ก่อนเข้าฮุก
Pre-Chorus มักทำหน้าที่ยกพลังจาก Verse ไปสู่ Chorus ดังนั้นการใช้ Mode ในท่อนนี้สามารถช่วยให้เพลงรู้สึกเปิดกว้างขึ้น หรือดึงคนฟังไปหาท่อนฮุกได้ชัดกว่าเดิม
ถ้า Verse ใช้ทำนองค่อนข้างนิ่ง คุณอาจทำให้ Pre-Chorus มีสีสว่างขึ้นด้วย Lydian หรือเพิ่มแรงดึงด้วย Mixolydian ก่อนเข้าท่อนฮุก
ตัวอย่างทางเดินคอร์ด
Fmaj7 / G7 / Em7 / Am7
ถ้าอยู่ในบริบท C Major คุณอาจแตะเสียง B บน Fmaj7 เพื่อให้เกิดสี F Lydian เพราะ B คือ #4 ของ F เสียงนี้จะทำให้ Fmaj7 ฟังลอยขึ้นมากกว่าการเล่น F Major ธรรมดา
ตัวอย่างทำนองบน Fmaj7
A - C - B - A - G
เสียง B เป็นจุดที่ทำให้ทำนองเหมือนยกตัวขึ้น แต่ควรกลับมาที่ A หรือ C เพื่อให้ยังเชื่อมกับคอร์ดได้ดี
จุดนี้ต่างจากบทอารมณ์คอร์ดกับเพลง เพราะบทนั้นเน้นว่าคอร์ดและบริบทของคอร์ดเปลี่ยนอารมณ์เพลงอย่างไร แต่ในบทนี้ เราใช้คอร์ดเดิมเป็นฐาน แล้วเปลี่ยนสีของทำนองด้วย Mode
ถ้าอยากเข้าใจว่าคอร์ดเดิมอาจให้อารมณ์ต่างกันได้อย่างไรเมื่อบริบทเปลี่ยน ควรอ่านบท อารมณ์คอร์ดกับเพลง ควบคู่ไปด้วย
ใช้ Mode แต่งท่อน Instrumental หรือท่อนบรรเลงให้มีบุคลิกทางเสียง
ท่อน Instrumental หรือท่อนบรรเลงในเพลงแต่งเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงโชว์เทคนิคเสมอไป หน้าที่สำคัญคือการเพิ่มอารมณ์อีกชั้นให้เพลง ถ้าใช้ Mode อย่างมีเป้าหมาย ท่อนนี้จะมีบุคลิกทางเสียงชัดขึ้นโดยไม่ต้องใส่โน้ตเยอะ
สมมติคอร์ดวนแบบนี้
Dm7 / G7 / Cmaj7 / Cmaj7
คุณอาจวางแนวคิดแบบนี้
Dm7 ใช้สี Dorian เพื่อให้ Minor สว่าง
G7 เน้น b7 เพื่อสร้างแรงดึง
Cmaj7 แตะ #4 สั้น ๆ เพื่อให้ปลายประโยคลอยขึ้น
ทำนองอาจเป็นแบบนี้
บน Dm7: F - A - B - A
บน G7: B - D - F - E
บน Cmaj7: E - G - F# - E
เมื่อนำมาต่อกัน จะได้ท่อน Instrumental ที่ยังเข้าคอร์ด แต่มีสีมากกว่าการเล่นตามสเกล C Major ธรรมดาทั้งท่อน
วิธีฝึกที่ดีคือให้เล่นคอร์ดวนช้า ๆ แล้วลองร้องทำนองก่อนจับเครื่องดนตรี เพราะการร้องจะช่วยให้คุณคิดเป็นประโยคเพลงมากกว่าการไล่นิ้วตามสเกล
ใช้ Mode โดยไม่ทำให้ทำนองหลุดคอร์ด
ปัญหาที่พบบ่อยคือ เมื่อเริ่มใช้ Mode แล้วทำนองกลับฟังเหมือนหลุดจากเพลง เพราะผู้แต่งให้ความสำคัญกับโน้ตสีมากเกินไป จนลืมว่าทำนองยังต้องเกาะคอร์ดหลักอยู่
วิธีแก้คือให้เริ่มจาก Chord Tone ก่อน แล้วค่อยใส่โน้ตสีของ Mode เป็นจุดแต่งรส ไม่ควรเริ่มจากโน้ตสีทันทีโดยไม่มีจุดหมาย
เริ่มจากโน้ตในคอร์ดก่อนเสมอ
ถ้าคอร์ดคือ Dm7 โน้ตหลักคือ D, F, A, C
ให้เริ่มทำนองจากโน้ตเหล่านี้ก่อน จากนั้นค่อยเพิ่ม B เพื่อให้เกิดสี Dorian
ตัวอย่างก่อนเพิ่มสี
D - F - A - C - A
ตัวอย่างหลังเพิ่มสี
D - F - A - B - A
ต่างกันเพียงโน้ตเดียว แต่ความรู้สึกเปลี่ยนชัดเจน ถ้าคุณยังไม่แม่นเรื่องการเริ่มทำนองจาก Chord Tone ควรกลับไปทบทวนบทเรียนเรื่องการแต่งทำนองจากคอร์ดก่อน เพราะพื้นฐานนี้ทำให้การใช้ Mode ไม่หลุดจาก Harmony
ถ้ายังไม่มั่นใจเรื่องการเริ่มทำนองจาก Chord Tone ให้ย้อนกลับไปอ่านบท แต่งเมโลดี้จากคอร์ด ก่อน เพื่อวางโน้ตเป้าหมายให้สัมพันธ์กับคอร์ดได้แม่นขึ้น
อย่าใช้โน้ตสีทุกจังหวะ
โน้ตสีของ Mode มีพลังเพราะมันไม่ใช่โน้ตที่ควรถูกใช้ตลอดเวลา ถ้าใช้บ่อยเกินไป สีที่ควรโดดเด่นจะกลายเป็นความรก และทำให้ทำนองเสียทิศทาง
ให้คิดว่าโน้ตสีเป็นเหมือนคำสำคัญในประโยค ไม่ใช่ทุกคำในประโยค
เช่น บน Cmaj7 ถ้าใช้ F# ทุกจังหวะ เพลงอาจฟังลอยจนไม่รู้สึกถึงจุดพัก แต่ถ้าแตะ F# แล้วกลับมาที่ E หรือ G จะได้ความรู้สึกลอยแบบควบคุมได้
ใช้ Rhythm ช่วยให้โน้ตสีฟังตั้งใจ
โน้ตเดียวกัน ถ้าวางคนละจังหวะ อารมณ์จะต่างกันมาก ถ้าวางโน้ตสีบนจังหวะหนัก จะฟังชัดและเด่น แต่ถ้าวางบนจังหวะเบาหรือใช้เป็นโน้ตผ่าน จะฟังละเอียดและนุ่มกว่า
ลองฝึกกับเมโทรนอมช้า ๆ แล้วเล่นทำนองเดียวกัน 2 แบบ
แบบที่ 1 วางโน้ตสีบนจังหวะหนัก
แบบที่ 2 วางโน้ตสีเป็นโน้ตผ่านก่อนกลับเข้า Chord Tone
การฝึกนี้จะทำให้คุณได้ยินว่า Mode ไม่ได้มีผลแค่เรื่องโน้ต แต่ยังสัมพันธ์กับ Rhythm, Phrase และน้ำหนักของทำนองด้วย
แบบฝึก ใช้ Mode แต่งเพลง จากคอร์ดชุดเดิม
แบบฝึกนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากลองใช้โหมดในงานแต่งเพลง โดยไม่ต้องเริ่มจากทฤษฎียาว ๆ ให้เลือกทางเดินคอร์ดง่าย ๆ ก่อน แล้วแต่งทำนอง 3 เวอร์ชันจากคอร์ดชุดเดียวกัน
ทางเดินคอร์ด
Dm7 / G7 / Cmaj7 / Cmaj7
เวอร์ชันที่ 1 แต่งแบบปลอดภัยด้วย Chord Tone
เริ่มจากทำนองที่เน้นโน้ตในคอร์ด เพื่อให้เพลงฟังเข้าคอร์ดชัด
Dm7: D - F - A - F
G7: G - B - D - F
Cmaj7: E - G - B - G
เวอร์ชันนี้อาจยังไม่แปลกมาก แต่เป็นฐานที่ดี เพราะถ้าฐานยังไม่ชัด การเพิ่ม Mode จะยิ่งทำให้ทำนองหลุดง่าย
เวอร์ชันที่ 2 เพิ่มสี Dorian และ Mixolydian
ลองเพิ่ม B บน Dm7 เพื่อให้เกิดสี Dorian และเน้น F บน G7 เพื่อให้แรงดึงชัดขึ้น
Dm7: D - F - A - B
G7: B - D - F - E
Cmaj7: E - G - B - G
คอร์ดยังเหมือนเดิม แต่ทำนองเริ่มมีความสว่างและมีแรงเคลื่อนมากขึ้น เหมาะกับเพลง Pop, Soul, Funk หรือเพลงที่ต้องการสีแบบ Minor แต่ไม่เศร้าจนเกินไป
เวอร์ชันที่ 3 แตะ Lydian เพื่อให้ปลายประโยคลอยขึ้น
เพิ่ม F# บน Cmaj7 แบบสั้น ๆ แล้วกลับมาที่ E หรือ G
Dm7: F - A - B - A
G7: B - D - F - E
Cmaj7: E - G - F# - E
เวอร์ชันนี้จะให้ความรู้สึกเปิดกว้างกว่าสองแบบแรก เหมาะกับช่วงปลาย Pre-Chorus, Bridge หรือท่อน Instrumental ที่ต้องการความลอยโดยไม่เปลี่ยนคอร์ดเยอะ
วิธีตรวจว่า ใช้ Mode แต่งเพลง ได้ผลหรือยัง
การนำโหมดมาใช้ในเพลงที่ดี ไม่ใช่การทำให้คนฟังรู้ว่า “เพลงนี้ใช้โหมดอะไร” แต่คือการทำให้คนฟังรู้สึกว่าทำนองมีบุคลิกทางเสียงชัดขึ้น
หลังแต่งทำนองเสร็จ ให้ตรวจ 4 เรื่องนี้
1. ถ้าเล่นเฉพาะคอร์ดกับทำนอง เพลงยังฟังรู้เรื่องไหม
ถ้าต้องพึ่งการเรียบเรียงเต็มวงถึงจะฟังดี แปลว่าทำนองอาจยังไม่แข็งแรงพอ
2. โน้ตสีของ Mode ทำให้อารมณ์เปลี่ยนจริงไหม
ลองเล่นเวอร์ชันที่ไม่มีโน้ตสี แล้วเทียบกับเวอร์ชันที่เพิ่มโน้ตสี ถ้าคนฟังแยกความรู้สึกได้ แปลว่าใช้ถูกจุด
3. ทำนองยังกลับเข้าคอร์ดได้ชัดไหม
ถ้าเพิ่มโน้ตสีแล้วทำนองฟังลอยแบบไร้ทิศทาง ให้กลับไปเน้น Chord Tone หรือ Target Note ให้ชัดขึ้น
4. Mode รับใช้ท่อนเพลง หรือถูกใส่เข้ามาเพียงเพราะอยากให้เพลงดูซับซ้อน
ถ้าท่อน Verse ต้องเล่าเรื่องเรียบง่าย อาจไม่ต้องใช้สีเยอะ แต่ถ้าเป็น Pre-Chorus หรือท่อน Instrumental การใช้ Mode อาจช่วยยกอารมณ์ได้ชัดกว่า
ใช้ Mode ให้อยู่ในงานแต่งเพลง ไม่ใช่อยู่แค่บนกระดาษทฤษฎี
หัวใจของบทนี้คือ คอร์ดชุดเดิมสามารถให้ทำนองหลายอารมณ์ได้ ถ้าคุณรู้ว่าจะเลือกโน้ตสีของ Mode อย่างไร Dorian ทำให้ Minor สว่างขึ้น Lydian ทำให้ Major ลอยและเปิดกว้างขึ้น ส่วน Mixolydian ช่วยเพิ่มแรงดึงให้คอร์ด Dominant โดยไม่ต้องเปลี่ยนทางเดินคอร์ดให้ยุ่งยาก
เวลาฝึกจริง ให้เริ่มจากคอร์ดง่าย ๆ แต่งทำนองแบบ Chord Tone ก่อน แล้วค่อยเพิ่มโน้ตสีของ Mode ทีละจุด ฟังผลลัพธ์ เปรียบเทียบก่อนและหลัง แล้วถามตัวเองว่าทำนองรับใช้อารมณ์เพลงมากขึ้นหรือไม่
ถ้าทำได้แบบนี้ การนำ Mode มาใช้ในงานแต่งเพลงจะไม่ใช่การท่องชื่อโหมด แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนสีสันของทำนอง สร้างบุคลิกทางเสียงให้ Verse, Pre-Chorus, Chorus, Bridge หรือท่อนบรรเลง และช่วยให้เพลงมีมิติขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนคอร์ดมากเกินจำเป็น





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น