อ่านโน้ตหลายเสียงในบรรทัดเดียวอย่างไร? ดูก้านโน้ต Stem ขึ้น–ลงเพื่อแยกแต่ละ Voice


     อ่านโน้ตหลายเสียง เป็นทักษะที่ต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าการอ่านทำนองเพียงแนวเดียว เพราะใน Staff หรือบรรทัด 5 เส้นเดียวกัน อาจมี Voice หรือแนวเสียงมากกว่าหนึ่งแนว แต่ละ Voice สามารถมี Rhythm ค่าตัวโน้ต และช่วงหยุดของตนเอง แม้ทุกแนวจะดำเนินไปพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน


     หลักสำคัญคือ SAME STAFF ≠ SAME VOICE หรือ “อยู่บน Staff เดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเป็น Voice เดียวกัน” Stem หรือก้านโน้ตที่หันขึ้นหรือลงช่วยให้เราแยกแต่ละแนวเสียงได้ง่ายขึ้น แต่ต้องพิจารณาร่วมกับ Rhythm, Rest, Beam และความต่อเนื่องของโน้ตด้วย จึงไม่ควรตัดสินว่าโน้ตอยู่ใน Voice ใดจากทิศทางของ Stem เพียงอย่างเดียว


อ่านโน้ตหลายเสียง ต้องมองเป็นหลายแนวที่ดำเนินไปพร้อมกัน

     ก่อนฝึกเรื่องนี้ ควรเข้าใจ Staff ค่าตัวโน้ต และ Rhythm พื้นฐานเสียก่อน หากยังไม่คล่อง สามารถทบทวน วิธีการอ่านโน้ตดนตรีบนบรรทัด 5 เส้น แล้วจึงกลับมาฝึกการแยก Voice


     เมื่อ Score มีเพียงแนวเสียงเดียว เรามักอ่านโน้ตจากซ้ายไปขวา แล้วติดตามระดับเสียงและจังหวะของทำนองไปตามลำดับ


     แต่เมื่อ Staff เดียวมี 2 Voice เราต้องเปลี่ยนวิธีมอง จากเดิมที่คิดว่าโน้ตทั้งหมดต่อกันเป็นแนวเดียว

โน้ต 1 → โน้ต 2 → โน้ต 3 → โน้ต 4


     ให้เป็นการมองว่า ในช่วงเวลาเดียวกันมีแนวเสียงสองแนวกำลังดำเนินไปพร้อมกัน

Voice 1: โน้ต 1 → โน้ต 2 → โน้ต 3
Voice 2: โน้ต A → โน้ต B

เมื่อ Staff เดียวมีหลาย Voice ควรติดตามว่าโน้ตแต่ละชุดต่อเนื่องไปในแนวใด แทนการอ่านหัวโน้ตทั้งหมดเป็นทำนองเส้นเดียว


     ทั้งสอง Voice อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโน้ตพร้อมกัน และไม่จำเป็นต้องใช้ Rhythm หรือค่าตัวโน้ตเหมือนกัน


     ดังนั้น เมื่อเห็นโน้ตหลายตัวอยู่บน Staff เดียวกัน คำถามแรกไม่ควรมีเพียงว่า “โน้ตตัวต่อไปคืออะไร” แต่ควรถามด้วยว่า “โน้ตตัวนี้ต่อเนื่องมาจาก Voice ใด?”


     คำถามนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอ่าน Polyphonic Notation หรือการเขียนโน้ตแบบหลายแนวเสียงบน Staff เดียว


Stem ขึ้น–ลงช่วยแยก Voice อย่างไร

     ในช่วงที่มีหลาย Voice ผู้เขียนโน้ตมักใช้ Stem คนละทิศทาง เพื่อช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นได้ง่ายขึ้นว่าโน้ตชุดใดควรติดตามเป็นแนวเดียวกัน เช่น Voice หนึ่งอาจใช้ Stem ขึ้น ขณะที่อีก Voice ใช้ Stem ลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเดียวกัน


     การเขียนลักษณะนี้ช่วยให้เราเริ่มแยกโน้ตออกเป็นกลุ่มได้ง่ายขึ้น ก่อนจะพิจารณาต่อว่าแต่ละ Voice มีระดับเสียงและ Rhythm อย่างไร


     อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจำเป็นกฎตายตัวว่า Stem ขึ้น = Voice ล่าง และ Stem ลง = Voice บน และไม่ควรสลับความหมายของสองแบบนี้โดยไม่พิจารณาบริบทของ Score


     เหตุผลคือทิศทางของ Stem ยังเกี่ยวข้องกับหลักการเขียนโน้ตทั่วไปด้วย แม้ในช่วงที่มีเพียง Voice เดียว ก้านโน้ตก็อาจเปลี่ยนทิศตามตำแหน่งของหัวโน้ตบน Staff ได้


     หลักการนี้สอดคล้องกับ แนวทางการเขียนโน้ตสากลเรื่องทิศทางของ Stem ซึ่งแยกกรณีที่ Staff มี Voice เดียวออกจากกรณีที่มีหลาย Voice โดยเมื่อมีหลายแนวเสียง ทิศทางของ Stem จะช่วยบอกว่าโน้ตแต่ละชุดอยู่ใน Voice ใด


     ดังนั้น เมื่อพบการเขียนหลาย Voice ควรใช้ Stem เป็น “เบาะแสในการแยกแนวเสียง” มากกว่าจะใช้เป็นกฎตัดสินเพียงข้อเดียว


     หากต้องการแยก Voice ให้แม่นยำขึ้น ควรพิจารณา Stem ร่วมกับ Rhythm, Beam, Rest ค่าตัวโน้ต และความต่อเนื่องของแนวเสียง หากองค์ประกอบเหล่านี้สอดคล้องกัน ก็มีเหตุผลมากขึ้นที่จะสรุปว่าโน้ตเหล่านั้นอยู่ใน Voice เดียวกัน

การแยก Voice ควรดู Stem ร่วมกับ Beam, Rest, Rhythm และความต่อเนื่องของโน้ต ไม่ควรอาศัยทิศทางก้านโน้ตเพียงอย่างเดียว


อย่าดู Stem อย่างเดียว ให้พิจารณาสัญญาณหลายอย่างร่วมกัน

     เมื่อไม่แน่ใจว่าโน้ตใดอยู่ใน Voice เดียวกัน ให้ตรวจสอบอย่างน้อย 6 อย่างต่อไปนี้

  • Stem — ก้านของโน้ตกลุ่มนั้นหันไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่องหรือไม่
  • Beam — โน้ตที่มี Beam เชื่อมกันถูกจัดเป็นกลุ่ม Rhythm เดียวกันหรือไม่
  • Rhythm — เมื่อนำค่าตัวโน้ตมาเรียงต่อกันแล้ว ได้รูปแบบจังหวะที่สมเหตุสมผลหรือไม่
  • Rest — มี Rest หรือเครื่องหมายหยุดที่สัมพันธ์กับ Voice นั้นหรือไม่
  • ค่าตัวโน้ต — โน้ตตัวก่อนหน้ายังคงมีเสียงอยู่ หรือครบค่าของโน้ตและสิ้นสุดเสียงไปแล้ว
  • ความต่อเนื่องของแนวเสียง — เมื่อไล่จากซ้ายไปขวา โน้ตเหล่านั้นต่อเนื่องกันเป็นแนวดนตรีเดียวกันหรือไม่


     ยิ่งองค์ประกอบหลายข้อสอดคล้องกันมากเท่าไร ก็ยิ่งมีเหตุผลมากขึ้นที่จะมองว่าโน้ตเหล่านั้นอยู่ใน Voice เดียวกัน


อ่านโน้ตหลายเสียง ต้องแยก Rhythm ของแต่ละ Voice อย่างไร

     ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการแยก Voice จากระดับเสียงเพียงอย่างเดียว เช่น คิดว่าโน้ตสูงทั้งหมดอยู่ใน Voice หนึ่ง ส่วนโน้ตต่ำทั้งหมดอยู่ในอีก Voice หนึ่ง


     วิธีนี้อาจช่วยสังเกตได้ในบางกรณี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการดูว่า “แต่ละ Voice มี Rhythm ของตนเองอย่างไร”


     ลองสมมติว่าในหนึ่งห้องเพลงจังหวะ 4/4 มีรูปแบบดังนี้

Voice บน: Quarter → Quarter → Half
Voice ล่าง: Half → Half

แต่ละ Voice สามารถเปลี่ยนโน้ตในจังหวะต่างกันได้ แม้ทั้งหมดจะอ้างอิง Beat เดียวกัน


     ถ้าอ่านเฉพาะหัวโน้ตจากซ้ายไปขวา เราอาจรู้สึกเหมือนมีโน้ตหลายตัวเรียงต่อกัน แต่ในความเป็นจริงมีแนวเสียงสองแนวกำลังดำเนินไปพร้อมกัน


     Voice บนเปลี่ยนโน้ตที่ Beat 1, Beat 2 และ Beat 3


     ส่วน Voice ล่างเล่น Half Note ตั้งแต่ Beat 1 ถึง Beat 2 แล้วจึงเปลี่ยนเป็น Half Note ตัวใหม่ที่ Beat 3 ถึง Beat 4


     จุดสำคัญคือโน้ตของ Voice ล่างไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะ Voice บนมีโน้ตตัวใหม่เกิดขึ้น เสียงของ Voice ล่างยังคงต่อเนื่องไปจนครบค่าของ Half Note ที่เขียนไว้


Quarter Note สามารถเคลื่อนอยู่เหนือ Half Note ที่ยังค้างเสียงได้

     ลองเปลี่ยนตัวอย่างเป็น

Voice บน: Quarter + Quarter + Half
Voice ล่าง: Whole Note


     ในกรณีนี้ Voice ล่างเล่นโน้ตเพียงตัวเดียวตลอดทั้งห้อง ขณะที่ Voice บนเปลี่ยนโน้ตหลายครั้งอยู่ด้านบน


     ถ้ามองเฉพาะในแนวตั้ง เราอาจเห็นโน้ตหลายตัวเกิดขึ้นเหนือ Whole Note แล้วเผลอคิดว่าทุกตำแหน่งคือ “คอร์ดใหม่”


     แต่ถ้าติดตามแต่ละ Voice ไปตามเวลา จะเห็นว่าเสียงล่างยังคงเป็นโน้ตเดิม ขณะที่เสียงบนเปลี่ยนโน้ตไปเรื่อย ๆ เหนือเสียงนั้น


     ดังนั้น การอ่านหลาย Voice จึงไม่ใช่เพียงการดูว่าโน้ตตัวใดสูงหรือต่ำ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าโน้ตแต่ละตัวเริ่มตรงไหน มีเสียงอยู่นานเท่าไร และสิ้นสุดตรง Beat ใด


Rest ใน Staff หลาย Voice ไม่ได้หมายความว่าทุกเสียงต้องหยุด

     Rest เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผู้เริ่มอ่านหลาย Voice สับสน เพราะเมื่อเห็น Rest เราอาจเผลอคิดว่า “ตรงนี้ไม่มีเสียงอะไรเลย”


     แต่เมื่อ Staff มีหลาย Voice เราต้องถามต่อว่า “Rest นี้เป็นของ Voice ใด?”


     ลองดูตัวอย่างหนึ่งห้องในจังหวะ 4/4

Voice บน: Quarter Note → Quarter Rest → Half Note
Voice ล่าง: Half Note → Half Note


     ที่ Beat 2 Voice บนหยุดเป็นเวลาหนึ่ง Quarter Note แต่ Voice ล่างซึ่งเริ่มตั้งแต่ Beat 1 ยังคงมีเสียงต่อเนื่องไปจนจบ Beat 2


     ดังนั้น การเห็น Quarter Rest ตรงจุดนั้นไม่ได้หมายความว่าเสียงทั้งหมดบน Staff ต้องหยุดลง


     ความหมายที่ถูกต้องคือ Voice หนึ่งหยุดชั่วคราว ขณะที่อีก Voice ยังคงมีเสียงต่อเนื่องอยู่


     ใน Score ที่จัดวางอย่างชัดเจน ตำแหน่งของ Rest อาจถูกเลื่อนขึ้นหรือลงเพื่อช่วยบอกว่าเป็นของ Voice ใด แต่ก็ควรตรวจสอบร่วมกับ Rhythm และความต่อเนื่องของแนวเสียงเสมอ


อ่านแนวตั้งเพื่อดูว่าอะไรเกิดพร้อมกัน แล้วอ่านแนวนอนเพื่อดูว่าแต่ละ Voice เคลื่อนไปอย่างไร

     การอ่าน Staff ที่มีหลาย Voice ต้องใช้การมองสองแบบร่วมกัน


     Vertical Reading คือการมอง ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งว่า มีเสียงใดเริ่มขึ้น หรือมีเสียงใดยังคงค้างอยู่พร้อมกันบ้าง


     Horizontal Reading คือการติดตามแต่ละ Voice จากซ้ายไปขวาว่าเริ่มตรงไหน เปลี่ยนไปเป็นโน้ตตัวใด หยุดตรงไหน และโน้ตแต่ละตัวมีค่าเท่าไร


     สำหรับบทนี้ควรให้ความสำคัญกับ Horizontal Reading เป็นพิเศษ เพราะเป้าหมายหลักคือการแยกให้ออกว่าโน้ตแต่ละตัวอยู่ใน Voice ใด


     ลองเลือก Voice หนึ่ง แล้วใช้สายตาติดตามเฉพาะแนวนั้นตั้งแต่ต้นห้องจนจบ โดยยังไม่ต้องสนใจอีก Voice


     จากนั้นลองถามตัวเองว่า ระดับเสียงเคลื่อนไปอย่างไร เมื่อนับค่าจังหวะทั้งหมดแล้วครบตามจำนวน Beat ของห้องหรือไม่ โน้ตตัวใดยังคงมีเสียงอยู่ และ Rest ใดเป็นของ Voice นี้


     เมื่ออ่าน Voice แรกได้ชัดเจนแล้ว จึงค่อยทำแบบเดียวกันกับ Voice ที่สอง


โน้ตที่เรียงตรงกันในแนวตั้งไม่จำเป็นต้องมองเป็น Chord Block อย่างเดียว

     เมื่อมีหัวโน้ตหลายตัวอยู่ตรงกันในแนวตั้ง เสียงเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลานั้นจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรมองทั้งหมดเป็นเพียง Chord Block หรือกลุ่มโน้ตของคอร์ดก้อนเดียว แล้วหยุดการอ่านไว้เพียงเท่านั้น


     การมองแบบ Chord Block เน้นว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งมีเสียงใดเกิดขึ้นพร้อมกันบ้าง


     แต่การเขียนแบบหลาย Voice ยังต้องติดตามต่อไปด้วยว่า หลังจากจุดนั้นโน้ตแต่ละตัวเคลื่อนไปทางใด


     ดังนั้น หลังจากเห็นโน้ตหลายตัวเรียงตรงกัน ควรมองต่อไปทางขวาว่าแต่ละแนวเสียงดำเนินต่ออย่างไร


     วิธีนี้ช่วยให้แยกได้ว่าเรากำลังอ่านกลุ่มโน้ตที่เคลื่อนไปพร้อมกัน หรือกำลังอ่านหลายแนวเสียงที่เพียงเกิดขึ้นพร้อมกันในบางจังหวะ


อ่านโน้ตหลายเสียง จากหนึ่งห้องเพลงทีละขั้น

     เมื่อเจอ Staff ที่ดูซับซ้อน อย่าเพิ่งพยายามเล่นทุกอย่างพร้อมกัน ควรแยกโครงสร้างของห้องนั้นออกมาก่อนตามลำดับต่อไปนี้


ขั้นที่ 1 ดูทิศทางของ Stem

     กวาดสายตาดูทั้งห้องก่อนว่า มี Stem มากกว่าหนึ่งทิศทางปรากฏต่อเนื่องกันหรือไม่


     ยังไม่ต้องรีบสรุปว่ามีกี่ Voice ให้ใช้สิ่งนี้เป็นเพียงเบาะแสแรก แล้วจึงตรวจรายละเอียดอื่นประกอบ


ขั้นที่ 2 มองหา Rhythm ที่แยกเป็นคนละแนว

     ลองแยกกลุ่มโน้ตตามค่าตัวโน้ตและรูปแบบ Rhythm


     ถ้ากลุ่มหนึ่งเล่น Quarter Note หลายตัว ขณะที่อีกกลุ่มเป็น Half Note หรือ Whole Note ที่ค้างยาว นั่นเป็นหลักฐานสำคัญว่ามี Rhythm มากกว่าหนึ่งแนวกำลังดำเนินไปพร้อมกัน


ขั้นที่ 3 จับคู่ Rest กับแต่ละ Voice

     ดูว่า Rest อยู่ตรงตำแหน่งใด แล้วนับรวม Rest กับค่าตัวโน้ตใน Voice นั้นว่าได้ครบตามจำนวน Beat ของห้องหรือไม่


     การตรวจสอบจุดนี้ช่วยลดความสับสนได้มาก โดยเฉพาะช่วงที่ Voice หนึ่งหยุดเป็นระยะ ขณะที่อีก Voice ยังคงดำเนินต่อไป


ขั้นที่ 4 เลือก Voice หนึ่งแล้วอ่านตามแนวนอน

     พักความสนใจจาก Voice อื่นไว้ชั่วคราว แล้วติดตามเฉพาะข้อมูลของ Voice ที่เลือก ได้แก่

  • ระดับเสียง
  • Rhythm
  • ค่าตัวโน้ต
  • Rest


     อ่านตั้งแต่ต้นจนจบห้อง โดยยังไม่ต้องสนใจ Voice อื่น


ขั้นที่ 5 ทำแบบเดียวกันกับ Voice ถัดไป

     เมื่ออ่าน Voice แรกได้ชัดเจนแล้ว จึงเปลี่ยนไปอ่านอีก Voice หนึ่ง โดยยังไม่ต้องพยายามเล่นทุกอย่างพร้อมกัน


     เป้าหมายคือฝึกให้สายตาและสมองเริ่มมองเห็น “สองแนวเสียง” แทนที่จะเห็นเพียงกลุ่มหัวโน้ตจำนวนมากบน Staff เดียวกัน


ขั้นที่ 6 วางทั้งสอง Voice ลงบน Beat เดียวกัน

     นับ Beat หลักร่วมกัน เช่น 1 - 2 - 3 - 4


     จากนั้นตรวจสอบว่าโน้ตของแต่ละ Voice เริ่ม หยุด หรือยังคงมีเสียงอยู่ตรง Beat ใด


     ขั้นนี้ช่วยเชื่อมจากการอ่านทีละ Voice ไปสู่การอ่านทั้งสอง Voice พร้อมกัน


แบบฝึก One Staff / Two Timelines

     แบบฝึกนี้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนวิธีมอง Score จาก “มีโน้ตหลายตัวอยู่ในห้องเดียว” ให้กลายเป็น “มีสองแนวเสียงกำลังดำเนินไปพร้อมกัน”


ขั้นที่ 1 เลือกตัวอย่างสั้น ๆ เพียง 1–2 ห้อง

     เริ่มจาก Score ที่มี 2 Voice ชัดเจน และมี Rhythm ไม่ซับซ้อน


     ยังไม่ควรเริ่มจาก 3–4 Voice เพราะเป้าหมายในช่วงแรกคือฝึกให้มองเห็นและติดตามแต่ละแนวเสียงได้ก่อน


ขั้นที่ 2 ตามเฉพาะกลุ่ม Stem หนึ่งทิศทาง

     ใช้สายตาติดตามเฉพาะโน้ตที่คาดว่าอยู่ใน Voice เดียวกัน เช่น กลุ่มที่ใช้ Stem ขึ้น


     ในขั้นนี้ยังไม่จำเป็นต้องเล่นระดับเสียงก็ได้


ขั้นที่ 3 ตบหรือร้องเฉพาะ Rhythm ของ Voice นั้น

     นับ Beat ให้สม่ำเสมอ แล้วตบหรือร้อง Rhythm ของ Voice แรกให้ครบ


     วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจว่า Voice ไม่ได้แยกจากกันด้วยระดับเสียงเพียงอย่างเดียว แต่แต่ละ Voice ยังมี Rhythm ของตนเองด้วย


ขั้นที่ 4 ทำซ้ำกับอีก Voice

     เปลี่ยนไปติดตามกลุ่ม Stem อีกทิศทาง แล้วตบหรือร้อง Rhythm ของ Voice ที่สองแยกออกมาต่างหาก


ขั้นที่ 5 นับ Beat ร่วมกัน

     รักษาการนับ 1 - 2 - 3 - 4 ให้สม่ำเสมอ แล้วสังเกตว่าแต่ละ Voice เริ่ม เปลี่ยนโน้ต หรือหยุดตรง Beat ใด


ขั้นที่ 6 รวมสองแนวเสียงกลับเข้าด้วยกัน

     เมื่อ Rhythm ของแต่ละ Voice ชัดเจนแล้ว จึงลองเล่นหรือร้องทั้งสอง Voice พร้อมกันอย่างช้า ๆ


     เป้าหมายไม่ใช่การเล่นให้เร็ว แต่คือการรักษา Rhythm และค่าตัวโน้ตของแต่ละ Voice ให้ถูกต้อง แม้อีก Voice จะเคลื่อนไหวต่างกันอยู่ก็ตาม

เมื่อแยก Rhythm ของแต่ละ Voice ได้แล้ว จึงค่อยนำสองแนวกลับมาเล่นพร้อมกันโดยรักษา Beat กลางให้สม่ำเสมอ


อ่านโน้ตหลายเสียง แล้วตรวจอย่างไรว่าแยก Voice ถูก

     หลังจากลองแบ่งโน้ตออกเป็นแต่ละ Voice แล้ว ควรตรวจสอบย้อนกลับอีกครั้งก่อนเล่นทุกอย่างพร้อมกัน


     อย่างแรก ลองรวมค่าตัวโน้ตและ Rest ใน Voice แต่ละแนว ถ้าอยู่ในห้อง 4/4 แต่ผลรวมของจังหวะใน Voice ที่แบ่งออกมามากหรือน้อยผิดปกติ ควรกลับไปตรวจว่าอาจจัดโน้ตหรือ Rest ไว้ผิด Voice


     อย่างที่สอง ไล่อ่านแต่ละ Voice ในแนวนอนอีกครั้ง หาก Stem, Beam, Rest และค่าตัวโน้ตต่อเนื่องกันอย่างสมเหตุสมผล การแบ่ง Voice นั้นก็มีแนวโน้มถูกต้อง


     อย่างที่สาม เมื่อนำสอง Voice กลับมาวางบน Beat เดียวกัน จุดเริ่มและจุดสิ้นสุดของแต่ละโน้ตควรสัมพันธ์กับจังหวะอย่างชัดเจน และต้องไม่ตัดเสียงของอีก Voice ให้สั้นลงเพียงเพราะมีโน้ตตัวใหม่เกิดขึ้นในอีกแนวหนึ่ง


     สุดท้าย ลองเล่นแต่ละ Voice แยกกัน หากสามารถรักษา Rhythm ของแต่ละแนวได้โดยไม่ต้องอาศัยอีก Voice ก็แสดงว่าเริ่มเข้าใจโครงสร้างของ Score มากกว่าการจำเพียงตำแหน่งของหัวโน้ต


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาอ่าน Staff หลาย Voice

     ข้อผิดพลาดแรกคือใช้ Stem Direction เป็นสูตรตายตัว โดยไม่ดู Rhythm และ Rest ร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้แบ่ง Voice ผิดเมื่อเจอการเขียนที่ซับซ้อนขึ้น


     ข้อผิดพลาดที่สองคืออ่านจากซ้ายไปขวาเฉพาะหัวโน้ตที่เห็น โดยไม่คำนึงถึงค่าตัวโน้ตของเสียงที่เริ่มไปก่อนแล้ว ผลคือ Half Note หรือ Whole Note อาจถูกเข้าใจว่าจบเสียงเร็วกว่าที่เขียนไว้จริง


     ข้อผิดพลาดที่สามคือเห็น Rest แล้วหยุดทุก Voice ทั้งที่ Rest นั้นอาจเป็นของ Voice เพียงแนวเดียว


     ข้อผิดพลาดที่สี่คือเห็นโน้ตหลายตัวอยู่ตรงกันแล้วคิดว่าเป็นคอร์ดเพียงอย่างเดียว โดยไม่ติดตามต่อว่าโน้ตแต่ละตัวเคลื่อนไปที่ใด


     วิธีแก้ทั้งสี่ข้อมีหลักเดียวกัน คืออย่าอ่านเฉพาะว่า “ขณะนี้มีเสียงอะไรเกิดขึ้นบ้าง” แต่ต้องติดตามด้วยว่าแต่ละ Voice ต่อเนื่องมาจากโน้ตใด เสียงนั้นยังคงอยู่ต่ออีกนานเท่าไร และต่อจากนี้จะเคลื่อนไปเป็นโน้ตตัวใด


เมื่อแยก Voice ได้แล้วจึงค่อยดูการเคลื่อนของแต่ละแนวเสียง

     ทักษะในบทนี้มีเป้าหมายให้เรามอง Score แล้วแยกออกว่าโน้ตใดอยู่ใน Voice เดียวกัน แต่ละ Voice มี Rhythm อย่างไร และเมื่อวางทุกแนวกลับเข้าด้วยกันแล้ว เสียงทั้งหมดสัมพันธ์กันตามเวลาอย่างไร


     หลังจากแยกแนวเสียงออกจากกันได้แล้ว จึงสามารถนำทักษะนี้ไปต่อยอดเพื่อศึกษาว่าแต่ละเสียงเคลื่อนจากโน้ตหนึ่งไปยังโน้ตถัดไปอย่างไร ซึ่งเป็นอีกขั้นหนึ่งของ Voice Leading สำหรับกีต้าร์และเปียโน


     สิ่งสำคัญที่สุดในการอ่าน Staff หลาย Voice จึงไม่ใช่การจำว่า Stem ขึ้นหรือลงหมายถึงอะไรแบบตายตัว แต่คือการใช้ Stem, Rhythm, Rest, Beam และค่าตัวโน้ตร่วมกัน เพื่อมอง Staff เดียวให้เห็นเป็นหลายแนวเสียงที่กำลังดำเนินไปพร้อมกัน


     เมื่อเราเปลี่ยนวิธีมองจาก “มีโน้ตหลายตัวอยู่ในห้องเดียว” เป็น “มีหลาย Voice กำลังดำเนินไปพร้อมกัน และแต่ละแนวมี Rhythm กับค่าตัวโน้ตเป็นของตนเอง” การอ่าน Polyphonic Notation ก็จะเป็นระบบและเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น