โทนแอมป์ British กับ American ไม่ได้หมายความว่าแอมป์จากอังกฤษต้องให้เสียงแบบหนึ่ง ส่วนแอมป์จากอเมริกาต้องให้เสียงอีกแบบหนึ่งเสมอไป คำสองคำนี้เป็นคำเรียกกว้าง ๆ ที่มือกีต้าร์ใช้บอกแนวทางของ Amp Voicing หรือคาแรคเตอร์เสียงของแอมป์ ซึ่งเกี่ยวข้องทั้งย่าน Mid, Clean Headroom, ลักษณะของ Gain, จุดที่เสียงเริ่ม Breakup, Compression และการตอบสนองต่อน้ำหนักมือของผู้เล่น
ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การจำว่า British ต้องให้เสียงหนา หรือ American ต้องให้เสียง Clean ใส แต่ควรฟังว่าแอมป์จัดสมดุลของย่านเสียงอย่างไร เริ่มแตกเมื่อใด และตอบสนองต่อการดีดเบากับการดีดแรงแตกต่างกันเพียงใด เพราะแม้แอมป์สองตัวจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม British เหมือนกัน คาแรคเตอร์ของ Vox-style กับ Marshall-style ก็ยังต่างกันอย่างชัดเจน ขณะที่ฝั่ง American เอง Blackface-style, Tweed-style และแอมป์ High-Gain ก็ไม่ได้ให้เสียงเหมือนกันทั้งหมด
โทนแอมป์ British กับ American เป็นกลุ่ม Amp Voicing ไม่ใช่เสียงตายตัวของประเทศ
คำว่า British และ American ในบริบทของแอมป์กีต้าร์ ควรมองว่าเป็นคำเรียกกว้าง ๆ สำหรับอธิบายแนวทางของคาแรคเตอร์เสียง มากกว่าจะเป็นกฎตายตัวว่าแอมป์จากประเทศใดต้องให้เสียงแบบใดแบบหนึ่ง
Amp Voicing หรือแนวทางการกำหนดบุคลิกเสียงของแอมป์ เกิดจากองค์ประกอบหลายส่วนทำงานร่วมกัน เช่น สมดุลของย่านความถี่ (Frequency Balance), โครงสร้างการขยายสัญญาณ (Gain Structure), Headroom, ลักษณะของ Harmonic ในช่วงที่เสียงเริ่ม Breakup รวมถึง Compression และ Dynamic Response หรือการตอบสนองของแอมป์ต่อความแรงของสัญญาณและน้ำหนักมือของผู้เล่น
เพราะฉะนั้น การเรียกแอมป์ว่าเป็นแนว British หรือ American ไม่ได้หมายความว่าแอมป์ทุกตัวในกลุ่มเดียวกันจะให้เสียงเหมือนกัน
ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นแนวคิดนี้ได้ชัดคือ ระบบ ISF ของ Blackstar ซึ่งปรับการตอบสนองของ Tone Stack ระหว่างแนว American และ British ได้อย่างต่อเนื่อง จึงช่วยให้เห็นว่าคำสองคำนี้ใช้บอกแนวทางของ Voicing มากกว่าจะหมายถึงเสียงตายตัวเพียงแบบเดียว
ตัวอย่างเช่น British Chime แบบ Vox-style มักให้ความรู้สึกเปิด มี Upper Mid และย่านสูงที่ช่วยให้รายละเอียดของคอร์ดเด่นขึ้น ขณะที่ British Mid-forward แบบ Marshall-style มักให้ย่าน Mid ชัดกว่า และมีเสียง Crunch ที่ช่วยให้ Riff มีน้ำหนักและฟังจังหวะได้ชัดเจน
ฝั่ง American ก็ไม่ได้หมายถึงแอมป์ที่มี Clean Headroom สูงทุกตัว Blackface-style เป็นเพียงหนึ่งในแนวเสียงสำคัญที่มักถูกนึกถึงเมื่อพูดถึง American Clean ส่วน Tweed-style สามารถเริ่ม Breakup ได้เร็วกว่า มี Mid และ Harmonic ชัดขึ้น และเกิด Compression มากขึ้นเมื่อเร่งแอมป์
หากต้องการฟังความแตกต่างให้ชัด จึงไม่ควรเริ่มจากโลโก้หรือประเทศต้นกำเนิดของแอมป์ แต่ควรเริ่มจาก Mid, Headroom, Breakup, Compression และการตอบสนองต่อน้ำหนักมือ
โทนแอมป์ British กับ American แยกจาก Mid Character ได้อย่างไร
การบอกว่าแอมป์ตัวหนึ่ง “มี Mid เยอะ” ยังไม่ละเอียดพอ เพราะย่าน Mid แบ่งออกได้หลายช่วง และแต่ละช่วงมีผลต่อความรู้สึกของเสียงกีต้าร์ต่างกัน
เวลาฟัง ลองแยกย่าน Mid อย่างคร่าว ๆ เป็น Low Mid, Mid และ Upper Mid
Low Mid ที่เด่นมักทำให้เสียงฟังหนาและมีน้ำหนัก Mid ช่วงกลางช่วยให้เสียงกีต้าร์เด่นขึ้นเมื่อเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีอื่น ส่วน Upper Mid ที่ชัดจะช่วยให้ได้ยิน Attack จากปิ๊กและรายละเอียดของ Harmonic ได้ง่ายขึ้น
การฟังย่าน Mid ควรใช้กีต้าร์และการตั้งค่าที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้แยก Low Mid, Mid และ Upper Mid ได้ชัดขึ้น
British Mid-forward หลายแบบจึงช่วยให้เสียงกีต้าร์พุ่งออกมาจาก Mix ได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Treble มากเกินไป
สิ่งที่ควรจำคือ การมีย่าน Mid เด่นไม่ได้หมายความว่าเสียงต้องอับหรือขุ่นเสมอไป
ถ้าย่าน Mid อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จะช่วยให้ Riff และโซโล่ฟังชัดขึ้นได้ ส่วนอาการเสียงอับหรือ Muddy มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ปริมาณ Gain, ลักษณะของลำโพง, Cabinet และย่านเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นอื่นที่เล่นพร้อมกัน
British Chime กับ British Mid-forward ฟังต่างกันอย่างไร
British Chime หรือแนว Vox-style มักมี Upper Mid และย่านสูงที่ฟังเปิด คอร์ดจึงมีประกายและยังได้ยินรายละเอียดของแต่ละสายค่อนข้างชัด เมื่อเพิ่มแรงดีด Harmonic และ Breakup มักเด่นขึ้นตาม ทำให้การตีคอร์ดมีรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของเสียงมากขึ้น
British Mid-forward หรือแนว Marshall-style มักให้ย่าน Mid เด่นกว่า โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วง Crunch เสียง Power Chord และ Riff จึงมี Harmonic หนาแน่นขึ้น และสามารถพุ่งผ่านเสียงของเครื่องดนตรีอื่นในวงได้ง่าย
ทั้งสองแนวถูกเรียกว่า British ได้เหมือนกัน แต่คาแรคเตอร์ในการฟังต่างกันมาก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการจำเพียงว่า “British = Mid เยอะ” จึงไม่เพียงพอ
โทนแอมป์ British กับ American ต่างกันที่ Clean Headroom อย่างไร
Clean Headroom คือช่วงเผื่อที่แอมป์ยังสามารถรับระดับสัญญาณหรือเพิ่มความดังได้ โดยเสียงยังคง Clean หรือสะอาดอยู่ ก่อนที่จะเริ่มเกิด Breakup อย่างชัดเจน
วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ตั้งแอมป์ให้เป็นเสียง Clean แล้วค่อย ๆ เพิ่ม Gain หรือเพิ่มแรงดีดทีละน้อย หากเสียงยังคงสะอาดและรักษาลักษณะของ Attack ไว้ได้ แสดงว่าแอมป์มี Headroom มากกว่าอีกตัวที่เริ่มมี Harmonic และความหยาบของเสียงเกิดขึ้นเร็วกว่า
American Clean แบบ Blackface-style หลายแบบเป็นตัวอย่างสำคัญของแอมป์ที่ผู้เล่นมักเชื่อมโยงกับ Clean Headroom ค่อนข้างสูง ย่าน Low และ High มักฟังชัด ขณะที่ Mid อาจฟังถอยกว่าเมื่อเทียบกับ British Mid-forward บางแบบ
คาแรคเตอร์ลักษณะนี้ยังช่วยให้ได้ยินบุคลิกของกีต้าร์และเอฟเฟคที่ต่ออยู่ด้านหน้าได้ชัดในหลายสถานการณ์ เพราะตัวแอมป์ยังไม่ได้เพิ่มเสียงแตกหรือ Compression เข้ามามากนัก
อย่างไรก็ตาม American ไม่ได้หมายถึง Clean เสมอไป เพราะ Tweed-style และแอมป์อเมริกันอีกหลายแนวสามารถเริ่ม Breakup ได้เร็วกว่ามาก
หากกำลังฝึกเรื่อง Headroom, Touch และ Dynamics การใช้แอมป์ที่ตอบสนองต่อน้ำหนักมือได้ชัดจะช่วยให้สังเกตความแตกต่างได้ง่ายขึ้น สามารถอ่านต่อเรื่อง แอมป์ซ้อมกีต้าร์ที่ช่วยฝึก Dynamics, Tone และน้ำหนักมือ เพื่อเข้าใจว่าการตอบสนองของแอมป์มีผลต่อการฝึกอย่างไร
โทนแอมป์ British กับ American แยกจาก Breakup Point ได้อย่างไร
Breakup ไม่ได้หมายความว่าแอมป์ต้องเปลี่ยนเป็นเสียง Distortion หนักทันที แต่หมายถึงช่วงที่เสียง Clean เริ่มมี Harmonic และความหยาบเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาคขยายเริ่มถูกขับให้ทำงานหนักขึ้น
เราสามารถแบ่งระดับของเสียงแตกอย่างคร่าว ๆ ได้ดังนี้
- Clean
- Edge of Breakup
- Crunch
- Overdrive
- High Gain
ค่อย ๆ เพิ่ม Gain แล้วฟังว่าจุดใดเสียง Clean เริ่มมี Harmonic และเปลี่ยนเข้าสู่ Edge of Breakup
ช่วงที่น่าสนใจมากสำหรับการแยกคาแรคเตอร์ของแอมป์คือรอยต่อระหว่าง Clean กับ Crunch เพราะเป็นช่วงที่เราจะได้ยินชัดว่าเสียงสะอาดค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นเสียงแตกอย่างไร
ลองดีดคอร์ดเดิมด้วยน้ำหนักมือเบา แล้วค่อยเพิ่มแรงดีดขึ้น แอมป์บางแบบอาจยังคง Clean เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่อีกแบบเริ่มมี Harmonic และเนื้อเสียงแตกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
American Tweed-style เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นว่าแอมป์ฝั่ง American ไม่ได้หมายถึง Mid ถอยและ Clean Headroom สูงเสมอไป เพราะบางวงจรสามารถเริ่ม Breakup ได้ค่อนข้างเร็ว มี Mid และ Harmonic ชัด และเกิด Compression มากขึ้นเมื่อเร่งแอมป์
Compression และ Attack บอกการตอบสนองของแอมป์ได้มากกว่า EQ อย่างเดียว
แอมป์สองตัวอาจตั้ง EQ ให้ใกล้เคียงกัน แต่ยังให้ความรู้สึกขณะเล่นต่างกันได้ เพราะการตอบสนองต่อน้ำหนักมือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมดุลของย่านเสียงเพียงอย่างเดียว
Compression ในบริบทของแอมป์ คือการที่ความแตกต่างระหว่างเสียงจากการดีดเบากับการดีดแรงเริ่มลดลง เมื่อ Gain สูงขึ้น เสียงที่ดีดแรงอาจไม่ได้ดังขึ้นตามแรงมือแบบตรง ๆ แต่ Attack จะเริ่มนุ่มลง เสียงฟังแน่นและรวมตัวกันมากขึ้น ขณะที่ Sustain อาจยาวขึ้น
ลองเล่น Phrase เดิมสามครั้ง
- ดีดเบา
- ดีดระดับปานกลาง
- ดีดแรง
จากนั้นฟังว่าเมื่อเพิ่มแรงมือ เสียงดังขึ้นตามแรงดีดโดยตรงหรือไม่ หรือแทนที่จะดังขึ้นเพียงอย่างเดียว กลับมี Harmonic, Breakup และ Compression เพิ่มขึ้นด้วย
แอมป์ที่ตอบสนองต่อ Dynamics ได้ชัด อาจให้เสียงค่อนข้าง Clean เมื่อดีดเบา แต่เปลี่ยนไปอยู่บริเวณ Edge of Breakup เมื่อดีดแรงขึ้น โดยแทบไม่ต้องปรับปุ่ม Gain
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเปรียบเทียบแอมป์จากไฟล์เสียงที่ถูกปรับระดับความดังให้ใกล้เคียงกันมากเกินไป อาจทำให้เราได้ยินความแตกต่างด้านการตอบสนองต่อน้ำหนักมือน้อยลง
Note Separation ช่วยบอกว่า Gain เปลี่ยนเสียงคอร์ดอย่างไร
Note Separation คือความชัดในการแยกเสียงของโน้ตแต่ละตัวเมื่อเล่นหลายโน้ตพร้อมกัน และเป็นอีกจุดหนึ่งที่ช่วยให้สังเกตคาแรคเตอร์ของแอมป์ได้ดีเมื่อเพิ่ม Gain
ลองใช้ระดับ Gain เดิม แล้วเล่นตามลำดับนี้
- Open Chord
- Power Chord
- Triad
- Single-note Riff
จากนั้นค่อยเพิ่ม Gain แล้วเล่นชุดเดิมอีกครั้ง
ให้สังเกตว่าคอร์ดเริ่มเปลี่ยนจากการได้ยินโน้ตแต่ละตัวแยกกัน ไปเป็นก้อนเสียงแตกที่กลืนเข้าหากันมากขึ้นเมื่อใด
British Chime บางแบบยังคงให้รายละเอียดของคอร์ดค่อนข้างชัด แม้เสียงจะเริ่มเกิด Breakup ขณะที่ British Mid-forward บางแบบจะทำให้ Power Chord และ Riff มี Harmonic หนาแน่นขึ้น
ไม่มีแบบใดดีกว่าอีกแบบโดยตัวมันเอง สิ่งสำคัญคือคาแรคเตอร์นั้นเหมาะกับหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลงหรือไม่
Speaker และ Cabinet สามารถเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของแอมป์ได้มาก
เสียงที่เราได้ยินไม่ได้เกิดจากหัวแอมป์เพียงอย่างเดียว
เสียงสุดท้ายเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของ Amp, Speaker และตู้ลำโพงหรือ Cabinet รวมถึง Microphone และ Impulse Response (IR) หากใช้ระบบจำลอง
Speaker สามารถเปลี่ยนสมดุลของย่านเสียง ความคมของ Attack และคาแรคเตอร์โดยรวม ส่วน Cabinet มีผลต่อย่าน Low, Resonance หรือการสั่นพ้อง และการตอบสนองของย่านความถี่ต่าง ๆ
แม้แต่ตำแหน่งของ Microphone ก็สามารถทำให้ Cabinet ใบเดียวกันฟังสว่างขึ้น มืดลง หรือให้ย่าน Mid แตกต่างออกไปได้อย่างชัดเจน
แม้ใช้แอมป์และ Cabinet ชุดเดิม การขยับตำแหน่งไมโครโฟนก็สามารถเปลี่ยนย่านสูง ย่าน Mid และความสมดุลของเสียงที่บันทึกได้
ลำโพงกีต้าร์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคาแรคเตอร์เสียง ไม่ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณอย่างเป็นกลางเพียงอย่างเดียว ดังนั้น Speaker และ Cabinet ที่ต่างกันจึงสามารถทำให้แอมป์ตัวเดิมให้ผลลัพธ์ทางเสียงต่างออกไปได้มาก
ดังนั้น หากเราเปรียบเทียบ British Amp ที่ใช้ British-style Cabinet กับ American Amp ที่ใช้ American-style Cabinet เรากำลังเปลี่ยนตัวแปรหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ได้เปรียบเทียบเฉพาะคาแรคเตอร์ของตัวแอมป์
ถ้าเป้าหมายคือฝึกแยก Amp Voicing ควรใช้ Cab หรือ IR เดียวกันก่อน แล้วเปลี่ยนเฉพาะโมเดลแอมป์ เมื่อเริ่มฟังความแตกต่างได้แล้ว จึงค่อยเปลี่ยน Cabinet ในรอบถัดไป
ระบบ Amp Modeler เหมาะกับการทดลองแบบนี้ เพราะสามารถใช้ Cab เดิมแล้วเปลี่ยนเฉพาะโมเดลแอมป์ได้อย่างรวดเร็ว หากต้องการเข้าใจเรื่อง Touch และ Dynamics เพิ่มเติม สามารถอ่านต่อเรื่อง แอมป์จำลอง vs แอมป์จริง แบบไหนช่วยฝึก Touch และ Dynamics ได้ดีกว่า
Single Coil กับ Humbucker ทำให้แอมป์ตัวเดิมเริ่ม Breakup ไม่เหมือนกัน
เวลาจะเปรียบเทียบ Amp Voicing ควรคำนึงถึงปิ๊กอัพด้วย เพราะ Single Coil และ Humbucker สามารถให้ทั้งระดับสัญญาณขาออกและสมดุลของย่านเสียงต่างกัน
Humbucker ที่ให้ Output สูงกว่าอาจผลักภาคหน้าแอมป์ให้เข้าสู่ Breakup เร็วขึ้น ทำให้ Mid ฟังหนาขึ้น และทำให้ Compression เกิดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับ Single Coil บางตัว
ในทางกลับกัน Single Coil อาจช่วยให้ได้ยิน Attack และรายละเอียดในย่านสูงชัดกว่าในบางระบบ
ดังนั้น หากจะเปรียบเทียบแอมป์แบบ A/B ควรใช้กีต้าร์ตัวเดียว ปิ๊กอัพตำแหน่งเดิม และระดับ Volume เดิม เพื่อไม่ให้ความแตกต่างจากปิ๊กอัพกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้เราเข้าใจผิดว่าเป็นคาแรคเตอร์ของแอมป์ทั้งหมด
เอฟเฟค Drive หน้าแอมป์สามารถเปลี่ยนคาแรคเตอร์ที่เราได้ยิน
Pedal และ Amp ควรมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน เพราะสัญญาณจากเอฟเฟคที่อยู่ก่อนแอมป์สามารถเปลี่ยนทั้งย่านเสียงและวิธีที่ภาค Gain ของแอมป์ตอบสนองได้
Overdrive ที่ดันย่าน Mid สามารถทำให้แอมป์แนว American ซึ่งเดิมฟังเปิดหรือมีย่าน Mid ถอย กลายเป็นเสียงที่มี Mid เด่นขึ้นได้
ในทางกลับกัน Drive ที่ลด Low บางส่วนก่อนส่งสัญญาณเข้าแอมป์ สามารถช่วยให้แอมป์แนว British ที่ใช้ Gain สูงฟังกระชับขึ้น และลดความฟุ้งของย่านต่ำได้
เพราะฉะนั้น หากต้องการเรียนรู้คาแรคเตอร์ของ Amp Voicing โดยตรง ควรปิด Drive ก่อนในรอบแรก แล้วจึงเปิดเอฟเฟคในรอบถัดไป เพื่อฟังว่ามันเปลี่ยนลักษณะของ Gain และการตอบสนองของแอมป์อย่างไร
หากต้องการเข้าใจตำแหน่งของ Drive ใน Signal Chain โดยไม่ทำให้บทนี้กลายเป็นบทเรื่องการเรียงเอฟเฟค สามารถอ่านต่อเรื่อง เรียงเอฟเฟคกีต้าร์อย่างไร ตั้งแต่ Tuner, Compressor, Drive ถึง Delay และ Reverb
แบบฝึก Same Guitar / Same Riff / Different Voicing
วิธีฝึกที่ช่วยให้แยก British กับ American ได้ชัดกว่าการเปิดฟังคลิปหลายตัวโดยไม่ควบคุมตัวแปร คือการเปรียบเทียบแบบ Controlled A/B Listening ซึ่งหมายถึงการเปรียบเทียบสองเสียงโดยพยายามให้เงื่อนไขอื่นเหมือนกันมากที่สุด
- ใช้กีต้าร์ตัวเดียว ปิ๊กอัพตำแหน่งเดียว สายเดิม และ Phrase เดิม
- Amp A ใช้ American-style voicing
- Amp B ใช้ British-style voicing
- ปิด Modulation และ Delay ก่อน ส่วน Reverb ให้ปิดหรือใช้เพียงเล็กน้อย
- ปรับความดังของทั้งสองแอมป์ให้ใกล้เคียงกัน เพราะเสียงที่ดังกว่าเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เรารู้สึกว่าเสียงนั้นหนา ชัด หรือมีพลังมากกว่า ทั้งที่ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากระดับความดัง ไม่ใช่จากคาแรคเตอร์ของแอมป์โดยตรง
- ถ้าต้องการเปรียบเทียบเฉพาะ Amp Voicing ให้ใช้ Cab หรือ IR เดียวกัน และตั้ง Gain ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันก่อน
การทดสอบแบบ A/B ที่ดีควรใช้กีต้าร์ตัวเดียว Phrase เดิม และควบคุมระดับความดังกับเส้นทางสัญญาณให้ใกล้เคียงกัน
รอบที่ 1 — Clean Chord
เล่น Open Chord เดิมด้วยน้ำหนักมือใกล้เคียงกัน
ฟังว่าย่าน Mid เด่นอยู่บริเวณใด คาแรคเตอร์โดยรวมฟังเปิดหรือพุ่งเพียงใด และโน้ตแต่ละตัวในคอร์ดยังแยกจากกันได้ชัดแค่ไหน
รอบที่ 2 — Single-note Phrase
เล่น Phrase โน้ตเดี่ยวที่มีทั้งโน้ตสั้นและโน้ตลากยาว
ฟัง Attack, Sustain และการตอบสนองของแอมป์เมื่อเปลี่ยนน้ำหนักปิ๊ก
รอบที่ 3 — Edge of Breakup
ค่อย ๆ เพิ่ม Gain จนเสียงอยู่บริเวณรอยต่อระหว่าง Clean กับ Crunch
ช่วงนี้จะช่วยให้ได้ยินความแตกต่างของลักษณะ Gain ได้ชัดกว่าการเปิด Gain สูงตั้งแต่แรก
ฟังว่าการดีดแรงขึ้นทำให้ Harmonic เพิ่มขึ้นมากเพียงใด และ Compression ชัดขึ้นหรือไม่
รอบที่ 4 — Power Chord
เล่น Power Chord หรือ Riff เดิม
ฟังทั้ง Mid Character และ Note Separation ว่าเสียงแตกยังคงแยก Attack ของแต่ละจังหวะได้หรือไม่ หรือเริ่มรวมกันเป็นก้อนเสียงมากขึ้น
รอบที่ 5 — ลด Volume ที่กีต้าร์
ตั้งแอมป์ให้อยู่ในช่วงที่เริ่ม Breakup แล้วลด Volume ที่กีต้าร์ลง
ฟังว่าเสียงแตกกลับมาใกล้เสียง Clean มากขึ้นเพียงใด Attack ชัดขึ้นหรือไม่ และสมดุลของย่านเสียงเปลี่ยนไปอย่างไร
การทดลองนี้มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้เห็นว่ากีต้าร์และแอมป์ตอบสนองต่อกันอย่างไร เมื่อระดับสัญญาณที่ส่งเข้าแอมป์เปลี่ยนไป
ระหว่างการเปรียบเทียบแบบ A/B อย่าถามเพียงว่าอันไหนเสียงดีกว่า
คำถามว่า “อันไหนเสียงดีกว่า” ทำให้การฝึกหูหยุดอยู่เพียงเรื่องความชอบส่วนตัว เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับเพลง กีต้าร์ วิธีเล่น และรสนิยมของแต่ละคน
ควรเปลี่ยนเป็นคำถามที่สามารถฟังและสังเกตได้อย่างชัดเจนมากกว่า
- ย่าน Mid เด่นอยู่บริเวณใดของเสียง
- Attack ของตัวใดชัดและตอบสนองเร็วกว่า
- ตัวใดรักษาเสียง Clean ได้นานกว่า
- ตัวใดเริ่ม Breakup เร็วกว่าเมื่อเพิ่มแรงดีด
- เมื่อ Gain เพิ่มขึ้น Compression เปลี่ยนไปอย่างไร
- คอร์ดของตัวใดยังคงแยกโน้ตได้ชัดกว่า
- เมื่อลด Volume ที่กีต้าร์ เสียงกลับมาใกล้ Clean ได้มากเพียงใด
เมื่อเปลี่ยนวิธีถามเช่นนี้ เราจะเริ่มจำลักษณะการตอบสนองของเสียง แทนที่จะจำเพียงชื่อ Preset หรือชื่อรุ่นของแอมป์
โทนแอมป์ British กับ American มีความเข้าใจผิดอะไรบ้าง
ความเข้าใจผิดข้อที่ 1: British หมายถึง Marshall เท่านั้น
ไม่จริง เพราะ British Voicing มีหลายแนว เช่น Vox-style, Marshall-style และแนวอื่นที่มีสมดุลของย่านเสียง ลักษณะของ Gain และ Compression แตกต่างกันมาก
ความเข้าใจผิดข้อที่ 2: American หมายถึง Clean และ Mid หายเสมอ
ไม่จริง เพราะ Blackface-style เป็นเพียงหนึ่งในแนวเสียงสำคัญ ขณะที่ Tweed-style สามารถมี Mid, Harmonic และ Breakup ที่ชัดได้
ความเข้าใจผิดข้อที่ 3: ดูยี่ห้อก็รู้เสียงทั้งหมดแล้ว
ไม่จริง เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เดียวกัน แอมป์แต่ละรุ่นก็อาจใช้วงจร ลำโพง Cabinet และการตั้ง Gain แตกต่างกัน
ความเข้าใจผิดข้อที่ 4: Preset British หรือ American ใน Modeler ทุกเครื่องต้องเหมือนกัน
ไม่จริง เพราะแต่ละระบบอาจใช้โมเดลแอมป์ Cabinet, IR, EQ และระดับสัญญาณแตกต่างกัน จึงไม่ควรตัดสินคาแรคเตอร์ของเสียงจากชื่อ Preset เพียงอย่างเดียว
ความเข้าใจผิดข้อที่ 5: British เหมาะกับ Rock ส่วน American เหมาะกับ Clean เท่านั้น
ไม่ควรใช้เป็นกฎตายตัว เพราะทั้งสองกลุ่มสามารถนำไปใช้กับดนตรีได้หลายแบบ สิ่งสำคัญกว่าคือคาแรคเตอร์ของแอมป์เหมาะกับหน้าที่ของกีต้าร์ใน Arrangement และเข้ากับวิธีเล่นหรือไม่
สรุป โทนแอมป์ British กับ American ควรฟังจากอะไรเมื่อไม่ดูโลโก้
หากต้องการแยกคาแรคเตอร์แอมป์แนว British และ American ด้วยหู อย่าเริ่มจากการจำว่า British ต้องมี Mid เยอะ และ American ต้องให้เสียง Clean ใส แต่ให้ฟังว่าแอมป์จัดย่านเสียงอย่างไร เริ่ม Breakup เมื่อใด และตอบสนองต่อแรงมืออย่างไร
เริ่มจากฟังว่า Low Mid, Mid และ Upper Mid ถูกจัดไว้อย่างไร จากนั้นเช็ค Clean Headroom และสังเกตช่วงที่เสียงเปลี่ยนจาก Clean ไปสู่ Edge of Breakup แล้วฟังต่อว่า Compression, Attack และ Note Separation เปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเพิ่ม Gain หรือเพิ่มแรงดีด
หลังจากนั้นจึงค่อยพิจารณาผลของ Speaker, Cabinet, IR, ปิ๊กอัพ และเอฟเฟค Drive เพราะองค์ประกอบเหล่านี้สามารถเปลี่ยนคาแรคเตอร์ที่เราได้ยินได้มาก
British กับ American จึงไม่ใช่สูตร EQ สองชุด แต่เป็นคำเรียกกลุ่มคาแรคเตอร์ของแอมป์ ซึ่งเกิดจากทั้งการจัดย่านเสียง ลักษณะการขยายสัญญาณ การเกิด Breakup และการตอบสนองต่อน้ำหนักมือ
เมื่อฝึกฟังลักษณะเหล่านี้ได้แล้ว คำว่า British หรือ American จะกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการอธิบาย Tone ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าแอมป์ตัวนั้นต้องมีเสียงแบบใด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น