Movable Do Solfege คือระบบที่ใช้พยางค์ Do Re Mi แทนหน้าที่ของโน้ตเมื่อเทียบกับ Tonic หรือโน้ตหลักของคีย์ โดย Do ไม่ได้หมายถึงโน้ต C เสมอไป หากเพลงอยู่ใน G Major โน้ต G จะเป็น Do และเมื่อเปลี่ยนเป็น D Major โน้ต D ก็จะเป็น Do ของคีย์นั้นแทน
หัวใจของการฝึกคืออย่าเพิ่งสนใจว่าเสียงที่ได้ยินเป็นโน้ตชื่ออะไร แต่ให้ฝึกหูจนรับรู้ได้ว่าโน้ตนั้นอยู่ตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับ Do เมื่อเริ่มได้ยินความสัมพันธ์ของแต่ละ Scale Degree ชัดขึ้น เราจะสามารถนำ Pattern เดิมไปฝึกในคีย์อื่นได้ โดยยังคงได้ยินความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตกับ Tonic ในลักษณะเดิม วิธีฝึกเช่นนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนา Relative Pitch โดยใช้ Tonic เป็นจุดอ้างอิง
Movable Do Solfege ใช้ Do Re Mi แทน Scale Degree อย่างไร
ในระบบ Movable Do เรากำหนดให้ Do ตรงกับ Tonic หรือ Scale Degree 1 ของคีย์ที่กำลังใช้อยู่ จากนั้น Re, Mi, Fa, Sol, La และ Ti จึงเรียงตามลำดับของโน้ตในสเกล
ในคีย์ Major สามารถจับคู่ Scale Degree กับพยางค์ Solfege ได้ดังนี้
1 = Do
2 = Re
3 = Mi
4 = Fa
5 = Sol
6 = La
7 = Ti
ตัวเลข Scale Degree ใช้บอกว่าโน้ตนั้นอยู่ลำดับที่เท่าไรในสเกล ส่วน Do Re Mi เป็นพยางค์ที่ช่วยเชื่อมตำแหน่งเหล่านั้นเข้ากับเสียงที่เราได้ยินจริง การฝึกจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจำตัวเลข แต่ทำให้ตำแหน่งแต่ละลำดับค่อย ๆ กลายเป็นเสียงที่หูจดจำได้
แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับ การฝึก Ear Training ของ Berklee ซึ่งใช้ movable-Do solfège ร่วมกับการฝึก Internal Hearing เพื่อเชื่อมสิ่งที่ได้ยินเข้ากับหน้าที่ของเสียงทางดนตรี
ตัวอย่างใน C Major
C–D–E–F–G–A–B
= 1–2–3–4–5–6–7
= Do–Re–Mi–Fa–Sol–La–Ti
เมื่อเปลี่ยนเป็น G Major
G–A–B–C–D–E–F#
= 1–2–3–4–5–6–7
= Do–Re–Mi–Fa–Sol–La–Ti
และเมื่อเปลี่ยนเป็น D Major
D–E–F#–G–A–B–C#
= 1–2–3–4–5–6–7
= Do–Re–Mi–Fa–Sol–La–Ti
แม้ชื่อโน้ตจะเปลี่ยนไปตามคีย์ แต่ตำแหน่ง 1–2–3 และความสัมพันธ์ Do–Re–Mi ยังคงเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับ Tonic ของคีย์นั้น
แนวคิดสำคัญจึงสรุปได้ง่าย ๆ ว่า “ชื่อโน้ตเปลี่ยนได้ แต่หน้าที่ของเสียงยังเหมือนเดิม”
บทนี้จะใช้คีย์ Major เป็นหลัก เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของ Scale Degree ได้ชัดเจน โดยยังไม่ขยายไปถึง Chromatic Solfege หรือระบบ Solfege สำหรับคีย์ Minor ซึ่งมีรายละเอียดเฉพาะเพิ่มเติม
ทำไมต้องสร้าง Tonic Reference ก่อนเริ่มฝึก
เมื่อ Do เป็นโน้ตหลักของคีย์ หูต้องรู้ก่อนว่า Do อยู่ตรงไหน หากเริ่มร้อง Re, Mi หรือ Sol โดยยังไม่มี Tonic เป็นจุดอ้างอิง เราอาจจำเสียงแต่ละตัวแยกออกจากบริบทของคีย์ และไม่เข้าใจว่าเสียงเหล่านั้นสัมพันธ์กับโน้ตหลักอย่างไร
วิธีเริ่มที่ง่ายที่สุดคือเล่น Tonic ของคีย์หนึ่งครั้ง แล้วร้อง Do ตาม
ตัวอย่าง ถ้าฝึกใน C Major
เล่น C
ร้อง Do
จากนั้นหยุดเครื่องดนตรี แล้วร้อง Do ซ้ำอีกครั้ง
เป้าหมายไม่ใช่การจำเสียง C ให้ได้แบบตายตัว แต่คือการทำให้สมองใช้ C เป็นโน้ตหลักของการฝึกรอบนั้น เมื่อมีจุดอ้างอิงที่ชัดเจนแล้ว โน้ตอื่นก็จะมีตำแหน่งให้เราเปรียบเทียบ
เมื่อเปลี่ยนเป็น G Major ให้ตั้งจุดอ้างอิงใหม่
เล่น G
ร้อง Do
ตอนนี้ G คือ Do ของคีย์ใหม่
เมื่อเปลี่ยนเป็น D Major ก็ทำแบบเดียวกัน
เล่น D
ร้อง Do
การฝึกเช่นนี้ช่วยให้หูค่อย ๆ เข้าใจว่า Do หมายถึงหน้าที่ของ Tonic ซึ่งเปลี่ยนไปตามคีย์ ไม่ใช่ชื่อโน้ตที่กำหนดตายตัว
เริ่มแบบฝึกด้วย Tonic เพียงหนึ่งเสียง เพื่อให้หูมีจุดอ้างอิงก่อนนึกหรือร้อง Scale Degree อื่น
ฟัง Scale Degree เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ท่องว่า 1 = Do
การจำว่า 1 = Do, 2 = Re และ 3 = Mi เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะถ้าจำได้เฉพาะความสัมพันธ์บนกระดาษ เราอาจตอบคำถามทางทฤษฎีได้ แต่ยังไม่ได้ยินหน้าที่ของเสียงจริง
เป้าหมายคือฝึกให้หูเชื่อมเสียงแต่ละตัวเข้ากับ Tonic ได้โดยไม่ต้องคิดเป็นตัวเลขทุกครั้ง
ในคีย์ Major เราอาจใช้แนวโน้มของเสียงต่อไปนี้เป็นตัวช่วยในการฝึก
Do เป็นจุดอ้างอิงหลัก และมักให้ความรู้สึกมั่นคงหรือเหมือนกลับมาถึงจุดศูนย์กลางของคีย์
Re อยู่สูงกว่า Do หนึ่งขั้น และมักยังไม่ให้ความรู้สึกหยุดพักอย่างสมบูรณ์เท่า Do
Mi หรือ Scale Degree 3 ช่วยให้เราได้ยินลักษณะของคีย์ Major ชัดเจนขึ้น
Fa ในบางบริบทอาจให้ความรู้สึกว่าต้องการเคลื่อนไปหา Mi
Sol มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับ Tonic และเป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่หูมักจดจำได้ง่าย
Ti มักให้ความรู้สึกว่าต้องการเคลื่อนขึ้นไปหา Do ในบริบทของคีย์ Major
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเพียงแนวโน้ม ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะ Harmony ช่วงเสียง จังหวะ และตำแหน่งของโน้ตในวลีดนตรี สามารถทำให้ความรู้สึกของโน้ตแต่ละตัวเปลี่ยนไปได้
ดังนั้น เป้าหมายของการฝึกจึงไม่ใช่การท่องว่าแต่ละ Degree “ต้องให้ความรู้สึกแบบใด” แต่คือการฟังซ้ำจนหูเริ่มจำตำแหน่งและความสัมพันธ์ของแต่ละเสียงเมื่อเทียบกับ Tonic ได้ด้วยตนเอง
Movable Do Solfege ต่างจากการฝึกฟัง Interval อย่างไร
การฝึกทั้งสองแบบช่วยพัฒนา Relative Pitch ได้ แต่เน้นฟังคนละเรื่อง
การฝึกฟัง Interval สนใจคำถามว่า “โน้ตสองเสียงนี้ห่างกันเป็น Interval อะไร?”
ส่วน Movable Do สนใจคำถามว่า “เสียงนี้เป็น Scale Degree อะไรเมื่อเทียบกับ Tonic?”
สมมติว่าเราอยู่ใน C Major และได้ยิน C ตามด้วย E
ถ้ามองในมุมของ Interval เราจะสนใจระยะห่างระหว่าง C กับ E
แต่ถ้ามองในมุมของ Movable Do เราจะสนใจว่า C = Do และ E = Mi
เมื่อย้ายไป G Major ความสัมพันธ์ G → B ก็ยังคงเป็น Do → Mi เหมือนเดิม แม้ว่าชื่อโน้ตจะเปลี่ยนไป
หากต้องการฝึกอีกมุมหนึ่งที่เน้นระยะห่างและความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตในทำนอง สามารถต่อยอดด้วย แนวทางฝึกฟัง Interval ในเมโลดี้จากเพลงจริง ได้ แต่สำหรับบทนี้ ให้กลับมาถามเสมอว่าเสียงที่ได้ยินอยู่ตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับ Tonic
ขั้นที่ 1 ตั้ง Do ให้ชัดก่อนเริ่มร้อง Degree อื่น
เลือกคีย์ Major หนึ่งคีย์ เช่น C Major
เล่น C หนึ่งครั้ง แล้วร้อง Do
จากนั้นหยุดเครื่องดนตรีประมาณ 2–3 วินาที แล้วร้อง Do อีกครั้ง
ค่อยเล่น C เพื่อตรวจสอบ
หากระดับเสียงคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในช่วงแรก ไม่จำเป็นต้องกังวล สิ่งสำคัญกว่าคือพยายามนึกเสียง Do ขึ้นมาในใจก่อน แล้วจึงใช้เครื่องดนตรีช่วยตรวจสอบภายหลัง
เมื่อเริ่มทำได้แล้ว ให้เปลี่ยนคีย์
G Major
เล่น G
ร้อง Do
D Major
เล่น D
ร้อง Do
F Major
เล่น F
ร้อง Do
อย่าพยายามรักษาระดับเสียงของ Do เดิมไว้เมื่อเปลี่ยนคีย์ เพราะเป้าหมายคือฝึกให้สมองย้ายจุดอ้างอิงตาม Tonic ของคีย์ใหม่ได้
ขั้นที่ 2 ฝึกเทียบแต่ละ Scale Degree กลับมาที่ Do
หลังจากตั้ง Do ได้ชัดแล้ว อย่าเพิ่งรีบร้องสเกลตั้งแต่ต้นจนจบ ให้เพิ่ม Scale Degree ทีละตำแหน่ง แล้วกลับมาหา Do ทุกครั้ง
ลองร้อง
Do–Re–Do
Do–Mi–Do
Do–Fa–Do
Do–Sol–Do
Do–La–Do
Do–Ti–Do
การกลับมาหา Do ทำให้หูมีจุดอ้างอิงเดิมอยู่ตลอด จึงช่วยให้เราเริ่มจำความสัมพันธ์ของแต่ละ Degree กับ Tonic ได้ชัดขึ้น
ในขั้นนี้ยังไม่จำเป็นต้องถามว่า Do ถึง Mi เป็น Interval อะไร เพราะเป้าหมายคือฝึกให้หูจำตำแหน่งของ Scale Degree ไม่ใช่ฝึกเรียกชื่อ Interval
หลังร้องแต่ละชุด ค่อยใช้เครื่องดนตรีตรวจสอบว่าระดับเสียงถูกต้องหรือไม่
ถ้าร้องคลาดเคลื่อน ให้กลับมาตั้ง Do ใหม่ก่อนเริ่มรอบถัดไป แทนที่จะเล่นเฉลยทุกโน้ตต่อเนื่อง เพราะถ้าได้ยินคำตอบก่อนทุกครั้ง หูจะมีโอกาสฝึกสร้างเสียงด้วยตนเองน้อยลง
ขั้นที่ 3 ฝึก Pattern สั้นที่อิง Scale Degree
เมื่อแต่ละ Degree เริ่มมีตำแหน่งชัดในหู ให้ลองรวมหลายเสียงเข้าด้วยกันเป็น Pattern หรือรูปแบบเสียงสั้น ๆ
ตัวอย่าง
Do–Re–Mi
Do–Mi–Sol
Sol–Fa–Mi–Re–Do
Do–Sol–Mi–Do
เป้าหมายของแบบฝึกนี้ไม่ใช่การวิเคราะห์ว่าทำนองเคลื่อนขึ้นหรือลง แต่คือการฝึกให้หูรับรู้ Scale Degree หลายตำแหน่งโดยยังอ้างอิง Tonic เดียวกัน
ก่อนร้องแต่ละ Pattern ให้ฟัง Do เป็นจุดอ้างอิงหนึ่งครั้ง จากนั้นพยายามร้องทั้ง Pattern โดยไม่ให้เครื่องดนตรีเล่นนำทุกโน้ต
ถ้ารู้สึกว่าระดับเสียงเริ่มหลุดออกจากคีย์ ให้กลับมาตั้ง Do ใหม่ก่อนเริ่มอีกครั้ง
หลักสำคัญคือใช้ Tonic เป็นจุดอ้างอิงในการหาเสียงที่ต้องการ ไม่ใช่ใช้เครื่องดนตรีเล่นเฉลยทุกเสียงทันที
ขั้นที่ 4 ได้ยินเสียงในใจก่อนร้องออกมา
จุดเปลี่ยนสำคัญของการฝึก Relative Pitch คือการเปลี่ยนจาก “ได้ยินเครื่องดนตรีเล่นก่อน แล้วร้องตาม” ไปเป็น “นึกเสียงให้ได้ก่อน แล้วจึงร้องออกมา”
เริ่มจากเล่น Do เพียงครั้งเดียว
จากนั้นหยุดเครื่องดนตรี แล้วกำหนดเป้าหมายเป็น Mi
อย่าเพิ่งร้องทันที ให้เว้นช่วงประมาณ 1–2 วินาที แล้วพยายามนึกเสียง Mi ให้ชัดในใจก่อน
เมื่อรู้สึกว่าเสียงเริ่มชัดแล้วจึงร้อง Mi จากนั้นค่อยเล่น Scale Degree 3 เพื่อตรวจสอบ
ทำแบบเดียวกันกับ Re, Fa, Sol, La และ Ti
ช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนร้องมีความสำคัญ เพราะทำให้เราต้องใช้ Internal Hearing หรือการได้ยินเสียงในใจก่อน แทนที่จะรอให้เครื่องดนตรีเล่นให้ฟังแล้วค่อยร้องตาม
ก่อนร้อง ให้หยุดสั้น ๆ แล้วลองนึกระดับเสียงเป้าหมายให้ได้ยินในใจก่อนใช้เครื่องดนตรีตรวจสอบ
ขั้นที่ 5 ลดการพึ่งเครื่องดนตรีทีละน้อย
ในช่วงแรกสามารถใช้เครื่องดนตรีช่วยตรวจสอบได้บ่อย แต่ถ้าทุกโน้ตมีเครื่องดนตรีเล่นนำ หูก็จะทำหน้าที่เพียงตามเสียง มากกว่าจะฝึกสร้างเสียงขึ้นมาเอง
ลองเปลี่ยนวิธีฝึกจากแบบแรกไปเป็นแบบที่สอง
แบบแรก
เครื่องดนตรีเล่น Do–Mi–Sol
→ เราร้องตาม
แบบที่สอง
เครื่องดนตรีเล่น Do
→ เรานึก Do–Mi–Sol
→ เราร้อง Do–Mi–Sol
→ ค่อยใช้เครื่องดนตรีตรวจสอบหลังร้องจบ
จากนั้นเพิ่มความยาวเป็น Do–Mi–Sol–Mi–Do
เมื่อทำได้ ให้เว้นช่วงประมาณ 3–5 วินาทีหลังได้ยิน Tonic ก่อนเริ่มร้อง เพื่อทดสอบว่าเรายังจำเสียงหลักของคีย์ไว้ได้หรือไม่
สิ่งที่ต้องตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าโน้ตสุดท้ายตรงหรือไม่ แต่ควรสังเกตด้วยว่า Do ที่เรานึกไว้ค่อย ๆ สูงขึ้นหรือต่ำลงระหว่าง Pattern หรือเปล่า
ถ้ารู้สึกว่าเสียงหลักของคีย์เริ่มไม่ชัด ให้ลดความยาวของ Pattern แล้วกลับมาตั้ง Tonic ใหม่ก่อน
Same Solfege / Different Keys ฝึก Pattern เดิมในหลายคีย์
แบบฝึกนี้ใช้ Pattern เดิม แต่ย้ายไปฝึกในหลายคีย์ เพื่อให้หูเรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ของ Scale Degree ยังคงเหมือนเดิม แม้ชื่อโน้ตจริงจะเปลี่ยนไป
Pattern คือ
Do–Re–Mi–Sol–Mi–Re–Do
หรือ
1–2–3–5–3–2–1
รอบที่ 1: C Major
C–D–E–G–E–D–C
ร้อง Do–Re–Mi–Sol–Mi–Re–Do
รอบที่ 2: G Major
G–A–B–D–B–A–G
ร้อง Do–Re–Mi–Sol–Mi–Re–Do
รอบที่ 3: D Major
D–E–F#–A–F#–E–D
ร้อง Do–Re–Mi–Sol–Mi–Re–Do
รอบที่ 4: F Major
F–G–A–C–A–G–F
ร้อง Do–Re–Mi–Sol–Mi–Re–Do
แนวคิดของแบบฝึกคือรักษา Pattern เดิมไว้ แล้วเลื่อนจุดเริ่มต้นบนคีย์บอร์ดตาม Tonic ของคีย์ใหม่
สิ่งที่เปลี่ยนคือชื่อโน้ต ระดับเสียงจริง และ Tonic ของแต่ละคีย์
สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ Scale Degree Pattern 1–2–3–5–3–2–1 และ Solfege Pattern Do–Re–Mi–Sol–Mi–Re–Do
ถ้าฝึกได้ถูกทิศทาง หูจะค่อย ๆ จำ Pattern นี้ในฐานะความสัมพันธ์ของ Scale Degree ชุดเดิม แม้ว่าระดับเสียงจริงจะย้ายสูงหรือต่ำไปตามคีย์ก็ตาม
นี่คือเหตุผลที่การย้ายคีย์มีความสำคัญมาก เพราะถ้าฝึกอยู่ใน C Major เพียงคีย์เดียวเป็นเวลานาน เราอาจเผลอจำว่า Do ต้องเป็นเสียง C โดยไม่รู้ตัว
จะรู้ได้อย่างไรว่าหูเริ่มจำหน้าที่ของ Scale Degree ได้จริง
ลองทดสอบโดยไม่มองชื่อโน้ตบนเครื่องดนตรี
ให้เครื่องดนตรีเล่น Tonic หนึ่งครั้ง เช่น G จากนั้นกำหนดในใจว่า Mi
ถ้าคุณสามารถนึกเสียง Mi แล้วร้องออกมาได้ใกล้เคียง ก่อนค่อยใช้เครื่องดนตรีตรวจสอบ โดยไม่ต้องคิดทุกครั้งว่า “G Major มีโน้ตอะไรบ้าง” แสดงว่าความสัมพันธ์ Do–Mi เริ่มถูกจดจำในรูปของเสียง ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางทฤษฎีอีกต่อไป
อีกวิธีคือเปลี่ยนคีย์ต่อเนื่องดังนี้
C Major
→ G Major
→ D Major
→ F Major
จากนั้นใช้ Pattern เดิมคือ Do–Mi–Sol–Mi–Do
ถ้าคุณสามารถย้าย Do ตาม Tonic ใหม่ และยังรับรู้ความสัมพันธ์ของ Pattern เดิมได้ โดยไม่พยายามยึดชื่อโน้ตหรือระดับเสียงของคีย์ก่อนหน้าไว้ แสดงว่าหูเริ่มแยกหน้าที่ของเสียงออกจากชื่อโน้ตจริงได้ดีขึ้น
ปัญหาที่ทำให้ฝึก Movable Do แล้ว Relative Pitch ไม่พัฒนา
เผลอจำว่า Do คือ C
ปัญหานี้เกิดขึ้นได้ง่ายถ้าฝึกอยู่ใน C Major นานเกินไป
วิธีแก้คือเริ่มสลับคีย์ตั้งแต่ช่วงต้นของการฝึก วันนี้อาจฝึก C Major กับ G Major แล้ววันต่อไปจึงเพิ่ม D Major และ F Major
จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความยาก แต่เพื่อทำให้หูเข้าใจชัดขึ้นว่า Do คือหน้าที่ของ Tonic ไม่ใช่ชื่อโน้ต C
ใช้เครื่องดนตรีเล่นนำทุกเสียง
ถ้าเล่น Do–Mi–Sol ก่อน แล้วค่อยร้องตามทุกครั้ง เรากำลังฝึกเลียนเสียงมากกว่าฝึกสร้างเสียงในใจ
ควรมีรอบที่เครื่องดนตรีให้เฉพาะ Do แล้วให้เรานึก Mi และ Sol เองก่อนร้อง จากนั้นจึงค่อยใช้เครื่องดนตรีตรวจสอบ
ร้องสเกลขึ้นลงได้ แต่ร้อง Degree เดี่ยวไม่ได้
บางคนร้อง Do–Re–Mi–Fa–Sol–La–Ti–Do ได้คล่องมาก แต่ถ้าให้ Do แล้วขอให้ร้อง La ทันที กลับหาเสียงไม่เจอ
กรณีนี้มักหมายความว่าหูจำลำดับของสเกลเป็นชุด มากกว่าจะจำความสัมพันธ์ของแต่ละ Degree กับ Tonic
วิธีแก้คือกลับไปฝึกเทียบ Degree ทีละเสียงกับ Do และฝึกนึกเสียงก่อนร้อง เพื่อให้หูจำแต่ละตำแหน่งได้โดยไม่ต้องอาศัยการไล่สเกลตั้งแต่ต้น
ฝึกอยู่ในคีย์เดียวตลอด
เป้าหมายของการฝึกคือทำให้เรารักษาความสัมพันธ์ของ Scale Degree เดิมไว้ได้ แม้ว่าชื่อโน้ตและระดับเสียงจริงจะเปลี่ยนไปตามคีย์
ดังนั้น การย้ายคีย์ไม่ควรเป็นแบบฝึกที่รอทำในขั้นท้าย แต่ควรเริ่มตั้งแต่ Pattern ง่าย ๆ เมื่อเราร้องในคีย์แรกได้ค่อนข้างแม่นแล้ว
ใช้เมโลดี้สั้นเพื่อประยุกต์ Scale Degree
เมื่อ Pattern พื้นฐานเริ่มแม่น ลองนำวลีทำนองสั้น ๆ ประมาณ 3–5 โน้ตมาเขียนเป็น Scale Degree และ Solfege
ตัวอย่าง
1–2–3–5–3
= Do–Re–Mi–Sol–Mi
ใน C Major = C–D–E–G–E
ใน G Major = G–A–B–D–B
ใน D Major = D–E–F#–A–F#
ลำดับการฝึกสามารถทำได้ดังนี้
กำหนด Do
→ นึก Pattern
→ ร้อง Do–Re–Mi–Sol–Mi
→ เล่นเครื่องดนตรีเพื่อตรวจสอบ
→ เปลี่ยน Tonic ไปยังคีย์ใหม่
→ ร้อง Pattern เดิมอีกครั้ง
ในแบบฝึกนี้ยังไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ Motif รูปร่างของวลี หรือ Melodic Contour เพราะจุดประสงค์ยังคงอยู่ที่การได้ยินตำแหน่งของเสียงแต่ละตัวเมื่อเทียบกับ Tonic
Movable Do Solfege เชื่อมกับ Relative Pitch อย่างไร
Relative Pitch คือความสามารถในการรับรู้ระดับเสียงจากความสัมพันธ์กับเสียงอ้างอิง แทนที่จะต้องรู้ชื่อโน้ตจริงของเสียงนั้นทันที
ในการฝึกแบบนี้ เสียงอ้างอิงหลักคือ Tonic หรือ Do
ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง เราอาจคิดตามลำดับดังนี้
หา Tonic
→ ฟังว่าเสียงนั้นสัมพันธ์กับ Tonic อย่างไร
→ ระบุ Scale Degree
→ เชื่อมกับพยางค์ Solfege
→ ค่อยหาชื่อโน้ตจริง
ตัวอย่าง หากเรารู้ว่าเพลงอยู่ใน G Major และเสียงที่ได้ยินทำหน้าที่เป็น Mi เรารู้ก่อนว่า Mi = Scale Degree 3
จากนั้นจึงระบุได้ว่า Scale Degree 3 ของ G Major คือ B
วิธีคิดนี้ต่างจากการพยายามเดาว่าเสียงนั้นคือ B โดยไม่มี Tonic เป็นจุดอ้างอิง
เมื่อฝึกต่อเนื่อง ขั้นตอนเหล่านี้จะค่อย ๆ เกิดขึ้นเร็วขึ้น จนเราไม่จำเป็นต้องคิดทีละขั้นทุกครั้ง หูจะเริ่มเชื่อมเสียงที่ได้ยินเข้ากับ Do ได้โดยตรงมากขึ้น
Scale Degree Function ไม่ใช่ Functional Harmony ทั้งระบบ
คำว่า Function ในบทนี้หมายถึงหน้าที่หรือตำแหน่งของโน้ตเมื่อเทียบกับ Tonic เช่น Do, Mi หรือ Sol
เมื่อพัฒนาต่อไป แนวคิดเรื่อง Scale Degree สามารถเชื่อมไปสู่ Harmony ได้ เช่น การฟังว่าโน้ตและคอร์ดสร้างความรู้สึกหยุดพัก หรือสร้างแรงดึงไปยังเสียงหรือคอร์ดถัดไปอย่างไร แต่การวิเคราะห์หน้าที่ของคอร์ดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และมีขอบเขตกว้างกว่าการฝึกในบทนี้
หากต้องการต่อยอดจากหน้าที่ของ Scale Degree ไปสู่หน้าที่ของคอร์ด สามารถศึกษาเรื่อง Functional Harmony ในเพลงป๊อปสมัยใหม่ เพิ่มเติม เพื่อให้เห็นชัดว่าการฟังโน้ตเทียบกับ Tonic และการวิเคราะห์หน้าที่ของคอร์ดเป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายถึงเรื่องเดียวกัน
ลำดับฝึก Movable Do Solfege เพื่อสร้าง Relative Pitch
สามารถสรุปลำดับการฝึกทั้งหมดได้ดังนี้
หา Tonic ของคีย์
→ ตั้งเสียง Tonic ให้ชัด
→ กำหนด Tonic ให้เป็น Do
→ เชื่อม Do Re Mi กับ Scale Degree
→ ฟังความสัมพันธ์ของแต่ละ Degree กับ Tonic
→ นึกเสียงก่อนร้อง
→ ร้องโดยไม่ให้เครื่องดนตรีเล่นนำทุกโน้ต
→ ใช้เครื่องดนตรีตรวจสอบภายหลัง
→ เปลี่ยนคีย์
→ รักษา Pattern ของ Solfege เดิมไว้
จุดสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนจาก “ให้เครื่องดนตรีเล่นเสียง แล้วเราร้องตาม” ไปเป็น “เรานึกเสียงขึ้นมาเองก่อน แล้วใช้เครื่องดนตรีช่วยตรวจสอบว่าร้องได้ถูกต้องหรือไม่”
เมื่อทำได้ในหลายคีย์ แนวทางนี้จะไม่ใช่เพียงการร้อง Do Re Mi ตามลำดับสเกล แต่จะกลายเป็นวิธีฝึกให้หูจำตำแหน่งของเสียงแต่ละตัวเมื่อเทียบกับ Tonic ได้จริง
เมื่อฝึกจนคล่อง กระบวนการจะเชื่อมการฟัง Tonic การนึกเสียง การร้อง และการใช้เครื่องดนตรีตรวจสอบเข้าด้วยกัน
ชื่อโน้ตสามารถเปลี่ยนไปตามคีย์ แต่ความสัมพันธ์ของ Do Re Mi และ Scale Degree ยังคงเดิมได้ นี่คือพื้นฐานที่ช่วยให้ Relative Pitch นำไปใช้ต่อกับการฟังเพลง การแกะเพลง การร้อง และการเล่นดนตรีได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น