Lydian Mode ใช้กับคอร์ด Major 7 ได้โดยใช้ Chord Tone หรือโน้ตในคอร์ดเป็นโครงหลัก แล้วเติมเสียง #4 ในตำแหน่งที่ต้องการเพิ่มสีสัน วิธีนี้ช่วยให้เมโลดี้ฟังสว่างขึ้น มีคาแรคเตอร์แตกต่างจาก Major Scale ทั่วไป และยังคงสัมพันธ์กับเสียงของคอร์ดอย่างชัดเจน
Lydian Mode ใช้กับคอร์ด Major 7 อย่างไรในทางปฏิบัติ
จุดเริ่มต้นสำคัญคือการแยกให้ออกว่าโน้ตใดเป็น Chord Tone และโน้ตใดทำหน้าที่เพิ่มสีสันให้เมโลดี้ แม้โน้ตทั้งหมดจะอยู่ในสเกลเดียวกัน แต่แต่ละตัวมีบทบาทต่อเสียงประสานแตกต่างกัน
ตัวอย่างหลักของบทความนี้คือคอร์ด Cmaj7
Cmaj7
C E G B
โน้ตทั้งสี่ตัวเป็น Chord Tone ของคอร์ด ได้แก่ Root, Major 3rd, Perfect 5th และ Major 7th ตามลำดับ
เมื่อเมโลดี้หยุดหรือจบ Phrase หรือวลีเมโลดี้ที่ C, E, G หรือ B ผู้ฟังจะยังรับรู้เสียงของ Cmaj7 ได้อย่างชัดเจน เพราะโน้ตเหล่านี้เป็นส่วนประกอบโดยตรงของคอร์ด
ส่วน C Lydian ประกอบด้วยโน้ตดังนี้
C D E F# G A B
เมื่อเปรียบเทียบกับ C Major Scale จะพบว่าโน้ตที่แตกต่างกันคือ F# ซึ่งเป็นเสียง #4 ของ C และสามารถเรียกว่า #11 เมื่อนำไปพิจารณาในฐานะเสียงต่อขยายของคอร์ด
F# จึงเป็นโน้ตสำคัญที่สร้างสีเสียงแบบ Lydian แต่ไม่ใช่ Chord Tone ของ Cmaj7 หากต้องการใช้ F# ให้ฟังเป็นธรรมชาติ ควรมีโน้ตในคอร์ดเป็นจุดเริ่ม จุดพัก หรือจุดหมายของ Phrase
เริ่มจาก Chord Tone ก่อนเติมเสียง #4
ก่อนนำ F# เข้ามาใช้ ควรสร้าง Phrase จาก C, E, G และ B ให้สัมพันธ์กับคอร์ดเสียก่อน เช่น
C E G B G E
Phrase นี้ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงของ Cmaj7 อย่างชัดเจน เพราะใช้เฉพาะโน้ตในคอร์ด แต่ยังไม่แสดงสีเฉพาะของ Lydian เนื่องจากยังไม่มีเสียง #4
จากนั้นลองเติม F# เข้าไประหว่าง Chord Tone
C E F# G B G E
F# ช่วยเปลี่ยนสีของเมโลดี้และพาเสียงเคลื่อนขึ้นไปหา G ซึ่งเป็นโน้ตในคอร์ด เมโลดี้จึงฟังสว่างขึ้น โดยยังมีทิศทางที่สัมพันธ์กับ Cmaj7
แนวคิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการใช้ Mode ร่วมกับ Chord Tone เพราะการใช้ Mode ไม่ได้หมายความว่าต้องให้น้ำหนักโน้ตทุกตัวเท่ากัน ผู้เล่นควรรู้ว่าโน้ตใดช่วยยืนยันเสียงของคอร์ด โน้ตใดช่วยเพิ่มสีสัน และโน้ตใดทำหน้าที่เชื่อมส่วนต่าง ๆ ของ Phrase เข้าด้วยกัน
หากต้องการเข้าใจว่าโน้ตใดควรเป็นจุดพัก โน้ตใดใช้เพิ่มสีสัน และโน้ตใดควรเป็นทางผ่าน ควรศึกษาเรื่อง Mode กับ Chord Tone ควบคู่กัน เพื่อให้สร้าง Phrase ที่สัมพันธ์กับคอร์ดได้ชัดเจนขึ้น
ใช้ #4 เป็นโน้ตสีสัน ไม่ควรเล่นซ้ำตลอดทั้ง Phrase
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ เมื่อรู้ว่า #4 เป็นเสียงเด่นของ Lydian ผู้เล่นจึงพยายามใส่โน้ตนี้ลงในเกือบทุก Phrase จนเมโลดี้ฟังแข็งและเริ่มคาดเดาได้ง่าย
วิธีที่ฟังเป็นธรรมชาติกว่าคือใช้ F# เฉพาะจุดที่ต้องการเพิ่มสีสัน เช่น ช่วงกลางของ Phrase จุดสูงสุดของเมโลดี้ หรือช่วงก่อนเคลื่อนกลับไปหา G, E หรือ B
ตัวอย่าง
E G F# E C
ใน Phrase นี้ F# อยู่ระหว่าง G กับ E จึงทำหน้าที่ทั้งเพิ่มสีสันและเชื่อมโน้ต เมื่อเมโลดี้จบที่ C ผู้ฟังจะรู้สึกว่าเสียงกลับมาพักที่ Root ของคอร์ดอย่างมั่นคง
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ
B A G F# G E
F# ทำให้หูคาดหวังว่าเสียงจะเคลื่อนไปหา G ก่อนที่ Phrase จะจบลงที่ E ซึ่งเป็น Major 3rd ของ Cmaj7 และเป็นโน้ตที่แสดงความเป็นคอร์ด Major ได้อย่างชัดเจน
C Major Scale กับ C Lydian บนคอร์ด Cmaj7 ต่างกันอย่างไร
หากใช้ C Major Scale บนคอร์ด Cmaj7 โน้ตที่ใช้จะประกอบด้วย
C D E F G A B
ภาพรวมจะให้เสียงแบบ Major ที่คุ้นเคย เหมาะกับเพลงที่ต้องการความชัดเจนและให้ความรู้สึกอยู่ในคีย์ C Major อย่างตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม F เป็น Perfect 4th ของ C และอยู่ห่างจาก E ซึ่งเป็น Major 3rd ของคอร์ดเพียงครึ่งเสียง หากวาง F ค้างไว้บนจังหวะสำคัญ ขณะที่เครื่องดนตรีอื่นกำลังเน้น E อาจเกิดแรงตึงทางเสียงประสานมากกว่าที่ต้องการ
C Lydian เปลี่ยน F เป็น F#
C D E F# G A B
F# ทำให้เมโลดี้มีสีแตกต่างจาก Major Scale ทั่วไปทันที โดยเฉพาะเมื่อวางไว้ในตำแหน่งที่ผู้ฟังได้ยินชัด เช่น โน้ตยาว จุดสูงสุดของ Phrase หรือจังหวะก่อนเข้าสู่ Chord Tone
ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่เพียงสูตรที่ว่า Major ใช้เสียง 4 ส่วน Lydian ใช้เสียง #4 เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับจังหวะ ความยาวของโน้ต และตำแหน่งของโน้ตนั้นในเมโลดี้ด้วย
เปรียบเทียบ Phrase เดียวกันโดยเปลี่ยนโน้ตเพียงตัวเดียว
ลองเล่น Phrase แบบ C Major
C E F G E D C
จากนั้นเปลี่ยน F เป็น F#
C E F# G E D C
Phrase แรกให้เสียง Major ที่คุ้นเคย ส่วน Phrase ที่สองฟังสว่างและแปลกหูขึ้นจาก F# แม้โครงสร้างและจังหวะส่วนอื่นจะยังเหมือนเดิม
แบบฝึกนี้ช่วยให้หูจดจำความแตกต่างของ Lydian ได้ดีกว่าการไล่สเกลขึ้นลง เพราะผู้เล่นจะได้ฟังผลที่เกิดจากการเปลี่ยนโน้ตเพียงตัวเดียว ภายใต้คอร์ดและจังหวะชุดเดิม
หากยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดโน้ตชุดเดียวกันจึงให้คาแรคเตอร์ต่างกันเมื่อเปลี่ยนศูนย์กลางเสียง ควรทบทวนเรื่อง โหมดและสเกลคืออะไร ก่อน แล้วจึงกลับมาเปรียบเทียบเสียง 4 กับ #4 อีกครั้ง
วางเสียง #4 ตรงไหนให้เมโลดี้มีสีสว่างและยังเข้ากับคอร์ด
ตำแหน่งของโน้ตมีผลต่อความรู้สึกไม่แพ้โน้ตที่เลือกใช้ หากเล่น F# ผ่านอย่างรวดเร็วบนจังหวะเบา สีแบบ Lydian อาจได้ยินเพียงเล็กน้อย แต่หากวาง F# บนจังหวะเด่นหรือยืดเสียงให้นานขึ้น คาแรคเตอร์ของ Mode จะชัดขึ้นทันที
ยิ่งให้ความสำคัญกับ F# มากเท่าไร ผู้เล่นยิ่งต้องกำหนดทิศทางของเมโลดี้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ Phrase หยุดค้างอยู่บนเสียงที่มีแรงตึงโดยไม่มีจุดหมาย
ใช้ #4 เป็นโน้ตผ่านไปหา Perfect 5th
แนวทางที่ควบคุมได้ง่ายที่สุดคือใช้ F# เป็นโน้ตผ่านไปหา G
E F# G
B A G F# G
C E F# G B
F# อยู่ห่างจาก G เพียงครึ่งเสียง จึงทำให้หูรู้สึกว่าเมโลดี้กำลังเคลื่อนไปหา G เมื่อเสียงไปถึง G ซึ่งเป็น Perfect 5th ของ Cmaj7 เมโลดี้จะกลับมาฟังมั่นคงและสัมพันธ์กับคอร์ดอย่างชัดเจน
ใช้ #4 เป็น Target Note ชั่วคราว
F# สามารถทำหน้าที่เป็น Target Note หรือโน้ตเป้าหมายได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นโน้ตสุดท้ายของ Phrase เสมอไป ผู้เล่นอาจพาเมโลดี้ไปเน้น F# ชั่วคราว แล้วจึงเคลื่อนต่อไปหาโน้ตในคอร์ด
ตัวอย่าง
C E G A F# G E
ในตัวอย่างนี้ F# ฟังเด่นขึ้นจากการกระโดดลงมาจาก A แต่หลังจากนั้นเมโลดี้เคลื่อนไปหา G และ E ทำให้เสียงยังคงสัมพันธ์กับ Cmaj7
อีกแนวทางหนึ่งคือ
B G E F# B
Phrase นี้จบที่ B ซึ่งเป็น Major 7th ของคอร์ด จึงได้ทั้งสีแบบ Lydian จาก F# และคาแรคเตอร์ของคอร์ด Major 7 จากโน้ต B
วาง Chord Tone บนจังหวะสำคัญ
เมื่อเล่นในอัตราจังหวะ 4/4 ลองวาง C, E, G หรือ B บนจังหวะหลัก แล้วใช้ D, F# หรือ A เป็นโน้ตเชื่อมระหว่างจังหวะเหล่านั้น
ตัวอย่างโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น
การนับ: 1 & 2 & | 3 & 4 &
โน้ต: C D E F# | G A B G
ใน Pattern นี้ C, E, G และ B ช่วยยืนยันเสียงของคอร์ด ส่วน F# ปรากฏก่อนถึง G จึงช่วยเพิ่มสีแบบ Lydian โดยยังมีโน้ตในคอร์ดเป็นจุดหมาย
หากต้องการแยกให้ชัดว่าโน้ตใดเป็นเสียงในคอร์ด โน้ตใดเป็นโน้ตผ่าน และโน้ตใดทำหน้าที่สร้างแรงตึง ควรอ่านเรื่อง วิเคราะห์โน้ตในเมโลดี้ เพื่อฝึกมองหน้าที่ของโน้ตตามคอร์ดและจังหวะจริง
เมื่อควบคุมเสียงได้แล้ว จึงค่อยทดลองวาง F# บนจังหวะหลัก เพื่อฟังว่าแรงตึงและสีของเมโลดี้เปลี่ยนไปอย่างไร
สร้าง Phrase แบบ Lydian จาก Cmaj7 อย่างเป็นขั้นตอน
การสร้าง Phrase ที่ฟังเป็น Lydian ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเล่นสเกลทั้งเจ็ดตัว ผู้เล่นสามารถเริ่มจากแนวคิดสั้น ๆ แล้วค่อยเพิ่มโน้ต จังหวะ และทิศทางของเมโลดี้เข้าไปทีละขั้น
ขั้นที่ 1 สร้างโครงจาก Cmaj7 Arpeggio
เริ่มด้วย
C E G B
จากนั้นลองเปลี่ยนลำดับโน้ต เช่น
E G B C
G E C B
ฝึกสร้าง Motif หรือแนวคิดเมโลดี้สั้น ๆ จากโน้ตเหล่านี้ จนสามารถได้ยินเสียงของ Cmaj7 ได้ชัด โดยไม่ต้องอาศัยการไล่สเกลขึ้นลง
ขั้นที่ 2 เติมโน้ตเชื่อม
เพิ่ม D หรือ A เพื่อให้ Phrase เคลื่อนไหวได้ลื่นไหลขึ้น
C D E G A B G
E G A B G E D
D และ A ยังไม่ใช่เสียงที่แสดงความเป็น Lydian โดยตรง แต่ช่วยเชื่อม Chord Tone และทำให้เมโลดี้ไม่ฟังเหมือนการเล่น Arpeggio ตรง ๆ มากเกินไป
ขั้นที่ 3 เติม F# เพื่อสร้างสี Lydian
เมื่อโครงของ Phrase ชัดเจนแล้ว จึงค่อยเติม F#
C D E F# G B G E
E G A F# G B E
B A G F# E C
สังเกตว่า F# ไม่จำเป็นต้องอยู่ท้ายทุก Phrase แต่ทำหน้าที่เปลี่ยนสีของเมโลดี้ระหว่างทาง ก่อนที่เสียงจะเคลื่อนไปหาโน้ตตัวอื่น
ขั้นที่ 4 เปลี่ยน Rhythm และทิศทางของเมโลดี้
ไม่ควรเล่นโน้ตทุกตัวด้วยความยาวเท่ากัน ลองยืด F# ชั่วคราว เว้นจังหวะพักหลังโน้ตสีสัน หรือยืด Chord Tone ตัวสุดท้ายให้นานขึ้น
ตัวอย่าง
C E — F# G — B
หรือ
G F# E — C
เครื่องหมายขีดใช้แทนช่วงหยุดหรือการยืดเสียง การเว้น Space หรือพื้นที่ว่างภายใน Phrase ช่วยให้ผู้ฟังได้ยินหน้าที่ของ F# ชัดกว่าการเล่นโน้ตต่อเนื่องโดยไม่มีจังหวะพัก
ใช้ Fmaj7 ฝึก Lydian ได้อย่างไร
อีกตัวอย่างหนึ่งที่เข้าใจง่ายคือคอร์ด Fmaj7
Fmaj7
F A C E
F Lydian
F G A B C D E
โน้ตสำคัญที่ทำให้เกิดสีของ F Lydian คือ B ซึ่งเป็น #4 ของ F ส่วน F, A, C และ E เป็น Chord Tone ของ Fmaj7
ลองเริ่มจาก Phrase ที่ใช้ Chord Tone
F A C E C A
จากนั้นเติม B
F A B C E C A
B พาไปหา C ซึ่งเป็น Perfect 5th ของ Fmaj7 จึงทำให้ได้ยินสีของ F Lydian โดยยังรักษาความสัมพันธ์กับคอร์ดไว้อย่างชัดเจน
สำหรับมือกีต้าร์ แบบฝึกนี้มีประโยชน์ เพราะ F Lydian ใช้โน้ตชุดเดียวกับ C Major Scale แต่ผู้เล่นต้องฝึกให้หูรับรู้ว่า F เป็นศูนย์กลางของเสียง
หากเล่น Pattern ของ C Major แบบเดิมโดยไม่ยึด Fmaj7 เป็นคอร์ดหลัก เสียงอาจยังฟังเหมือนอยู่ในคีย์ C มากกว่าจะฟังเป็น F Lydian
Lydian Mode ใช้กับคอร์ด Major 7 ในส่วนใดของเพลงได้บ้าง
Lydian เหมาะกับช่วงที่คอร์ด Major 7 ค้างอยู่นานพอให้ผู้ฟังได้ยินสีของ #4 หากคอร์ดเปลี่ยนเร็วเกินไป เมโลดี้อาจไม่มีเวลามากพอที่จะทำให้หูรับรู้ว่าคอร์ดใดเป็นศูนย์กลาง
ท่อน Intro ที่ต้องการบรรยากาศสว่างขึ้น
การวนคอร์ด Cmaj7 แล้วสร้างเมโลดี้จาก C Lydian ช่วยให้ท่อน Intro มีสีแตกต่างจาก Major ทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทางเดินคอร์ดที่ซับซ้อน
ผู้เรียบเรียงเพลงอาจให้คีย์บอร์ดหรือกีต้าร์เล่น Voicing หรือการจัดเรียงเสียงของ Cmaj7 ขณะที่เครื่องดนตรีอีกชิ้นเน้น F# ในบางจุด เพื่อเพิ่มสี #11 และเปิดพื้นที่ให้โน้ตนี้ได้ยินชัด
ท่อน Bridge หรือช่วงบรรเลงที่ต้องการสีใหม่
หาก Verse และ Chorus ใช้ Major Scale ทั่วไป การเปลี่ยนมาเน้น #4 ในท่อน Bridge สามารถทำให้เมโลดี้มีสีใหม่ขึ้นได้ แม้ยังคงใช้คอร์ด Major 7 เป็นศูนย์กลาง
ควรจัดพื้นที่ให้สีของ Lydian ได้ยินชัด เช่น ให้คอร์ดค้างนานขึ้น ลดจำนวนเครื่องดนตรีที่เล่นพร้อมกัน หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เครื่องดนตรีอื่นเล่นเสียง 4 ธรรมชาติพร้อมกับ #4
โซโล่บนคอร์ด Major 7 ที่ค้างหลายห้อง
เมื่อมีคอร์ด Cmaj7 ค้างอยู่หลายห้อง ผู้เล่นสามารถเริ่มจาก Cmaj7 Arpeggio แล้วค่อยเพิ่ม D, A และ F# เข้าไป
วิธีนี้มักฟังเป็นดนตรีมากกว่าการไล่ C Lydian ตั้งแต่ C ถึง B อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ฟังยังรับรู้ได้ว่าเมโลดี้กำลังอ้างอิงอยู่กับคอร์ดใด
ควรสร้าง Motif สั้น ๆ แล้วค่อยพัฒนาด้วย Rhythm การจัดจังหวะ Contour หรือทิศทางขึ้นลงของเมโลดี้ และ Dynamics หรือน้ำหนักเสียง แทนการเพิ่มจำนวนโน้ตเพียงอย่างเดียว
Chord Melody และการจัด Voicing
ในการเล่น Chord Melody สามารถใช้ F# เป็นโน้ตเมโลดี้เหนือ Cmaj7 ได้ เช่น วาง C, E และ B ไว้ด้านล่าง แล้วให้ F# เป็นเสียงบนสุด
เสียงที่เกิดขึ้นสามารถมองเป็น Cmaj7(#11) ได้ แต่ควรเช็ค Register หรือช่วงเสียงของแต่ละโน้ตด้วย
หากวางโน้ตหลายตัวชิดกันในช่วงเสียงต่ำ เสียงอาจฟังขุ่น แต่หากย้าย F# ไปอยู่ในช่วงเสียงสูง สีของ #11 มักฟังชัดและแยกออกจากเสียงคอร์ดได้ง่ายกว่า
ผู้ที่ต้องการศึกษาแนวคิดนี้ในเชิงทฤษฎีเพิ่มเติม สามารถดูหลักการเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดกับสเกล เพื่อเปรียบเทียบว่า Major 7 และ Major 7(#11) เหมาะกับสเกลใดในบริบทของเสียงประสาน
ฝึกอย่างไรให้เข้าใจว่า Lydian Mode ใช้กับคอร์ด Major 7
การฝึกควรเน้นการฟังหน้าที่ของโน้ต ไม่ควรเริ่มจากการเปิดเมโทรนอมด้วยความเร็วสูงแล้วไล่ Pattern ไปทั่วคอกีต้าร์ เพราะการกดโน้ตถูกตำแหน่งไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นจะได้ยินสีของ Mode อย่างชัดเจน
แบบฝึกที่ 1 วนคอร์ดแล้วเล่นเฉพาะ Chord Tone
วนคอร์ด Cmaj7 เป็นเวลา 4 ห้อง แล้วเล่นเฉพาะ
C E G B
เปลี่ยนลำดับโน้ต สร้าง Phrase และเว้นจังหวะพัก โดยลองจบแต่ละ Phrase ด้วย Chord Tone คนละตัว
- C ให้ความรู้สึกมั่นคง เพราะเป็น Root ของคอร์ด
- E ทำให้ได้ยินความเป็น Major อย่างชัดเจน
- G ให้ความรู้สึกสมดุลและมีแรงตึงของเสียงไม่มาก
- B ช่วยเน้นคาแรคเตอร์ของคอร์ด Major 7
แบบฝึกที่ 2 เพิ่ม F# เพียงหนึ่งครั้งต่อ Phrase
กำหนดให้แต่ละ Phrase ใช้ F# ได้เพียงครั้งเดียว เช่น
C E F# G E
G B A F# G
E G B F# E
ข้อจำกัดนี้ช่วยให้ผู้เล่นเลือกตำแหน่งของ F# อย่างตั้งใจ และลดนิสัยการเล่นโน้ตสีสันซ้ำบ่อยเกินไป
แบบฝึกที่ 3 เปรียบเทียบ F กับ F#
เล่น Phrase เดียวกันสองรอบ
แบบ C Major
C E F G E C
แบบ C Lydian
C E F# G E C
ฟังว่าการเปลี่ยนเพียงโน้ตเดียวทำให้อารมณ์และระดับแรงตึงของ Phrase แตกต่างกันอย่างไร
ควรเล่นช้า ๆ ประมาณ 60-70 BPM และยังไม่ต้องเพิ่มความเร็ว จนกว่าจะสามารถแยกเสียง 4 กับ #4 ได้ด้วยการฟัง โดยไม่ต้องมองชื่อโน้ต
แบบฝึกที่ 4 อัดเสียงแล้วเช็คจุดสำคัญ
อัดการโซโล่บน Cmaj7 ประมาณ 1-2 นาที แล้วฟังย้อนหลังโดยเช็คสามเรื่อง
- แต่ละ Phrase มีจุดเริ่มและจุดจบชัดเจนหรือไม่
- F# ถูกใช้เพื่อเพิ่มสีสัน หรือถูกเล่นซ้ำบ่อยจนกลายเป็น Pattern เดิม
- หลังจากเน้น F# แล้ว เมโลดี้เคลื่อนไปหา Chord Tone อย่างมีทิศทางหรือไม่
หากเมโลดี้ยังฟังเหมือนการไล่สเกล ให้ลดจำนวนโน้ตลง แล้วกลับไปสร้าง Phrase จาก Cmaj7 Arpeggio ก่อน
ข้อควรระวังเมื่อ Lydian Mode ใช้กับคอร์ด Major 7 ในเพลงจริง
แม้ Lydian จะเข้ากับคอร์ด Major 7 ได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าควรใช้กับคอร์ด Major 7 ทุกตัวโดยอัตโนมัติ ผู้เล่นต้องฟัง Harmony หรือแนวเสียงประสานรอบข้าง เมโลดี้หลัก และโน้ตจากเครื่องดนตรีอื่นร่วมด้วย
อย่าตัดสินจาก Chord Symbol เพียงอย่างเดียว
หาก Cmaj7 ทำหน้าที่เป็นคอร์ด I ในคีย์ C Major และเมโลดี้หรือเครื่องดนตรีอื่นกำลังเล่น F ธรรมชาติ การเติม F# อาจทำให้เกิดเสียงชนที่ไม่สอดคล้องกับ Arrangement หรือการเรียบเรียงเพลงเดิม
แต่หาก Cmaj7 ถูกใช้เป็นศูนย์กลางของ Mode หรือค้างอยู่นานโดยไม่มี F ธรรมชาติจากเครื่องดนตรีอื่น C Lydian จะฟังชัดและเป็นธรรมชาติมากกว่า
ก่อนเลือกใช้จึงควรฟังเสียงเบส Voicing ของคอร์ด และโน้ตจากเครื่องดนตรีอื่น ไม่ควรดูเฉพาะชื่อคอร์ดแล้วตัดสินทันที
อย่าเริ่มและจบทุก Phrase ที่ #4
การจบ Phrase ที่ F# ไม่ถือว่าผิด แต่หากทำบ่อยเกินไป ผู้ฟังอาจรับรู้แรงตึงมากกว่าความมั่นคงของ Cmaj7
ควรสลับจุดจบของ Phrase ระหว่าง C, E, G และ B พร้อมเลือกใช้ F# เป็นจุดเด่นเฉพาะบางประโยค วิธีนี้ช่วยให้สีของ Lydian ยังคงน่าสนใจและไม่กลายเป็น Pattern ซ้ำ
อย่าให้ Pattern บนกีต้าร์แทนที่การฟัง
มือกีต้าร์อาจพบว่า Pattern ของ Lydian เชื่อมกับ Major Scale ที่คุ้นเคยได้ง่าย แต่การเล่นถูก Pattern ไม่ได้หมายความว่าเสียงจะฟังเป็น Lydian เสมอไป
ผู้เล่นต้องทำให้ Root ของคอร์ดฟังเป็นศูนย์กลาง ใช้ Chord Tone เป็นจุดยึด และเลือกเน้น #4 ในตำแหน่งที่มีความหมาย
หากเสียงยังฟังเหมือน Major Scale ของคีย์ต้นทาง ให้ลดจำนวนโน้ตลง แล้วกลับมาวนคอร์ด Major 7 เพียงคอร์ดเดียวเพื่อฝึกฟังใหม่
ทำให้เมโลดี้มีสี Lydian โดยไม่เสียความชัดของคอร์ด
หลักสำคัญคือการแยกหน้าที่ของโน้ตให้ชัด Chord Tone ของคอร์ด Major 7 ทำหน้าที่สร้างความมั่นคง ส่วน #4 ทำหน้าที่เพิ่มสีสว่างและสร้างคาแรคเตอร์ที่แตกต่างจาก Major Scale ทั่วไป
บนคอร์ด Cmaj7 ควรเริ่มจาก C, E, G และ B แล้วค่อยเติม F# เข้าไปเป็นโน้ตสีสันหรือ Target Note ชั่วคราว พร้อมกำหนดจังหวะและทิศทางของ Phrase ให้ชัดเจน
เมื่อสามารถได้ยินความแตกต่างระหว่าง F กับ F# แล้ว ควรฝึกเปลี่ยน Motif ทิศทางขึ้นลงของเมโลดี้ น้ำหนักเสียง และตำแหน่งจบของ Phrase แทนการมุ่งไล่สเกลให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว วิธีนี้ช่วยให้นำเสียงแบบ Lydian มาใช้เหนือคอร์ด Major 7 ได้อย่างเป็นดนตรี ทำให้เมโลดี้มีสีสว่างและยังเข้ากับคอร์ดอย่างเป็นธรรมชาติ






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น