Secondary Leading-Tone Chord คือแนวคิดด้าน Harmony หรือเสียงประสานที่นำคอร์ด vii° หรือ vii°7 มาใช้สร้างแรงดึงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายชั่วคราว ช่วยให้ทางเดินคอร์ดหรือ Chord Progression มีทิศทางชัดเจนและเชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล บทความนี้จะช่วยให้คุณแยกได้ว่า Diminished Chord ตัวใดทำหน้าที่นำเข้าสู่คอร์ดเป้าหมาย และตัวใดเป็นเพียงคอร์ดผ่านที่ช่วยเชื่อมคอร์ดเข้าด้วยกัน
เมื่อเข้าใจหลักการนี้ เราจะเลือกใช้ Diminished Chord ได้แม่นยำขึ้น ทั้งในการเล่นกีต้าร์ คีย์บอร์ด การแต่งทางเดินคอร์ด และการเรียบเรียงเพลง ที่สำคัญคือเราจะอธิบายได้ว่า คอร์ดดังกล่าวกำลังดึงเข้าสู่คอร์ดใด และโน้ตแต่ละตัวเคลื่อนไปยังคอร์ดถัดไปอย่างไร
Secondary Leading-Tone Chord คืออะไร และต่างจากคอร์ด Diminished ทั่วไปอย่างไร
คอร์ดชนิดนี้สร้างจากโน้ตที่อยู่ต่ำกว่ารากของคอร์ดเป้าหมายครึ่งเสียง จากนั้นจึงนำโน้ตดังกล่าวมาสร้างเป็น Diminished Triad หรือ Diminished Seventh Chord เพื่อทำหน้าที่เป็น vii°/x หรือ vii°7/x
สำหรับผู้ที่ต้องการดูหลักการและตัวอย่างในโน้ตสากลเพิ่มเติม บทเรียน Secondary Diminished Chords อธิบายทั้ง Diminished Triad, Half-Diminished Seventh และ Fully Diminished Seventh ที่ทำหน้าที่เป็นคอร์ด Secondary ไว้อย่างเป็นระบบ
อักษร x ในสัญลักษณ์ใช้แทนคอร์ดเป้าหมายที่เราต้องการสร้างแรงดึงเข้าไปหา คอร์ดชนิดนี้จึงไม่ได้ดึงกลับไปหา Tonic หรือคอร์ดศูนย์กลางของคีย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถดึงเข้าสู่คอร์ด ii, iii, IV, V หรือ vi ได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น ในคีย์ C Major หากต้องการสร้างแรงดึงเข้าสู่คอร์ด G ให้เริ่มจากโน้ต F# ซึ่งอยู่ต่ำกว่า G ครึ่งเสียง แล้วนำ F# มาสร้างเป็น Diminished Seventh Chord
F#dim7 → G
vii°7/V → V
ในตัวอย่างนี้ G คือคอร์ดเป้าหมาย ส่วน F#dim7 คือคอร์ด vii°7 ที่ทำหน้าที่ดึงเข้าสู่ G ชั่วคราว การวิเคราะห์จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า “นี่คือ Diminished Chord” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “คอร์ดนี้กำลังดึงเข้าสู่คอร์ดใด”
Diminished Chord ที่พบในเพลงไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกันทุกตัว บางคอร์ดเป็น Diminished Passing Chord ซึ่งใช้เป็นคอร์ดผ่าน บางคอร์ดช่วยให้แนวเบสเคลื่อนแบบ Chromatic หรือเคลื่อนทีละครึ่งเสียง และบางคอร์ดอาจเกิดจาก Dominant Chord ที่ละเสียงรากออกไป
ดังนั้น การพิจารณาหน้าที่ของคอร์ดต้องดูทั้งคอร์ดก่อนหน้า คอร์ดถัดไป การสะกดชื่อโน้ต และ Voice Leading หรือการนำเสียง ไม่ควรตัดสินจากรูปจับหรือสัญลักษณ์ dim เพียงอย่างเดียว
ทำไม Leading Tone ชั่วคราวจึงดึงเข้าคอร์ดเป้าหมายได้ชัด
Leading Tone หรือโน้ตนำ คือโน้ตที่อยู่ต่ำกว่าโน้ตเป้าหมายครึ่งเสียง ระยะครึ่งเสียงทำให้หูรู้สึกว่าโน้ตนั้นยังไม่หยุดนิ่ง และมีแนวโน้มจะขยับขึ้นไปหาเสียงเป้าหมายที่อยู่ใกล้ที่สุด
ในคีย์ C Major โน้ต B เป็น Leading Tone ของ C จึงมีแรงดึงจาก B ไปหา C แต่หากต้องการสร้างแรงดึงเข้าสู่ G ชั่วคราว เราสามารถใช้ F# เป็น Leading Tone ของ G ได้ แม้ F# จะไม่ใช่โน้ตในบันไดเสียง C Major ตามปกติก็ตาม
หลักเดียวกันนี้ใช้กับคอร์ดเป้าหมายอื่นได้ เช่น
- G# ดึงเข้า A
- C# ดึงเข้า D
- D# ดึงเข้า E
หากใช้ Leading Tone เพียงโน้ตเดียว เราจะได้แรงดึงจากเสียงเดียว แต่เมื่อนำโน้ตนั้นมาสร้างเป็น Diminished Chord โน้ตตัวอื่นในคอร์ดจะช่วยเพิ่มความตึง และสามารถเคลื่อนไปหาโน้ตของคอร์ดเป้าหมายได้พร้อมกันหลายแนว
ด้วยเหตุนี้ vii°7/x จึงมักให้ความรู้สึกตึง กระชับ และเชื่อมเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายได้ลื่นกว่าการเดินเข้าคอร์ดนั้นโดยตรง
คอร์ด vii°/x และ vii°7/x อ่านอย่างไร
สัญลักษณ์ที่อยู่ก่อนเครื่องหมายทับบอกหน้าที่ของคอร์ด ส่วนเลขโรมันที่อยู่หลังเครื่องหมายทับบอกว่า คอร์ดนั้นกำลังดึงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายตัวใด
ตัวอย่างในคีย์ C Major
vii°7/V หมายถึง คอร์ด vii°7 ของคอร์ด V
คอร์ด V ในคีย์ C Major คือ G
โน้ตที่อยู่ต่ำกว่า G ครึ่งเสียงคือ F#
ดังนั้นคอร์ดที่ได้คือ F#dim7
F#dim7 → G
vii°7/V → V
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ
vii°7/vi หมายถึง คอร์ด vii°7 ของคอร์ด vi
คอร์ด vi ในคีย์ C Major คือ Am
โน้ตที่อยู่ต่ำกว่า A ครึ่งเสียงคือ G#
ดังนั้นคอร์ดที่ได้คือ G#dim7
G#dim7 → Am
vii°7/vi → vi
การอ่านเลขโรมันในลักษณะนี้ช่วยให้เราเห็นหน้าที่ของคอร์ด แทนที่จะจำเพียงชื่อคอร์ดแต่ละตัว การวิเคราะห์ Chord Progression จากหน้าที่คอร์ดจึงช่วยให้มองออกว่า คอร์ดนอกคีย์กำลังสร้างแรงดึงไปยังจุดใด และเหตุใดคอร์ดนั้นจึงปรากฏอยู่ในทางเดินคอร์ด
หากยังไม่คุ้นกับการแยกหน้าที่ของคอร์ดจากเลขโรมัน ควรทบทวนเรื่อง วิเคราะห์ Chord Progression จากหน้าที่คอร์ด ให้เข้าใจเพลงจริง เพื่อให้มองออกว่าแต่ละคอร์ดเป็นจุดพัก พาเพลงเคลื่อนไปข้างหน้า หรือสร้างแรงดึงเข้าสู่คอร์ดถัดไป
vii° กับ vii°7 ให้แรงดึงต่างกันอย่างไร
คอร์ด vii° แบบ Triad มีโน้ตสามตัว โดยโน้ตแต่ละตัวเรียงห่างกันเป็นระยะ Minor Third เช่น
F#dim = F#–A–C
ส่วน vii°7 จะเพิ่มโน้ตลำดับที่เจ็ดเข้ามา จึงกลายเป็น Fully Diminished Seventh Chord เช่น
F#dim7 = F#–A–C–Eb
คอร์ดแบบสามเสียงให้แรงดึงที่กระชับและไม่หนาแน่นเกินไป ส่วน vii°7 มีความตึงมากกว่า เพราะมีโน้ตหลายตัวที่สามารถขยับครึ่งเสียงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายได้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโน้ตลำดับที่เจ็ดไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกว่าในทุกกรณี หากเมโลดี้หรือเครื่องดนตรีอื่นกำลังเล่นโน้ตที่ชนกับคอร์ด การใช้ vii° แบบสามเสียงอาจฟังสะอาดกว่า และรักษาอารมณ์ของเพลงได้ดีกว่า
viiø7/x ต่างจาก vii°7/x อย่างไร
ในบางบริบทอาจพบสัญลักษณ์ viiø7/x ซึ่งหมายถึง Half-Diminished Seventh Chord เช่น
F#ø7 = F#–A–C–E
คอร์ดนี้มีโน้ตลำดับที่เจ็ดเป็น Minor Seventh ส่วน Fully Diminished Seventh Chord จะลดโน้ตลำดับที่เจ็ดลงอีกครึ่งเสียง
F#dim7 = F#–A–C–Eb
หากสร้างคอร์ดจากบันไดเสียง G Major โดยตรง เราจะได้ F#ø7 ซึ่งเป็น Half-Diminished Seventh Chord ส่วน F#dim7 เป็น Fully Diminished Seventh Chord ที่นำโน้ต Eb มาใช้ เพื่อเพิ่มความตึงก่อนเข้าสู่คอร์ด G
คอร์ดทั้งสองแบบสามารถสร้างแรงดึงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายได้ แต่ให้คาแรคเตอร์ต่างกัน โดย vii°7/x แบบ Fully Diminished มักให้ความรู้สึกตึงมากกว่า และมีโน้ตหลายตัวที่เคลื่อนครึ่งเสียงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายได้อย่างชัดเจน
การแยกสัญลักษณ์ °7 และ ø7 ให้ถูกต้องจะช่วยให้เราอ่าน Chord Symbol วิเคราะห์โครงสร้าง Interval และวางแนวการคลายเสียงได้แม่นยำขึ้น
วิธีสร้าง Secondary Leading-Tone Chord จากคอร์ดเป้าหมาย
การสร้างคอร์ดชนิดนี้ควรเริ่มจากการเลือกคอร์ดเป้าหมายก่อน ไม่ควรเริ่มจากการสุ่มเลือก Diminished Chord แล้วค่อยพยายามหาตำแหน่งวางในภายหลัง
ขั้นตอนมีดังนี้
- เลือกคอร์ดเป้าหมายใน Chord Progression
- หารากของคอร์ดเป้าหมายนั้น
- ลดรากคอร์ดลงครึ่งเสียง เพื่อหา Leading Tone ชั่วคราว
- สร้าง Diminished Triad หรือ Fully Diminished Seventh Chord จากโน้ตนั้น
- วางคอร์ดที่สร้างขึ้นไว้ก่อนคอร์ดเป้าหมาย
- เช็คว่าโน้ตแต่ละตัวเคลื่อนไปหาโน้ตในคอร์ดเป้าหมายอย่างไร
ตัวอย่างเช่น หากเลือก G เป็นคอร์ดเป้าหมาย
- รากคอร์ดคือ G
- โน้ตที่อยู่ต่ำกว่า G ครึ่งเสียงคือ F#
- สร้าง F#dim หรือ F#dim7
จากนั้นทดลองเล่น
C | F#dim7 | G | C
เมื่อฟังอย่างตั้งใจ F#dim7 ควรทำให้ G ฟังเหมือนเป็นจุดหมายที่ชัดขึ้น ไม่ใช่เพียงคอร์ดแปลกที่แทรกเข้ามาระหว่าง C กับ G
ตัวอย่าง F#dim7 ดึงเข้า G ในคีย์ C Major
Chord Progression ตัวอย่างคือ
C | F#dim7 | G | C
วิเคราะห์เป็น
I | vii°7/V | V | I
G คือคอร์ดเป้าหมาย และ F# เป็น Leading Tone ชั่วคราวของ G เมื่อนำ F# มาสร้างเป็น Fully Diminished Seventh Chord จะได้โน้ตดังนี้
F#–A–C–Eb
เมื่อคอร์ดคลายเข้าสู่ G Major โน้ตแต่ละตัวสามารถเคลื่อนได้ดังนี้
- F# → G
- A → B หรือ G
- C → B
- Eb → D
จุดเด่นของคอร์ดนี้คือ โน้ตหลายตัวเคลื่อนเป็นระยะสั้น บางเสียงขยับเพียงครึ่งเสียง จึงเกิดความตึงก่อนจะคลายเข้าสู่ G อย่างชัดเจน
แนวการเคลื่อนของโน้ตไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกครั้ง เพราะขึ้นอยู่กับ Voicing หรือการจัดเสียงคอร์ด แนวเบส และเมโลดี้ แต่สิ่งสำคัญคือ แต่ละเสียงควรเคลื่อนไปหาโน้ตของคอร์ด G อย่างมีเหตุผล
หากต้องการศึกษาหลักการเคลื่อนและการคลายของโน้ตในคอร์ด Secondary อย่างละเอียด สามารถดูบทเรียน Voice Leading Secondary Chords ซึ่งอธิบายการคลายโน้ตลำดับที่เจ็ดและการเคลื่อนของเสียง Chromatic ไปยังคอร์ดถัดไป
ตัวอย่าง G#dim7 ดึงเข้า Am ในคีย์ C Major
Chord Progression ตัวอย่างคือ
C | G#dim7 | Am | F
วิเคราะห์เป็น
I | vii°7/vi | vi | IV
Am คือคอร์ดเป้าหมาย และ G# เป็น Leading Tone ของ A การวาง G#dim7 ไว้ก่อน Am ทำให้การเข้าสู่คอร์ด vi มีแรงดึงมากกว่าการเดินจาก C ไป Am โดยตรง
โน้ตของ G#dim7 คือ
G#–B–D–F
แนวการเคลื่อนเข้าสู่ Am ที่เป็นไปได้ ได้แก่
- G# → A
- B → C
- D → E หรือ C
- F → E
การเคลื่อนจาก G# ไป A และจาก F ไป E ทำให้เกิดการคลายเสียงแบบครึ่งเสียงที่ชัด ส่วนการขยับจาก B ไป C ช่วยยืนยันคาแรคเตอร์ Minor ของ Am
คอร์ดนี้เหมาะกับช่วงที่ต้องการอารมณ์หม่น ตึง หรือลังเลก่อนเข้าสู่ Am แต่หากเมโลดี้กำลังค้างอยู่ที่โน้ต G ธรรมชาติ การเพิ่ม G# อาจทำให้เกิดเสียงชนที่เด่นเกินไป จึงควรเช็คทั้ง Harmony และเมโลดี้พร้อมกัน
ตัวอย่าง C#dim7 ดึงเข้า Dm ในคีย์ C Major
Chord Progression ตัวอย่างคือ
C | C#dim7 | Dm | G
วิเคราะห์เป็น
I | vii°7/ii | ii | V
Dm คือคอร์ดเป้าหมาย และ C# เป็น Leading Tone ชั่วคราวของ D ดังนั้น C#dim7 จึงทำหน้าที่เป็น vii°7 ของคอร์ด ii
โน้ตของ C#dim7 คือ
C#–E–G–Bb
แนวการเคลื่อนเข้าสู่ Dm ที่เป็นไปได้ ได้แก่
- C# → D
- E → F
- G → A หรือ F
- Bb → A
แม้ C#dim7 จะอยู่ระหว่าง C กับ Dm และรากคอร์ดเคลื่อนขึ้นทีละครึ่งเสียง แต่การวิเคราะห์ในบทนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำว่า “คอร์ดผ่าน” เราต้องมองให้เห็นด้วยว่า คอร์ดนี้กำลังทำหน้าที่สร้างแรงดึงเข้าสู่ Dm
หากเคยใช้ Diminished Passing Chord เพื่อเชื่อมคอร์ดให้ต่อกันลื่น แนวคิดนี้จะช่วยให้วิเคราะห์ได้ลึกขึ้น เพราะไม่ได้พิจารณาเพียงว่า Diminished Chord อยู่ระหว่างคอร์ดสองตัว แต่ยังพิจารณาด้วยว่า คอร์ดนั้นทำหน้าที่นำเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายตัวใด
Secondary Leading-Tone Chord ต่างจาก Secondary Dominant อย่างไร
Secondary Dominant และคอร์ด vii°7/x สามารถดึงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายเดียวกันได้ แต่ให้คาแรคเตอร์ของเสียง แนวเบส และการนำเสียงที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างการดึงเข้าสู่ G ในคีย์ C Major
D7 → G
V7/V → V
เปรียบเทียบกับ
F#dim7 → G
vii°7/V → V
D7 ประกอบด้วยโน้ต
D–F#–A–C
ส่วน F#dim7 ประกอบด้วยโน้ต
F#–A–C–Eb
ทั้งสองคอร์ดมีโน้ต F#, A และ C ร่วมกัน แต่ D7 มีรากคอร์ดเป็น D ส่วน F#dim7 มีโน้ต Eb ซึ่งช่วยเพิ่มความตึง และเคลื่อนลงไปหา D ของคอร์ด G
D7 ให้แรงดึงแบบ Dominant ที่ชัด เปิด และมีน้ำหนักจากการเคลื่อนของรากคอร์ด D ไป G ส่วน F#dim7 ให้ความรู้สึกตึง กระชับ ลึกลับ และเน้นการเคลื่อนของเสียงภายในมากกว่า
หากเข้าใจ Secondary Dominant มาก่อน ให้มองคอร์ด vii°7/x เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำเข้าสู่คอร์ดเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจาก V7/x มาใช้ Leading-Tone Chord เพื่อให้ได้สีเสียงและแนวการนำเสียงที่แตกต่างออกไป
หากต้องการทบทวนวิธีสร้าง V7/x และฟังแรงดึงจากรากคอร์ดก่อนนำมาเปรียบเทียบกับ vii°7/x สามารถอ่านเรื่อง การใช้ Secondary Dominant ให้คอร์ดเดินมีแรงดึงมากขึ้น ประกอบได้
ควรเลือก V7/x หรือ vii°7/x เมื่อใด
เลือก Secondary Dominant เมื่อเพลงต้องการแรงส่งที่ชัด ต้องการทำให้คอร์ดเป้าหมายโดดเด่นขึ้น และต้องการให้รากคอร์ดเคลื่อนลงเป็นช่วงคู่ห้าหรือเคลื่อนขึ้นเป็นช่วงคู่สี่อย่างมีน้ำหนัก
เลือก vii°7/x เมื่ออยากให้แนวเบสหรือเสียงภายในเคลื่อนครึ่งเสียง ต้องการความตึงที่กระชับ หรือไม่อยากให้ Dominant Chord ตัวใหม่มีน้ำหนักมากจนเปลี่ยนทิศทางของเพลงรุนแรงเกินไป
ในบาง Chord Progression การใช้ F#dim7 แทน D7 ยังช่วยลดระยะการขยับมือบนคีย์บอร์ด หรือช่วยให้มือกีต้าร์เลือก Voicing ที่อยู่ใกล้ตำแหน่งเดิมได้ง่ายขึ้น
Secondary Leading-Tone Chord ต่างจาก Diminished Passing Chord อย่างไร
Diminished Passing Chord มักอธิบายว่าเป็นคอร์ดผ่านที่ช่วยเชื่อมคอร์ดสองตัวด้วยการเคลื่อนครึ่งเสียง เช่น การวาง Diminished Chord ระหว่างคอร์ดที่มีรากห่างกันหนึ่งเสียงเต็ม
หากยังแยกคอร์ดผ่านออกจากคอร์ดที่มีหน้าที่ดึงเข้าสู่เป้าหมายได้ไม่ชัด ควรอ่านเรื่อง Diminished Passing Chord ใช้คอร์ด Diminished เชื่อมคอร์ดหลักให้ลื่นขึ้นยังไง เพื่อเปรียบเทียบหน้าที่ของคอร์ดทั้งสองแบบ
ส่วนคอร์ดที่ทำหน้าที่เป็น vii° หรือ vii°7 ของเป้าหมายจะมีหน้าที่เฉพาะกว่า เพราะไม่ได้พิจารณาเพียงตำแหน่งที่คอร์ดปรากฏ แต่ยังพิจารณาด้วยว่า คอร์ดนั้นกำลังสร้างแรงดึงเข้าสู่คอร์ดใด
ความแตกต่างจึงอยู่ที่คำถามที่ใช้วิเคราะห์
หากมองในฐานะ Passing Chord เราจะถามว่า คอร์ดนี้ช่วยเชื่อมคอร์ดก่อนหน้าและคอร์ดถัดไปให้ต่อกันลื่นขึ้นหรือไม่
หากวิเคราะห์จากหน้าที่ของ Leading Tone ชั่วคราว เราจะถามว่า รากของคอร์ดนี้อยู่ต่ำกว่ารากของคอร์ดเป้าหมายครึ่งเสียงหรือไม่ และเสียงภายในกำลังเคลื่อนไปหาโน้ตในคอร์ดเป้าหมายอย่างไร
คอร์ดหนึ่งตัวอาจเป็นทั้งคอร์ดผ่านและ Leading-Tone Chord ได้พร้อมกัน แต่การวิเคราะห์เป็น vii°7/x จะอธิบายหน้าที่และแรงดึงทาง Harmony ได้ชัดกว่าการเรียกเพียงว่าเป็นคอร์ดเชื่อม
ส่วน Altered Dominant เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง เพราะเป็นการเพิ่มโน้ตที่สร้างความตึง เช่น b9, #9, b5 หรือ #5 ให้ Dominant Chord เดิม ไม่ใช่การสร้าง Diminished Chord จาก Leading Tone ของคอร์ดเป้าหมาย แม้ทั้งสองวิธีจะใช้เพิ่มความตึงก่อนเข้าสู่คอร์ดถัดไปได้ก็ตาม
ใช้คอร์ด vii°7/x กับกีต้าร์ คีย์บอร์ด และ Arrangement อย่างไร
การใช้บนกีต้าร์
มือกีต้าร์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการจำรูปจับ Diminished จำนวนมาก ควรเริ่มจากคอร์ดเป้าหมาย แล้วหารูปจับ vii°7/x ที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งของคอร์ดนั้น
ทดลองเล่น
C | F#dim7 | G | C
จากนั้นเช็คว่านิ้วแต่ละนิ้วต้องขยับไปยังรูป G มากน้อยเพียงใด หากเลือก Voicing ได้เหมาะสม โน้ตหลายตัวจะขยับเพียงหนึ่งเฟรต ทำให้ได้ยินแรงดึงของคอร์ดชัดกว่าการเปลี่ยนรูปจับที่อยู่ห่างกันมาก
ควรทดลองทั้งการตีคอร์ดพร้อมกันและการเกา Arpeggio ช้า ๆ การเล่นทีละสายจะช่วยให้ได้ยินว่า โน้ตใดสร้างความตึง และโน้ตใดทำหน้าที่คลายเข้าสู่คอร์ดเป้าหมาย
การใช้บนคีย์บอร์ด
คีย์บอร์ดเหมาะกับการฝึกเรื่องนี้ เพราะมองเห็นระยะครึ่งเสียงได้ชัด เริ่มจากกด F#dim7 แล้วเคลื่อนโน้ตแต่ละตัวเข้าสู่ G Major ทีละเสียง
- F# → G
- A → B หรือ G
- C → B
- Eb → D
จากนั้นลองเปลี่ยน Inversion หรือการกลับเสียง โดยยังคงหน้าที่ของคอร์ดเดิม เป้าหมายคือทำให้แต่ละเสียงเคลื่อนเป็นระยะสั้น และได้ยินการคลายเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายอย่างชัดเจน ไม่ใช่เล่น Root Position ทุกคอร์ดจนช่วงเสียงกระโดดขึ้นลงมากเกินไป
การฝึก Voice Leading แยกทีละแนวจะช่วยให้เข้าใจว่า ความลื่นของคอร์ดเกิดจากการเคลื่อนของโน้ตภายใน ไม่ได้เกิดจากชื่อคอร์ดที่ดูซับซ้อน
การใช้ในการเรียบเรียงเพลง
ในการเรียบเรียงเพลง ไม่จำเป็นต้องให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นโน้ตของ vii°7/x ครบทั้งหมด มือเบสอาจเล่น Leading Tone ชั่วคราว ขณะที่กีต้าร์หรือคีย์บอร์ดเล่นเพียงโน้ตสำคัญอีกสองหรือสามเสียง
ควรเว้นพื้นที่ให้เมโลดี้ด้วย หากทำนองมีโน้ตที่สร้างความตึงอยู่แล้ว การเติม Diminished Chord เต็มสี่เสียงอาจทำให้เสียงโดยรวมแน่นเกินไป
ในทางกลับกัน หากเมโลดี้เคลื่อนเข้าสู่โน้ตของคอร์ดเป้าหมายพอดี คอร์ด vii°7/x จะช่วยขยายอารมณ์ของ Phrase ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มชั้นเสียงของเครื่องดนตรีจำนวนมาก
แบบฝึกสร้าง vii°7/x จากคอร์ดเป้าหมายด้วยตัวเอง
เลือกคอร์ดเป้าหมายสามตัวในคีย์ C Major ได้แก่ G, Am และ Dm แล้วฝึกตามลำดับต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 เล่นเข้าคอร์ดเป้าหมายโดยตรง
เล่น Chord Progression โดยยังไม่เพิ่มคอร์ดที่ทำหน้าที่สร้างแรงดึง
- C → G
- C → Am
- C → Dm
ฟังและจดว่า แต่ละคู่ให้ความรู้สึกตึงหรือผ่อนคลายมากน้อยเพียงใด
ขั้นที่ 2 เพิ่ม vii°7/x
หา Leading Tone ชั่วคราวของคอร์ดเป้าหมายแต่ละตัว แล้วสร้าง Fully Diminished Seventh Chord
- F#dim7 → G
- G#dim7 → Am
- C#dim7 → Dm
ฟังว่าโน้ตใดช่วยให้คอร์ดเป้าหมายเด่นขึ้น และสังเกตว่าเสียงใดเคลื่อนเป็นระยะครึ่งเสียง
ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบกับ Secondary Dominant
ทดลองใช้ V7/x ดึงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายเดียวกัน
- D7 → G
- E7 → Am
- A7 → Dm
เปรียบเทียบว่า แบบใดให้แรงส่งชัดกว่า แบบใดเชื่อมคอร์ดได้ลื่นกว่า และแบบใดเข้ากับอารมณ์เพลงมากกว่า
ขั้นที่ 4 อัดเสียงแล้วฟังย้อนหลัง
อัด Chord Progression ทั้งสามรูปแบบ ได้แก่
- เข้าคอร์ดเป้าหมายโดยตรง
- ใช้ Secondary Dominant
- ใช้ vii°7/x
จากนั้นฟังย้อนหลังโดยไม่มองชื่อคอร์ด แล้วจดว่า แบบใดให้ผลลัพธ์ตรงกับอารมณ์เพลงมากที่สุด
Tempo, เมโลดี้, Voicing, Register หรือช่วงเสียง และ Dynamics ล้วนมีผลต่อความรู้สึกของคอร์ด จึงไม่ควรตัดสินจากชื่อคอร์ดเพียงอย่างเดียว
วิธีเช็คว่าคอร์ด vii° ทำให้ Progression ลื่นขึ้นจริงหรือไม่
สิ่งแรกที่ต้องเช็คคือ เรารู้หรือไม่ว่า Diminished Chord กำลังดึงเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายตัวใด หากตอบไม่ได้ คอร์ดนั้นอาจถูกใส่จากรูปทรงหรือความเคยชิน มากกว่าการเลือกจากหน้าที่ทาง Harmony
จากนั้นให้เช็คประเด็นต่อไปนี้
- Diminished Chord สร้างจากโน้ตที่อยู่ต่ำกว่ารากของคอร์ดเป้าหมายครึ่งเสียงหรือไม่
- อธิบายได้หรือไม่ว่าเป็น vii°/x หรือ vii°7/x ของคอร์ดใด
- โน้ตสำคัญเคลื่อนเข้าสู่โน้ตในคอร์ดเป้าหมายอย่างชัดเจนหรือไม่
- Chord Progression เชื่อมต่อกันลื่นขึ้น หรือเพียงมีความตึงมากขึ้นโดยไม่มีจุดคลายที่ชัดเจน
- เมโลดี้สามารถวางทับคอร์ดได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือมีโน้ตชนที่รบกวนทำนอง
- เมื่อเปรียบเทียบกับ Secondary Dominant แล้ว สีเสียงแบบใดเหมาะกับเพลงมากกว่า
- เมื่อตัดคอร์ดนี้ออก เพลงสูญเสียแรงดึงที่จำเป็น หรือกลับฟังเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม
สัญญาณว่าฝึกถูกทางคือ เราไม่ได้ยินเพียงว่า vii°7/x เป็นคอร์ดที่มีความตึง แต่เริ่มได้ยินจุดหมายของคอร์ดนั้นก่อนที่คอร์ดเป้าหมายจะมาถึง และสามารถเลือก Voicing ที่ทำให้โน้ตแต่ละตัวเคลื่อนไปหาคอร์ดเป้าหมายอย่างมีทิศทาง
ข้อผิดพลาดที่ทำให้คอร์ด vii°7/x ฟังแปลกเกินไป
ข้อผิดพลาดแรกคือใช้ Diminished Chord ทุกครั้งที่คอร์ดสองตัวมีรากห่างกันหนึ่งเสียงเต็ม โดยไม่ตรวจว่าคอร์ดนั้นเป็น vii° ของคอร์ดเป้าหมายจริงหรือไม่
ข้อผิดพลาดที่สองคือใช้ vii°7/x ติดต่อกันหลายจุดจน Chord Progression เต็มไปด้วยความตึง เพลงจึงไม่มีพื้นที่ให้คอร์ดหลักทำหน้าที่เป็นจุดพัก
ข้อผิดพลาดที่สามคือเลือก Voicing ที่ทำให้เสียงกระโดดกว้างเกินไป แม้ชื่อคอร์ดจะถูกต้อง แต่หาก Voice Leading ไม่ลื่น ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
ข้อผิดพลาดที่สี่คือไม่เช็คเมโลดี้ Diminished Chord มีโน้ตที่สร้างความตึงหลายตัว หากเสียงร้องค้างอยู่บนโน้ตที่ขัดกับคอร์ดโดยไม่มีการคลาย เสียงที่ได้อาจฟังคล้ายการเล่นผิด มากกว่าการตั้งใจเพิ่มสีสันให้ Harmony
ข้อผิดพลาดสุดท้ายคือคิดว่า vii°7/x ใช้แทน V7/x ได้ทุกกรณี แม้ทั้งสองแบบจะมีหน้าที่ใกล้เคียงกัน แต่มีน้ำหนักของคอร์ด แนวเบส และคาแรคเตอร์ต่างกัน จึงต้องเลือกให้เหมาะกับอารมณ์และทิศทางของเพลง
ใช้คอร์ด vii°7/x ให้ไปถึงเป้าหมายอย่างมีเหตุผล
แนวคิดนี้จะมีประโยชน์เมื่อเรามอง Diminished Chord เป็นคอร์ดที่มีหน้าที่ ไม่ใช่เพียงคอร์ดนอกคีย์ที่ใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มความซับซ้อน
หลักสำคัญคือเลือกคอร์ดเป้าหมาย หา Leading Tone ชั่วคราว สร้าง vii° หรือ vii°7 แล้ววางแนวการนำเสียงให้โน้ตภายในเคลื่อนเข้าสู่คอร์ดเป้าหมายอย่างชัดเจน
เมื่อฝึกจนเริ่มแยกเสียงได้ เราจะมอง Chord Progression อย่าง
C | F#dim7 | G | C
แล้วเข้าใจว่า F#dim7 คือ vii°7/V ซึ่งกำลังสร้างแรงดึงเข้าสู่ G พร้อมทั้งเลือกได้ว่า ควรใช้คอร์ดนี้หรือเปลี่ยนเป็น Secondary Dominant เพื่อให้เหมาะกับคาแรคเตอร์ของเพลงมากกว่า
การใช้คอร์ดชนิดนี้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้วัดจากจำนวน Diminished Chord ที่ใส่ลงไป แต่วัดจากความชัดเจนของคอร์ดเป้าหมาย ความลื่นของ Voice Leading และความเหมาะสมกับเมโลดี้ อารมณ์เพลง และบทบาทของเครื่องดนตรีทั้งหมดใน Arrangement






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น