Mode กับ Chord Tone ใช้โหมดอย่างไรให้โซโล่เข้าคอร์ด ไม่ใช่แค่ไล่โน้ตตามสเกล

มือกีต้าร์ฝึก Mode กับ Chord Tone ในสตูดิโอ พร้อมคีย์บอร์ดและสมุดโน้ตเปล่า

     Mode กับ Chord Tone คือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การใช้โหมดในการโซโล่ฟังกลมกลืนกับคอร์ดมากขึ้น ไม่ใช่แค่จำ Pattern แล้วไล่โน้ตขึ้นลงตามสเกลเท่านั้น เพราะเมื่อผู้เล่นรู้ว่าโน้ตใดเป็นเสียงหลักของคอร์ด โน้ตใดเป็นสีสันของ Mode และโน้ตใดทำหน้าที่เป็นโน้ตทางผ่าน ก็จะสามารถสร้าง Phrase ที่เลือกใช้โน้ตได้สอดคล้องกับคอร์ดที่กำลังเล่นอยู่ ชัดเจนใน Harmony และมีทิศทางทางดนตรีมากขึ้น ไม่ว่าจะเล่นกีต้าร์หรือเครื่องดนตรีชนิดอื่น


Mode กับ Chord Tone สำคัญอย่างไรต่อการโซโล่ให้เข้าคอร์ด

     หลายคนเริ่มเรียน Mode จาก Pattern บนคอกีต้าร์ หรือจำจากโครงสร้างเสียง เช่น Dorian มี 1 2 b3 4 5 6 b7, Mixolydian มี 1 2 3 4 5 6 b7 และ Lydian มี 1 2 3 #4 5 6 7 สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ดี แต่ถ้าต้องการนำไปใช้กับคอร์ดจริง การจำสูตรหรือจำตำแหน่งนิ้วเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ


     ปัญหาที่พบบ่อยคือ ผู้เล่นมอง Mode เป็นเพียงสเกลอีกชุดหนึ่ง จึงเล่นโน้ตถูกสเกลก็จริง แต่เสียงกลับไม่ค่อยสัมพันธ์กับคอร์ด เช่น วางโน้ตสีสันผิดจังหวะ เน้นโน้ตสำคัญไม่ชัด หรือจบ Phrase ด้วยโน้ตที่ไม่ได้ช่วยบอก Harmony ของคอร์ดนั้น


     การใช้ Mode ให้ได้ผลจึงควรเริ่มจากการดูคอร์ดก่อนเสมอว่า ขณะนั้นกำลังเล่นอยู่บนคอร์ดอะไร คอร์ดนั้นมีโน้ตหลักอะไรบ้าง โหมดที่เลือกใช้มีโน้ตสีสันตัวใด และโน้ตที่เหลือควรใช้เป็นทางผ่าน ไม่ควรใช้เป็นจุดจบของทุก Phrase


     ถ้ายังไม่แม่นว่าโหมดแต่ละแบบมีโครงสร้างเสียงต่างกันอย่างไร ควรย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่อง โหมดและสเกลคืออะไร ก่อน แล้วค่อยกลับมาดูว่าโหมดเหล่านั้นสัมพันธ์กับเสียงในคอร์ดจริงอย่างไร


แยกโน้ตใน Mode กับ Chord Tone ออกเป็น 3 กลุ่มก่อนเริ่ม Improvisation

     ก่อนจะใช้ Mode ในการโซโล่ ควรเลิกมองสเกลเป็นโน้ต 7 ตัวที่มีน้ำหนักเท่ากันทั้งหมด เพราะในเพลงจริง โน้ตแต่ละตัวไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกัน และไม่ได้เหมาะจะเป็นจุดพักหรือจุดจบเท่ากันทุกตัว


     วิธีที่นำไปใช้ได้จริงคือ แบ่งโน้ตออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Chord Tone, โน้ตสีสันของ Mode และ Passing Tone เมื่อแยกได้ชัดเจน ผู้เล่นจะเลือกโน้ตได้แม่นขึ้นว่าโน้ตใดควรใช้เป็นจุดยืน โน้ตใดควรใช้เพิ่มสีสัน และโน้ตใดควรใช้เชื่อมให้ Phrase ลื่นไหล

โต๊ะฝึกดนตรีที่มีคอกีต้าร์ สมุดโน้ตเปล่า คีย์บอร์ด และปากกาสีสำหรับวิเคราะห์หน้าที่โน้ต

     ถ้าต้องการฝึกแยกหน้าที่ของโน้ตให้ชัดขึ้น สามารถอ่านต่อเรื่อง วิเคราะห์โน้ตในเมโลดี้ เพื่อดูว่าโน้ตแต่ละตัวทำหน้าที่เป็น Chord Tone, Passing Tone หรือโน้ตสีสันของ Harmony อย่างไร


1. Chord Tone คือโน้ตที่บอกคอร์ดชัดที่สุด

     Chord Tone คือโน้ตที่ประกอบกันเป็นคอร์ด เช่น Root, 3rd, 5th และ 7th ในกรณีที่เป็นคอร์ดแบบ 7th chord โน้ตเหล่านี้เป็นเหมือนโครงหลักที่ทำให้คนฟังรับรู้ได้ว่า Harmony กำลังอยู่บนคอร์ดใด


     ถ้าต้องการทบทวนพื้นฐานการสร้างคอร์ดจาก Root, 3rd และ 5th สามารถอ่านบทเรียน Introduction to Chords ของ Musictheory.net เพื่อเข้าใจโครงสร้างคอร์ดพื้นฐานให้ชัดขึ้น


     ตัวอย่าง Dm7 มี Chord Tone คือ

     D F A C


     ถ้าโซโล่บนคอร์ด Dm7 แล้ว Phrase ลงจบที่ D, F, A หรือ C เสียงจะรู้สึกเข้าคอร์ดง่าย เพราะโน้ตเหล่านี้เป็นเสียงหลักของคอร์ด Dm7 โดยตรง


     ในทางปฏิบัติ โน้ต 3rd และ 7th มักมีความสำคัญมาก เพราะช่วยบอกลักษณะของคอร์ดได้ชัด เช่น เป็นคอร์ด minor, major, dominant หรือ maj7 ถ้าเน้นโน้ตสองตัวนี้ถูกจังหวะ การโซโล่จะฟังสัมพันธ์กับ Harmony มากขึ้นทันที


2. โน้ตสีสันของ Mode คือโน้ตที่ทำให้โหมดนั้นมีสีเสียงชัดขึ้น

     โน้ตสีสันของ Mode คือโน้ตที่ทำให้โหมดหนึ่งแตกต่างจากสเกลหรือโหมดอื่นที่ใกล้เคียงกัน เช่น D Dorian มีโน้ต B เป็นเสียง 6 ซึ่งทำให้ Dorian ต่างจาก Natural Minor ที่มี Bb


     บนคอร์ด Dm7 ถ้าเล่นเฉพาะ D F A C เสียงจะเข้าคอร์ด แต่ยังไม่ค่อยบอกสีของ Dorian มากนัก แต่ถ้าเติม B อย่างพอดี เสียง Dorian จะเริ่มชัดขึ้น เพราะ B เป็นโน้ตที่ทำให้เสียง minor มีความสว่างและเปิดมากขึ้น


     ตัวอย่าง D Dorian

     D E F G A B C


     Chord Tone ของ Dm7

     D F A C


     โน้ตสีสันของ Dorian

     B


     โน้ต B ไม่ใช่ Chord Tone ของ Dm7 แต่เป็นโน้ตที่ช่วยให้เสียง Dorian มีลักษณะเฉพาะ คือเป็นเสียงแบบ minor ที่ไม่มืดเท่า Natural Minor และให้ความรู้สึกเปิดกว่า


3. Passing Tone คือโน้ตทางผ่าน ไม่ใช่ทุกตัวต้องเป็นจุดจบ

     Passing Tone คือโน้ตที่ใช้เชื่อมระหว่าง Chord Tone หรือใช้พาไปหา Target Note เพื่อให้ Phrase เคลื่อนไหวลื่นขึ้น โน้ตกลุ่มนี้มีประโยชน์มาก แต่ต้องเข้าใจว่าหน้าที่หลักของมันคือการพาเสียงเดินต่อ ไม่ใช่การเป็นจุดพักเสมอไป


     ใน D Dorian โน้ต E และ G สามารถใช้เป็นทางผ่านได้ดี เช่น เล่นจาก D ไป F หรือจาก F ไป A แต่ถ้าวางโน้ตเหล่านี้เป็นจุดจบของ Phrase บ่อยเกินไป เสียงอาจไม่บอกคอร์ดชัดเท่าการจบที่ Chord Tone


     หลักคิดแบบง่ายคือ Chord Tone เป็นเสาหลักของเสียง โน้ตสีสันของ Mode ใช้สร้างลักษณะเฉพาะให้โหมด ส่วน Passing Tone ใช้เชื่อมให้ Phrase เคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติ


ตัวอย่าง Dm7 กับ Dorian ใช้ Mode ให้ฟังเป็นคอร์ด Minor ที่มีสีสัน

     คอร์ด Dm7 เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับการฝึกฟัง Dorian เพราะ Dorian ให้เสียงแบบ minor แต่มีความสว่างและเปิดกว่า Natural Minor จึงเหมาะกับการฝึกแยกความต่างระหว่าง “เสียงที่เข้าคอร์ด” กับ “เสียงสีสันของโหมด”


     สำหรับผู้อ่านที่ต้องการดูภาพรวมของ Diatonic Modes เพิ่มเติม สามารถอ่านบทเรียน Diatonic Modes ของ Open Music Theory ประกอบ เพื่อเห็นความต่างของ Dorian, Mixolydian และ Lydian ในเชิงโครงสร้างเสียง


     D Dorian

     D E F G A B C


     Dm7 Chord Tone

     D F A C


     โน้ตสีสันสำคัญ

     B


     ลองเริ่มจาก Phrase ที่ใช้เฉพาะ Chord Tone ก่อน

     D F A C A F D


     Phrase นี้เข้าคอร์ดชัด เพราะใช้แต่โครงหลักของ Dm7 แต่ยังไม่ค่อยมีสีของ Dorian มากนัก เนื่องจากยังไม่ได้ใช้โน้ตที่ทำให้โหมดนี้มีลักษณะเฉพาะ


     จากนั้นลองเติมโน้ต B เข้าไปเป็นสีสัน

     D F A B C A F D


     ตอนนี้เสียง Dorian จะเริ่มชัดขึ้น เพราะ B ช่วยเพิ่มความสว่างให้เสียง minor แต่ Phrase ยังไม่หลุดคอร์ด เพราะยังยึด D F A C เป็นแกนหลักอยู่ตลอด


วิธีวาง Target Note บน Dorian

     ถ้าต้องการให้โซโล่เข้าคอร์ด ควรเลือก Target Note จาก Chord Tone ก่อน เช่น F หรือ C แล้วค่อยเติม B เพื่อเพิ่มสีของ Dorian วิธีนี้ช่วยให้ Phrase มีทั้งความชัดของคอร์ดและสีสันของโหมด


     ตัวอย่างแนวคิดคือ เริ่มจาก D ขยับไป F เพื่อยืนยันความเป็น minor ผ่าน A แตะ B เพื่อให้ได้สีของ Dorian แล้วจบที่ C หรือ F เพื่อกลับเข้าสู่เสียงหลักของคอร์ด


     ตัวอย่าง Phrase

     D E F A B C A F


     Phrase นี้ใช้ E เป็น Passing Tone, ใช้ F และ A เป็น Chord Tone, ใช้ B เป็นสีของ Dorian และจบที่ F ซึ่งช่วยบอกความเป็น Dm7 ได้ชัด

มือกีต้าร์ฝึก Mode กับ Chord Tone โดยเลือก Target Note บนคอกีต้าร์หน้าจอแล็ปท็อปเปล่า

     ถ้าต้องการฝึกให้โน้ตเป้าหมายลงตรงจังหวะสำคัญมากขึ้น ควรอ่านต่อเรื่อง วาง Target Note บนจังหวะสำคัญ เพื่อให้ Phrase ไม่ใช่แค่ถูกสเกล แต่มีจุดหมายที่ฟังชัดเจน


ตัวอย่าง G7 กับ Mixolydian ใช้ b7 ให้เสียง Dominant ชัดขึ้น

     G Mixolydian เป็น Mode ที่ใช้กับคอร์ด G7 ได้ตรงมาก เพราะมีทั้ง 3rd และ b7 ซึ่งเป็นเสียงสำคัญของคอร์ด Dominant 7 ถ้าจับสองเสียงนี้ได้แม่น การโซโล่บน G7 จะฟังชัดขึ้นทันที


     G Mixolydian

     G A B C D E F


     G7 Chord Tone

     G B D F


     โน้ตที่บอกเสียง Dominant ได้ชัดมากคือ

     B และ F


     ในคอร์ด G7 โน้ต B คือ 3rd และ F คือ b7 สองตัวนี้เป็น Guide Tone สำคัญ ถ้าโซโล่แล้วเน้น B กับ F ถูกจังหวะ เสียงจะบอกคอร์ด G7 ได้ชัดกว่าการไล่ G A B C D E F แบบไม่มีทิศทาง

นักดนตรีฝึก Guide Tone ระหว่างคีย์บอร์ดและกีต้าร์เพื่อให้เสียง Dominant มีทิศทางชัดเจน

     ถ้าอยากฝึกให้เสียง 3rd และ 7th เดินตามคอร์ดได้ชัดขึ้น ควรอ่านต่อเรื่อง Guide Tone Line เพื่อเข้าใจว่าการวางโน้ตสำคัญของแต่ละคอร์ดช่วยให้โซโล่มีทิศทางอย่างไร


ทำไม Mixolydian ไม่ใช่แค่ Major Scale ที่เปลี่ยนโน้ตตัวเดียว

     ถ้ามองในเชิงทฤษฎี G Mixolydian ต่างจาก G Major ที่โน้ตตัวที่ 7


     G Major

     G A B C D E F#


     G Mixolydian

     G A B C D E F


     แต่ในการโซโล่ ความต่างไม่ได้อยู่แค่การจำว่า F# เปลี่ยนเป็น F เท่านั้น สิ่งสำคัญคือ F เป็น b7 ของ G7 และเป็นโน้ตที่ทำให้เสียง Dominant ชัดขึ้น


     ถ้าเล่น G Mixolydian แต่ไม่เคยเน้น F หรือไม่เคยเชื่อม F กับ B เสียงจะไม่ค่อยให้ความรู้สึกของ G7 เท่าที่ควร เพราะยังไม่ได้ใช้โน้ตสำคัญที่บอกลักษณะของคอร์ดนี้อย่างชัดเจน


     ตัวอย่าง Phrase ที่อิง Chord Tone

     G B D F D B G


     เพิ่ม Passing Tone และสีของ Mixolydian

     G A B D E F D B


     Phrase นี้ยังคงเข้าคอร์ด เพราะ B, D และ F เป็น Chord Tone สำคัญ ส่วน A และ E ช่วยให้ไลน์เดินลื่นขึ้น และทำให้ Phrase ฟังเป็นประโยคมากกว่าแค่การไล่โน้ตในสเกล


ตัวอย่าง Lydian กับ Cmaj7 หรือ Fmaj7 ใช้ #4 อย่างไรไม่ให้เสียงลอยเกินไป

     Lydian เป็น Mode ที่มีเสียงเด่นจาก #4 ซึ่งให้ความรู้สึกเปิด ลอย สว่าง และกว้างกว่า Major Scale ปกติ แต่ถ้าใช้ #4 โดยไม่รู้ว่าจะพาไปหาโน้ตใด เสียงอาจลอยเกินคอร์ดได้ง่าย


     ตัวอย่าง C Lydian

     C D E F# G A B


     Cmaj7 Chord Tone

     C E G B


     โน้ตสีสันสำคัญ

     F#


     ถ้าเล่น Cmaj7 แล้วใช้ C Major Scale ปกติ จะมี F ธรรมชาติ ซึ่งเป็น 4th และอาจชนกับ E ซึ่งเป็น 3rd ของคอร์ด Cmaj7 ในบางจังหวะ


     แต่ถ้าใช้ C Lydian โน้ต F# จะให้สีที่เปิดกว่า และไม่ชนกับ E แบบเดียวกับ 4th ปกติ จึงทำให้เสียง Cmaj7 มีความกว้างและสว่างขึ้น


การใช้ #4 ต้องมีจุดกลับเข้าคอร์ด

     แม้ F# จะเป็นเสียงสีสันสำคัญของ Lydian แต่ไม่ควรวางให้ลอยโดยไม่มีทิศทางตลอดเวลา เพราะผู้ฟังอาจรู้สึกว่าไลน์หลุดจากคอร์ด หรือไม่รู้ว่า Phrase กำลังจะพาไปที่ใด


     วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือ ใช้ F# เพื่อพาไปหา Chord Tone เช่น G หรือ E วิธีนี้ทำให้ได้สีของ Lydian แต่ยังมีจุดยึดกับคอร์ดเดิม


     ตัวอย่าง Phrase

     C E F# G B G E C


     ใน Phrase นี้ F# ทำหน้าที่เป็นสีของ Lydian แล้วคลี่ไปหา G ซึ่งเป็น Chord Tone ทำให้เสียงเปิดขึ้น แต่ยังไม่หลุดออกจาก Harmony


     ถ้าใช้กับ Fmaj7 Lydian จะเป็น F Lydian

     F G A B C D E


     Fmaj7 Chord Tone

     F A C E


     โน้ตสีสันสำคัญ

     B


     ตัวอย่าง Phrase

     F A B C E C A F


     โน้ต B ทำให้ Fmaj7 มีสี Lydian ชัด แต่ยังมี F A C E เป็นโครงหลักคอยยึดเสียงของคอร์ดไว้


วิธีฝึก Mode กับ Chord Tone บนกีต้าร์และเครื่องดนตรีอื่น

     การฝึก Mode ให้ใช้ได้จริง ไม่ควรเริ่มจากการไล่สเกลขึ้นลงอย่างเดียว แต่ควรฝึกให้ทั้งหูและนิ้วรู้ว่าโน้ตแต่ละตัวทำหน้าที่อะไรในคอร์ด เมื่อเข้าใจหน้าที่ของโน้ตแล้ว การโซโล่จะมีทิศทางมากขึ้น


ขั้นที่ 1 เล่นเฉพาะ Chord Tone ก่อน

     เลือกคอร์ดหนึ่งคอร์ด เช่น Dm7 แล้วเล่นเฉพาะ Chord Tone ก่อน อย่าเพิ่งเติมโน้ตอื่น เป้าหมายของขั้นนี้คือทำให้หูจำเสียงหลักของคอร์ดได้ชัด


     D F A C

     ฝึกเล่นขึ้น ลง ข้ามโน้ต และสลับลำดับ เช่น

     D F A C

     D A F C

     F D C A

     A C F D


     เป้าหมายคือให้หูจำเสียงคอร์ดได้ ไม่ใช่แค่ให้นิ้วจำตำแหน่ง เพราะถ้าหูยังไม่รู้ว่าเสียงใดเป็นโครงของคอร์ด การเติม Mode เข้าไปจะทำให้เสียงลอยได้ง่าย


     สำหรับมือกีต้าร์ ควรฝึกหา Chord Tone ชุดเดียวกันให้ได้หลายตำแหน่งบนคอกีต้าร์ ไม่ใช่จำแค่ Shape เดียว เพราะเวลาโซโล่จริง เราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมตลอดเวลา


ขั้นที่ 2 เติมโน้ตสีสันของ Mode ทีละตัว

     หลังจากเริ่มแม่น Chord Tone แล้ว ให้เติมโน้ตสีสันของ Mode เข้าไปทีละตัว อย่าเพิ่งเล่นครบทั้งสเกลทันที เพราะจะทำให้กลับไปติดนิสัยไล่โน้ตมากกว่าฟังหน้าที่ของเสียง


     Dm7 + Dorian

     เติม B

     G7 + Mixolydian

     เน้น F และความสัมพันธ์ระหว่าง F กับ B

     Cmaj7 + Lydian

     เติม F#


     อย่าเพิ่งรีบเล่นให้ครบทุกโน้ตของ Mode ให้เริ่มจากการถามว่า โน้ตสีสันตัวนี้ควรพาไปหา Chord Tone ตัวใด


     เช่น B ใน D Dorian อาจพาไปหา C หรือ A, F ใน G Mixolydian อาจเชื่อมไปหา E หรือ B แล้วแต่บริบทของคอร์ดถัดไป ส่วน F# ใน C Lydian มักพาไปหา G ได้อย่างเป็นธรรมชาติ


ขั้นที่ 3 ใช้ Passing Tone เพื่อเชื่อม ไม่ใช่เพื่อโชว์สเกล

     เมื่อ Chord Tone และโน้ตสีสันเริ่มชัดแล้ว ค่อยเติม Passing Tone เพื่อให้ Phrase ไหลลื่นขึ้น จุดสำคัญคือใช้โน้ตทางผ่านเพื่อเชื่อมไปหาเป้าหมาย ไม่ใช่ใช้เพื่อเล่นสเกลให้ครบทุกตัว


     ตัวอย่าง D Dorian

     Chord Tone

     D F A C


     สี Dorian

     B


     Passing Tone

     E G


     Phrase ฝึก

     D E F A B C A F


     ลองตรวจสอบว่า ถ้าตัด E และ G ออก Phrase ยังบอก Dm7 ได้หรือไม่ ถ้ายังบอกได้ แปลว่าโครงของ Phrase แข็งแรงพอ แต่ถ้าตัดโน้ตทางผ่านออกแล้วไม่เหลือความรู้สึกของคอร์ด แสดงว่า Phrase ยังพึ่งสเกลมากเกินไป


วิธีเช็คว่าโซโล่ด้วย Mode แล้วเข้าคอร์ดจริงหรือแค่ไล่สเกล

     มีวิธีตรวจสอบง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้ทฤษฎีซับซ้อนมาก สิ่งสำคัญคือฟังให้ได้ว่า Phrase ของเรากำลังบอกคอร์ด หรือแค่เคลื่อนผ่านโน้ตในสเกลไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมายชัดเจน


เช็คโน้ตที่ตกบนจังหวะแรง

     ให้ดูว่าโน้ตที่ตกบน Beat 1 หรือ Beat 3 เป็น Chord Tone หรือไม่ ถ้า Phrase ส่วนใหญ่ลงจังหวะแรงด้วยโน้ตที่ไม่เกี่ยวกับคอร์ด เสียงอาจฟังลอยหรือไม่ชัด


     ลองเปิดเมโทรนอมช้า ๆ แล้วเล่น Phrase เดิม จากนั้นสังเกตว่าโน้ตสำคัญตกอยู่ตรงจังหวะใด การฝึกแบบนี้ช่วยให้เห็นชัดว่าเราใช้โน้ตสำคัญเป็นจุดยืนจริงหรือไม่


     ถ้าเล่นบน Dm7 แล้ว Beat 1 ลงที่ F หรือ C เสียงจะเข้าคอร์ดชัดกว่า Beat 1 ลงที่ E โดยไม่มีทิศทางไปหาโน้ตอื่นต่อ เพราะ F และ C เป็นเสียงหลักของคอร์ดมากกว่า


เช็คว่าโน้ตสีสันของ Mode ถูกใช้เพื่อสร้างสีเสียงจริงหรือไม่

     ถ้าเล่น Dorian แต่ไม่เคยทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงเสียง 6 เช่น B ใน D Dorian เสียงอาจไม่ต่างจาก minor ทั่วไปมากนัก เพราะยังไม่ได้ใช้โน้ตที่ทำให้โหมดนี้มีสีเฉพาะ


     ถ้าเล่น Lydian แต่ F# ไม่เคยมีบทบาทเลย คนฟังอาจไม่ได้ยินสีของ Lydian ชัดพอ แม้โน้ตทั้งหมดจะอยู่ในสเกลถูกต้องก็ตาม


     ในทางกลับกัน ถ้าใช้โน้ตสีสันมากเกินไปโดยไม่กลับเข้าหา Chord Tone เสียงก็อาจลอยเกินคอร์ดได้เช่นกัน ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลระหว่างความชัดของคอร์ดกับสีสันของโหมด


เช็คด้วย Backing Track แบบคอร์ดเดียว

     วิธีฝึกที่ตรงมากคือ เปิด Backing Track คอร์ดเดียว เช่น Dm7 หรือ G7 แล้วลองเล่น 3 รอบ โดยแต่ละรอบให้มีเป้าหมายต่างกัน


     รอบที่ 1 เล่นเฉพาะ Chord Tone

     รอบที่ 2 เติมโน้ตสีสันของ Mode

     รอบที่ 3 เติม Passing Tone และสร้าง Phrase จริง


     ถ้ารอบที่ 3 ยังฟังเข้าคอร์ด และมีสีของ Mode ชัด แปลว่าคุณไม่ได้แค่ไล่สเกล แต่เริ่มใช้ Mode กับ Harmony ได้จริง


ข้อผิดพลาดที่ทำให้ใช้ Mode แล้วเสียงไม่เข้าคอร์ด

     ข้อผิดพลาดแรกคือ จำ Pattern มากกว่าฟังเสียง ผู้เล่นบางคนเล่น Shape ได้เร็ว แต่ไม่รู้ว่าโน้ตที่กำลังกดคือ Root, 3rd, 7th หรือ Tension อะไร ทำให้ควบคุมทิศทางของ Phrase ได้ยาก


     ข้อผิดพลาดที่สองคือ ให้น้ำหนักทุกโน้ตเท่ากันหมด ทั้งที่ในเพลงจริง Chord Tone ควรเป็นโครงหลัก ส่วนโน้ตอื่นควรทำหน้าที่เป็นสีสันหรือทางผ่าน ไม่ใช่ทุกโน้ตจะเหมาะเป็นจุดพักเท่ากัน


     ข้อผิดพลาดที่สามคือ ไม่สนใจคอร์ดถัดไป การโซโล่ที่ดีไม่ได้ดูแค่คอร์ดปัจจุบัน แต่ต้องรู้ด้วยว่า Phrase กำลังจะพาไปที่ใด ถ้าคอร์ดถัดไปเปลี่ยนจาก Dm7 ไป G7 หรือ Cmaj7 Target Note ก็ควรเปลี่ยนตาม Harmony ด้วย


     ข้อผิดพลาดสุดท้ายคือ เล่นเร็วเกินกว่าที่หูจะฟังทัน การใช้ Mode ให้ดีไม่จำเป็นต้องเล่นเร็วเสมอไป Phrase สั้น ๆ ที่ลง Chord Tone ถูกจังหวะ มักฟังดีกว่าการไล่สเกลยาว ๆ แต่ไม่บอกคอร์ด


แบบฝึกสั้นสำหรับเริ่มใช้ Mode กับ Chord Tone ในเพลงจริง

     ลองใช้ Progression ง่าย ๆ นี้เพื่อฝึกให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ด โหมด และ Target Note อย่างชัดเจน


     Dm7 | G7 | Cmaj7 |


     ให้ฝึกทีละคอร์ดก่อน โดยเริ่มจากการหา Chord Tone แล้วค่อยเติมโน้ตสีสันของแต่ละ Mode เข้าไป


     Dm7 ใช้ D Dorian

     เน้น D F A C


     เติม B เป็นสี Dorian

     G7 ใช้ G Mixolydian

     เน้น G B D F

     ให้ B และ F ช่วยบอกเสียง Dominant


     Cmaj7 ใช้ C Lydian

     เน้น C E G B


     เติม F# เป็นสี Lydian


     จากนั้นลองสร้าง Phrase ที่แต่ละห้องมี Target Note ชัด เพื่อให้เสียงของแต่ละคอร์ดเด่นขึ้น ไม่ใช่เล่นโน้ตต่อกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมาย


     Dm7

     D F A B C


     G7

     B D F E D


     Cmaj7

     E F# G B C


     สิ่งที่ควรฟังคือ Phrase เคลื่อนตามคอร์ดหรือไม่ เมื่อคอร์ดเปลี่ยนจาก Dm7 ไป G7 เสียงควรเริ่มบอก Dominant มากขึ้น และเมื่อไป Cmaj7 เสียงควรคลี่กลับมารู้สึกมั่นคง


     ถ้าฝึกต่อยอดจากบทความเรื่อง Chord Tone, โน้ตในคอร์ด หรือ Voice Leading จะช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่าโน้ตแต่ละตัวไม่ได้อยู่แยกกัน แต่กำลังพา Harmony เคลื่อนจากคอร์ดหนึ่งไปอีกคอร์ดหนึ่ง

นักดนตรีฝึก Mode กับ Chord Tone กับกีต้าร์ คีย์บอร์ด และสมุดเปล่า เพื่อเปลี่ยนสเกลเป็นภาษาโซโล่

ใช้ Mode ให้เป็นภาษา ไม่ใช่แค่สเกล

     Mode จะเริ่มมีความหมายจริงเมื่อผู้เล่นรู้ว่าโน้ตแต่ละตัวทำหน้าที่อะไรในคอร์ด ไม่ใช่แค่รู้ว่า Mode นั้นมีโน้ตอะไรบ้าง เพราะสิ่งที่ทำให้โซโล่ฟังดีไม่ใช่จำนวนโน้ตที่เล่นได้ แต่คือการเลือกโน้ตให้เหมาะกับจังหวะและคอร์ด


     ถ้าเริ่มจาก Chord Tone ก่อน Phrase จะมีโครง Harmony ชัด ถ้าเติมโน้ตสีสันของ Mode อย่างมีเป้าหมาย เสียงจะมีสีสันเฉพาะ และถ้าใช้ Passing Tone เชื่อมอย่างพอดี การโซโล่จะฟังเป็นประโยคดนตรีมากขึ้น


     ดังนั้นการฝึกใช้โหมดร่วมกับเสียงคอร์ดควรเริ่มช้า ๆ ฟังเสียงแต่ละโน้ตให้ชัด และตรวจสอบเสมอว่า Target Note ของเรากำลังบอกคอร์ด หรือกำลังทำให้ไลน์หลุดออกจาก Harmony การโซโล่ที่ดีไม่ใช่การเล่นโน้ตในสเกลให้ครบ แต่คือการเลือกโน้ตให้สัมพันธ์กับคอร์ด จังหวะ และอารมณ์ของเพลงจริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น