มือกีต้าร์จำนวนมากเริ่มฝึก Hybrid Picking แล้วพบปัญหาคล้ายกัน คือโน้ตที่ดีดด้วยปิ๊กมักดังและคมกว่าโน้ตที่เกี่ยวด้วยนิ้ว บางคนควบคุมนิ้วกลาง (Middle Finger) ได้ค่อนข้างดี แต่เมื่อเพิ่มนิ้วนาง (Ring Finger) เสียงกลับเบาลง หรือเมื่อเล่นข้ามสายแล้วโน้ตจากปิ๊กกับนิ้วออกเสียงไม่ตรงจังหวะ ทำให้บางโน้ตดังเด่นเกินไป ขณะที่บางโน้ตเบาจนแทบหายไปจากวลีดนตรี
ดังนั้น เป้าหมายแรกของเทคนิคนี้จึงไม่ใช่การเล่นให้เร็ว แต่คือการทำให้ปิ๊ก นิ้วกลาง และนิ้วนางทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความดัง ความตรงของจังหวะ ความยาวของโน้ต และการควบคุมสายที่ไม่ได้เล่น เมื่อพื้นฐานเหล่านี้มั่นคงแล้ว การนำเทคนิคไปใช้กับ Triad, Arpeggio, String Skipping และ Chord Tone ก็จะลื่นไหลขึ้น โดยไม่ต้องฝืนมือให้เล่นเร็วกว่าระดับที่ตนเองควบคุมได้
Hybrid Picking ต้องคุมอะไรให้ได้ก่อนเพิ่มความเร็ว
ก่อนเริ่มฝึกรูปแบบที่ยาวหรือซับซ้อน ควรเช็คสามเรื่องก่อน ได้แก่ ความสมดุลของความดัง ความตรงของจังหวะ และเสียงรบกวนจากสายอื่น เพราะต่อให้เล่นโน้ตถูกทุกตัว หากปิ๊กกับนิ้วให้น้ำหนักเสียงต่างกันมาก วลีดนตรีก็ยังฟังไม่ต่อเนื่อง
เรื่องแรกคือความดังระหว่างปิ๊กกับนิ้ว โน้ตจากปิ๊กไม่ควรดังพุ่งออกมาจนกลบโน้ตจากนิ้ว ขณะเดียวกัน โน้ตจากนิ้วกลางและนิ้วนางก็ไม่ควรเบาจนฟังเหมือนขาดหายไปจากแนวเสียง
เรื่องที่สองคือ Timing หรือความตรงของจังหวะ โน้ตที่เล่นด้วยปิ๊ก นิ้วกลาง และนิ้วนางควรเริ่มดังตรงตำแหน่งจังหวะที่ตั้งใจ ไม่ควรเกิดอาการเหมือนนิ้วรอปิ๊ก หรือปิ๊กรอนิ้วทุกครั้งที่เปลี่ยนสาย
เรื่องสุดท้ายคือเสียงรบกวนจากสายอื่น การใช้ปิ๊กร่วมกับนิ้วช่วยให้มือขวาเข้าถึงหลายสายได้สะดวกขึ้น แต่ถ้าควบคุมไม่ดี สายที่ไม่ได้ตั้งใจเล่นอาจสั่นตามและทำให้เสียงโดยรวมไม่สะอาด
ในช่วงเริ่มต้นสามารถแบ่งหน้าที่แบบง่าย ๆ ก่อน เช่น ให้ปิ๊กรับผิดชอบสายที่ให้เสียงต่ำกว่า ให้นิ้วกลางเล่นสายเสียงสูงถัดไป และให้นิ้วนางเล่นสายเสียงสูงขึ้นไปอีกหนึ่งเส้น วิธีนี้เป็นเพียงระบบสำหรับฝึกให้มือจดจำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่กฎตายตัว เมื่อควบคุมได้ดีแล้วจึงค่อยปรับการใช้นิ้วให้เหมาะกับวลีดนตรีแต่ละแบบ
ทำไมเสียงจากปิ๊กกับนิ้วจึงดังไม่เท่ากัน
คำว่า “ทำให้เสียงเท่ากัน” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้เนื้อเสียงจากปิ๊กและปลายนิ้วเหมือนกันทุกประการ เพราะลักษณะการเริ่มต้นของเสียงจากปิ๊กกับนิ้วแตกต่างกันตามธรรมชาติ
แนวคิดการใช้ปิ๊กร่วมกับนิ้วมือขวาลักษณะนี้มีการอธิบายไว้ใน บทเรียนด้านเทคนิคกีต้าร์ของ Berklee Online ซึ่งกล่าวถึงการใช้ปิ๊กร่วมกับนิ้วกลางและนิ้วนางในการดีดสาย
เสียงจากปิ๊กเปลี่ยนแปลงได้ตามวัสดุ ความหนา มุมที่ปิ๊กกระทบสาย ความลึกที่ปิ๊กสัมผัสสาย และแรงที่ใช้ดีด ส่วนเสียงจากนิ้วขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ปลายนิ้วสัมผัสสาย ระยะที่นิ้วเกี่ยวสาย และลักษณะการปล่อยสายออกจากนิ้ว
สิ่งที่ควรทำให้ใกล้เคียงกันจึงไม่ใช่เนื้อเสียงทั้งหมด แต่เป็นระดับความดัง จังหวะที่โน้ตเริ่มดัง ความยาวของโน้ต และความสม่ำเสมอของการออกเสียง
เมื่อเล่นวลีดนตรีต่อเนื่อง เป้าหมายคือไม่ให้ผู้ฟังรู้สึกว่าโน้ตบางตัวดังพุ่งออกมา หรือบางตัวเบาจนหายไป เพียงเพราะมือขวาเปลี่ยนจากการใช้ปิ๊กไปใช้นิ้ว
ถ้าโน้ตจากปิ๊กดังเกินไป อย่ารีบแก้ด้วยการเกี่ยวสายด้วยนิ้วให้แรงขึ้นเพียงอย่างเดียว ให้ลองเช็คก่อนว่าปิ๊กสัมผัสสายลึกเกินไปหรือไม่ จับปิ๊กแน่นเกินไปหรือเปล่า และใช้แรงดีดมากเกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะถ้าเพิ่มแรงทั้งจากปิ๊กและนิ้วพร้อมกัน มืออาจเกร็งมากขึ้น แต่ความสมดุลของเสียงยังไม่ดีขึ้น
เริ่มฝึก Hybrid Picking ด้วย Pick + Middle Finger จากสองสาย
แบบฝึกแรกควรลดจำนวนสิ่งที่ต้องควบคุมให้น้อยที่สุด โดยใช้เพียงปิ๊กกับนิ้วกลางบนสองสายก่อน วิธีนี้ช่วยให้ได้ยินความแตกต่างของความดังและจังหวะระหว่างปิ๊กกับนิ้วได้ชัดเจน
กำหนดสัญลักษณ์ดังนี้
P = Pick หรือปิ๊ก
M = Middle Finger หรือนิ้วกลาง
R = Ring Finger หรือนิ้วนาง
ลองใช้โน้ตง่าย ๆ เช่น
สาย 3 เฟรต 5 = C — P
สาย 2 เฟรต 5 = E — M
เล่นวนเป็น
C – E – C – E
หรือ
P – M – P – M
วางโน้ตแต่ละตัวลงบน Subdivision หรือการแบ่งจังหวะย่อยที่สม่ำเสมอ และเลือก Tempo ที่ช้าพอให้ได้ยินจุดเริ่มต้นของแต่ละโน้ตอย่างชัดเจน
อย่าเพิ่งสนใจว่ากำลังเล่นอยู่ที่กี่ BPM ให้ฟังก่อนว่าเสียง C จากปิ๊กกับเสียง E จากนิ้วกลางดังใกล้เคียงกันหรือไม่ และโน้ตทั้งสองออกเสียงตรงตามจังหวะที่ตั้งใจหรือเปล่า
เช็คคุณภาพก่อนเพิ่ม Ring Finger
เล่นรูปแบบเดิมซ้ำหลายรอบ แล้วเช็คทีละข้อ
- โน้ตจากปิ๊กดังโดดออกมาหรือไม่
- โน้ตจากนิ้วกลางเบาจนแนวเสียงฟังยุบลงหรือไม่
- โน้ตทั้งสองมีความยาวตามที่ตั้งใจหรือไม่
- ตอนเปลี่ยนจากปิ๊กไปใช้นิ้ว มีช่องว่างระหว่างโน้ตหรือไม่
- ตอนนิ้วกลางเกี่ยวสาย มีเสียงจากสายข้างเคียงดังตามมาหรือไม่
ถ้ายังได้ยินความแตกต่างอย่างชัดเจน อย่าเพิ่งเพิ่มจำนวนโน้ตหรือเพิ่มความเร็ว เพราะยิ่งแบบฝึกซับซ้อนขึ้น ก็ยิ่งหาต้นเหตุของปัญหาได้ยากขึ้น
เพิ่ม Ring Finger ด้วย Three-String Triad
เมื่อปิ๊กกับนิ้วกลางเริ่มให้ความดังและจังหวะใกล้เคียงกันแล้ว จึงค่อยเพิ่มนิ้วนาง โดยใช้ Triad เป็นวัสดุสำหรับฝึก เพราะ Triad มีโน้ตสามตัวซึ่งสามารถกระจายไปบนสามสายได้ และยังทำให้แบบฝึกมีลักษณะเป็นดนตรีมากกว่าการเล่นโน้ตแบบสุ่ม
ตัวอย่าง C Major Triad
1 – 3 – 5
C – E – G
ใช้ตำแหน่ง
สาย 3 เฟรต 5 = C — P
สาย 2 เฟรต 5 = E — M
สาย 1 เฟรต 3 = G — R
เล่นจากสายเสียงต่ำขึ้นไปเป็น
P – M – R
แล้วเล่นย้อนกลับเป็น
R – M – P
จุดที่ควรฟังเป็นพิเศษคือนิ้วนาง เพราะหลายคนควบคุมนิ้วกลางได้ง่ายกว่านิ้วนาง จึงอาจทำให้โน้ตตัวบนสุดของ Triad เบากว่าสองตัวแรก หรือเริ่มดังช้ากว่าเล็กน้อย
เปลี่ยนลำดับเพื่อไม่ให้มือจำแค่ทางขึ้นลง
เมื่อเล่น 1 – 3 – 5 และ 5 – 3 – 1 ได้แล้ว ให้ลองสลับลำดับ เช่น
1 – 5 – 3
3 – 1 – 5
5 – 1 – 3
จุดประสงค์ไม่ได้อยู่ที่การสร้างลำดับ Triad ที่ซับซ้อน แต่ต้องการเช็คว่ามือขวาควบคุมปิ๊ก นิ้วกลาง และนิ้วนางได้จริง หรือเพียงจดจำการเคลื่อนไหวแบบขึ้นสามสายแล้วลงสามสายเท่านั้น
ถ้าเปลี่ยนลำดับแล้วเสียงจากนิ้วนางเบาลง จังหวะเริ่มคลาด หรือมือเกิดอาการชะงัก แสดงว่าการประสานงานของมือขวายังยึดติดกับรูปแบบเดิมมากเกินไป ควรลดความเร็วและฝึกลำดับใหม่จนเล่นได้อย่างสม่ำเสมอก่อน
ใช้ Hybrid Picking เล่น Arpeggio 1–3–5–7 อย่างไรให้ลื่น
ขั้นต่อไปคือขยายจากสามสายเป็นสี่สาย เพื่อให้มือขวาต้องจัดการกับการข้ามสายมากขึ้น โดยยังคงรักษาความดังและความตรงของจังหวะให้สม่ำเสมอเหมือนเดิม
ลองใช้ Cmaj7 เป็นวัสดุสำหรับฝึก
C – E – G – B
1 – 3 – 5 – 7
ตัวอย่างตำแหน่ง
สาย 4 เฟรต 10 = C
สาย 3 เฟรต 9 = E
สาย 2 เฟรต 8 = G
สาย 1 เฟรต 7 = B
รูปแบบเริ่มต้นแบบหนึ่งคือ
P – P – M – R
ให้ปิ๊กรับผิดชอบสองสายล่าง แล้วใช้นิ้วกลางกับนิ้วนางรับผิดชอบสองสายบน
ตอนเล่นย้อนกลับใช้
R – M – P – P
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าทุกคนต้องใช้นิ้วตามรูปแบบนี้ แต่ควรเริ่มจากการกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้มือรู้ว่าโน้ตแต่ละตำแหน่งจะเล่นด้วยปิ๊กหรือนิ้วใด เมื่อควบคุมระบบนี้ได้ดีแล้วจึงค่อยปรับการใช้นิ้วให้เหมาะกับวลีดนตรีที่ซับซ้อนขึ้น
ถ้าต้องการต่อยอดจากการใช้ Arpeggio เป็นวัสดุฝึกมือขวาไปสู่การเลือก Arpeggio เพื่อสร้างสีสันทาง Harmony สามารถศึกษาเรื่อง Arpeggio Superimposition แยกต่างหากได้
อย่าปล่อยให้โน้ตสุดท้ายกลายเป็น Accent โดยไม่ตั้งใจ
ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อเล่นสี่สายคือ นิ้วนางเกี่ยวสายแรงเกินไปเพราะต้องการให้แน่ใจว่าโน้ตดังออกมา ผลคือโน้ตตัวบนสุดกลายเป็น Accent หรือโน้ตที่ถูกเน้นทุกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ
ลองเล่นรูปแบบเดิมโดยตั้งใจให้ทุกโน้ตมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน หาก B ตัวสุดท้ายยังดังเด่นกว่าตัวอื่น ให้ลดระยะที่นิ้วนางเกี่ยวและปล่อยสาย แทนที่จะเพิ่มความดังของสามโน้ตก่อนหน้าให้ตามขึ้นมา
หลักคิดตรงนี้คือ “ทำให้เสียงสมดุลก่อนเพิ่มความเร็ว” เพราะถ้าเพิ่ม Tempo ทั้งที่น้ำหนักเสียงยังไม่สม่ำเสมอ มือจะยิ่งจดจำวิธีออกแรงแบบเดิม จนแก้ไขได้ยากขึ้นในภายหลัง
ฝึก String Skipping โดยไม่ให้สายที่ไม่ได้เล่นดัง
ข้อได้เปรียบสำคัญของการเล่นแบบปิ๊กผสมนิ้ว คือมือขวาไม่จำเป็นต้องใช้ปิ๊กเคลื่อนผ่านทุกสายเพื่อไปยังโน้ตที่อยู่ห่างกัน
ลองใช้ A Minor Triad บริเวณเฟรต 5
สาย 6 เฟรต 5 = A — P
สาย 3 เฟรต 5 = C — M
สาย 2 เฟรต 5 = E — R
ตอนเปลี่ยนจาก A บนสาย 6 ไป C บนสาย 3 มือขวาสามารถข้ามสาย 5 และสาย 4 ไปได้ทันที เพราะนิ้วกลางเตรียมอยู่ใกล้สาย 3 อยู่แล้ว
ข้อดีของการแบ่งหน้าที่ระหว่างปิ๊กกับนิ้วคือช่วยลดระยะที่มือขวาต้องเคลื่อนผ่านสายที่ไม่ได้เล่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังเสียงจากสายเหล่านั้นมากขึ้น เพราะอาจเกิดการสั่นตามโดยไม่ได้ตั้งใจ
Muting ช่วยควบคุมเสียงจากสายที่ไม่ได้เล่น
ในแบบฝึก String Skip ให้ตั้งใจฟังว่าสายใดดังขึ้นทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจเล่น เพราะเสียงเพียงเล็กน้อยจากสายข้างเคียงก็ทำให้รูปแบบที่เล่นฟังไม่ชัดเจนได้
มือซ้ายสามารถคลายแรงกดหรือแตะสายข้างเคียงบางส่วนเพื่อหยุดการสั่น ส่วนมือขวาสามารถใช้บริเวณที่เหมาะสมช่วยควบคุมสายเสียงต่ำที่ไม่ต้องการให้ดัง
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบบฝึกนี้ให้กลายเป็นการฝึก Palm Muting เต็มรูปแบบ เพราะเป้าหมายมีเพียงอย่างเดียว คือเมื่อเล่นโน้ตหนึ่งตัว ควรได้ยินเฉพาะสายที่ตั้งใจให้เกิดเสียง
ถ้ายังมีเสียงรบกวน ให้ลดรูปแบบเหลือเพียงสองโน้ตที่มีปัญหา เช่น A → C แล้วเล่นสองโน้ตนี้วนซ้ำ พร้อมฟังว่าสายใดเป็นต้นเหตุของเสียงรบกวน เมื่อควบคุมได้แล้วจึงค่อยนำนิ้วนางและโน้ตตัวที่สามกลับเข้ามา
ใช้ Chord Tone Target 3rd และ 7th ตอนเปลี่ยนคอร์ด
เมื่อควบคุมรูปแบบเดี่ยวได้แล้ว ขั้นต่อไปคือพาเทคนิคมือขวานี้ออกจากแบบฝึกที่เล่นซ้ำอยู่กับที่ แล้วนำไปใช้กับการเปลี่ยนคอร์ดจริง
ลองใช้ทางเดินคอร์ดสั้น ๆ
Dm7 → G7
กำหนดโจทย์ว่าเมื่อคอร์ดเปลี่ยนเป็น G7 โน้ตแรกของวลีใหม่ต้องเป็น 3rd หรือ 7th ของคอร์ดนั้น
ตัวอย่าง Target 3rd
Dm7
D – F – A – C
G7
B – D – F – G
ในตัวอย่างนี้ B คือ Target Note หรือโน้ตเป้าหมายตัวแรกเมื่อเปลี่ยนเข้าสู่ G7
จากนั้นลองแบบ Target 7th
Dm7
D – F – A – C
G7
F – D – B – G
คราวนี้ F เป็นโน้ตเป้าหมายในจังหวะที่คอร์ดเปลี่ยนเป็น G7
แบบฝึกนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสอน Voice Leading หรือ Guide Tone ใหม่ทั้งหมด แต่ต้องการให้มือขวาเคลื่อนไปยังโน้ตที่กำหนดตามคอร์ดจริง แทนการเล่นรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่สนใจว่าคอร์ดกำลังเปลี่ยนไปทางใด
หากยังไม่คล่องเรื่อง Root, 3rd, 5th และ 7th หรือยังไม่คุ้นเคยกับการเลือก Chord Tone เป็นโน้ตเป้าหมาย ควรทบทวนเรื่อง Chord Tone ก่อน แล้วจึงกลับมาใช้ความรู้นั้นเป็นพื้นฐานสำหรับแบบฝึกนี้
ถ้ายังมองตำแหน่ง 1, 3, 5 และ b7 บนคอกีต้าร์ได้ไม่คล่อง การฝึก Interval Map กีต้าร์ จะช่วยให้หา Chord Tone เป้าหมายได้เร็วขึ้นก่อนนำกลับมาใช้กับแบบฝึกนี้
ให้ Target Note ตรงกับจังหวะที่คอร์ดเปลี่ยน
กำหนดให้แต่ละคอร์ดยาวเท่ากัน เช่น 4 Beat แล้ววาง Target Note ของคอร์ดใหม่ไว้ตรง Beat แรก
จากนั้นฟังว่าโน้ตเป้าหมายเริ่มดังตรงกับจังหวะหลักหรือไม่
ถ้านิ้วที่ต้องเล่น Target Note ออกเสียงช้ากว่าปิ๊กเล็กน้อย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเลือกโน้ตหรือคอร์ด แต่เกิดจากการประสานงานระหว่างปิ๊กกับนิ้ว ให้ตัดวลีดนตรีให้เหลือเพียงโน้ตก่อนเปลี่ยนคอร์ดกับ Target Note แล้วฝึกสองโน้ตนี้ต่อเนื่องกันโดยตรง
Hybrid Picking แล้วเสียงไม่สมดุล แก้จากตรงไหน
ถ้าเสียงจากปิ๊กดังเกินไป ให้เช็คว่าปิ๊กสัมผัสสายลึกเกินไปหรือไม่ ใช้แรงจับปิ๊กมากเกินไปหรือเปล่า และดีดผ่านสายแรงเกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะการจับปิ๊กแน่นหรือให้ปิ๊กสัมผัสสายลึกเกินไป มักทำให้ช่วงเริ่มต้นของเสียงแข็งและดังเกินไป
ถ้าเสียงจากนิ้วกลางเบาเกินไป ให้เช็คระยะที่นิ้วเกี่ยวสายและตำแหน่งที่ปลายนิ้วสัมผัสสาย อย่าพยายามดึงสายออกห่างจากตัวกีต้าร์มากเกินไปเพื่อเพิ่มความดัง เพราะจะทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วกว้างขึ้นและควบคุมจังหวะได้ยากกว่าเดิม
ถ้าเสียงจากนิ้วนางเบากว่านิ้วกลางอย่างชัดเจน ให้แยกนิ้วนางออกมาฝึกกับปิ๊กชั่วคราว เช่น
P – R – P – R
เมื่อนิ้วนางเริ่มออกเสียงได้สม่ำเสมอ จึงกลับมาเล่น
P – M – R
ถ้าจังหวะเริ่มเหลื่อมตอนข้ามสาย ให้ลด Tempo และลดจำนวนโน้ตในแบบฝึก อย่าพยายามแก้ด้วยการเล่นวลียาวซ้ำไปเรื่อย ๆ เพราะจะทำให้ระบุจุดที่ผิดได้ยากขึ้น
ถ้ามีเสียงจากสายที่ไม่ได้ตั้งใจเล่น ให้หยุดแล้วฟังว่าสายใดเป็นต้นเหตุ จากนั้นแก้การปิดเสียงของสายนั้นโดยเฉพาะ ก่อนกลับมาเล่นรูปแบบเต็มอีกครั้ง
ถ้าเล่นจากสายเสียงต่ำขึ้นไปยังสายเสียงสูงได้ดี แต่ติดขัดตอนเล่นย้อนกลับ ให้แยก P – M – R ออกจาก R – M – P เป็นคนละแบบฝึก เพราะการเคลื่อนไหวของมือในสองทิศทางนี้ให้ความรู้สึกต่างกัน และอาจต้องใช้เวลาในการฝึกไม่เท่ากัน
อัดเสียงเช็ค Attack ของ Pick กับ Finger อย่างไร
ขณะเล่น เราต้องแบ่งสมาธิไปควบคุมทั้งมือซ้าย มือขวา และจังหวะ จึงอาจไม่ได้ยินความไม่สม่ำเสมอเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ การอัดเสียงสั้น ๆ ประมาณ 10–20 วินาทีแล้วฟังย้อนหลังจึงช่วยให้ตรวจพบปัญหาเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
เลือกรูปแบบที่กำลังมีปัญหา แล้วอัดด้วยเสียงที่ทำให้ได้ยิน Attack หรือช่วงเริ่มต้นของโน้ตอย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องแต่งเสียงให้เรียบหรือใช้เอฟเฟคเพื่อกลบข้อผิดพลาด
ตอนฟังย้อนหลัง ให้เช็คทีละเรื่อง
- โน้ตจากปิ๊กดังเด่นกว่าตัวอื่นหรือไม่
- โน้ตจากนิ้วกลางเบากว่าโน้ตจากปิ๊กหรือไม่
- โน้ตจากนิ้วนางเบาจนแทบหายไปจากวลีหรือไม่
- แต่ละโน้ตเริ่มดังตรงตามจังหวะหรือไม่
- มีเสียงจากสายอื่นเกิดขึ้นตอนข้ามสายหรือไม่
- ความยาวของแต่ละโน้ตสม่ำเสมอตามที่ตั้งใจหรือไม่
ควรลองฟังโดยไม่มองมือ เพราะจะช่วยให้ตัดสินจากเสียงที่ได้ยินจริง โดยไม่เผลอใช้ภาพการเล่นมาช่วยตีความว่าโน้ตนั้นถูกหรือผิด
ถ้าใช้โปรแกรม DAW สามารถดู Waveform หรือรูปคลื่นเสียงประกอบได้ว่าโน้ตบางตัวมียอดคลื่นสูงหรือต่ำกว่ากลุ่มอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ แต่ควรใช้หูเป็นตัวตัดสินหลัก เพราะรูปคลื่นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ครบว่าโน้ตแต่ละตัวฟังสมดุลและเป็นธรรมชาติเมื่ออยู่ในวลีดนตรีหรือไม่
ควรเพิ่ม Tempo เมื่อไร
ควรเพิ่ม Tempo หลังจากควบคุมความดัง ความตรงของจังหวะ และความสะอาดของเสียงได้แล้ว ไม่ควรใช้ความเร็วเป็นเป้าหมายหลักตั้งแต่เริ่มฝึก
ก่อนเพิ่มความเร็ว ให้เช็คว่า
- เสียงจากปิ๊กไม่ดังโดดออกจากเสียงของนิ้ว
- โน้ตจากนิ้วกลางและนิ้วนางยังได้ยินครบ
- แต่ละโน้ตเริ่มดังตรงตามจังหวะ
- เสียงรบกวนจากสายอื่นอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
- ความยาวของโน้ตยังสม่ำเสมอ
- เล่นรูปแบบเดิมซ้ำหลายรอบแล้วคุณภาพยังคงเดิม
เมื่อผ่านเกณฑ์เหล่านี้แล้วจึงค่อยเพิ่ม Tempo ทีละน้อย แล้วเช็คคุณภาพด้วยเกณฑ์เดิมอีกครั้ง
ถ้าเพิ่มความเร็วแล้วเสียงจากนิ้วนางเริ่มเบาจนหาย ปิ๊กเริ่มกระแทกสายแรงขึ้น หรือขณะข้ามสายเริ่มมีเสียงจากสายที่ไม่ได้เล่น ให้ลดกลับมายัง Tempo ที่ยังควบคุมได้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าต้องเพิ่มหรือลดครั้งละกี่ BPM เพราะจุดที่เทคนิคเริ่มเสียของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
การไล่ Tempo จึงไม่ควรใช้เพียงเพื่อวัดว่าเล่นได้เร็วเพียงใด แต่ควรใช้เพื่อหาว่าเราสามารถรักษาความสมดุลของเสียง ความตรงของจังหวะ และการควบคุมสายได้ถึงความเร็วระดับใด
Hybrid Picking แบบไหนถือว่าเริ่มนำไปใช้กับดนตรีจริงได้แล้ว
การเล่นแบบนี้เริ่มมีประโยชน์ทางดนตรีจริงเมื่อเราไม่ต้องคอยคิดทุกโน้ตว่า ตัวนี้ต้องใช้ปิ๊ก ตัวนั้นต้องใช้นิ้วกลาง หรือตัวต่อไปต้องใช้นิ้วนาง แต่สามารถเลือกวิธีเล่นให้เหมาะกับตำแหน่งของสายและวลีดนตรีได้ โดยที่เสียงยังต่อเนื่องและจังหวะไม่สะดุด
ลำดับการฝึกที่เหมาะคือ
- Balance — ทำให้ความดังของปิ๊กกับนิ้วกลางใกล้เคียงกัน
- Coordinate — เพิ่มนิ้วนาง แล้วทำให้ปิ๊ก นิ้วกลาง และนิ้วนางทำงานต่อเนื่องกัน
- Expand — ขยายแบบฝึกไปยัง Arpeggio สี่สาย
- Skip — เล่น Chord Tone บนสายที่ไม่ติดกัน
- Clean — ควบคุมสายที่ไม่ได้เล่นไม่ให้ส่งเสียงรบกวน
- Connect — นำรูปแบบไปใช้กับการเปลี่ยนคอร์ด และให้ Target 3rd หรือ 7th ตรงกับจังหวะที่คอร์ดเปลี่ยน
- Verify — อัดเสียงแล้วเช็คความดัง ความตรงของจังหวะ และเสียงรบกวนจากสาย
- Accelerate — เพิ่ม Tempo โดยยังรักษาคุณภาพเดิมไว้ได้
เกณฑ์สำคัญจึงไม่ใช่จำนวนโน้ตต่อวินาที แต่คือการที่ปิ๊ก นิ้วกลาง และนิ้วนางสามารถทำงานต่อเนื่องกันจนฟังเป็นวลีดนตรีเดียว แม้เสียงจากปิ๊กและนิ้วจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันตามธรรมชาติก็ตาม
เมื่อสามารถเล่น Triad สามสาย, Arpeggio 1–3–5–7, String Skipping และการเปลี่ยนคอร์ดได้โดยไม่มีโน้ตตัวใดดังโดด จังหวะไม่สะดุด และสายที่ไม่ได้เล่นไม่ส่งเสียงรบกวน นั่นคือจุดที่เทคนิคนี้เริ่มเปลี่ยนจากแบบฝึกมือขวาไปเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างวลีดนตรีและนำไปใช้กับการเล่นจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หากต้องการเล่น Arpeggio หรือ Phrase ข้ามสายด้วยปิ๊กเพียงอย่างเดียวแทนการใช้ปิ๊กผสมนิ้ว ควรดูต่อว่าจะ เลือก Sweep Picking หรือ Economy Picking กับ Arpeggio อย่างไร โดยพิจารณาจำนวนโน้ตต่อสาย ทิศทางการเปลี่ยนสาย Timing และ Articulation ของวลีร่วมกัน






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น