ถ้ากีต้าร์ เปียโน และไวโอลินเล่นโน้ต A ที่ระดับเสียงเดียวกัน เหตุใดเราจึงยังฟังออกแทบจะทันทีว่าเสียงนั้นมาจากเครื่องดนตรีชนิดใด? คำตอบของคำถามว่า เสียงดนตรีเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงชื่อโน้ตหรือระดับเสียงสูงต่ำเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะการสั่น รวมถึง Harmonics, Attack, Resonance และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีลักษณะเสียงเฉพาะตัว
เมื่อเข้าใจหลักเหล่านี้ เราจะฟังเครื่องดนตรีได้ละเอียดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์ เปียโน ไวโอลิน กลอง หรือเครื่องเป่า และจะเข้าใจด้วยว่าเหตุใดเครื่องดนตรีหลายชนิดจึงเล่นโน้ตเดียวกันได้ แต่เสียงที่เราได้ยินกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เสียงดนตรีเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อการสั่นกลายเป็นคลื่นเสียง
เสียงดนตรีเกือบทุกชนิดเริ่มต้นจาก การสั่น แต่ส่วนที่สั่นจะแตกต่างกันไปตามเครื่องดนตรีแต่ละชนิด
กีต้าร์เกิดเสียงเมื่อสายถูกดีดแล้วสั่น
เปียโนเกิดเสียงเมื่อค้อนภายในเครื่องกระทบสายจนสายสั่น
ไวโอลินเกิดเสียงเมื่อคันชักเสียดสีกับสายและทำให้สายสั่นอย่างต่อเนื่อง
กลองเกิดเสียงเมื่อหนังกลองถูกตีแล้วสั่น
ส่วนเครื่องเป่าหลายชนิดเกิดเสียงจากการสั่นของลำอากาศภายในตัวเครื่อง
เมื่อส่วนต่าง ๆ เหล่านี้สั่น จะทำให้อากาศบริเวณโดยรอบเกิดการเปลี่ยนแปลงของความดันอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะแพร่กระจายออกไปในรูปของ คลื่นเสียง จนเดินทางมาถึงหู จากนั้นระบบการได้ยินของเราจึงรับคลื่นเสียงและแปลข้อมูลเหล่านั้นเป็นเสียงที่เรารับรู้
ดังนั้น สิ่งที่เดินทางจากเครื่องดนตรีมายังหูของเราไม่ใช่ “ตัวโน้ต” ที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่เป็นคลื่นเสียงที่เกิดจากการสั่นและเดินทางผ่านตัวกลาง เช่น อากาศ
Pitch คือระดับเสียงสูงต่ำที่สัมพันธ์กับความถี่
เมื่อแหล่งกำเนิดเสียงสั่นด้วยความถี่ต่างกัน เราจะได้ยินระดับเสียงสูงต่ำต่างกัน คำว่า Pitch หมายถึงระดับความสูงหรือต่ำของเสียงตามที่หูของเรารับรู้
โดยทั่วไป หากความถี่ของการสั่นสูงขึ้น เราจะได้ยินเสียงสูงขึ้น ส่วนความถี่ที่ต่ำลงจะทำให้เราได้ยินเสียงต่ำลง
ตัวอย่างที่สังเกตได้ง่ายคือ สายกีต้าร์เส้นหนามักให้เสียงพื้นฐานต่ำกว่าสายเส้นบาง และเมื่อเรากดสายให้ส่วนของสายที่สั่นมีความยาวสั้นลง ระดับเสียงก็จะสูงขึ้น
Pitch ไม่ใช่เรื่องเดียวกับความดัง เพราะโน้ตตัวเดิมสามารถเล่นให้เบาหรือดังต่างกันได้ โดยยังคงมีระดับเสียงสูงต่ำเท่าเดิม
ถ้าต้องการต่อยอดจากเรื่องระดับเสียงไปสู่ชื่อโน้ตและตำแหน่งของโน้ต สามารถอ่านเรื่อง การเรียนรู้โน้ตดนตรี บรรทัด 5 เส้น และตำแหน่งบนคอกีต้าร์ เพิ่มเติมได้ ส่วนบทความนี้จะเน้นเรื่องการเกิดเสียงและเหตุผลที่ทำให้เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีลักษณะเสียงแตกต่างกัน
เสียงดนตรีเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อโน้ตหนึ่งมีทั้ง Fundamental และ Harmonics
หัวข้อนี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยอธิบายว่าเหตุใดกีต้าร์กับเปียโนจึงเล่นโน้ตเดียวกันได้ แต่เสียงกลับไม่เหมือนกัน
เสียงจากเครื่องดนตรีจริงส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบด้วยความถี่เพียงค่าเดียว แต่มี Fundamental หรือความถี่พื้นฐาน ร่วมกับองค์ประกอบของเสียงอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งรวมถึง Harmonics และ Overtones
Fundamental เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกำหนด Pitch และทำให้เรารับรู้ว่าเสียงที่ได้ยินมีระดับเสียงหลักเป็นโน้ตอะไร
ส่วน Harmonics คือองค์ประกอบของเสียงที่เกิดขึ้นร่วมกับความถี่พื้นฐาน โดยความดังและความเด่นของ Harmonics แต่ละลำดับจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของเครื่องดนตรี
ลองนึกภาพว่าเสียงหนึ่งเสียงคล้ายกับสีที่เกิดจากการผสมสีหลายชนิด แม้จะมีสีหลักเหมือนกัน แต่ถ้าสัดส่วนของสีอื่นที่นำมาผสมแตกต่างกัน สีที่เห็นในตอนสุดท้ายก็ย่อมแตกต่างกัน
เสียงดนตรีก็มีลักษณะคล้ายกัน
กีต้าร์กับเปียโนอาจมี Fundamental ที่ทำให้เรารับรู้เป็นโน้ต A เหมือนกัน แต่ Harmonics ที่เด่นและสัดส่วนขององค์ประกอบเหล่านั้นแตกต่างกัน หูของเราจึงรับรู้ว่าเครื่องดนตรีทั้งสองชนิดมีลักษณะเสียงไม่เหมือนกัน
สำหรับผู้ที่ต้องการดูหลักการด้านเสียงเพิ่มเติม แหล่งความรู้เรื่องเสียงดนตรีและเครื่องดนตรีจาก UNSW อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการสั่น เสียง และลักษณะของเครื่องดนตรีไว้โดยตรง
ทดลองฟังความแตกต่างของโน้ตเดียวกัน
ถ้ามี Keyboard หรือโปรแกรมเครื่องดนตรี ลองเลือกเสียง Piano แล้วเล่นโน้ตตัวหนึ่ง จากนั้นเปลี่ยนเป็น Guitar หรือ Strings โดยยังคงเล่นโน้ตตัวเดิม
ในช่วงแรกยังไม่ต้องสนใจว่าเสียงไหนเพราะกว่า แต่ให้ลองสังเกตทีละเรื่อง
- ช่วงเริ่มต้นของแต่ละเสียงเหมือนกันหรือไม่
- เสียงใดฟังใสหรือทึบกว่า
- เสียงใดมีย่านเสียงสูงเด่นกว่า
- เสียงใดคงอยู่ได้นานกว่า
- แม้จะเป็นโน้ตตัวเดิม เรายังฟังออกหรือไม่ว่าเสียงของเครื่องดนตรีเปลี่ยนไปแล้ว
การทดลองง่าย ๆ แบบนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า Pitch เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายลักษณะทั้งหมดของเสียงที่เราได้ยิน
เสียงดนตรีเกิดขึ้นได้อย่างไร และ Timbre ทำให้เสียงแต่ละเครื่องต่างกันอย่างไร
คำว่า Timbre หมายถึงสีสันหรือลักษณะเฉพาะของเสียง เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราฟังออกว่าเสียงหนึ่งมาจากกีต้าร์ อีกเสียงมาจากเปียโน หรืออีกเสียงมาจากไวโอลิน แม้เครื่องดนตรีเหล่านั้นจะเล่นโน้ตเดียวกัน
Timbre ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน เช่น
- Harmonic Content หรือองค์ประกอบและสัดส่วนของ Harmonics
- Attack หรือลักษณะของเสียงในช่วงเริ่มต้น
- Sustain หรือช่วงเวลาที่เสียงยังคงอยู่
- Decay หรือลักษณะที่เสียงค่อย ๆ เบาลง
- Resonance หรือการสั่นพ้องของส่วนต่าง ๆ ในเครื่องดนตรี
- วิธีที่ผู้เล่นทำให้เครื่องดนตรีเกิดเสียง
เพราะฉะนั้น การบอกว่า “เป็นโน้ต A เหมือนกัน” จึงยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายรายละเอียดทั้งหมดของเสียงที่เราได้ยิน
Attack ช่วยให้เราแยกเสียงเครื่องดนตรีได้อย่างไร
Attack หมายถึงลักษณะของเสียงในช่วงเริ่มต้น ตั้งแต่เครื่องดนตรีเริ่มเกิดเสียงจนกระทั่งเสียงมีความชัดเจน
แม้ช่วงเวลานี้จะสั้นมาก แต่มีข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้หูของเราแยกแยะเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดได้
กีต้าร์เริ่มเกิดเสียงจากการใช้ปิ๊กหรือนิ้วดีดสาย ทำให้สายเริ่มสั่นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เสียงจะค่อย ๆ เบาลง
เปียโนใช้ค้อนกระทบสาย ทำให้เสียงเริ่มต้นอย่างชัดเจนและรวดเร็ว แต่รายละเอียดของเสียงในช่วงแรกยังแตกต่างจากกีต้าร์
ไวโอลินแตกต่างออกไป เพราะผู้เล่นใช้คันชักเสียดสีกับสายอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถควบคุมได้ว่าเสียงจะเริ่มอย่างนุ่มนวล ค่อย ๆ ดังขึ้น หรือเริ่มด้วยน้ำหนักเสียงที่ชัดเจนเพียงใด
แม้เครื่องดนตรีทั้งสามชนิดจะเล่น Pitch เดียวกัน แต่ลักษณะของเสียงในช่วงเริ่มต้นก็แตกต่างกันมาก
ลองสังเกตเวลาที่เราได้ยินเสียงเปียโนเพียงช่วงสั้น ๆ หลายครั้งเรายังสามารถบอกได้ว่าเป็นเสียงเปียโนโดยไม่ต้องรอฟังโน้ตนั้นจนจบ เพราะช่วง Attack มีข้อมูลมากพอที่จะช่วยให้หูจดจำลักษณะของเครื่องดนตรีได้
Sustain และ Decay ทำให้เสียงคงอยู่และเบาลงต่างกัน
หลังจากเสียงเริ่มต้นขึ้นแล้ว เครื่องดนตรีแต่ละชนิดยังมีลักษณะการคงอยู่และการค่อย ๆ เบาลงของเสียงแตกต่างกัน
Sustain หมายถึงช่วงเวลาที่เสียงยังคงอยู่ ส่วน Decay หมายถึงช่วงที่ระดับความดังของเสียงค่อย ๆ ลดลงหลังจากเสียงเริ่มต้นขึ้น
เมื่อดีดสายกีต้าร์หนึ่งครั้ง เสียงจะดังขึ้นแล้วค่อย ๆ เบาลง เพราะหลังจากดีดเสร็จแล้ว ไม่มีแรงใหม่เข้ามาเติมพลังให้สายสั่นอย่างต่อเนื่อง
เปียโนมีลักษณะใกล้เคียงกัน หลังค้อนกระทบสายแล้ว พลังงานจากการสั่นจะค่อย ๆ ลดลง แม้การใช้ Sustain Pedal จะช่วยให้สายที่ถูกเล่นสั่นต่อได้นานขึ้นก็ตาม
ไวโอลินแตกต่างออกไป เพราะผู้เล่นสามารถลากคันชักอย่างต่อเนื่องและส่งพลังงานเข้าสู่สายได้ตลอดเวลา จึงทำให้เสียงยาวต่อเนื่องได้ รวมทั้งควบคุม Dynamics หรือระดับความดังเบาของเสียงได้ขณะเล่น
ดังนั้น หูของเราไม่ได้รับรู้เพียงว่าเสียงนั้นสูงหรือต่ำเพียงใด แต่ยังรับรู้ด้วยว่าเสียงเริ่มต้นอย่างไร คงอยู่ได้นานแค่ไหน และค่อย ๆ จางหายไปในลักษณะใด
Resonance ช่วยเสริมและเปลี่ยนลักษณะของเสียง
Resonance หรือการสั่นพ้อง เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีเสียงเฉพาะตัว
สายกีต้าร์สามารถสั่นและทำให้เกิดเสียงได้ แต่ตัวกีต้าร์ยังช่วยรับและถ่ายทอดการสั่น ทำให้เสียงที่เราได้ยินมีความดังและรายละเอียดมากกว่าการสั่นของสายเพียงอย่างเดียว
ในเปียโน สายทำงานร่วมกับ Soundboard หรือแผ่นไม้ขนาดใหญ่ภายในเครื่อง ซึ่งช่วยรับแรงสั่นสะเทือนจากสายและถ่ายทอดพลังงานออกสู่อากาศ
ส่วนไวโอลินมีลำตัวที่รับการสั่นจากสายผ่านหย่อง จากนั้นส่วนต่าง ๆ ของตัวเครื่องจะสั่นร่วมกันและมีส่วนกำหนดลักษณะของเสียง
ขนาด รูปร่าง วัสดุ ความหนาของชิ้นส่วน และวิธีประกอบ ล้วนมีผลต่อการสั่นและการถ่ายทอดเสียงของเครื่องดนตรีโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าไม้ชนิดหนึ่งจะต้องให้เสียงแบบใดแบบหนึ่งเสมอ เพราะเสียงสุดท้ายเกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายส่วน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุเพียงอย่างเดียว
เครื่องดนตรีแต่ละชนิดสร้างเสียงต่างกันตั้งแต่ต้นทาง
แม้กีต้าร์ เปียโน และไวโอลินจะใช้สายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสียงเหมือนกัน แต่วิธีทำให้สายสั่นของแต่ละเครื่องแตกต่างกันอย่างชัดเจน
กีต้าร์ใช้ปิ๊กหรือนิ้วดีดสาย
เปียโนใช้ค้อนกระทบสาย
ไวโอลินใช้แรงเสียดสีจากคันชักทำให้สายสั่นอย่างต่อเนื่อง
ความแตกต่างตั้งแต่จุดเริ่มต้นนี้ส่งผลต่อทั้ง Attack, Harmonics, Sustain และลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเสียงหลังจากโน้ตเริ่มขึ้น
สำหรับกลอง หลักการจะแตกต่างออกไป เพราะแหล่งกำเนิดเสียงสำคัญคือการสั่นของหนังกลอง ซึ่งทำงานร่วมกับตัวกลองและอากาศภายในกลองด้วย
ส่วนเครื่องเป่าหลายชนิดอาศัยการสั่นของลำอากาศภายในเครื่อง โดยรูปร่าง ความยาวของท่อ และวิธีควบคุมลมล้วนมีผลต่อเสียงที่เกิดขึ้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เครื่องดนตรีหลายชนิดจะเล่น Pitch เดียวกันได้ แต่เรายังฟังออกว่าเสียงเหล่านั้นมาจากเครื่องดนตรีคนละชนิด
แล้วกีต้าร์ไฟฟ้าสร้างเสียงอย่างไร
กีต้าร์ไฟฟ้ายังคงเริ่มต้นจากหลักเดียวกัน คือ สายต้องสั่นก่อน
กีต้าร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้ ปิ๊กอัพแบบแม่เหล็ก รับการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นเมื่อสายโลหะสั่น แล้วเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนส่งต่อไปยังอุปกรณ์ส่วนอื่น
เส้นทางของสัญญาณแบบง่ายสามารถมองได้ดังนี้
สายสั่น
→ ปิ๊กอัพ
→ สัญญาณไฟฟ้า
→ แอมป์
→ ลำโพง
→ คลื่นเสียงในอากาศ
→ หูของเรา
ระหว่างทาง ลักษณะของเสียงยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกหลายขั้น
ชนิดและตำแหน่งของปิ๊กอัพมีผลต่อลักษณะของสัญญาณที่รับได้
แอมป์มีผลต่อการขยายสัญญาณและลักษณะโดยรวมของเสียง
Gain มีผลต่อระดับการขยายสัญญาณ รวมถึงลักษณะของเสียงแตกเมื่อเพิ่ม Gain มากขึ้น
EQ ใช้ปรับสมดุลของย่านความถี่ต่าง ๆ
เอฟเฟคสามารถเพิ่ม Delay, Reverb, Modulation หรือเปลี่ยนลักษณะของเสียงในรูปแบบอื่น
สุดท้าย ลำโพงเองก็มีการตอบสนองต่อย่านความถี่แตกต่างกัน จึงมีผลต่อเสียงที่เราได้ยินอีกขั้นหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ กีต้าร์ไฟฟ้าตัวเดียวกันจึงสามารถให้เสียงที่แตกต่างกันได้มาก เมื่อเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับค่าต่าง ๆ ใน Signal Chain
หากต้องการดูต่อว่าสัญญาณจากเครื่องดนตรีเดินทางผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างไร สามารถศึกษาเรื่อง Signal Chain ฝึกดนตรีที่บ้าน ซึ่งอธิบายเส้นทางตั้งแต่เครื่องดนตรีไปจนถึงอุปกรณ์อัดเสียงและลำโพงได้ละเอียดขึ้น
ทำไมเสียงโน้ตเดียวกันถึงฟังไม่เหมือนกัน
เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าความแตกต่างของเสียงไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากองค์ประกอบหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน
Fundamental Frequency หรือความถี่พื้นฐาน ช่วยกำหนด Pitch หลักของเสียงและทำให้เรารับรู้ว่าเสียงนั้นเป็นโน้ตอะไร
Harmonics / Overtones เพิ่มรายละเอียดและองค์ประกอบอื่นที่เกิดขึ้นร่วมกับความถี่พื้นฐาน
Attack เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ช่วงเริ่มต้นของเสียงแต่ละชนิดแตกต่างกัน
Sustain แสดงให้เห็นว่าเสียงสามารถคงอยู่ได้นานและต่อเนื่องเพียงใด
Decay อธิบายว่าเสียงค่อย ๆ เบาลงหลังจากเริ่มต้นอย่างไร
Resonance ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของเครื่องดนตรีสั่นร่วมกัน และมีผลต่อลักษณะของเสียงที่เราได้ยิน
ส่วน วิธีสร้างเสียง เช่น การดีด การตี การเป่า หรือการลากคันชัก ก็ทำให้เสียงแตกต่างกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น
เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดทำงานร่วมกัน จึงเกิดเป็น Timbre หรือลักษณะเฉพาะของเสียงที่ช่วยให้เราจำแนกเครื่องดนตรีแต่ละชนิดได้ แม้เครื่องดนตรีเหล่านั้นจะกำลังเล่นโน้ตหรือ Pitch เดียวกันก็ตาม
ทดลองพิสูจน์ด้วยหูของตัวเอง
เราไม่จำเป็นต้องมีห้องทดลองหรือเครื่องมือวัดความถี่ ก็สามารถทดลองฟังความแตกต่างเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง
ถ้ามีกีต้าร์กับ Keyboard ให้เลือกโน้ตเดียวกัน เช่น A แล้วลองเล่นสลับกัน
ถ้ามีเพียง Keyboard โปรแกรมเครื่องดนตรี หรือ DAW ให้เลือกเสียง Piano, Guitar และ Strings แล้วเล่นโน้ตตัวเดิมทุกครั้ง
จากนั้นลองฟังแยกทีละเรื่อง
ฟังช่วงเริ่มต้นของเสียง
เสียงไหนเริ่มต้นอย่างชัดเจนและดังขึ้นอย่างรวดเร็ว?
เสียงไหนเริ่มต้นนุ่มกว่า?
จุดนี้คือการสังเกตความแตกต่างของ Attack
ฟังช่วงกลางและช่วงปลายของเสียง
เสียงไหนคงอยู่ได้นานกว่า?
เสียงไหนค่อย ๆ เบาลงเร็วกว่า?
เสียงไหนสามารถรักษาความต่อเนื่องของเสียงไว้ได้นานกว่า?
คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเริ่มแยกความแตกต่างระหว่าง Sustain และ Decay ได้ง่ายขึ้น
ฟังลักษณะเฉพาะของเสียง
เสียงไหนฟังใสกว่า?
เสียงไหนฟังหนา ทึบ หรือมีย่านเสียงสูงเด่นกว่า?
คำว่า “ใส” หรือ “ทึบ” เป็นคำที่ใช้บรรยายลักษณะเสียงตามการรับรู้ของผู้ฟัง แต่เมื่อเราเปรียบเทียบโน้ตเดียวกันจากเครื่องดนตรีหลายชนิด ความแตกต่างของ Timbre จะสังเกตได้ง่ายขึ้น
ปิดตาแล้วลองทายว่าเป็นเครื่องดนตรีอะไร
ให้คนอื่นเปลี่ยนเสียงใน Keyboard โปรแกรมเครื่องดนตรี หรือ DAW โดยไม่บอกเรา แล้วเล่นโน้ตเดิมซ้ำ
ถ้าเรายังพอเดาได้ว่าเป็น Piano, Guitar หรือ Strings ทั้งที่ Pitch ไม่ได้เปลี่ยน แสดงว่าหูของเรากำลังใช้ข้อมูลอื่นนอกเหนือจากระดับเสียง เช่น Attack, Harmonics, Resonance และลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเสียงตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ
เมื่อเริ่มแยก Attack, Sustain และลักษณะเฉพาะของเสียงได้แล้ว การฝึก Ear Training หรือการฝึกฟังอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เราฟังรายละเอียดของเสียงและความสัมพันธ์ทางดนตรีได้ชัดขึ้น และสามารถต่อยอดไปสู่การฟัง Interval, คอร์ด หรือองค์ประกอบทางดนตรีอื่นได้ในภายหลัง
ถ้าต้องการฝึกหูต่อจากการแยกลักษณะเสียงของเครื่องดนตรี สามารถลอง ฝึกฟัง Chord Quality เพื่อเรียนรู้ว่าหูจะแยก Major, Minor, Dominant และ Diminished จากรายละเอียดของเสียงได้อย่างไร
เสียงดนตรีเกิดขึ้นได้อย่างไร และความเข้าใจนี้ช่วยให้เราฟังเพลงละเอียดขึ้นอย่างไร
เมื่อเข้าใจ ที่มาของเสียงดนตรีและองค์ประกอบที่ทำให้เสียงแต่ละชนิดแตกต่างกัน เราจะเห็นว่า Pitch เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่หูรับรู้ เพราะ Harmonics, Attack, Sustain, Decay และ Resonance ต่างก็มีส่วนกำหนดลักษณะเฉพาะของเสียงเครื่องดนตรี
เวลาฟังเพลง เราจึงสามารถฟังได้ละเอียดกว่าการสังเกตเพียงว่า “กำลังเล่นโน้ตอะไร” เพราะยังสามารถฟังต่อได้ว่าเสียงเริ่มต้นแบบใด คงอยู่ได้นานเพียงใด ค่อย ๆ เบาลงอย่างไร มีย่านเสียงใดเด่น และเครื่องดนตรีกำลังสร้างเสียงด้วยวิธีใด
นี่คือเหตุผลที่โน้ตตัวเดียวสามารถให้ลักษณะเสียงได้หลากหลาย และทำให้กีต้าร์ เปียโน ไวโอลิน รวมถึงเครื่องดนตรีชนิดอื่นยังคงมีเอกลักษณ์ทางเสียงเป็นของตนเอง แม้จะกำลังเล่นโน้ตเดียวกันก็ตาม





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น