ผู้เล่นอาจอ่านระดับเสียง (Pitch) และจังหวะ (Rhythm) ได้ถูกต้องแล้ว แต่เมื่อพบเครื่องหมาย Dynamics ในโน้ตดนตรี เช่น p, mp, mf, f, Crescendo หรือ Hairpin ก็อาจยังไม่แน่ใจว่าเครื่องหมายนั้นเริ่มมีผลตรงไหน ต้องรักษาระดับความดังเดิมไว้นานเพียงใด หรือควรเพิ่มหรือลดความดังไปจนถึงจุดใด หากตีความข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกต้อง การเล่นก็อาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนโน้ตกำหนดไว้ใน Score
บทความนี้จะเน้นการอ่านเครื่องหมายกำหนดระดับความดังของเสียง หรือ Dynamic Marking บนบรรทัด 5 เส้นโดยตรง ตั้งแต่การแยกระดับ p–f การติดตามขอบเขตของคำสั่ง การอ่าน Hairpin ของ Crescendo และ Diminuendo ไปจนถึงการรักษา Tempo ให้คงที่ขณะที่ระดับความดังเปลี่ยนไป
หากยังอ่าน Pitch และ Rhythm บนบรรทัด 5 เส้นไม่คล่อง ควรทบทวน วิธีการอ่านโน้ตดนตรี ก่อน แล้วจึงกลับมาเพิ่มข้อมูลด้าน Dynamics เข้าไปในการอ่าน Score
เครื่องหมาย Dynamics ในโน้ตดนตรี ต้องอ่านเป็นระดับสัมพันธ์อย่างไร
เครื่องหมายที่พบได้บ่อย ได้แก่
p = piano หมายถึง เบา
mp = mezzo piano หมายถึง ค่อนข้างเบา
mf = mezzo forte หมายถึง ค่อนข้างดัง
f = forte หมายถึง ดัง
นอกจากนี้ยังอาจพบ pp หรือ ff ซึ่งใช้บอกระดับที่เบาลงหรือดังขึ้นไปอีก สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การจำศัพท์ภาษาอิตาลีให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การเข้าใจว่าเครื่องหมายเหล่านี้ใช้บอกระดับความดังที่สัมพันธ์กันภายในช่วงเพลงนั้น
ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดว่า p ต้องเท่ากับกี่ dB หรือ f ต้องดังเท่าใด เพราะ Dynamic Marking ไม่ได้ระบุค่าความดังทางกายภาพไว้ตายตัว
สิ่งที่ควรอ่านจาก Score คือความสัมพันธ์ระหว่างระดับต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าช่วงหนึ่งเริ่มที่ p แล้วเปลี่ยนเป็น mf ระดับ mf ก็ควรให้ความรู้สึกว่าดังและมีน้ำหนักมากกว่า p อย่างชัดเจน แต่ p ของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีความดังจริงเท่ากับ p ของเครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่ง
ลองมองลำดับพื้นฐานแบบง่าย ๆ ดังนี้
p → เบา
mp → ค่อนข้างเบา
mf → ค่อนข้างดัง
f → ดัง
เมื่อนำไปใช้จริง ให้ยึดความแตกต่างระหว่างระดับภายในเพลงหรือช่วงเพลงเดียวกัน มากกว่าพยายามกำหนดค่าความดังตายตัวให้ตัวอักษรแต่ละตัว
เครื่องหมาย Dynamics ในโน้ตดนตรี เริ่มมีผลตรงไหนและคงอยู่ถึงเมื่อไร
เมื่อเห็น Dynamic Marking ใหม่ อย่าดูเพียงว่าเป็น p, mf หรือ f แต่ให้ดูด้วยว่าเครื่องหมายนั้นวางอยู่ตรงตำแหน่งใดใน Score และสัมพันธ์กับโน้ตหรือจังหวะใด
ตัวอย่างเช่น ถ้า mf ปรากฏตรงจุดเริ่มของวลีดนตรี (Phrase) ให้ถือว่าตรงนั้นเป็นจุดที่ระดับ mf เริ่มมีผล แล้วรักษาระดับดังกล่าวต่อไป จนกว่าจะมี Dynamic Marking หรือคำสั่งอื่นเข้ามาเปลี่ยนระดับความดัง
หลักการนี้สอดคล้องกับเอกสารอ้างอิงเรื่อง Types of dynamics ของ Steinberg Dorico ซึ่งแยก Dynamic Marking ที่เปลี่ยนระดับทันทีออกจาก Gradual Dynamics หรือ Hairpin ที่ให้ระดับความดังค่อย ๆ เปลี่ยนไปตลอดช่วงที่กำหนด
ก่อนเล่น ลองถามตัวเองตามลำดับดังนี้
- Dynamic Marking อยู่ตรงโน้ตหรือจังหวะใด
- ระดับนั้นเริ่มมีผลตั้งแต่ตรงไหน
- เครื่องหมายใหม่ถัดไปอยู่ตรงไหน
- ระหว่างสองจุดมี Hairpin หรือคำสั่งให้เปลี่ยนระดับหรือไม่
วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้มอง Dynamics เป็นข้อมูลที่ดำเนินต่อเนื่องไปตามเวลาของเพลง เช่นเดียวกับจังหวะ แทนที่จะมองเครื่องหมายแต่ละตัวเป็นคำสั่งแยกจากสิ่งที่เกิดก่อนหน้าและหลังจากนั้น
ข้าม Barline แล้ว Dynamics ไม่ได้เริ่มใหม่เอง
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ เมื่อเห็นเส้นกั้นห้อง (Barline) แล้วเผลอคิดว่าระดับ Dynamics ต้องเริ่มใหม่ทุกห้อง ทั้งที่ Barline มีหน้าที่แบ่งห้องเพลง ไม่ได้ทำให้คำสั่งเรื่องความดังที่มีอยู่ก่อนหน้าสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่าง
ห้อง 1: mp
ห้อง 2: ไม่มี Dynamic Marking ใหม่
ห้อง 3: ไม่มี Dynamic Marking ใหม่
ห้อง 4: f
ในกรณีนี้ mp ยังคงเป็นระดับที่ใช้อ้างอิงต่อเนื่องผ่านห้อง 2 และ 3 จนถึงตำแหน่งที่ f เริ่มมีผล ระดับ mp ไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะเพลงข้าม Barline ไปยังห้องถัดไป
วลีดนตรีและลักษณะของเพลงอาจเปิดโอกาสให้ผู้เล่นตีความรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติมได้ แต่ในขั้นตอนการอ่าน Score ไม่ควรกำหนดระดับ Dynamics ใหม่ขึ้นมาเอง หากยังไม่มีเครื่องหมายหรือบริบทอื่นบอกให้เปลี่ยน
เมื่อมีเครื่องหมายใหม่ ให้ประเมินระดับอีกครั้ง
สมมติ Score เขียนว่า
ห้อง 1: p
ห้อง 2: ไม่มีเครื่องหมายใหม่
ห้อง 3: mf
แทนที่จะถามว่า “ห้อง 2 ต้องเล่นดังแค่ไหน” ให้ถามว่า “มีเครื่องหมายใดบอกให้เปลี่ยนจาก p แล้วหรือยัง”
ถ้ายังไม่มีเครื่องหมายใหม่ p ก็ยังคงเป็นระดับที่ใช้อ้างอิงต่อไป จนถึงตำแหน่งที่ mf เริ่มมีผล
ลองทำแบบฝึกอ่านขอบเขตของเครื่องหมาย โดยเลือกช่วงโน้ตสั้น ๆ 4–8 ห้อง แล้ววง Dynamic Marking ทุกจุดก่อนเล่น จากนั้นระบุให้ได้ว่าเครื่องหมายแต่ละตัวเริ่มมีผลตรงไหน และมีผลต่อเนื่องไปถึงตรงไหน
เป้าหมายของแบบฝึกนี้ไม่ใช่การฝึกควบคุมแรงมือ แต่เป็นการฝึกอ่านขอบเขตของคำสั่งให้ถูกต้องเสียก่อน เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าคำสั่งเริ่มมีผลตรงไหนและดำเนินต่อไปถึงเมื่อไร การเล่นตาม Score ก็จะชัดเจนขึ้น
เครื่องหมาย Dynamics ในโน้ตดนตรี ที่เป็น Hairpin ต้องอ่านจุดเริ่มและจุดจบอย่างไร
Hairpin บอกให้ระดับความดังค่อย ๆ เปลี่ยนไปตลอดช่วงที่สัญลักษณ์ครอบอยู่ ไม่ได้หมายความว่าให้เปลี่ยนจากเบาเป็นดัง หรือจากดังเป็นเบา ตั้งแต่โน้ตตัวแรกทันที
รูปร่างพื้นฐานคือ
< = Crescendo หรือค่อย ๆ ดังขึ้น
> = Diminuendo หรือค่อย ๆ เบาลง
คำว่า Decrescendo ก็อาจพบได้เช่นกัน โดยใช้ในความหมายของการค่อย ๆ ลดระดับความดัง
เมื่อพบ Hairpin อย่าจำเพียงว่า < หมายถึงดังขึ้น และ > หมายถึงเบาลง แต่ให้พิจารณาให้ครบ 4 จุด ได้แก่
- ระดับความดังก่อนเริ่ม Hairpin
- จุดที่ Hairpin เริ่ม
- ช่วงเวลาที่ Hairpin ครอบอยู่
- ระดับความดังหรือบริบทที่ปลาย Hairpin
หลักสำคัญคือ Hairpin บอกทั้งทิศทางของการเปลี่ยนความดังและช่วงเวลาที่การเปลี่ยนนั้นต้องเกิดขึ้น
p → Crescendo → f
สมมติช่วงโน้ตเริ่มที่ p จากนั้นมี Crescendo ครอบอยู่สองห้อง และมี f อยู่ตรงปลาย Hairpin
ภาพรวมคือ
p → < → f
สิ่งที่ Score กำลังบอกไม่ใช่
p → f → f → f
แต่คือให้เริ่มจาก p แล้วค่อย ๆ เพิ่มความดังตลอดช่วงที่ Hairpin ครอบอยู่ ก่อนจะไปถึง f ที่ปลายทาง
ถ้า Crescendo ยาวสองห้อง จุดที่ดังที่สุดไม่ควรเกิดตั้งแต่โน้ตแรก เพราะถ้าไปถึงระดับ f ตั้งแต่ต้น ก็จะไม่เหลือช่วงให้เสียงค่อย ๆ ดังขึ้นตามความยาวของ Hairpin
จึงควรมอง Hairpin เป็นเส้นทางจากระดับต้นไปสู่ระดับปลาย ไม่ใช่เป็นสวิตช์ที่เปลี่ยนจากเบาเป็นดังในทันที
mf → Crescendo → f
Crescendo ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระดับเบามากเสมอไป
ตัวอย่าง
mf → < → f
ช่วงการเปลี่ยนจาก mf ไป f อาจแตกต่างกันไม่มากเท่ากับการเปลี่ยนจาก p ไป f แต่หลักการอ่านยังเหมือนเดิม คือเริ่มจากระดับ mf แล้วค่อย ๆ เพิ่มความดังจนถึง f ที่ปลายทาง
สิ่งที่ต้องทำให้ได้ยินจึงเป็นการเพิ่มความดังอย่างต่อเนื่องจาก mf ไปสู่ f ไม่ใช่การคิดว่าทุก Crescendo ต้องเริ่มจากเบามากและจบด้วยความดังมากเสมอ
ด้วยเหตุนี้ การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างระดับ Dynamics จึงสำคัญกว่าการจำความหมายของเครื่องหมายแต่ละตัวแยกจากกัน
f → Diminuendo → p
กรณีกลับกัน เช่น
f → > → p
ให้เริ่มจาก f แล้วค่อย ๆ ลดความดังตลอดช่วงที่ Hairpin ครอบอยู่ จนไปถึงระดับ p ที่ปลายทาง
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือ เห็น Diminuendo แล้วรีบลดเสียงลงเกือบถึง p ตั้งแต่โน้ตแรก จากนั้นจึงเล่นด้วยระดับเบานั้นต่อไปจนจบ Hairpin
แม้ระดับเริ่มต้นและระดับปลายทางจะถูกต้อง แต่การเปลี่ยนความดังระหว่างทางจะไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ Score กำหนดไว้
ก่อนเล่น ลองชี้บน Score ให้ได้ว่า
- จุดเริ่มอยู่ตรงไหน
- ช่วงกลางอยู่ตรงไหน
- จุดปลายอยู่ตรงไหน
จากนั้นจึงเล่นให้ระดับความดังค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงนั้น
เครื่องหมาย Dynamics ในโน้ตดนตรี เมื่อ Hairpin ไม่มีระดับปลายทางควรดูอะไร
ใน Score ไม่ได้มี p, mf หรือ f กำกับอยู่ที่ปลาย Hairpin ทุกครั้ง
ถ้าเห็น
mp → < → ?
อย่าเพิ่งสรุปว่าปลายทางต้องเป็น f
Hairpin บอกได้ว่าระดับความดังต้องเพิ่มขึ้น และบอกว่าการเปลี่ยนนั้นเกิดขึ้นในช่วงใด แต่ถ้าไม่มี Dynamic Marking ระบุระดับปลายทางอย่างชัดเจน ก็ต้องดูบริบทรอบข้างร่วมด้วย
ให้เช็คว่า
- วลีดนตรีสิ้นสุดตรงไหน
- หลัง Hairpin มี Dynamic Marking อะไรตามมาหรือไม่
- มี Hairpin อีกตัวต่อเนื่องหรือไม่
- มีการเริ่มวลีหรือท่อนใหม่หรือไม่
- ช่วงก่อนหน้าและช่วงถัดไปกำลังพาระดับความดังไปในทิศทางใด
สิ่งสำคัญคือแยกสิ่งที่ Score ระบุไว้อย่างชัดเจนออกจากสิ่งที่ผู้เล่นต้องพิจารณาเพิ่มเติมจากบริบท
ถ้า Score ระบุเพียง Crescendo เรารู้ได้แน่นอนว่าความดังต้องเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น แต่ถ้าไม่ได้ระบุระดับปลายทาง ก็ไม่ควรเดาเองว่าต้องจบที่ f หรือ ff เสมอ
ลองเปรียบเทียบช่วงโน้ตสองแบบ
แบบ A
p → < → f
แบบ B
p → < → ไม่มี Dynamic Marking ที่ปลายทาง
ก่อนเล่น ให้ถามตัวเองว่า “แบบ A มีข้อมูลอะไรระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่แบบ B ยังต้องอาศัยบริบทช่วยในการตีความ”
Dynamic Level ต่างจาก Accent อย่างไร
Dynamic Marking กับ Accent ปรากฏอยู่ใน Score เหมือนกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกันอย่างชัดเจน
Dynamic Marking เช่น mp ใช้บอกระดับความดังของช่วงเพลง หรือบอกว่าระดับใหม่เริ่มมีผลตรงไหน
ส่วน Accent ใช้เน้นโน้ตเฉพาะตัวให้เด่นกว่ารอบข้าง ไม่ได้หมายความว่าระดับ Dynamics ของทั้งวลีต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
ตัวอย่าง
ระดับของวลี = mp
โน้ตตัวที่ 3 = Accent
การอ่านที่ถูกต้องคือ วลียังคงอยู่ที่ระดับ mp แต่โน้ตตัวที่ 3 ต้องเด่นกว่าโน้ตตัวอื่นในวลี ไม่ใช่เปลี่ยนระดับทั้งวลีจาก mp ไปเป็น f ตั้งแต่โน้ตตัวนั้น
หากต้องการแยกหน้าที่ของ Accent ออกจากเครื่องหมายที่กำหนดความยาวและการเชื่อมเสียงให้ชัดขึ้น สามารถอ่านต่อเรื่อง Tie, Slur, Staccato และ Accent เพื่อดูว่า Articulation ทำหน้าที่ต่างจาก Dynamic Level อย่างไร
Crescendo ไม่ได้หมายความว่า Tempo ต้องเร็วขึ้น
เมื่อความดังของเสียงเพิ่มขึ้น ผู้เล่นบางคนอาจเผลอเร่งความเร็วตามไปด้วย โดยเฉพาะช่วงที่มีโน้ตต่อเนื่องหลายตัว
แต่ Crescendo เป็นคำสั่งด้าน Dynamics ไม่ใช่คำสั่งให้ Tempo เร็วขึ้น
ดังนั้น
Crescendo ≠ Accelerando
และในทางกลับกัน
Diminuendo ≠ Ritardando
ถ้า Score ไม่ได้ระบุให้เปลี่ยน Tempo การเพิ่มหรือลดความดังไม่ควรทำให้จังหวะหลัก (Pulse) เร็วขึ้นหรือช้าลงตามไปด้วย
ถ้าต้องการเช็คว่าการเพิ่มหรือลดความดังทำให้จังหวะเผลอเร็วหรือช้าตามไปหรือไม่ สามารถใช้ เมโทรนอมสำหรับซ้อมดนตรี เป็นจุดอ้างอิง โดยรักษา BPM เดิมตลอดทั้งวลี
ลองเล่นวลีเดียวกันสองรอบ
รอบแรก
mf คงที่ตลอดวลี
รอบสอง
mf → Crescendo → f
ใช้ BPM เท่าเดิมทั้งสองรอบ
เป้าหมายคือเช็คว่า เมื่อความดังเพิ่มขึ้น คุณยังเล่นโน้ตตรงกับ Pulse เดิมได้หรือไม่
จากนั้นลองกลับทิศ
f → Diminuendo → p
ถ้าโน้ตเริ่มช้ากว่าจังหวะเมื่อความดังลดลง แสดงว่าการเปลี่ยน Dynamics กำลังทำให้ Tempo เปลี่ยนตามโดยไม่ตั้งใจ
อ่าน Pitch, Rhythm, Articulation และ Dynamics เป็นข้อมูลคนละส่วน
เมื่อ Score มีรายละเอียดมากขึ้น ปัญหาไม่ได้เกิดจากการไม่รู้ความหมายของเครื่องหมายเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการพยายามอ่านทุกอย่างพร้อมกันโดยยังแยกไม่ออกว่าข้อมูลแต่ละประเภททำหน้าที่อะไร
ก่อนเล่นช่วงโน้ตหนึ่ง ลองแยกสิ่งที่ต้องอ่านออกเป็น 4 ส่วน
- ส่วนที่ 1: Pitch — ต้องเล่นโน้ตอะไร และแนวเสียงกำลังเคลื่อนสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างไร
- ส่วนที่ 2: Rhythm — โน้ตเริ่มตรงจังหวะหลักหรือจังหวะย่อยใด และแต่ละตัวมีความยาวเท่าไร
- ส่วนที่ 3: Articulation — มี Slur, Staccato, Accent หรือเครื่องหมายใดกำหนดลักษณะการออกเสียงโน้ตหรือไม่
- ส่วนที่ 4: Dynamics — ระดับเริ่มต้นคืออะไร มี Hairpin หรือไม่ และ Dynamic Marking ถัดไปอยู่ตรงไหน
ตัวอย่างวลี 4 ห้องอาจมีโครงดังนี้
- ห้อง 1: mp
- ห้อง 2–3: Crescendo
- ห้อง 4: f
ก่อนเล่น ให้ตอบให้ได้ว่า
- ระดับเริ่มต้น = mp
- เริ่มเพิ่มความดัง = ห้อง 2
- ช่วงที่เพิ่มความดัง = ห้อง 2–3
- ระดับปลายทาง = f ในห้อง 4
จากนั้นจึงกลับไปอ่าน Pitch และ Rhythm ของโน้ตจริง
วิธีนี้ช่วยให้ข้อมูลด้าน Dynamics ใน Score เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ต้องอ่านตั้งแต่ก่อนเริ่มวลี ไม่ใช่รายละเอียดที่เพิ่งนึกขึ้นได้หลังจากเล่นโน้ตไปแล้ว
ใช้โน้ตชุดเดิมเปลี่ยนเฉพาะ Dynamic Marking เพื่อเช็คความเข้าใจ
เลือกวลีสั้น ๆ 2–4 ห้องที่ Pitch และ Rhythm ไม่ซับซ้อน แล้วใช้โน้ตชุดเดิมทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้เห็นชัดว่าความแตกต่างที่ได้ยินเกิดจาก Dynamic Marking ไม่ใช่จากโน้ตหรือจังหวะที่เปลี่ยนไป
รอบที่ 1
p คงที่ตลอดวลี
รอบที่ 2
p → Crescendo → f
รอบที่ 3
f → Diminuendo → p
สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ
- Pitch
- Rhythm
- Tempo
- Articulation
สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือ Dynamics
แบบฝึกนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า Dynamic Marking เป็นข้อมูลอีกส่วนหนึ่งของ Score โดยไม่ได้เปลี่ยนว่าเราต้องเล่นโน้ตตัวใด หรือโน้ตนั้นอยู่ตรงจังหวะไหน
จากนั้นลองฝึกติดตามระดับ Dynamics ข้าม Barline เพื่อเช็คว่าคุณยังจำระดับเดิมได้เมื่อล่วงเข้าสู่ห้องถัดไป
วาง mp ไว้ในห้องแรก แล้วปล่อยให้ห้องถัดไปไม่มี Dynamic Marking ใหม่ ก่อนเปลี่ยนเป็น f ในห้องหลังจากนั้น
ก่อนเล่นแต่ละห้อง ให้ถามตัวเองว่า “ระดับ Dynamics ล่าสุดที่ Score กำหนดไว้คืออะไร”
ถ้ายังตอบว่า mp ได้หลังจากข้าม Barline โดยไม่กำหนดระดับใหม่ขึ้นมาเอง แสดงว่าคุณเริ่มอ่านขอบเขตของคำสั่งได้ถูกต้องแล้ว
เครื่องหมาย Dynamics ในโน้ตดนตรี มีจุดไหนที่มักอ่านผิด
ข้อผิดพลาดแรกคือ เห็น p แล้วพยายามเล่นให้เบาที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งที่ p เป็นระดับที่ต้องพิจารณาเทียบกับบริบทของเพลง ไม่ได้หมายความว่าต้องเบาจนเสียงขาดความชัดเจน
ข้อผิดพลาดที่สองคือ เห็น Crescendo แล้วเพิ่มความดังขึ้นทันที ทำให้เสียงไม่ได้ค่อย ๆ เปลี่ยนตลอดช่วงที่ Hairpin ครอบอยู่
ข้อผิดพลาดที่สามคือ จบ Crescendo หรือ Diminuendo ก่อนถึงปลาย Hairpin เพราะมองเพียงว่าต้องดังขึ้นหรือเบาลง แต่ไม่ได้ดูว่าสัญลักษณ์ยาวไปถึงตรงไหน
ข้อผิดพลาดที่สี่คือ เห็น Barline แล้วลืมระดับ Dynamics ก่อนหน้า ทั้งที่ยังไม่มีเครื่องหมายใหม่เข้ามาเปลี่ยนระดับ
ข้อผิดพลาดที่ห้าคือ เห็น Accent แล้วเปลี่ยนความดังของทั้งวลี ทั้งที่ Accent มีหน้าที่เน้นโน้ตเฉพาะจุดเท่านั้น
ข้อผิดพลาดที่หกคือ เล่น Crescendo แล้ว Tempo เร็วขึ้น เพราะเผลอเชื่อมความรู้สึกว่า “ดังขึ้น” เข้ากับ “ต้องเล่นเร็วขึ้น”
ข้อผิดพลาดที่เจ็ดคือ เล่น Diminuendo แล้ว Pulse ช้าลงตามความดังที่ลดลง ทั้งที่ Score ไม่ได้สั่งให้ Tempo เปลี่ยน
เมื่อพบปัญหาเหล่านี้ อย่าเพิ่งรีบแก้ด้วยเทคนิคการเล่น แต่ให้กลับไปดู Score ก่อนว่าอ่านระดับเริ่มต้น จุดเริ่มของคำสั่ง ขอบเขต ทิศทาง และจุดปลายของ Dynamic Marking ถูกต้องหรือไม่
เช็คอย่างไรว่ากำลังอ่าน Dynamics จาก Score ถูกทาง
ก่อนเล่น ให้มอง Dynamic Marking ตั้งแต่ต้นวลีไปจนถึงปลายวลีหนึ่งรอบ แล้วเช็คตามลำดับดังนี้
- เห็น p, mp, mf หรือ f แล้วเข้าใจว่าเป็นระดับที่สัมพันธ์กัน ไม่ใช่ค่าความดังตายตัว
- บอกได้ว่า Dynamic Marking แรกเริ่มมีผลตรงโน้ตหรือจังหวะใด
- เมื่อข้าม Barline แล้วยังจำได้ว่าระดับ Dynamics ล่าสุดคืออะไร
- ถ้ามี Hairpin สามารถระบุจุดเริ่มและจุดปลายของสัญลักษณ์ได้
- ถ้ามี Dynamic Marking ที่ปลาย Hairpin สามารถบอกได้ว่าระดับต้นและระดับปลายต่างกันอย่างไร
- ถ้าไม่มีระดับปลายทางระบุชัด ไม่เดาเองว่าเป็น p, f หรือ ff แต่ดูวลีและบริบทที่ตามมาเพิ่มเติม
- Crescendo เพิ่มความดังอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง ไม่กระโดดไปดังมากตั้งแต่ต้น
- Diminuendo ลดความดังอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง ไม่ลดลงเกือบถึงระดับปลายทางตั้งแต่โน้ตแรก
- ถ้ามี Accent สามารถแยกได้ว่าโน้ตใดถูกเน้น โดยไม่เปลี่ยนระดับ Dynamics ของทั้งวลี
- เมื่อ Dynamics เปลี่ยน Tempo และ Pulse ยังคงอยู่ในจังหวะเดิม เว้นแต่ Score จะมีคำสั่งด้าน Tempo แยกต่างหาก
เมื่ออ่าน Dynamic Marking ใน Score ได้ครบทั้งระดับ จุดเริ่ม ขอบเขต ทิศทาง และจุดปลายแล้ว การเห็น p หรือ f จะไม่ใช่เพียงการแปลว่า “เบา” หรือ “ดัง” อีกต่อไป แต่จะช่วยให้เข้าใจว่าความดังของเสียงควรเปลี่ยนไปอย่างไรตลอดช่วงเพลงตามสิ่งที่เขียนไว้ใน Score
หัวใจสำคัญคือ ต้องรู้ว่าระดับ Dynamics ปัจจุบันคืออะไร เครื่องหมายใหม่เริ่มมีผลตรงไหน Hairpin ครอบช่วงใด และระดับถัดไปอยู่ตรงจุดไหน จากนั้นจึงเล่น Pitch, Rhythm, Articulation และ Dynamics ไปพร้อมกัน โดยไม่ปล่อยให้การเปลี่ยนความดังทำให้ Tempo หลุดจากจังหวะที่กำหนด





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น