Tie Slur Staccato Accent เป็นเครื่องหมายที่ต้องอ่านควบคู่กับระดับเสียงและจังหวะ เพราะแม้จะเล่นโน้ตถูกทุกตัวและลงจังหวะได้ถูกต้อง เสียงที่ออกมาก็อาจยังไม่เป็น Phrase ตามที่บทเพลงกำหนด หากมองข้ามการเชื่อมเสียง ความสั้นยาวของเสียงจริง และน้ำหนักของโน้ตแต่ละตัว บทความนี้จะอธิบายหน้าที่ของเครื่องหมายทั้ง 4 ชนิด พร้อมวิธีนำไปใช้ในการเล่นจริง โดยไม่ย้อนกลับไปสอนพื้นฐานเรื่องบรรทัด 5 เส้นใหม่ทั้งหมด
หากยังอ่านตำแหน่งโน้ตบน Staff หรือบรรทัด 5 เส้นได้ไม่คล่อง ควรทบทวน วิธีอ่านโน้ตดนตรีบนบรรทัด 5 เส้น ก่อน แล้วจึงกลับมาศึกษา Articulation หรือวิธีออกเสียงของโน้ตในบทนี้ เมื่อพื้นฐานเรื่องระดับเสียงและจังหวะแม่นยำแล้ว จะสังเกตรายละเอียดของการเชื่อม การแยก และการเน้นเสียงได้ง่ายขึ้น
Tie Slur Staccato Accent อ่านอย่างไรหลังจากรู้ Pitch และ Rhythm แล้ว
เวลาอ่านโน้ตหนึ่ง Phrase หรือวลีดนตรี ควรมองข้อมูลอย่างน้อย 3 ส่วนควบคู่กัน
- Pitch หรือระดับเสียง — ต้องเล่นโน้ตตัวใด
- Rhythm หรือจังหวะ — โน้ตแต่ละตัวเริ่มตรงจังหวะใด และมีค่าจังหวะเท่าไร
- Articulation หรือวิธีออกเสียง — โน้ตนั้นต้องเชื่อมเสียง แยกเสียง ทำให้สั้นลง หรือเน้นน้ำหนักอย่างไร
ถ้าอ่านเฉพาะ Pitch และ Rhythm เราอาจเล่นโน้ตถูกทุกตัว แต่ลักษณะของเสียงที่ได้อาจยังต่างจากสิ่งที่เครื่องหมายในโน้ตกำหนดไว้
แนวคิดเรื่อง Articulation ในระบบโน้ตสากล ครอบคลุมทั้งการเชื่อม การแยก และการเน้นเสียง โดยเครื่องหมายแต่ละชนิดจะเปลี่ยนวิธีออกเสียงของโน้ตโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Pitch หรือจังหวะที่เขียนไว้
ตัวอย่างเช่น quarter note หรือโน้ตตัวดำ 4 ตัว อาจอยู่ในตำแหน่งจังหวะเหมือนกันทั้งหมด แต่เมื่อกำกับด้วย Staccato เสียงแต่ละตัวจะสั้นลงและแยกจากกันชัดขึ้น หรือถ้าใส่ Accent ที่โน้ตตัวใดตัวหนึ่ง โน้ตตัวนั้นจะมีน้ำหนักเด่นกว่าโน้ตรอบข้าง ขณะที่ตำแหน่งของ Beat ยังคงเดิม
ดังนั้น การอ่านโน้ตดนตรีจึงไม่ได้จบเพียงแค่รู้ว่า “ต้องเล่นโน้ตตัวไหน” แต่ต้องอ่านให้ได้ด้วยว่า “โน้ตตัวนั้นควรออกเสียงอย่างไร”
Tie ในโน้ตดนตรี ใช้ต่อความยาวของเสียงเดิม
Tie เป็นเส้นโค้งที่เชื่อมโน้ตซึ่งมี Pitch เดียวกัน เพื่อให้เสียงของโน้ตตัวแรกต่อเนื่องไปตามค่าจังหวะของโน้ตตัวถัดไป
ตัวอย่างง่าย ๆ
C quarter — Tie — C quarter
C ตัวแรกมีค่า 1 Beat และ C ตัวที่สองมีค่าอีก 1 Beat
เมื่อมี Tie ให้เริ่มเสียง C ที่ตัวแรกเพียงครั้งเดียว แล้วปล่อยเสียงนั้นต่อเนื่องรวมเป็น 2 Beat
โน้ต C ตัวที่สองยังคงอยู่ในตำแหน่งจังหวะตามปกติ แต่ไม่ต้องเริ่มเสียง C ใหม่ เพราะเสียงนั้นต่อเนื่องมาจากโน้ตตัวก่อนหน้าอยู่แล้ว
หลักสำคัญของ Tie คือ
ต้องนับค่าจังหวะของโน้ตทุกตัวให้ครบ แต่โน้ตที่ถูก Tie ต่อจากตัวก่อนหน้าไม่ต้องเริ่มเสียงใหม่
Tie ภายในห้องเพลงต้องนับ Beat ต่อ แม้ไม่เริ่มเสียงใหม่
สมมติว่าในห้อง 4/4 มีโน้ตดังนี้
- Beat 1: C quarter
- Beat 2: C quarter ที่ถูก Tie มาจาก Beat 1
- Beat 3: D quarter
- Beat 4: E quarter
ให้นับ 1 — 2 — 3 — 4 ตามปกติ
สิ่งที่เปลี่ยนคือ ใน Beat 2 เราไม่เริ่มเสียง C ใหม่ แต่ Beat 2 ยังคงอยู่ในโครงสร้างจังหวะเช่นเดิม
จึงควรแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัดเจน
- ตำแหน่งของ Beat ยังคงดำเนินไปตามปกติ
- การเริ่มเสียงใหม่อาจไม่เกิดขึ้นตรง Beat นั้น
การไม่มีเสียงเริ่มต้นใหม่ไม่ได้หมายความว่าจังหวะในตำแหน่งนั้นหายไป ผู้เล่นยังต้องรู้ว่าตนเองอยู่ตรงส่วนใดของห้องเพลงตลอดเวลา
Tie ข้าม Barline ต้องรักษา Pulse ผ่านต้นห้องใหม่
Tie สามารถใช้เชื่อมเสียงข้าม Barline หรือเส้นแบ่งห้องได้
ตัวอย่าง
- ห้องแรก Beat 4: G quarter
- Tie ข้าม Barline
- ห้องถัดไป Beat 1: G quarter
ให้เริ่มเสียง G ที่ Beat 4 ของห้องแรก แล้วปล่อยเสียงต่อเนื่องผ่าน Beat 1 ของห้องถัดไป โดยไม่เริ่มเสียง G ใหม่ตรงต้นห้อง
Barline มีหน้าที่แบ่งห้องเพลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียงทุกเสียงต้องเริ่มใหม่ทันทีเมื่อเข้าสู่ Beat 1 ของห้องถัดไป
การฝึก Tie ข้าม Barline มีประโยชน์ต่อการอ่าน Rhythm เพราะช่วยให้รักษา Pulse หรือจังหวะหลักได้ต่อเนื่อง แม้จะไม่มีการเริ่มเสียงใหม่ตรงจังหวะหนักของห้องถัดไป
หากยังสับสนเรื่องค่าตัวโน้ต ตัวเขบ็จ หรือเครื่องหมายหยุด ควรทบทวน การอ่านโน้ตดนตรี ตัวเขบ็จ และเครื่องหมายหยุด ก่อน แล้วจึงกลับมาฝึก Tie จะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างค่าจังหวะที่เขียนไว้กับระยะเวลาที่เสียงดังจริงได้ง่ายขึ้น
Tie กับ Slur ดูคล้ายกัน แต่ต้องอ่านคนละแบบ
Tie กับ Slur ทำให้สับสนได้ง่าย เพราะทั้งสองชนิดใช้เส้นโค้งที่มีรูปร่างคล้ายกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน
Pitch เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยสังเกต Tie เพราะ Tie จะเชื่อมโน้ตที่มี Pitch เดียวกัน เพื่อให้เสียงเดิมต่อเนื่องผ่านค่าจังหวะของโน้ตหลายตัว
ตัวอย่าง Tie
C quarter — Tie — C quarter
ให้เริ่มเสียง C ที่ตัวแรก แล้วปล่อยเสียงต่อเนื่องผ่าน C ตัวที่สอง
ส่วน Slur ใช้ครอบกลุ่มโน้ตเพื่อบอกว่าโน้ตเหล่านั้นควรออกเสียงอย่างเชื่อมโยงกัน โดยโน้ตแต่ละตัวยังคงมี Pitch และค่าจังหวะของตัวเอง
ตัวอย่าง Slur
C – D – E – F โดยมีเส้น Slur ครอบโน้ตทั้งกลุ่ม
C, D, E และ F ยังคงเป็นโน้ตคนละตัว และต้องเปลี่ยนระดับเสียงไปตามที่เขียน เพียงแต่ควรเล่นให้การเคลื่อนจากโน้ตหนึ่งไปสู่อีกโน้ตหนึ่งฟังต่อเนื่องเป็นวลีเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจำเป็นกฎตายตัวว่า “Pitch เหมือนกันต้องเป็น Tie และ Pitch ต่างกันต้องเป็น Slur” เพราะ Slur สามารถครอบโน้ตที่มี Pitch ซ้ำกันได้เช่นกัน
หลักที่ควรจำคือ
- Tie = ต่อความยาวของเสียงเดิมที่มี Pitch เดียวกัน
- Slur = เชื่อมการออกเสียงของโน้ตหลายตัวให้ฟังต่อเนื่องเป็นวลี
Slur คือการเชื่อมกลุ่มโน้ตให้ฟังต่อเนื่องเป็น Phrase เดียวกัน
สมมติว่าโน้ต C – D – E – F เป็น quarter note ทั้งหมด และอยู่ภายใต้เส้น Slur
- C = 1 Beat
- D = 1 Beat
- E = 1 Beat
- F = 1 Beat
Slur ไม่ได้นำค่าจังหวะของโน้ตทั้งสี่ตัวมารวมกันแบบ Tie และไม่ได้ทำให้โน้ตเหล่านั้นกลายเป็นเสียงเดียวกัน
หน้าที่ของ Slur คือบอกว่าโน้ตในกลุ่มนั้นควรฟังต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน ส่วนวิธีทำให้เสียงเชื่อมกันจะขึ้นอยู่กับธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด
นักเปียโนยังต้องกดคีย์ใหม่เมื่อ Pitch เปลี่ยน แต่สามารถควบคุมจังหวะการกดและปล่อยคีย์เพื่อให้เสียงต่อกันอย่างลื่นไหล
เครื่องเป่าอาจใช้ลมหายใจต่อเนื่อง และลดการใช้ลิ้นแยกโน้ตในบางบริบท
เครื่องสายที่ใช้คันชักอาจเล่นโน้ตหลายตัวด้วยการลากคันชักต่อเนื่องครั้งเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเครื่องหมายและลักษณะของวลีที่เขียนไว้
สำหรับกีต้าร์ Slur บางกรณีอาจสัมพันธ์กับเทคนิค Legato เช่น Hammer-on หรือ Pull-off แต่ไม่ควรจำว่า Slur หมายถึงสองเทคนิคนี้เสมอ เพราะ Slur เป็นเครื่องหมายทาง Music Notation ที่ใช้กับเครื่องดนตรีหลายชนิด
สิ่งสำคัญคือ โน้ตแต่ละตัวยังคงเป็นโน้ตของตัวเอง แต่ผู้เล่นต้องทำให้การเคลื่อนจากโน้ตหนึ่งไปสู่อีกโน้ตหนึ่งฟังต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน
อย่าใช้จำนวนครั้งที่เริ่มเสียงเป็นกฎเดียวในการตีความ Slur
Tie มีหลักค่อนข้างชัดว่า โน้ตตัวถัดไปที่ถูก Tie ต่อจากเสียงเดิมไม่ต้องเริ่มเสียงใหม่
แต่ Slur ต้องตีความให้เหมาะกับวิธีออกเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด
แทนที่จะถามเพียงว่า “ต้องเริ่มเสียงกี่ครั้ง” ควรถามสองข้อ
- มีโน้ต Pitch เดิมที่ถูก Tie ให้เสียงต่อเนื่องหรือไม่
- ถ้าเป็น Slur เครื่องดนตรีที่กำลังเล่นควรใช้วิธีใดเพื่อให้โน้ตในกลุ่มฟังต่อเนื่องกัน
วิธีคิดนี้ช่วยป้องกันไม่ให้นำเทคนิคเฉพาะของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งไปใช้เป็นกฎกับเครื่องดนตรีทุกประเภท
Written Duration กับ Sounding Duration ต่างกันอย่างไร
ก่อนทำความเข้าใจ Staccato ควรแยกความหมายของระยะเวลาสองแบบนี้ให้ชัดเจน
Written Duration หรือค่าความยาวของโน้ตที่เขียนไว้ คือระยะเวลาทางจังหวะที่โน้ตตัวนั้นครอบครองตามค่าของตัวโน้ต
Sounding Duration หรือระยะเวลาที่เสียงดังจริง คือช่วงเวลาตั้งแต่เสียงเริ่มดังจนกระทั่งเสียงหยุด
ตัวอย่างเช่น quarter note ในจังหวะ 4/4 มีค่าทาง Rhythm เท่ากับ 1 Beat
แต่ถ้ามี Staccato กำกับ ผู้เล่นจะทำให้เสียงสั้นลง และอาจหยุดเสียงก่อนถึงตำแหน่งของ Beat ถัดไป
แม้เสียงจะหยุดเร็วขึ้น โน้ตตัวถัดไปก็ยังต้องเริ่มตรงตำแหน่งจังหวะเดิม
- Written Duration = 1 Beat
- Sounding Duration สั้นกว่า 1 Beat
ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่า ค่าความยาวของโน้ตที่เขียนไว้กับระยะเวลาที่เราได้ยินเสียงจริงไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกครั้ง
Staccato คือการทำให้เสียงสั้นและแยกขึ้น โดยไม่เปลี่ยน Pulse
Staccato เป็น Articulation ที่ทำให้เสียงของโน้ตสั้นลง และแยกจากโน้ตรอบข้างได้ชัดเจนขึ้น
สิ่งที่ไม่ควรจำเป็นสูตรตายตัวคือ “Staccato ต้องเล่นให้ยาวครึ่งหนึ่งของค่าตัวโน้ต”
ระยะเวลาที่เสียงควรสั้นลงจริง ๆ ขึ้นอยู่กับ Tempo แนวเพลง เครื่องดนตรี และลักษณะของ Phrase
สิ่งที่ควรสังเกตจากการฟังคือ โน้ตแต่ละตัวแยกออกจากกันชัดขึ้น แต่ตำแหน่งทาง Rhythm ยังคงเดิม
ลองเล่น quarter note 4 ตัว
C – D – E – F
รอบแรกเล่นตามปกติ: C — D — E — F
จากนั้นเล่นแบบ Staccato: C・ D・ E・ F・
โน้ตทุกตัวยังคงเริ่มตรง Beat เดิม แต่เสียงแต่ละตัวหยุดเร็วขึ้น จึงเกิดช่องว่างระหว่างเสียงมากกว่าเดิม
Staccato ที่ถูกต้องต้องสั้นลง โดยไม่ทำให้จังหวะรีบขึ้น
เปิดเมโทรนอมที่ Tempo ช้า เช่น 60 BPM แล้วเล่น quarter note แบบ Staccato
โน้ตทุกตัวยังต้องเริ่มตรงเสียงคลิกของเมโทรนอมตามเดิม
เสียงอาจหยุดก่อนเสียงคลิกครั้งถัดไป แต่โน้ตตัวต่อไปต้องไม่ถูกเล่นเร็วขึ้นเพียงเพราะเสียงก่อนหน้าจบเร็ว
จุดนี้ควรตรวจสอบให้ชัด เพราะหลายคนพยายามเล่น Staccato แล้วเผลอทำให้ทั้งระยะเวลาของเสียงและความแม่นยำของจังหวะเปลี่ยนไปพร้อมกัน
เสียงสั้นลง แต่ตำแหน่งจังหวะของโน้ตตัวถัดไปยังอยู่ที่เดิม
Accent โน้ตดนตรี คือการเพิ่มน้ำหนักให้โน้ตเฉพาะจุด
Accent บอกให้โน้ตตัวหนึ่งมีน้ำหนักหรือความเด่นมากกว่าโน้ตรอบข้าง โดยมักรับรู้ได้จากช่วงเริ่มเสียงที่ชัดขึ้นตามธรรมชาติของเครื่องดนตรี
Accent ไม่ได้หมายความว่า เมื่อถึงโน้ตนั้นแล้วต้องเพิ่มความดังของ Phrase ทั้งหมดต่อเนื่องไปด้วย
ตัวอย่าง C – D – E> – F ถ้า Accent อยู่ที่ E เป้าหมายคือทำให้ E เด่นขึ้น
- C เบา
- D เบา
- E ดัง
- F ดังต่อเนื่อง — ไม่ใช่ความหมายที่ต้องการ
สิ่งที่ควรได้ยินคือ C – D – E ที่มีน้ำหนักเด่นขึ้น – F แล้วหลังจากนั้น Phrase ยังคงดำเนินต่อไปตามระดับความดังและลักษณะเดิมของดนตรี
Accent จึงช่วยสร้างจุดเด่นและทิศทางให้ Phrase ได้ แม้ Pitch และ Rhythm จะไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
Accent ต้องเด่นขึ้น โดยไม่ทำให้ Tempo สะดุด
เปิดเมโทรนอมแล้วเล่น quarter note 4 ตัว
1 — 2 — 3> — 4
ให้ Beat 3 มี Accent
ตำแหน่งของ Beat 3 ต้องยังอยู่ตรงเวลาเดิม เพียงแต่น้ำหนักของเสียงชัดขึ้น
ถ้าโน้ตก่อน Accent ช้าลง หรือโน้ตที่มี Accent ถูกเล่นเร็วกว่าตำแหน่งจังหวะ แสดงว่าความแม่นยำของจังหวะกำลังเปลี่ยน ไม่ใช่เพียงน้ำหนักของเสียง
โน้ตชุดเดียวกันเปลี่ยน Phrase ได้ด้วย Slur Staccato และ Accent
ใช้โน้ตชุดเดิมในการฝึกทุกครั้ง
C – D – E – F
ทุกตัวเป็น quarter note และเล่นด้วย Tempo เดียวกัน
รอบที่ 1 เล่นแบบปกติ
เล่นโน้ตทั้งสี่ตัวด้วยน้ำหนักและความยาวตามธรรมชาติ
ยังไม่ต้องตั้งใจเน้นหรือทำเสียงให้สั้นเป็นพิเศษ
รอบนี้ใช้เป็นเสียงอ้างอิงสำหรับเปรียบเทียบกับรอบต่อไป
รอบที่ 2 เล่นภายใต้ Slur
เชื่อม C – D – E – F ให้ฟังเป็น Phrase เดียวกัน
Pitch และ Rhythm ต้องเหมือนรอบแรก แต่การเคลื่อนจากโน้ตหนึ่งไปสู่อีกโน้ตหนึ่งควรฟังต่อเนื่องขึ้น
รอบที่ 3 เล่น Staccato
เล่นโน้ตชุดเดิมให้สั้นและแยกจากกันมากขึ้น
ทุกตัวต้องยังเริ่มตรง Beat เดิม
ลองฟังว่า ช่องว่างระหว่างเสียงทำให้ลักษณะและความรู้สึกของ Phrase เปลี่ยนไปอย่างไร
รอบที่ 4 ใส่ Accent
กำหนด Accent ที่ E
C – D – E> – F
ทำให้ E มีน้ำหนักเด่นขึ้น โดยไม่เร่ง Tempo และไม่เปลี่ยน Pitch หรือค่าจังหวะ
แบบฝึกนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า แม้ใช้โน้ตและ Rhythm ชุดเดิม แต่การเปลี่ยน Articulation สามารถทำให้ Phrase ให้ความรู้สึกแตกต่างกันได้มาก
Slur และ Accent สามารถทำงานพร้อมกันได้
เครื่องหมายหลายชนิดสามารถปรากฏพร้อมกันใน Phrase เดียวได้ เพราะแต่ละเครื่องหมายกำหนดลักษณะของเสียงคนละด้าน
ตัวอย่าง C – D – E> – F โดย C ถึง F อยู่ภายใต้ Slur และ E มี Accent
ให้อ่านข้อมูลออกเป็นสองส่วน
- Slur บอกว่า C – D – E – F ควรฟังต่อเนื่องเป็นกลุ่มเดียวกัน
- Accent บอกว่า E ต้องมีน้ำหนักเด่นกว่าโน้ตรอบข้าง
ดังนั้น Accent ไม่ได้ทำให้ Slur หมดความหมาย และ Slur ก็ไม่ได้ทำให้ Accent หายไป
นี่เป็นขั้นต่อจากการจำเครื่องหมายทีละชนิด เพราะเวลาอ่านเพลงจริง เราต้องตีความข้อมูลหลายอย่างพร้อมกัน และทำให้เครื่องหมายเหล่านั้นทำงานร่วมกันอยู่ใน Phrase เดียว
แบบฝึก Tie Reading Drill ฝึกไม่ให้เริ่มเสียงโน้ตที่ถูก Tie ซ้ำ
เปิดเมโทรนอมด้วย Tempo ที่สามารถอ่านและเล่นได้อย่างสบาย
เลือกหรือเขียน Phrase สั้นประมาณ 2–4 ห้อง ที่มีทั้ง
- Tie ภายในห้อง
- Tie ข้าม Barline
ขั้นแรกให้นับ Rhythm โดยยังไม่ต้องเล่น Pitch
จากนั้นค่อยเล่นจริง โดยยึดหลักว่า
ทุกครั้งที่มี Tie ให้ปล่อยเสียงต่อเนื่อง และไม่เริ่มเสียงโน้ตที่ถูก Tie ซ้ำ
ขณะเดียวกันต้องนับ Beat และการแบ่งจังหวะย่อย หรือ Subdivision ต่อในใจตลอด
ถ้าเจอ Tie ข้าม Barline แล้วหลงตำแหน่ง Beat 1 ของห้องใหม่ ให้ลด Tempo ลงก่อน
เป้าหมายของแบบฝึกนี้ไม่ใช่การเล่นให้เร็ว แต่คือการรักษา Pulse ให้ต่อเนื่อง แม้ในบาง Beat จะไม่มีการเริ่มเสียงใหม่
แบบฝึก Tie vs Slur Test แยกหน้าที่ของเครื่องหมายก่อนเล่น
ใช้ตัวอย่างสองชุด
- ชุด A: C quarter — Tie — C quarter
- ชุด B: C – D – E – F ภายใต้ Slur
ก่อนเล่น ให้ตอบคำถามต่อไปนี้
- ชุดใดกำลังต่อความยาวของเสียงเดิม
- ชุดใดมีโน้ตหลายตัวที่ยังคงค่าจังหวะของตัวเอง
- โน้ตตัวใดไม่ต้องเริ่มเสียงใหม่เพราะถูก Tie
- ในชุดที่มี Slur เครื่องดนตรีของเราควรเล่นอย่างไร เพื่อให้ Phrase ฟังต่อเนื่องกัน
เมื่อสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ก่อนเล่น เราจะเริ่มเชื่อมโยงสัญลักษณ์ที่เห็นบนกระดาษกับเสียงที่คาดว่าจะได้ยินจริงได้ชัดเจนขึ้น
ฝึกอ่าน Tie Slur Staccato Accent ด้วย Phrase Reading
เลือก Phrase สั้นประมาณ 2–4 ห้อง
รอบแรกให้อ่านเฉพาะ
- Pitch
- Rhythm
- ตำแหน่งของ Beat
จากนั้นเล่นรอบที่สอง โดยเพิ่มการอ่าน
- Tie
- Slur
- Staccato
- Accent
อย่าเพิ่ม Tempo ระหว่างสองรอบ
จากนั้นเปรียบเทียบเสียงที่ได้
ถ้าโน้ตและจังหวะยังถูกต้องเหมือนเดิม แต่รอบที่สองมีความต่อเนื่อง ช่องว่างระหว่างเสียง และจุดเน้นชัดเจนขึ้น แสดงว่าเริ่มอ่าน Articulation เป็นส่วนหนึ่งของดนตรีได้แล้ว
สำหรับผู้ที่กำลังฝึก Sight Reading สำหรับมือกีต้าร์ วิธีนี้ช่วยลดภาระในการอ่านได้ดี เพราะไม่จำเป็นต้องพยายามอ่านข้อมูลทุกอย่างพร้อมกันตั้งแต่ครั้งแรก
Record-and-Check อัด Phrase เดิมแล้วฟังเปรียบเทียบ
การอัดเสียงช่วยให้ได้ยินข้อผิดพลาดที่อาจสังเกตไม่ทันในขณะที่กำลังเล่น
อัด Phrase เดียวกันสองครั้ง
ครั้งแรกเล่นโดยสนใจเฉพาะ Pitch และ Rhythm
ครั้งที่สองอ่าน Articulation ทุกจุดให้ครบ
จากนั้นฟังย้อนหลังและตรวจสอบทีละเรื่อง
- Tie มีการเริ่มเสียงซ้ำตรงโน้ตตัวที่สองหรือไม่
- Slur ฟังต่อเนื่องเป็น Phrase มากขึ้นหรือไม่
- Staccato ทำให้เสียงสั้นลงโดย Pulse ยังมั่นคงหรือไม่
- Accent เด่นขึ้นโดย Tempo ไม่สะดุดหรือไม่
- จุดใดมีระยะเวลาที่เสียงดังจริงสั้นกว่าค่าตัวโน้ตที่เขียนไว้
- ลักษณะของ Phrase ในสองรอบแตกต่างกันอย่างไร
การใช้เมโทรนอมร่วมกับการอัดเสียงช่วยให้แยกได้ชัดขึ้นว่า ปัญหาที่ได้ยินเกิดจากความแม่นยำของจังหวะ หรือเกิดจากวิธีออกเสียงของโน้ต
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาอ่าน Tie Slur Staccato Accent
ข้อผิดพลาดแรกคือเห็นเส้นโค้งแล้วคิดว่าเป็น Tie ทันที โดยไม่ดูว่าเส้นนั้นทำหน้าที่อะไรและเชื่อมโน้ตในลักษณะใด
ข้อผิดพลาดที่สองคือเห็น Slur แล้วนำค่าจังหวะของโน้ตหลายตัวมารวมกันเหมือน Tie
ข้อผิดพลาดที่สามคือจำว่า Staccato ต้องทำให้เสียงสั้นตามสัดส่วนตายตัว ทั้งที่ความสั้นของเสียงจริงขึ้นอยู่กับบริบท
ข้อผิดพลาดที่สี่คือเล่น Staccato แล้วรีบเล่นโน้ตตัวถัดไป จนทำให้ Pulse เปลี่ยน
ข้อผิดพลาดที่ห้าคือเล่น Accent แรงเกินไปจนจังหวะสะดุด หรือทำให้ระดับความดังของ Phrase หลังจากนั้นเปลี่ยนตามไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
อีกข้อผิดพลาดหนึ่งคือ อ่าน Pitch กับ Rhythm เสร็จแล้วหยุดมองรายละเอียดรอบตัวโน้ต ทำให้เล่นโน้ตถูก แต่ขาดลักษณะการออกเสียงตามเครื่องหมายที่กำกับไว้
วิธีฝึกที่ช่วยได้คือให้สายตามองข้อมูลตามลำดับ
Pitch → Rhythm → Articulation → ฟังภาพรวมของ Phrase
เมื่อการอ่าน Pitch และ Rhythm เริ่มคล่องขึ้น เราจะมีสมาธิเหลือสำหรับสังเกตรายละเอียดของ Articulation ได้มากขึ้น
เช็คอย่างไรว่าเข้าใจ Tie Slur Staccato Accent จริง
หลังจากฝึกแล้ว ลองตรวจสอบว่าทำสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่
- เห็น Tie แล้วรู้ว่าโน้ตตัวต่อมาไม่ต้องเริ่มเสียงใหม่
- เล่น Tie ข้าม Barline โดย Pulse ไม่หลุด
- เห็น Slur แล้วไม่เอาค่าจังหวะของโน้ตหลายตัวมารวมกันแบบ Tie
- เข้าใจว่า Slur ต้องตีความวิธีเล่นให้เหมาะกับเครื่องดนตรี
- เล่น Staccato แล้วเสียงสั้นลง แต่ตำแหน่ง Beat ยังอยู่ที่เดิม
- เล่น Accent ให้เด่นขึ้นโดย Tempo ไม่สะดุด
- อธิบายความแตกต่างระหว่างค่าความยาวของโน้ตที่เขียนไว้กับระยะเวลาที่เสียงดังจริงได้
- เล่นโน้ตชุดเดียวกันด้วย Articulation ต่างกัน แล้วทำให้ Phrase มีลักษณะและความรู้สึกแตกต่างกันได้
เครื่องหมายทั้ง 4 ชนิดนี้ไม่ใช่เพียงรายละเอียดประกอบตัวโน้ต แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้โน้ตและจังหวะบนกระดาษกลายเป็นเสียงดนตรีที่มีความต่อเนื่อง ช่องว่าง และน้ำหนักของเสียงอย่างชัดเจน
Tie บอกว่าเสียงเดิมต้องต่อเนื่องผ่านค่าจังหวะของโน้ตหลายตัว Slur บอกให้กลุ่มโน้ตฟังเชื่อมโยงกัน Staccato ทำให้ระยะเวลาที่เสียงดังจริงสั้นลงและเกิดช่องว่างระหว่างเสียงมากขึ้น ส่วน Accent ทำให้โน้ตบางจุดมีน้ำหนักเด่นขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระดับความดังของทั้ง Phrase
เมื่ออ่านข้อมูลเหล่านี้ควบคู่กับ Pitch และ Rhythm ได้ การอ่านบรรทัด 5 เส้นจะไม่ใช่เพียงการหาโน้ตให้ถูกอีกต่อไป แต่จะเริ่มมองเห็นลักษณะของ Phrase และคาดการณ์เสียงที่ควรเกิดขึ้นได้ก่อนลงมือเล่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการอ่านโน้ตในระดับที่สูงขึ้น





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น