คนที่อ่านโน้ตบนบรรทัด 5 เส้นแบบทำนองแนวเดียวได้แล้ว มักเริ่มสับสนเมื่อพบโน้ตมากกว่าหนึ่งแนวอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อก้านโน้ตหันคนละทาง มี Rest อยู่คนละตำแหน่ง หรือเสียงหนึ่งยังค้างอยู่ขณะที่อีกเสียงเริ่มเคลื่อนต่อ เมื่อต้อง อ่านโน้ตสองแนวเสียง จึงไม่ควรนำหัวโน้ตทุกตัวมาอ่านเรียงต่อกันเป็นทำนองเส้นเดียว แต่ต้องแยกก่อนว่าโน้ตตัวใดอยู่ใน Voice ไหน แต่ละ Voice มีจังหวะและความยาวเสียงอย่างไร แล้วจึงนำทั้งสองแนวกลับมาอ่านพร้อมกัน
หากยังอ่านระดับเสียงและค่าจังหวะพื้นฐานบนบรรทัด 5 เส้นไม่คล่อง ควรทบทวนบท วิธีการอ่านโน้ตดนตรี บนบรรทัด 5 เส้น ก่อน แล้วจึงกลับมาฝึกแยกแต่ละ Voice ในบทนี้
หลักที่ช่วยลดความสับสนได้มากที่สุด คือแยกแนวเสียงหรือ Voice แต่ละแนวออกมาติดตามตามเวลาของตัวเองก่อน แล้วจึงดูว่าในช่วงเวลาเดียวกันมีเสียงใดเกิดขึ้นพร้อมกันบ้าง บทนี้จึงเน้นการติดตามจังหวะ ความยาวเสียง Rest และจุดเริ่มเสียงของแต่ละ Voice โดยตรง
อ่านโน้ตสองแนวเสียง ต้องแยกแนวของแต่ละ Voice ก่อน
ในบทนี้ Voice หมายถึงแนวเสียงหนึ่งแนวที่ดำเนินต่อเนื่องไปตามเวลา เมื่อมีสอง Voice อยู่บน Staff เดียวกัน สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดมองโน้ตทั้งหมดเป็นทำนองเส้นเดียว แล้วแยกให้ออกว่าแต่ละ Voice มีจังหวะและความยาวเสียงของตัวเองอย่างไร
ก่อนเริ่มเล่น ลองถามตัวเองว่า
- Voice บนเริ่มเสียงตรงไหน
- Voice ล่างเริ่มเสียงตรงไหน
- แต่ละ Voice มีจังหวะอย่างไร
- โน้ตตัวใดยังต้องค้างเสียงต่อ
- Rest ที่เห็นเป็นของ Voice ไหน
- จุดใดที่ทั้งสอง Voice เริ่มเสียงพร้อมกัน
การคิดเช่นนี้ช่วยให้โน้ตที่ดูเหมือนซ้อนกันหลายตัว กลายเป็นแนวเสียงสองแนวที่สามารถแยกอ่านและติดตามได้ทีละแนว
เริ่มจากตัวอย่างง่าย ๆ
Voice บน: Half Note หนึ่งตัว
Voice ล่าง: Quarter Note → Quarter Note
ทั้งสอง Voice เริ่มพร้อมกันที่ Beat 1
หากมองหัวโน้ตทุกตัวเป็นทำนองเส้นเดียว อาจเผลอเข้าใจว่ามีโน้ตสามตัวเกิดขึ้นต่อกัน แต่ความจริง Voice บนเริ่มเสียงเพียงครั้งเดียวที่ Beat 1 แล้วค้างเสียงต่อจนจบ Beat 2 ส่วน Voice ล่างเริ่มเสียงที่ Beat 1 และมีเสียงใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้งที่ Beat 2
ความแตกต่างนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่านโน้ตหลาย Voice เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน เราอาจต้องติดตามทั้งเสียงที่เพิ่งเริ่มและเสียงเดิมที่ยังค้างอยู่
ก้านโน้ตช่วยแยก Voice ได้อย่างไรโดยไม่ต้องจำเป็นกฎตายตัว
เมื่อมีหลาย Voice อยู่บน Staff เดียวกัน ทิศทางของก้านโน้ตมักช่วยให้สายตาแยกแนวเสียงได้ง่ายขึ้น เช่น แนวหนึ่งใช้ก้านขึ้น ขณะที่อีกแนวหนึ่งใช้ก้านลง
เมื่อพบลักษณะเช่นนี้ ให้ใช้ทิศทางของก้านโน้ตเป็นเบาะแสเบื้องต้นว่าโน้ตตัวใดน่าจะอยู่ใน Voice เดียวกัน จากนั้นจึงติดตามจังหวะของ Voice นั้นต่อไปตามลำดับเวลา
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจำแบบตายตัวว่า
Stem Up = Voice 1 เสมอ
Stem Down = Voice 2 เสมอ
ทิศทางของก้านโน้ตเป็นเพียงเครื่องช่วยให้แยกแนวเสียงได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่กฎที่ใช้ตัดสินได้ในทุกกรณี สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือความต่อเนื่องของจังหวะและความยาวเสียงของแต่ละ Voice
เมื่อต้องแยกแนวเสียง ควรพิจารณาข้อมูลหลายอย่างร่วมกัน เช่น
- รูปแบบจังหวะที่ดำเนินต่อเนื่อง
- ความยาวของโน้ตแต่ละตัว
- ตำแหน่งของ Rest
- จุดที่แต่ละ Voice เริ่มหรือสิ้นสุด
- ลำดับของเสียงในแต่ละ Beat
หากต้องการดูตัวอย่างการจัดโน้ตหลาย Voice บน Staff เดียวกันเพิ่มเติม สามารถดู คู่มือ MuseScore Studio เรื่องการใช้หลาย Voice ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งการแยก Voice และการจัด Rest เมื่อมีหลายแนวเสียงอยู่ร่วมกัน
หลักที่นำไปใช้ได้จริงคือ ก้านโน้ตช่วยให้เราเริ่มแยก Voice ส่วนจังหวะและความยาวเสียงช่วยยืนยันว่าเรายังติดตาม Voice เดิมอยู่
อ่านโน้ตสองแนวเสียง โดยแยกอ่านแนวนอนก่อนอ่านแนวตั้ง
เมื่อโน้ตมีสอง Voice เราต้องอ่านข้อมูลทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง แต่ในช่วงฝึกไม่ควรพยายามอ่านทุกอย่างพร้อมกันตั้งแต่ครั้งแรก
การอ่านแนวนอน คือการติดตาม Voice หนึ่งแนวจากซ้ายไปขวาตามเวลา ดูว่าเสียงเริ่มตรงไหน ค้างอยู่นานเท่าไร มี Rest ตรงไหน และสิ้นสุดตรงไหน
การอ่านแนวตั้ง คือการดูว่าใน Beat หรือช่วงเวลาเดียวกัน มีเสียงใดเริ่มขึ้น เสียงใดยังค้างอยู่ หรือ Voice ใดกำลังเป็น Rest
ลำดับการฝึกที่ช่วยลดความสับสนคือ
Voice บน → Voice ล่าง → จังหวะของทั้งสอง Voice → ระดับเสียงของทั้งสอง Voice
อ่าน Voice บนเพียงแนวเดียวก่อน
เลือกช่วงโน้ตสั้น ๆ ประมาณหนึ่งหรือสองห้อง แล้วตั้งใจมองเฉพาะ Voice บนก่อน
ไล่อ่านตั้งแต่ต้นจนจบว่าแต่ละเสียงเริ่มที่ Beat ไหน มีความยาวเท่าไร และช่วงใดเป็น Rest
อย่าเพิ่งนำ Voice ล่างเข้ามาช่วย หากยังต้องหยุดเพื่อหาจังหวะระหว่างทาง แสดงว่ายังติดตาม Voice บนได้ไม่ต่อเนื่องพอ
เป้าหมายคือให้ Voice บนรักษาจังหวะของตัวเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ต้องอาศัยอีก Voice เป็นตัวช่วยบอกเวลา
อ่าน Voice ล่างแยกอีกครั้ง
จากนั้นทำแบบเดียวกันกับ Voice ล่าง โดยไม่ใช้จังหวะของ Voice บนเป็นตัวนำ
Voice ล่างควรรักษาจังหวะหลักหรือ Pulse และการแบ่งจังหวะย่อยหรือ Subdivision ของตัวเองได้ แม้จะตัด Voice บนออกจากการฝึกชั่วคราว
หากอ่าน Voice ล่างได้เฉพาะเมื่อมี Voice บนเล่นไปพร้อมกัน แสดงว่ายังแยกจังหวะของทั้งสองแนวออกจากกันได้ไม่ชัดพอ
ค่อยดูว่าในแต่ละ Beat มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกัน
เมื่ออ่านทั้งสอง Voice แยกกันได้แล้ว จึงกลับมาดูความสัมพันธ์ของเสียงในแนวตั้งทีละ Beat
ให้ถามว่า
- Voice ใดเริ่มเสียงใหม่
- Voice ใดยังค้างเสียงอยู่
- Voice ใดสิ้นสุดเสียง
- Voice ใดอยู่ในช่วง Rest
วิธีคิดเช่นนี้ช่วยให้เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหนึ่ง Beat ไม่ได้มีเฉพาะเสียงที่เพิ่งเริ่มเท่านั้น บางครั้ง Voice หนึ่งอาจเริ่มเสียงใหม่ ขณะที่อีก Voice ยังค้างเสียงต่อมาจาก Beat ก่อนหน้า
แยกจุดเริ่มเสียงออกจากความยาวเสียงให้ชัด
สิ่งที่ทำให้การอ่านโน้ตหลาย Voice ยากกว่าการอ่านทำนองแนวเดียว คือเราต้องแยก จุดเริ่มเสียง (Attack) ออกจาก ความยาวเสียง (Duration) ให้ชัดเจน
ตัวอย่าง
Voice บน: C Half Note
Voice ล่าง: E Quarter Note → F Quarter Note
ใน Beat 1 มีเสียงใหม่เริ่มขึ้นสองเสียง คือ C และ E
เมื่อเข้าสู่ Beat 2 เสียง C ไม่ได้เริ่มใหม่ แต่ยังค้างต่อมาจาก Beat 1 ส่วนเสียง E สิ้นสุดลง และ F จึงเป็นเสียงใหม่ที่เริ่มใน Beat 2
ดังนั้นใน Beat 2 ควรเข้าใจว่า
Voice บน: C ยังค้างเสียงอยู่
Voice ล่าง: F เริ่มเสียงใหม่
นี่คือเหตุผลที่การมองเฉพาะหัวโน้ตที่เพิ่งปรากฏยังไม่เพียงพอ เพราะแม้ Beat 2 จะไม่มีหัวโน้ต C ตัวใหม่ แต่เสียง C ก็ยังคงดังอยู่ในช่วงเวลานั้น
ลองฝึกง่าย ๆ โดยใช้มือขวาแทน Voice บน และมือซ้ายแทน Voice ล่าง
Beat 1: ตบสองมือพร้อมกัน
Beat 2: ตบเฉพาะมือซ้าย
ใน Beat 2 แม้มือขวาจะไม่ตบอีกครั้ง แต่ต้องนับต่อในใจว่า Voice บนยังอยู่ภายในความยาวของ Half Note
Rest ของ Voice หนึ่งไม่ได้หมายความว่าทั้ง Staff ต้องเงียบ
Rest เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้การอ่านโน้ตหลายแนวสับสนได้ง่าย เพราะหากคุ้นเคยกับทำนองเส้นเดียว เราอาจเห็น Rest แล้วเข้าใจว่าทุกเสียงต้องหยุดพร้อมกัน
แต่เมื่อมีหลาย Voice ต้องถามเพิ่มว่า Rest นี้เป็นของ Voice ไหน
ตัวอย่าง
Voice บน: Half Note
Voice ล่าง: Quarter Note → Quarter Rest
Beat 1 มีเสียงจากทั้งสอง Voice
เมื่อเข้าสู่ Beat 2 Voice ล่างเป็น Rest แต่ Voice บนยังค้างเสียงต่อ
ดังนั้นใน Beat 2 เสียงทั้งหมดไม่ได้หยุดพร้อมกัน มีเพียง Voice ล่างที่ไม่มีเสียง ขณะที่ Voice บนยังคงดังอยู่
ลองสลับสถานการณ์
Voice บน: Quarter Note → Quarter Rest
Voice ล่าง: Half Note
คราวนี้ใน Beat 2 Voice บนเป็น Rest แต่ Voice ล่างยังค้างเสียงต่อ
เมื่อพบ Rest ในโน้ตที่มีหลาย Voice จึงต้องดูว่า Rest นั้นอยู่ในแนวจังหวะของ Voice ไหน ไม่ควรเห็น Rest แล้วหยุดทุกเสียงโดยอัตโนมัติ
ตำแหน่งของ Rest บน Staff อาจช่วยให้มองเห็นได้ง่ายขึ้นว่า Rest นั้นสัมพันธ์กับ Voice ใด แต่ควรพิจารณาร่วมกับจังหวะและความต่อเนื่องของแนวเสียงเสมอ
หากยังไม่แม่นเรื่องค่าจังหวะและช่วงเงียบของ Rest ควรทบทวน การอ่านโน้ตดนตรี ตัวเขบ็จ และเครื่องหมายหยุด ก่อน เพื่อให้แยกได้ชัดว่า Voice ใดกำลังเงียบ ขณะที่อีก Voice ยังดำเนินต่อ
เมื่อ Voice หนึ่งค้างเสียง แต่อีก Voice เคลื่อนต่อควรอ่านอย่างไร
สถานการณ์ที่ Voice หนึ่งถือเสียงยาว ขณะที่อีก Voice มีโน้ตใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นแบบฝึกสำคัญ เพราะช่วยให้เข้าใจว่าเสียงที่ยังค้างอยู่ไม่จำเป็นต้องมีหัวโน้ตใหม่ปรากฏในทุก Beat
ตัวอย่าง
Voice บน: G Whole Note
Voice ล่าง: C → D → E → F เป็น Quarter Note
อ่านตามแต่ละ Beat ได้ดังนี้
Beat 1: G เริ่มเสียง + C เริ่มเสียง
Beat 2: G ค้างเสียง + D เริ่มเสียง
Beat 3: G ค้างเสียง + E เริ่มเสียง
Beat 4: G ค้างเสียง + F เริ่มเสียง
แม้ G จะมีหัวโน้ตเพียงครั้งเดียวที่ Beat 1 แต่เสียงนั้นยังคงดังต่อเนื่องตลอด Beat 2–4 จนครบความยาวของ Whole Note
หลักเดียวกันนี้ใช้ได้เมื่อ Voice หนึ่งมี Tie เชื่อมข้าม Beat ขณะที่อีก Voice มีโน้ตใหม่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องจำคือเสียงที่ถูก Tie ยังคงต่อเนื่องไป โดยไม่ต้องเริ่มเสียงใหม่ตรงโน้ตตัวที่ถูกเชื่อม
หากยังสับสนว่า Tie ทำให้เสียงเดิมค้างต่อโดยไม่ต้องเริ่มเสียงใหม่อย่างไร ควรทบทวน Tie, Slur, Staccato และ Accent อ่านอย่างไรบนบรรทัด 5 เส้น ก่อน แล้วจึงกลับมาดูว่า Voice อื่นกำลังเคลื่อนอย่างไรในช่วงเวลาเดียวกัน
อ่านโน้ตสองแนวเสียง โดยรวมจังหวะก่อนเพิ่มระดับเสียง
เมื่อแยกแนวของแต่ละ Voice ได้แล้ว อย่าเพิ่งรีบเล่นระดับเสียงทั้งหมดพร้อมกัน เพราะจะทำให้ต้องประมวลผลหลายอย่างในเวลาเดียว ทั้งชื่อโน้ต ตำแหน่งที่ต้องเล่น จังหวะ ความยาวเสียง และความสัมพันธ์ระหว่างสอง Voice
วิธีที่ง่ายกว่าคือรวมเฉพาะจังหวะของทั้งสอง Voice ให้ได้ก่อน แล้วจึงเพิ่มระดับเสียงกลับเข้ามาในขั้นต่อไป
แบบฝึกที่ 1 แยก Voice จากก้านโน้ต
เลือกช่วงโน้ตสั้น ๆ ที่มีสอง Voice
รอบแรกใช้นิ้วไล่เฉพาะ Voice หนึ่งจากซ้ายไปขวา
รอบที่สองจึงไล่อีก Voice
ในขั้นนี้ยังไม่ต้องเล่น และยังไม่ต้องสนใจระดับเสียงของโน้ต
เป้าหมายคือมองโน้ตแล้วบอกได้ว่าโน้ตแต่ละตัวอยู่ใน Voice ใด โดยไม่เผลอสลับไปติดตามอีก Voice กลางทาง
แบบฝึกที่ 2 ตบจังหวะของ Voice บนเพียงแนวเดียว
ตบจังหวะของ Voice บนตั้งแต่ต้นจนจบช่วงโน้ต
หากมี Half Note หรือ Whole Note ให้นับความยาวของโน้ตให้ครบ แม้จะไม่มีการตบซ้ำระหว่างที่เสียงยังค้างอยู่
หากมี Rest ต้องนับจังหวะหลักต่อไปตามปกติ โดยไม่เร่งหรือช้าลง
เป้าหมายคือให้ Voice บนรักษาจังหวะของตัวเองได้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ
แบบฝึกที่ 3 ตบจังหวะของ Voice ล่างเพียงแนวเดียว
ทำแบบเดียวกันกับ Voice ล่าง
อย่าใช้ Voice บนเป็นตัวช่วยบอกจังหวะ
หากจำเป็น สามารถใช้ Metronome ช่วยเช็คจังหวะหลัก เพื่อดูว่า Voice ล่างยังอยู่ตรง Beat และรักษาจังหวะได้ต่อเนื่องหรือไม่
เมื่อ Voice ล่างสามารถรักษาจังหวะของตัวเองได้แล้ว จึงค่อยนำกลับไปรวมกับ Voice บน
แบบฝึกที่ 4 รวมจังหวะของสอง Voice โดยยังไม่เล่นระดับเสียง
ใช้มือหนึ่งแทน Voice บน และอีกมือหนึ่งแทน Voice ล่าง
ตบจังหวะของทั้งสอง Voice พร้อมกัน โดยยังไม่สนใจระดับเสียงของโน้ต
หาก Voice หนึ่งเป็นโน้ตยาว ให้ตบเฉพาะตอนเริ่มเสียง แล้วนับความยาวของโน้ตต่อในใจ ขณะที่อีกมือยังตบโน้ตใหม่ตามจังหวะของอีก Voice ได้ตามปกติ
แบบฝึกนี้ช่วยตัดภาระเรื่องการอ่านระดับเสียงออกไปชั่วคราว ทำให้สามารถจดจ่อกับสิ่งสำคัญ คือการรักษาจังหวะของสอง Voice พร้อมกัน
แบบฝึกที่ 5 ฝึกเสียงค้างเทียบกับ Voice ที่เคลื่อนต่อ
เริ่มด้วยรูปแบบง่าย ๆ
Voice บน: Half Note → Half Note
Voice ล่าง: Quarter Note → Quarter Note → Quarter Note → Quarter Note
จากนั้นสลับหน้าที่
Voice บน: Quarter Note → Quarter Note → Quarter Note → Quarter Note
Voice ล่าง: Half Note → Half Note
สิ่งที่ต้องเช็คคือ Voice ที่ถือโน้ตยาวต้องไม่เผลอเริ่มเสียงใหม่ใน Beat ที่โน้ตเดิมยังคงค้างอยู่
หากทำได้ แสดงว่าเริ่มแยกเสียงที่ยังค้างออกจากเสียงที่เพิ่งเริ่มใหม่ได้ชัดขึ้น
แบบฝึกที่ 6 แยกว่า Rest เป็นของ Voice ไหน
สร้างช่วงฝึกที่มี Rest สลับกันระหว่างสอง Voice
ตัวอย่าง
Voice บน: Quarter Note → Quarter Rest → Quarter Note → Quarter Note
Voice ล่าง: Half Note → Half Note
จากนั้นสลับเป็น
Voice บน: Half Note → Half Note
Voice ล่าง: Quarter Note → Quarter Rest → Quarter Note → Quarter Note
ทุกครั้งที่เห็น Rest ให้บอกตัวเองก่อนว่า Rest นั้นเป็นของ Voice ไหน
จากนั้นเช็คต่อว่าในช่วงเวลาเดียวกัน อีก Voice กำลังเริ่มเสียงใหม่ ยังค้างเสียงอยู่ หรือสิ้นสุดเสียงแล้ว
เป้าหมายไม่ใช่เพียงเล่นผ่าน Rest ได้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า Rest นั้นหมายถึงช่วงที่ Voice ใดไม่มีเสียง
แบบฝึกที่ 7 รวมระดับเสียงและจังหวะด้วย Tempo ต่ำ
เมื่อจังหวะของทั้งสอง Voice สามารถดำเนินไปพร้อมกันได้แล้ว จึงค่อยเพิ่มระดับเสียงของโน้ตกลับเข้ามา
เริ่มด้วย Tempo ที่ช้าพอให้ควบคุมได้ และยังไม่ต้องรีบเพิ่มความเร็ว
พยายามเล่นช่วงโน้ตให้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ โดยรักษาจังหวะให้สม่ำเสมอ
หากสะดุด อย่าเพิ่งหยุดเพื่อแก้หัวโน้ตทุกตัวทันที ให้หาก่อนว่าปัญหาเกิดจาก Voice ไหน
จากนั้นใช้ลำดับนี้
แยก Voice ที่มีปัญหา → ตบจังหวะของ Voice นั้น → เพิ่มระดับเสียงกลับเข้าไป → นำกลับมารวมกับอีก Voice
วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด และยังช่วยรักษาความต่อเนื่องของจังหวะหลักไว้ได้
ใช้ 4 สถานะเช็คว่าแต่ละ Voice กำลังทำอะไร
เมื่อโน้ตเริ่มซับซ้อนขึ้น การถามเพียงว่า “Beat นี้มีโน้ตอะไร” อาจไม่เพียงพอ เพราะเสียงบางตัวอาจเริ่มขึ้นใหม่ ขณะที่บางเสียงยังค้างมาจาก Beat ก่อนหน้า
ให้เช็คแต่ละ Voice ด้วย 4 สถานะ
- เริ่มเสียง (Attack) — มีเสียงใหม่เริ่มขึ้น
- ค้างเสียง (Sustain) — เสียงเดิมยังคงดังต่อ
- สิ้นสุดเสียง — ความยาวของเสียงเดิมจบลง
- Rest — Voice นั้นไม่มีเสียงในช่วงเวลานั้น
ตัวอย่าง
Voice บน: Half Note → Half Note
Voice ล่าง: Quarter Note → Quarter Note → Quarter Rest → Quarter Note
Beat 1: Voice บนเริ่มเสียง / Voice ล่างเริ่มเสียง
Beat 2: Voice บนค้างเสียง / Voice ล่างเริ่มเสียงใหม่
Beat 3: Voice บนเริ่มเสียงใหม่ / Voice ล่างเป็น Rest
Beat 4: Voice บนค้างเสียง / Voice ล่างเริ่มเสียงใหม่
การคิดแบบนี้ช่วยให้เห็นชัดว่าแต่ละ Voice กำลังทำอะไรในแต่ละ Beat และลดโอกาสที่จะนำหัวโน้ตจากคนละ Voice มาอ่านต่อกันผิดเป็นทำนองเส้นเดียว
ข้อผิดพลาดที่ทำให้อ่าน Multi-Voice แล้วจังหวะหลุด
ข้อผิดพลาดแรกคือ อ่านหัวโน้ตทุกตัวเป็นทำนองเส้นเดียว ทำให้โน้ตจากคนละ Voice ถูกนำมาเรียงต่อกันผิดลำดับ
ข้อผิดพลาดที่สองคือ ดูทิศทางของก้านโน้ตเพียงอย่างเดียว โดยไม่เช็คจังหวะและความยาวเสียง เมื่อรูปแบบของก้านเปลี่ยนจึงติดตาม Voice ต่อไม่ได้
ข้อผิดพลาดที่สามคือ ลืมเสียงที่ยังค้างอยู่ เพราะสายตามักหันไปสนใจโน้ตใหม่ของอีก Voice
ข้อผิดพลาดที่สี่คือ เห็น Rest แล้วหยุดทุกเสียง ทั้งที่ Rest อาจเป็นของ Voice เพียงแนวเดียว
ข้อผิดพลาดที่ห้าคือ รีบเพิ่มระดับเสียงเร็วเกินไป ทั้งที่จังหวะของแต่ละ Voice ยังไม่แม่น
ข้อผิดพลาดที่หกคือ หยุดแก้ทุกโน้ตทันทีที่เล่นผิด จนจังหวะหลักขาดความต่อเนื่อง และไม่ได้ฝึกติดตาม Voice ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างเป็นระบบ
วิธีแก้ที่ได้ผลกว่าคือหาก่อนว่าปัญหาเกิดขึ้นใน Voice ใด แล้วแยก Voice นั้นออกมาฝึกเฉพาะจุด ก่อนนำกลับไปรวมกับอีก Voice
นำทักษะนี้ไปใช้กับโน้ตเพลงจริงอย่างไร
หลักการนี้นำไปใช้กับโน้ตของเครื่องดนตรีหลายชนิดได้ เพราะสิ่งที่กำลังฝึกคือการอ่านความสัมพันธ์ของหลายแนวเสียง ไม่ใช่เทคนิคการเล่นของเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง
บนคีย์บอร์ดอาจพบแนวหนึ่งถือโน้ตยาว ขณะที่อีกแนวมีโน้ตเคลื่อนต่อ สิ่งที่ต้องอ่านคือเสียงใดเริ่มตรงไหน เสียงใดยังค้างอยู่ และเสียงใดสิ้นสุด ไม่ใช่เพียงดูว่ามือซ้ายหรือมือขวากำลังเล่นอะไร
บนกีต้าร์อาจพบเสียงด้านบนค้างอยู่ ขณะที่โน้ตเบสหรือเสียงอื่นเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญในขั้นอ่านโน้ตคือรู้ว่าเสียงใดยังดำเนินต่อ และเสียงใดเพิ่งเริ่มใหม่ ส่วนวิธีจัดนิ้วหรือเลือกตำแหน่งเล่นเป็นอีกขั้นหนึ่ง
เมื่อเริ่มอ่านแต่ละ Voice ได้ชัดขึ้น เราอาจสังเกตต่อได้ว่าเสียงบางแนวค้างอยู่หรือเคลื่อนเพียงเล็กน้อยเมื่อ Harmony เปลี่ยน แต่การวิเคราะห์การเคลื่อนของแนวเสียงเป็นอีกหัวข้อหนึ่ง จึงไม่ควรนำมาปะปนกับการฝึกอ่านในบทนี้
อ่านโน้ตสองแนวเสียง เช็คอย่างไรว่าฝึกถูกวิธี
หลังจากฝึกช่วงโน้ตสั้น ๆ แล้ว ให้หยุดก่อนเล่นอีกครั้ง และเช็คว่าทำสิ่งต่อไปนี้ได้หรือไม่
- มอง Staff แล้วแยกได้ว่ามีมากกว่าหนึ่ง Voice
- ใช้ทิศทางของก้านโน้ตเป็นเบาะแสโดยไม่ยึดเป็นกฎตายตัว
- อ่านจังหวะของ Voice บนแยกจาก Voice ล่างได้
- รักษาจังหวะหลักของแต่ละ Voice ได้โดยไม่ต้องพึ่งอีกแนว
- เห็น Rest แล้วบอกได้ว่าเป็นของ Voice ไหน
- รู้ว่า Voice หนึ่งยังค้างเสียง แม้อีก Voice จะเริ่มเสียงใหม่
- แยกจุดเริ่มเสียงออกจากความยาวเสียงได้
- ไม่อ่านหัวโน้ตทุกตัวต่อกันเป็นทำนองเส้นเดียว
- บอกได้ว่าในแต่ละ Beat Voice ไหนเริ่มเสียง ค้างเสียง สิ้นสุดเสียง หรือเป็น Rest
- รวมจังหวะของสอง Voice ได้ก่อนเพิ่มระดับเสียง
- เมื่อเพิ่มระดับเสียงแล้ว ยังรักษาจังหวะเดิมได้
หากยังทำข้อใดไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มอ่านโน้ตตั้งแต่พื้นฐาน ให้กลับไปแก้เฉพาะจุดที่ยังมีปัญหา
แยก Voice ไม่ออก → กลับไปไล่ก้านโน้ตและจังหวะของแต่ละแนว
Voice ใด Voice หนึ่งหลุด → แยก Voice นั้นออกมาเล่นเพียงแนวเดียว
รวมสองแนวแล้วจังหวะหลุด → กลับไปตบจังหวะโดยยังไม่เล่นระดับเสียง
สับสนกับโน้ตเสียงยาว → เช็คว่าเสียงเริ่มตรงไหน และต้องค้างไปถึงเมื่อไร
เห็น Rest แล้วหยุดผิด Voice → บอกให้ได้ก่อนว่า Rest เป็นของ Voice ไหน แล้วจึงเล่นต่อ
หัวใจของการอ่านโน้ตแบบสอง Voice ไม่ใช่การพยายามอ่านทุกสัญลักษณ์พร้อมกันให้เร็วที่สุด แต่คือการทำให้จังหวะและความยาวเสียงของแต่ละ Voice ชัดเจนก่อน เมื่อสามารถติดตามแต่ละแนวจากซ้ายไปขวาได้แล้ว การดูว่าในแต่ละ Beat มีเสียงใดเริ่ม ค้าง สิ้นสุด หรือเงียบ จะทำได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และช่วยไม่ให้นำโน้ตจากสอง Voice มาอ่านรวมกันผิดเป็นทำนองเส้นเดียว





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น