สอนแต่งเพลง บทที่ 17 ใช้ Mode เขียน Hook ให้มีคาแรคเตอร์ชัดขึ้น

นักแต่งเพลงกำลัง ใช้ Mode เขียน Hook ด้วยคีย์บอร์ด ไมโครโฟน หูฟัง และสมุดบันทึกในสตูดิโอส่วนตัว

     แนวคิด “ ใช้ Mode เขียน Hook ” ไม่ได้หมายถึงการเลือก Mode ที่ไม่คุ้นหูมาไล่โน้ตจนท่อนร้องซับซ้อน แต่คือการนำโน้ตที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละ Mode มาใช้เป็นจุดเด่นของทำนองอย่างตั้งใจ บทนี้จะช่วยให้คุณนำ Hook ที่มีคอร์ดและเมโลดี้พื้นฐานอยู่แล้ว มาปรับให้มีคาแรคเตอร์ชัดขึ้นด้วยเสียงขั้นที่ 6 แบบธรรมชาติของ Dorian, เสียง b7 ของ Mixolydian และเสียง #4 ของ Lydian โดยยังรักษา Motif และ Rhythm ที่ช่วยให้คนฟังจดจำท่อนเพลงได้ง่าย


     หากต้องการเห็นภาพรวมก่อนว่าโหมดช่วยเปลี่ยนสีสันของคอร์ดและเมโลดี้ในท่อนต่าง ๆ ได้อย่างไร ควรทบทวนบท ใช้ Mode แต่งเพลง ก่อน แล้วจึงนำแนวคิดนั้นมาต่อยอดเฉพาะการเขียน Hook ในบทนี้


ใช้ Mode เขียน Hook อย่างไรให้ต่างจากเมโลดี้ Major และ Minor ทั่วไป

     เมโลดี้ที่แต่งจาก Major Scale หรือ Minor Scale สามารถฟังไพเราะและติดหูได้อยู่แล้ว แต่ถ้าใช้ชุดโน้ตและวิธีเดินทำนองแบบเดิมบ่อย ๆ Hook อาจฟังคล้ายเพลงทั่วไป หรือยังไม่มีจุดเด่นที่ทำให้คนฟังจดจำได้ว่าเป็นทำนองของเพลงนี้


     การนำ Mode มาใช้ช่วยเพิ่มสีสันให้เมโลดี้ด้วยการเปลี่ยนโน้ตบางขั้นจาก Major Scale หรือ Minor Scale ทั่วไป ทำนองจึงมีอารมณ์และคาแรคเตอร์เฉพาะตัวมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนโน้ตหรือเขียนแนวทำนองให้ซับซ้อนกว่าเดิม


     ตัวอย่างเช่น

  • Dorian ใช้เสียงขั้นที่ 6 แบบธรรมชาติบนพื้นฐานเสียงไมเนอร์ ทำให้ทำนองยังคงความหม่น แต่เพิ่มความสว่างและความรู้สึกว่ากำลังก้าวต่อไปข้างหน้า
  • Mixolydian ใช้เสียงขั้นที่ 7 ลดลงครึ่งเสียง หรือ b7 บนพื้นฐานเสียงเมเจอร์ ทำให้ทำนองฟังดิบ ผ่อนคลาย และมีกลิ่นอายแบบ Blues, Rock หรือ Funk
  • Lydian ใช้เสียงขั้นที่ 4 สูงขึ้นครึ่งเสียง หรือ #4 บนพื้นฐานเสียงเมเจอร์ ทำให้ทำนองฟังโปร่ง ลอย และเปิดกว้างกว่า Major Scale ทั่วไป

มือของนักดนตรีกำลังเปรียบเทียบคอร์ดและสีสันของเมโลดี้บนคีย์บอร์ด พร้อมสมุดบันทึกเปล่า

     หากยังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างและเสียงเอกลักษณ์ของแต่ละโหมด สามารถทบทวนเรื่อง โหมดและสเกลคืออะไร ก่อน เพื่อแยกเสียงของ Dorian, Mixolydian และ Lydian ได้ชัดขึ้น


     ผู้อ่านที่ต้องการทดลองฟังและเปรียบเทียบโครงสร้างของโหมดทั้งเจ็ด สามารถใช้บทเรียน โหมด (Modes) ของ Ableton Learning Music ประกอบการฝึกได้


Hook ที่มีคาแรคเตอร์ต้องมีมากกว่าโน้ตสีของ Mode

     การเลือก Mode ที่น่าสนใจไม่ได้ทำให้ Hook ดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะคนฟังไม่ได้จดจำชื่อ Mode แต่จดจำรูปแบบของ Motif, Rhythm, การซ้ำ ทิศทางของเมโลดี้ และตำแหน่งของคำร้อง


     Hook ที่มีคาแรคเตอร์จึงต้องอาศัยองค์ประกอบสองด้านทำงานร่วมกัน

  • ด้านแรกคือโครงสร้างที่ช่วยให้ท่อนเพลงจำง่าย เช่น Motif สั้น ๆ Rhythm ที่ชัด การซ้ำในปริมาณที่พอดี และ Contour หรือทิศทางขึ้นลงของเมโลดี้ที่คนฟังร้องตามได้
  • ด้านที่สองคือโน้ตสีของ Mode หรือโน้ตที่สร้างเอกลักษณ์ให้ Mode นั้น โน้ตสีจะช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของ Motif ให้แตกต่างจากเมโลดี้ทั่วไป


     ก่อนเติมสีสันของ Mode ควรทำให้ Motif, Rhythm และการซ้ำทำงานได้ดีเสียก่อน โดยสามารถทบทวนบท สร้างท่อนฮุค เพื่อวางโครงของ Hook ให้จำง่ายก่อนเพิ่มโน้ตสี


โน้ตสีควรเป็นจุดเด่น ไม่ใช่โน้ตที่ผ่านไปโดยไม่มีน้ำหนัก

     สมมติว่าเลือกใช้ D Dorian ซึ่งประกอบด้วยโน้ตดังนี้

     D – E – F – G – A – B – C


     โน้ต B คือเสียงขั้นที่ 6 แบบธรรมชาติ ซึ่งทำให้ D Dorian แตกต่างจาก D Natural Minor ที่ใช้โน้ต Bb


     ถ้าใช้ B เป็นเพียงโน้ตสั้น ๆ ในตำแหน่งที่ไม่เด่น คนฟังอาจไม่รับรู้คาแรคเตอร์ของ Dorian อย่างชัดเจน แต่ถ้าวาง B ไว้บนจังหวะสำคัญ ใช้เป็นโน้ตสูงสุดของ Phrase หรือวางให้ตรงกับคำร้องที่มีความหมาย โน้ตตัวนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์เพลงได้ชัดขึ้น


     อย่างไรก็ตาม ไม่ควรย้ำโน้ตสีในทุกห้อง เพราะเมื่อใช้เสียงที่โดดเด่นถี่เกินไป ความพิเศษจะลดลง และเมโลดี้อาจฟังคล้ายการไล่สเกลมากกว่าการถ่ายทอดอารมณ์ของเพลง


ใช้ Mode เขียน Hook จากคอร์ดและเมโลดี้ที่มีอยู่แล้ว

     หาก Hook มีโครงคอร์ดหรือเมโลดี้พื้นฐานอยู่แล้ว การเติมสีสันของ Mode เข้าไปภายหลังมักควบคุมผลลัพธ์ได้ง่ายกว่าการเลือก Mode ก่อน แล้วพยายามบังคับให้ทุกส่วนของเพลงอยู่ในชุดโน้ตเดียวกัน


     ขั้นตอนต่อไปนี้จะช่วยให้สีสันของ Mode เข้ามาเสริมท่อนเพลง โดยไม่ทำลายจุดเด่นและความจำง่ายของ Hook เดิม


1. เลือกอารมณ์ที่ต้องการให้คนฟังรับรู้

     เริ่มจากถามก่อนว่า เมื่อเข้าสู่ Hook แล้ว คนฟังควรรู้สึกอย่างไร ไม่ควรเริ่มจากการเลือก Mode เพียงเพราะชื่อหรือโครงสร้างของ Mode นั้นดูน่าสนใจ

  • ถ้าต้องการความหม่นที่ยังมีความหวัง อาจเลือก Dorian
  • ถ้าต้องการความมั่นใจ ความดิบ ความสนุก หรือจังหวะที่ชวนโยก อาจเลือก Mixolydian
  • ถ้าต้องการความสว่าง ความโปร่ง หรือความรู้สึกเปิดกว้าง อาจเลือก Lydian


     อารมณ์ของ Mode ควรสอดคล้องกับ Theme หรือแก่นอารมณ์ของเพลง รวมถึงความหมายของเนื้อร้องด้วย หากเนื้อเพลงกล่าวถึงการยอมแพ้อย่างสิ้นหวัง แต่ใช้ Dorian ในลักษณะที่เน้นความสว่างมากเกินไป อารมณ์ของคอร์ดกับความหมายของคำอาจขัดกัน เว้นแต่ผู้แต่งต้องการสร้างความย้อนแย้งอย่างตั้งใจ


2. เลือกคอร์ดหรือ Progression ที่ช่วยยืนยันเสียงของ Mode

     สีสันของ Mode จะฟังชัดเมื่อคอร์ดที่รองรับเมโลดี้มีโน้ตซึ่งช่วยยืนยันเอกลักษณ์ของ Mode และไม่ดึงความรู้สึกกลับไปหา Major หรือ Minor ทั่วไปมากเกินไป


     ตัวอย่าง Progression สำหรับทดลองมีดังนี้

  • D Dorian: Dm7 – G
  • G Mixolydian: G – F – C – G
  • C Lydian: Cmaj7 – D/C


     Progression เหล่านี้มีโน้ตในคอร์ดที่ช่วยยืนยันคาแรคเตอร์ของแต่ละ Mode เช่น คอร์ด G ใน D Dorian มีโน้ต B ซึ่งเป็นเสียงขั้นที่ 6 แบบธรรมชาติ


     ส่วนคอร์ด D/C ใน C Lydian คือคอร์ด D Major ที่วางโน้ต C ไว้ในแนวเบส คอร์ดนี้มีโน้ต F# ซึ่งเป็นเสียง #4 ของ C จึงช่วยให้คาแรคเตอร์ของ Lydian ชัดขึ้น


     ไม่จำเป็นต้องใช้ Progression แบบ Modal ตลอดทั้งเพลง คุณอาจให้ Verse ใช้คอร์ดที่คุ้นเคย แล้วค่อยทำให้สีสันของ Mode เด่นขึ้นเมื่อเข้าสู่ Chorus หรือ Hook วิธีนี้จะช่วยให้ท่อนสำคัญมีอารมณ์แตกต่างจากส่วนอื่นของเพลงอย่างชัดเจน


3. หา Chord Tone ก่อนเลือกโน้ตสี

     ก่อนเติมโน้ตสีของ Mode ให้เขียนโน้ตในคอร์ดของแต่ละห้องออกมาก่อน เช่น Progression Dm7 – G มี Chord Tone ดังนี้

  • Dm7 ประกอบด้วย D – F – A – C
  • G ประกอบด้วย G – B – D


     Chord Tone หรือโน้ตในคอร์ดทำหน้าที่เป็นโครงหลักที่ช่วยให้เมโลดี้สัมพันธ์กับ Harmony ส่วนโน้ตสีของ Mode ทำหน้าที่เพิ่มอารมณ์และคาแรคเตอร์ให้แก่โครงเดิม

นักแต่งเพลงกำลัง ใช้ Mode เขียน Hook จาก Chord Tone โดยมือซ้ายกดคอร์ดและมือขวาเลือกโน้ตเมโลดี้

     หากยังไม่คุ้นกับการใช้โน้ตในคอร์ดเป็นจุดตั้งต้นของทำนอง ควรอ่านเรื่อง แต่งเมโลดี้จากคอร์ด เพื่อฝึกเลือก Chord Tone และ Target Note ก่อนเติมโน้ตสีของ Mode


     แนวคิด Mode กับ Chord Tone ยังช่วยให้เช็คได้ว่าโน้ตใดควรเป็นจุดพัก โน้ตใดทำหน้าที่สร้าง Tension หรือความตึง และควรวางโน้ตสีตรงไหนจึงจะเด่น โดยไม่ทำให้เมโลดี้ฟังเหมือนหลุดออกจากคอร์ด


     เมื่อต้องการแยกว่าโน้ตใดควรเป็นจุดพักและโน้ตใดควรทำหน้าที่เพิ่มสีสัน แนวคิด Mode กับ Chord Tone จะช่วยให้เลือกโน้ตได้ชัดขึ้นและลดโอกาสที่เมโลดี้จะฟังหลุดจากคอร์ด


4. เลือกโน้ตสีเพียงหนึ่งตัวให้ชัดก่อน

     ในช่วงทดลองครั้งแรก อย่าเพิ่งพยายามใช้โน้ตทุกตัวของ Mode ให้เลือก Characteristic Note หรือโน้ตที่เป็นเอกลักษณ์ของ Mode เพียงตัวเดียว แล้วกำหนดตำแหน่งของโน้ตนั้นให้ชัดเจน

  • Dorian เลือกเสียงขั้นที่ 6 แบบธรรมชาติ
  • Mixolydian เลือกเสียง b7
  • Lydian เลือกเสียง #4


     ลองวางโน้ตนั้นในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งต่อไปนี้

  • จังหวะแรกของห้อง
  • โน้ตที่ลากเสียงยาวที่สุดใน Motif
  • จุดสูงสุดของเมโลดี้
  • ปลาย Phrase ก่อนทำนองเริ่มซ้ำรอบใหม่
  • พยางค์ที่เป็นคำสำคัญของ Hook


     ตำแหน่งเหล่านี้ช่วยให้คนฟังรับรู้สีสันของ Mode ได้ง่ายกว่าการใช้เป็นโน้ตสั้น ๆ ซึ่งผ่านอยู่ระหว่าง Chord Tone


5. สร้าง Motif สั้นจาก Chord Tone และโน้ตสี

     Motif ที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้โน้ตจำนวนมาก ลองเริ่มจากโน้ตเพียงสามถึงห้าตัว แล้วให้โน้ตสีปรากฏเพียงหนึ่งครั้งในรอบแรก


     ตัวอย่าง D Dorian บน Progression Dm7 – G

     D – F – A – B | A – G – F – E


     โน้ต D, F และ A ช่วยยืนยันเสียงของคอร์ด Dm ส่วนโน้ต B ทำให้ Phrase ฟังสว่างกว่าการใช้ D Natural Minor


     คุณสามารถวาง B ไว้ในช่วงปลายห้อง Dm7 ก่อนเปลี่ยนไปคอร์ด G เพื่อทำให้ทำนองฟังเปิดขึ้น แล้วปล่อยให้เมโลดี้เคลื่อนลงกลับมาหา F หรือ D ในรอบถัดไป


     ตัวอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ตามเดิมทั้งหมด จุดประสงค์คือการสังเกตว่าโน้ตสีควรเป็นส่วนหนึ่งของ Motif ที่ร้องและจดจำได้ ไม่ใช่ลูกเล่นที่แยกออกจากทำนองหลัก


6. ใช้ Rhythm และการซ้ำทำให้โน้ตสีกลายเป็นจุดจำ

     หลังจากได้ Motif แล้ว ให้ลองซ้ำ Rhythm เดิมก่อนเปลี่ยนโน้ต เพราะคนฟังมักจดจำรูปแบบจังหวะได้เร็วกว่าระดับเสียงของโน้ตแต่ละตัว


     ตัวอย่างแนวคิดมีดังนี้

  • รอบแรกใช้ Motif เดิมและจบด้วย Chord Tone
  • รอบที่สองใช้ Rhythm เดิม แต่เปลี่ยนโน้ตปลาย Phrase เป็นโน้ตสีของ Mode
  • รอบที่สามซ้ำรูปแบบจากรอบที่สอง เพื่อย้ำจุดจำของ Hook


     วิธีนี้ทำให้โน้ตสีฟังเหมือนเป็นคำตอบของ Phrase หรือเป็นจุดที่อารมณ์ของท่อนเพลงชัดขึ้น ไม่ใช่โน้ตที่ปรากฏขึ้นโดยไม่มีเหตุผล


     หาก Hook มีเนื้อร้อง ควรวางโน้ตสีไว้บนคำที่เป็นแกนของความหมาย เช่น คำที่สรุปความรู้สึก ชื่อบุคคล หรือคำสำคัญใน Theme มากกว่าวางบนคำเชื่อมที่ไม่มีน้ำหนัก


ใช้ Dorian ทำให้ Hook ไมเนอร์ฟังสว่างขึ้น

     Dorian เหมาะกับ Hook ที่ต้องการรักษาพื้นฐานเสียงไมเนอร์ แต่ไม่อยากให้ทำนองหม่นหรืออึดอัดมากเกินไป จุดสำคัญคือเสียงขั้นที่ 6 แบบธรรมชาติ


     ตัวอย่างใน D Dorian

     D – E – F – G – A – B – C


     Progression

     Dm7 – G – Dm7 – G


     Motif สำหรับทดลอง

     F – A – B – A | G – F – E – D


     โน้ต B คือเสียงที่ทำให้ทำนองสว่างขึ้น หากเปลี่ยน B เป็น Bb เมโลดี้จะกลับไปมีอารมณ์ใกล้เคียง D Natural Minor มากขึ้นทันที

นักแต่งเพลงร้องเมโลดี้ไมเนอร์อย่างมีความหวังขณะเล่นคีย์บอร์ด โดยมีกีต้าร์โปร่งวางอยู่ข้างโต๊ะ

ทำให้เสียงขั้นที่ 6 เด่นโดยไม่ฟังแข็ง

     ไม่ควรกระโดดไปหา B ทุกครั้งที่เริ่ม Phrase เพราะจะทำให้ Motif คาดเดาได้ง่ายเกินไป ลองให้รอบแรกยังไม่ใช้ B แล้วค่อยเพิ่มโน้ต B ในรอบที่สอง


     รอบแรก

     F – A – G – F


     รอบที่สอง

     F – A – B – A


     ผู้ฟังจะยังได้ยินรูปแบบ Motif เดิม แต่รอบที่สองจะฟังเปิดและมีความหวังมากขึ้น ทั้งที่เปลี่ยนเพียงโน้ตเดียว


     Dorian จึงเหมาะกับ Hook ที่มีอารมณ์ซับซ้อน เช่น ยังเจ็บแต่พร้อมเดินต่อ ยังคิดถึงแต่ไม่อยากกลับไป หรือกำลังอยู่ในช่วงมืดมนแต่เริ่มมองเห็นทางออก


ใช้ Mixolydian ทำให้ Hook มีแรงดึงแบบ Rock และ Funk

     Mixolydian มีโครงสร้างคล้าย Major Scale แต่ลดเสียงขั้นที่ 7 ลงครึ่งเสียงจนกลายเป็น b7 ทำให้ทำนองฟังผ่อนคลายและดิบขึ้น อีกทั้งยังไม่ดึงให้เมโลดี้ต้องกลับไปหา Root แรงเท่าเสียงขั้นที่ 7 แบบธรรมชาติของ Major Scale


     ตัวอย่างใน G Mixolydian

     G – A – B – C – D – E – F


     Progression

     G – F – C – G


     Motif สำหรับทดลอง

     G – B – D – F | E – D – C – B


     จุดสำคัญคือการวาง F ขณะที่คอร์ด G ยังดังอยู่ เพราะ F ทำหน้าที่เป็น b7 ของ G และทำให้คอร์ดมีแรงตึงคล้ายคอร์ด Dominant 7


     หากรอจนเปลี่ยนไปคอร์ด F แล้วค่อยร้องโน้ต F โน้ตตัวนั้นจะกลายเป็น Root ของคอร์ดใหม่ และจะไม่แสดงคาแรคเตอร์ของ Mixolydian ได้ชัดเท่าเดิม

มือกีต้าร์กำลังเล่นจังหวะกรูฟแนวร็อกและฟังก์ โดยมีเบสกับชุดกลองอยู่ด้านหลัง

ทำให้ b7 เป็นส่วนหนึ่งของทำนอง ไม่ใช่เสียงที่เหมือนหลุดคอร์ด

     หลังจากใช้ F บนคอร์ด G ควรพาเมโลดี้เคลื่อนต่อไปในทิศทางที่ฟังสมเหตุสมผล เช่น เคลื่อนลงไป E หรือ D หรือปล่อยให้คอร์ดเปลี่ยนไปหา F ในจังหวะถัดไป


     ถ้าค้าง F ไว้นานโดยไม่มีคอร์ดหรือแนวทำนองมารองรับ เสียงอาจฟังแข็งเกินไป โดยเฉพาะเพลงที่เรียบเรียงไม่หนาแน่นและเปิดพื้นที่ให้เสียงร้องเด่นชัด


     Mixolydian เหมาะกับ Hook ที่ใช้คำสั้น จังหวะชัด และย้ำ Pulse อย่างต่อเนื่อง เพราะเสียง b7 เข้ากับ Rhythmic Phrasing ที่มีจังหวะชวนโยกได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องเขียนเมโลดี้ยาวหรือใช้ช่วงเสียงกว้างมาก


ใช้ Lydian ทำให้ Hook ฟังลอยและเปิดกว้าง

     Lydian มีโครงสร้างคล้าย Major Scale แต่เพิ่มเสียงขั้นที่ 4 ขึ้นครึ่งเสียง จุดเด่นคือ #4 ซึ่งทำให้เสียงเมเจอร์มีความโปร่ง ลอย และเปิดกว้างมากขึ้น


     ตัวอย่างใน C Lydian

     C – D – E – F# – G – A – B


     Progression

     Cmaj7 – D/C


     Motif สำหรับทดลอง

     E – G – F# – E | D – F# – A – G


     จุดที่ควรสังเกตคือ F# บนคอร์ด Cmaj7 เพราะทำหน้าที่เป็น #11 หรือ #4 ของ C ทำให้คอร์ดเมเจอร์ฟังโปร่งและลอยกว่าการใช้ F แบบธรรมชาติ

นักแต่งเพลงกำลัง ใช้ Mode เขียน Hook ด้วยคอร์ด Major 7 บนคีย์บอร์ด พร้อมร้องเมโลดี้ผ่านไมโครโฟน

ระวังไม่ให้ #4 ชนกับเสียงขั้นที่ 4 แบบธรรมชาติ

     ถ้า Progression มีคอร์ด F Major หรือมีเครื่องดนตรีอื่นเล่นโน้ต F แบบธรรมชาติอย่างชัดเจน การใช้ F# ในเมโลดี้อาจทำให้เกิดเสียงชนกันครึ่งเสียงที่รุนแรงเกินความตั้งใจ


     ก่อนเลือก Lydian จึงควรเช็ค Voicing ของคอร์ด แนวเบส และพาร์ตของเครื่องดนตรีอื่นว่ามีโน้ต F แบบธรรมชาติอยู่หรือไม่ หากมี อาจต้องปรับคอร์ด เปลี่ยนตำแหน่งโน้ต หรือใช้ F# ในช่วงที่ไม่มี F แบบธรรมชาติซ้อนอยู่


     Lydian เหมาะกับ Hook ที่กล่าวถึงความฝัน อิสรภาพ การเริ่มต้นใหม่ สิ่งที่ยังไม่เคยพบ หรือความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดตรง ๆ ได้ยาก


     อย่างไรก็ตาม ควรระวังไม่ให้เมโลดี้ลอยจนขาดจุดพัก โดยให้บาง Phrase กลับมาจบที่ Root, Third หรือ Fifth เพื่อรักษาความชัดเจนของคอร์ด


ใช้ Mode เขียน Hook แล้วตรวจสอบอย่างไรว่าสีของ Mode ชัดเจน

     เมื่อแต่ง Hook เสร็จแล้ว อย่าตรวจสอบเพียงว่าโน้ตทุกตัวอยู่ใน Mode หรือไม่ แต่ควรฟังด้วยว่าอารมณ์และคาแรคเตอร์ที่ต้องการสื่อออกมาชัดเจนจริงหรือไม่


เปลี่ยนโน้ตสีกลับเป็น Major หรือ Minor ปกติ

     นำโน้ตสีออกชั่วคราว แล้วแทนด้วยโน้ตของสเกลทั่วไป

  • Dorian เปลี่ยนเสียงขั้นที่ 6 แบบธรรมชาติเป็น b6
  • Mixolydian เปลี่ยน b7 เป็นเสียงขั้นที่ 7 แบบธรรมชาติ
  • Lydian เปลี่ยน #4 เป็นเสียงขั้นที่ 4 แบบธรรมชาติ


     จากนั้นเปรียบเทียบทั้งสองแบบ หากอารมณ์ของ Hook เปลี่ยนอย่างชัดเจน แสดงว่าโน้ตสีทำหน้าที่ได้จริง


     หากฟังแล้วแทบไม่แตกต่างกัน อาจเป็นเพราะวางโน้ตนั้นไว้ในตำแหน่งที่ไม่มีน้ำหนัก ใช้โน้ตสั้นเกินไป หรือคอร์ดที่รองรับเมโลดี้ไม่ได้ช่วยยืนยันสีสันของ Mode


ร้อง Hook โดยไม่มีเครื่องดนตรี

     ลองร้องเฉพาะทำนองโดยไม่เล่นคอร์ด หาก Motif และ Rhythm ยังติดหู แสดงว่าโครงสร้างของ Hook แข็งแรงเพียงพอ


     จากนั้นเล่นคอร์ดร่วมกับทำนองอีกครั้ง แล้วฟังว่าโน้ตสีช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของ Motif อย่างไร


     หาก Hook น่าสนใจเฉพาะตอนมีคอร์ดซับซ้อน แต่ตัวทำนองร้องตามได้ยาก อาจต้องกลับไปลดจำนวนโน้ต ทำ Rhythm ให้ชัดขึ้น หรือย่อ Phrase ให้กระชับกว่าเดิม


เช็คว่าโน้ตสีสัมพันธ์กับคำร้องหรือไม่

     ร้อง Hook พร้อมเนื้อเพลง แล้วสังเกตว่าโน้ตสีตรงกับคำใด หากอยู่บนพยางค์ที่ไม่สำคัญ ลองย้าย Rhythm หรือปรับการแบ่งพยางค์ เพื่อให้โน้ตนั้นรองรับคำที่มีน้ำหนักมากกว่าเดิม


     การเลือกโน้ตสีและการวางคำควรทำงานร่วมกันตามหลัก Prosody หรือความสัมพันธ์ระหว่างคำร้องกับทำนอง กล่าวคือ ระดับเสียง น้ำหนักจังหวะ และความตึงของ Harmony ควรช่วยขยายความหมายของคำ ไม่ใช่ดึงความสนใจออกจากเนื้อร้อง


ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Hook ฟังเหมือนแบบฝึกสเกล

     เมื่อเข้าใจโครงสร้างของ Mode มากขึ้น ผู้แต่งอาจพยายามใช้โน้ตของ Mode ให้ครบ แต่การทำเช่นนี้มักทำให้ Hook ยาวเกินไปและขาดความกระชับ


ใส่โน้ตสีถี่เกินไป

     Characteristic Note ไม่จำเป็นต้องปรากฏในทุกห้อง หากใช้บ่อยเกินไป คนฟังจะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นจุดเด่น แต่จะได้ยินเสียงนั้นจนคุ้นและไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง


     ควรเลือกหนึ่งหรือสองตำแหน่งสำคัญในแต่ละรอบของ Hook แล้วปล่อยให้ Chord Tone ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงในส่วนที่เหลือ


เขียนเมโลดี้ไล่ขึ้นลงตามสเกล

     การไล่โน้ตเรียงกันหลายตัวอาจทำให้โครงสร้างของ Mode ฟังชัด แต่ไม่ได้สร้าง Motif ที่คนฟังจดจำได้ง่ายเสมอไป


     ลองจำกัดโน้ตให้เหลือสามถึงห้าตัว สร้าง Rhythm ที่มีจุดจำ แล้วใช้การกระโดด Interval หรือเปลี่ยนทิศทางของ Phrase เพื่อทำให้แนวทำนองมีรูปทรงชัดขึ้น


เลือก Mode โดยไม่ฟังคอร์ดที่รองรับเมโลดี้

     โน้ตของ Mode อาจถูกต้องตามทฤษฎี แต่ยังสามารถชนกับ Voicing หรือแนวเบสที่เล่นอยู่จริงได้ โดยเฉพาะเสียง #4 ของ Lydian และ b7 ของ Mixolydian


     ควรเล่นคอร์ดจริงพร้อมร้องเมโลดี้ทุกครั้ง แล้วเช็คว่าความตึงที่เกิดขึ้นเป็นสีสันตามที่ต้องการ หรือเป็นเสียงชนที่ทำให้ Hook ฟังไม่ชัด


ใช้ Mode เขียน Hook ด้วยแบบฝึกจาก Progression เดียว

     เลือก Progression ความยาวสองหรือสี่ห้อง แล้วทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

     1. เขียน Chord Tone ของทุกคอร์ดออกมา

     2. เลือก Mode เพียงหนึ่ง Mode

     3. ระบุ Characteristic Note ของ Mode นั้น

     4. แต่ง Motif ด้วยโน้ตสามถึงห้าตัว โดยยังไม่ใช้โน้ตสี

     5. ทำสำเนา Motif แล้วเปลี่ยนโน้ตเพียงหนึ่งตำแหน่งให้เป็นโน้ตสี

     6. ใช้ Rhythm เดิมในทั้งสองรอบ

     7. ทดลองวางโน้ตสีบนจังหวะหนัก โน้ตยาว จุดสูงสุดของเมโลดี้ และปลาย Phrase

     8. ร้องทั้งสองแบบสลับกัน แล้วเช็คว่าแบบใดสอดคล้องกับ Theme ของเพลงมากกว่า

     9. เพิ่มคำร้องสั้น ๆ หนึ่งประโยค และวางคำสำคัญให้ตรงกับโน้ตสี

     10. อัดเสียงแบบง่ายแล้วฟัง โดยไม่ดูชื่อ Mode ที่เลือกใช้


     หากฟังแล้วสามารถอธิบายอารมณ์ของแต่ละแบบได้ แม้ไม่ได้คิดถึงชื่อ Mode แสดงว่าการเลือก Mode เริ่มทำหน้าที่ในงานแต่งเพลงจริงแล้ว


     หัวใจของการนำสีสันจาก Mode มาใช้กับ Hook คือการเลือกโน้ตเด่นเพียงไม่กี่จุด เพื่อทำให้ Motif เดิมมีอารมณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ไม่ใช่การพยายามใส่โน้ตของ Mode ให้ครบทุกตัว


     ควรเริ่มจาก Chord Tone แล้วสร้างทำนองที่ร้องและจดจำได้ จากนั้นจึงเลือก Characteristic Note มาวางในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับ Rhythm คำร้อง และ Theme เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกัน Hook จะมีคาแรคเตอร์ชัดขึ้น โดยยังคงฟังเป็นเพลงและไม่กลายเป็นแบบฝึกไล่สเกล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น