ตู้กีต้าร์ Open Back กับ Closed Back ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนดี


     ตู้กีต้าร์ Open Back กับ Closed Back แตกต่างกันที่โครงสร้างด้านหลังของตู้ลำโพง ซึ่งส่งผลต่อการตอบสนองของเสียงต่ำ (Low-End) การกระจายเสียง และบรรยากาศของเสียงภายในห้อง โดยทั่วไป ตู้แบบ Open Back มักให้เสียงที่ฟังดูโปร่ง และทำให้ได้ยินเสียงสะท้อนภายในห้องมากกว่า ส่วนตู้แบบ Closed Back มักให้เสียงต่ำที่กระชับ หนักแน่น และมีแรงปะทะชัดเจนกว่า


     อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าตู้ Closed Back จะให้เสียงเบสดีกว่าเสมอไป หรือ Open Back จะเหมาะกับการเล่นเสียง Clean เท่านั้น เพราะเสียงที่ได้ยินยังขึ้นอยู่กับดอกลำโพง ขนาดตู้ การตั้งค่าแอมป์ และสภาพห้องด้วย บทความนี้จะอธิบายว่าตู้ทั้งสองแบบให้เสียงแตกต่างกันอย่างไร ควรสังเกตความแตกต่างจากส่วนใดของเสียง และควรเลือกตู้แบบไหนให้เหมาะกับการซ้อมกีต้าร์ การเล่นร่วมกับวง และการบันทึกเสียง


ตู้กีต้าร์ Open Back กับ Closed Back ต่างกันอย่างไร

     ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดอยู่ที่การออกแบบด้านหลังของ Speaker Cabinet หรือตู้ลำโพงที่ใช้ร่วมกับแอมป์กีต้าร์


     Open Back Cabinet คือตู้ลำโพงที่มีช่องเปิดด้านหลังบางส่วน หรือเปิดด้านหลังไว้เกือบทั้งหมด ทำให้เสียงจากด้านหลังของดอกลำโพงออกสู่ภายนอกตู้ได้ เสียงส่วนนี้อาจเดินทางไปสะท้อนกับผนัง พื้น หรือเพดาน ก่อนสะท้อนกลับมาถึงหูผู้ฟัง


     Closed Back Cabinet คือตู้ลำโพงที่ปิดด้านหลัง โดยทั่วไปเป็นตู้แบบปิดทึบหรือ Sealed Cabinet ซึ่งกั้นไม่ให้เสียงจากด้านหลังของดอกลำโพงออกสู่ห้องโดยตรงเหมือนตู้ Open Back


     ตู้ทั้งสองแบบพบได้ในแอมป์กีต้าร์หลายประเภท ทั้ง Combo Amplifier ซึ่งรวมภาคขยายเสียงและลำโพงไว้ในเครื่องเดียว และตู้ลำโพงแยกที่ใช้ร่วมกับหัวแอมป์หรือ Amp Head


     หากเปรียบเทียบลักษณะเสียงโดยทั่วไป จะพบความแตกต่างดังนี้

สิ่งที่เปรียบเทียบ Open Back Closed Back
โครงสร้างด้านหลัง เปิดบางส่วนหรือเกือบทั้งหมด ปิดทึบ
เสียงต่ำ (Low-End) มักฟังดูโปร่งและไม่อัดแน่น มักกระชับและมีแรงปะทะ
การกระจายเสียง มีเสียงออกทางด้านหลังด้วย เสียงตรงออกทางด้านหน้าเป็นหลัก
เสียงภายในห้อง มักได้ยินเสียงสะท้อนจากห้องมากขึ้น มักรู้สึกว่าเสียงมาจากหน้าตู้ชัดกว่า
ลักษณะเด่น เสียงกระจายไปตามพื้นที่ภายในห้อง เสียงต่ำกระชับและควบคุมทิศทางได้ง่ายกว่า


     ตารางนี้แสดงเพียงแนวโน้มที่พบได้ทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าตู้ทุกใบจะให้เสียงตามนี้เสมอไป เพราะตู้ Open Back บางรุ่นอาจให้เสียงต่ำชัดกว่าตู้ Closed Back อีกตัวได้ หากใช้ดอกลำโพงหรือมีโครงสร้างแตกต่างกันมาก


     สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ การเปิดหรือปิดด้านหลังตู้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงลักษณะเสียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทิศทางที่เสียงกระจายออกจากตู้ และเสียงที่ผู้ฟังได้รับจากตำแหน่งต่าง ๆ ภายในห้องด้วย


     สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมจากผู้ผลิตดอกลำโพงโดยตรง บทความเปรียบเทียบ Open Back และ Closed Back ของ Celestion อธิบายว่าการออกแบบด้านหลังตู้มีผลต่อเสียงต่ำ การกระจายเสียง และบรรยากาศภายในห้องอย่างไร พร้อมเน้นว่าการเลือกตู้ควรขึ้นอยู่กับลักษณะเสียงที่ผู้เล่นต้องการ


โครงสร้างด้านหลังของตู้กีต้าร์ทำให้เสียงเปลี่ยนไปอย่างไร

     ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมตู้เปิดหลังกับตู้ปิดหลังจึงให้เสียงต่างกัน เราควรทำความเข้าใจหลักการทำงานของดอกลำโพงก่อน เพราะเมื่อลำโพงทำงาน จะเกิดคลื่นเสียงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกรวยลำโพง ไม่ใช่เฉพาะด้านหน้าตู้เท่านั้น


เสียงจากด้านหน้าและด้านหลังของดอกลำโพงเกิดขึ้นได้อย่างไร

     เมื่อแอมป์ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังดอกลำโพง กรวยลำโพงจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและถอยกลับอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณเสียง


     ขณะที่กรวยลำโพงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า อากาศด้านหน้าจะถูกอัดให้มีความดันสูงขึ้น ส่วนความดันอากาศด้านหลังจะลดลง เมื่อกรวยเคลื่อนที่กลับ ความดันอากาศทั้งสองด้านก็จะเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม


     การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เกิดคลื่นเสียงแผ่ออกมาจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกรวยลำโพง


     สำหรับตู้ Open Back คลื่นเสียงจากด้านหลังสามารถผ่านช่องเปิดของตู้และกระจายออกไปภายในห้องได้


     ส่วนตู้ Closed Back จะกั้นเสียงจากด้านหลังไว้ภายในตู้เป็นหลัก ทำให้เสียงจากดอกลำโพงที่เดินทางมาถึงผู้ฟังโดยตรงส่วนใหญ่ออกมาจากด้านหน้า


     อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าตู้ Closed Back จะไม่มีเสียงออกทางด้านหลังเลย เพราะแผงไม้และส่วนประกอบของตู้ยังสามารถสั่นสะเทือนและแผ่เสียงออกมาได้บางส่วน


ทำไมตู้ Open Back จึงมักให้เสียงต่ำต่างจาก Closed Back

     คลื่นเสียงจากด้านหน้าและด้านหลังของกรวยลำโพงมีการเปลี่ยนแปลงความดันในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อคลื่นเสียงทั้งสองส่วนเดินทางมาพบกัน จึงอาจเสริมกันหรือหักล้างกันได้ ขึ้นอยู่กับความถี่ ระยะทางที่เสียงเดินทาง และตำแหน่งของผู้ฟัง


     ในตู้ Open Back เสียงจากด้านหลังสามารถเดินทางอ้อมขอบตู้มาพบกับเสียงจากด้านหน้าได้ โดยเฉพาะเสียงย่านต่ำซึ่งมีความยาวคลื่นมาก


     หากคลื่นเสียงทั้งสองส่วนมาถึงตำแหน่งเดียวกันในจังหวะที่หักล้างกัน เสียงต่ำบางช่วงอาจเบาลง ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเสียงเบสไม่แน่นเท่าตู้ปิดหลังบางรุ่น


     ส่วนตู้ Closed Back ช่วยลดการหักล้างที่เกิดจากเสียงด้านหลังเดินทางอ้อมมาพบกับเสียงด้านหน้า นอกจากนี้ อากาศภายในตู้ยังสร้างแรงต้านต่อการเคลื่อนที่ของกรวยลำโพง คล้ายกับแรงต้านของสปริง


     ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เสียงต่ำของตู้ Closed Back ฟังกระชับและมีแรงปะทะมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้เสียงเบสมากกว่าหรือให้เสียงต่ำได้ลึกกว่า Open Back ในทุกกรณี


     ขนาดตู้ ปริมาตรอากาศภายใน ลักษณะของแผงที่ใช้ติดตั้งดอกลำโพง และคุณสมบัติของดอกลำโพง ล้วนมีผลต่อเสียงที่ออกมาด้วย


     ตัวอย่างเช่น หากนำตู้ Closed Back ขนาด 4×12 ซึ่งมีดอกลำโพงขนาด 12 นิ้ว จำนวนสี่ดอก มาเปรียบเทียบกับ Combo Open Back ขนาด 1×12 ซึ่งมีดอกลำโพงขนาด 12 นิ้ว เพียงดอกเดียว แล้วพบว่าเสียงแตกต่างกันมาก เราไม่สามารถสรุปได้ว่าความแตกต่างทั้งหมดเกิดจากการเปิดหรือปิดด้านหลังตู้ เพราะจำนวนดอกลำโพง ขนาดตู้ และการออกแบบก็แตกต่างกันด้วย

ตู้ด้านซ้ายเป็นแบบเปิดหลัง มองเห็นแม่เหล็กและโครงดอกลำโพง ส่วนตู้ด้านขวาปิดหลังด้วยแผงทึบ


ตู้กีต้าร์ Open Back กับ Closed Back ฟังความต่างของ Low-End, Projection และ Room Feel อย่างไร

     เวลาพูดถึงเสียงของตู้กีต้าร์ เรามักได้ยินคำว่าเสียงแน่น เสียงพุ่ง หรือเสียงโปร่งอยู่บ่อย ๆ แต่คำเหล่านี้ใช้บอกลักษณะเสียงคนละด้าน จึงไม่ควรนำมาใช้แทนกัน


     หากต้องการเปรียบเทียบเสียงอย่างชัดเจน ควรแยกฟังสามเรื่อง ได้แก่ เสียงต่ำ (Low-End) การส่งเสียงไปยังผู้ฟัง (Projection) และบรรยากาศของเสียงภายในห้อง (Room Feel) เพราะเสียงที่ฟังดูดังหรือหนักแน่นกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับการใช้งานของเรามากกว่าเสมอไป


ฟัง Low-End จากความแน่นและการหยุดของเสียง ไม่ใช่ปริมาณเบสเพียงอย่างเดียว

     Low-End หมายถึงย่านเสียงต่ำ ซึ่งมีผลต่อความรู้สึกหนัก หนา และแรงปะทะของเสียงกีต้าร์ โดยเฉพาะเวลาเล่น Power Chord หรือใช้เทคนิค Palm Mute ซึ่งเป็นการใช้ส่วนข้างของฝ่ามือแตะสายบริเวณใกล้สะพานสาย เพื่อลดความกังวานของเสียง


     ลองเล่นริฟฟ์กีต้าร์สั้น ๆ ด้วย Power Chord บนสายต่ำ แล้วเว้นจังหวะหยุดเสียงระหว่างคอร์ด เช่น

E5 → หยุด → E5 → G5 → หยุด → A5


     ระหว่างเล่น ให้ตั้งใจฟังสามอย่างต่อไปนี้

  • Punch (แรงปะทะของเสียง): เสียงในช่วงเริ่มดีดมีความหนักแน่นและชัดเจนมากน้อยเพียงใด
  • Tightness (ความกระชับของเสียง): เมื่อหยุดสายแล้ว เสียงต่ำหยุดได้ชัดเจนหรือยังมีเสียงบวมและเสียงค้างอยู่
  • Bloom (การแผ่ของเสียงหลังดีด): หลังจากดีดแล้ว เสียงต่ำมีลักษณะค่อย ๆ แผ่ออกมาและกังวานต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด


     ตู้ Closed Back บางรุ่นอาจทำให้เสียง Palm Mute ฟังหนักแน่นและแยกแต่ละจังหวะได้ชัดกว่า ส่วน Open Back อาจให้เสียงต่ำที่ฟังดูโปร่งและไม่อัดแน่นเท่า


     อย่างไรก็ตาม เสียงที่มีแรงปะทะมากกว่าไม่ได้หมายความว่าตู้นั้นดังมากกว่าเสมอไป และตู้ที่ให้เบสเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เสียงต่ำที่กระชับที่สุด


     หากแอมป์มีปุ่ม Presence หรือ Resonance ควรแยกให้ออกว่าเสียงต่ำและแรงปะทะที่เปลี่ยนไปเกิดจากตัวตู้ลำโพงหรือการปรับแอมป์ เพราะ การปรับ Presence และ Resonance ของแอมป์กีต้าร์ อาจส่งผลต่อความชัดของหัวโน้ตและความกระชับของเสียงต่ำได้เช่นกัน


Projection กับ Dispersion ต่างกันอย่างไร

     Projection เป็นคำที่มือกีต้าร์มักใช้พูดถึงลักษณะการส่งเสียงจากตู้ไปยังบริเวณที่มีผู้ฟัง เช่น เสียงพุ่งออกมาชัดเจนเพียงใด หรือเมื่ออยู่ห่างจากตู้แล้วยังได้ยินเสียงกีต้าร์ชัดแค่ไหน


     ส่วน Dispersion หมายถึงลักษณะการกระจายเสียงออกไปในทิศทางต่าง ๆ เช่น เสียงที่ได้ยินตรงหน้าลำโพงแตกต่างจากเสียงที่ได้ยินทางด้านข้างมากน้อยเพียงใด


     ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน


     ตัวอย่างเช่น เมื่อตั้งตู้ Closed Back ไว้ด้านหนึ่งของห้อง ผู้ที่ยืนตรงหน้าลำโพงอาจได้ยินเสียงชัดและรู้สึกว่าเสียงพุ่งเข้ามามากกว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง


     ส่วนตู้ Open Back มีเสียงออกจากด้านหลังด้วย ผู้ฟังในบางตำแหน่งจึงอาจได้ยินทั้งเสียงจากตู้โดยตรงและเสียงที่สะท้อนกลับมาจากผนัง


     แต่ต้องเข้าใจว่า Open Back ไม่ได้กระจายเสียงได้เท่ากันทุกทิศทาง และ Closed Back ก็ไม่ได้ส่งเสียงทุกย่านความถี่ออกไปด้านหน้าในลักษณะเดียวกันทั้งหมด


     โดยเฉพาะเสียงแหลม ดอกลำโพงกีต้าร์จำนวนมากจะให้เสียงที่ชัดกว่าเมื่อผู้ฟังอยู่ตรงแนวหน้าลำโพง ขณะที่การเดินออกไปด้านข้างอาจทำให้ได้ยินเสียงแหลมลดลง


     ดังนั้น หากเดินออกจากหน้าตู้แล้วรู้สึกว่าเสียงนุ่มลง ก็ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นผลจากการเปิดหรือปิดด้านหลังตู้ เพราะลักษณะการกระจายเสียงของดอกลำโพงเองก็มีส่วนสำคัญ


     เช่นเดียวกัน การรู้สึกว่าเสียงพุ่งหรือชัดกว่าในตำแหน่งหนึ่ง ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าตู้นั้นดังมากกว่าหรือส่งเสียงได้ไกลกว่าในทุกสถานการณ์


Room Feel คืออะไร และทำไมตู้เปิดหลังจึงมักให้ความรู้สึกต่างออกไป

     Room Feel หมายถึงความรู้สึกถึงบรรยากาศและมิติของเสียงภายในห้อง ซึ่งเกิดจากการได้ยินเสียงจากลำโพงโดยตรง รวมกับเสียงที่สะท้อนมาจากผนัง พื้น เพดาน และสิ่งของรอบตัว


     เสียงที่เดินทางจากลำโพงมาถึงหูโดยไม่สะท้อนกับพื้นผิวอื่นก่อน เรียกว่าเสียงตรง (Direct Sound) ส่วนเสียงที่สะท้อนกลับมาจากพื้นผิวต่าง ๆ เรียกว่าเสียงสะท้อน (Reflected Sound) เสียงทั้งสองส่วนรวมกันทำให้เรารับรู้ถึงบรรยากาศและลักษณะของห้องที่กำลังฟังเสียงอยู่


     สำหรับ Open Back เสียงจากด้านหลังตู้สามารถเดินทางไปกระทบผนังแล้วสะท้อนกลับมายังบริเวณผู้เล่นได้ จึงอาจทำให้รู้สึกว่าเสียงกีต้าร์กระจายอยู่ภายในห้อง ไม่ได้ดังออกมาจากหน้าตู้เพียงจุดเดียว


     หากห้องมีผนังหรือพื้นผิวที่สะท้อนเสียงมาก ความแตกต่างนี้อาจได้ยินชัดเจนขึ้น


     แต่ถ้าด้านหลังตู้มีวัสดุดูดซับเสียง หรือห้องมีการจัดการเสียงสะท้อนได้ดี ความรู้สึกว่าเสียงกระจายเต็มห้องก็อาจลดลงได้


     ในทางกลับกัน ตู้ Closed Back ก็ยังทำให้ได้ยินบรรยากาศของห้องเช่นกัน เพราะเสียงจากด้านหน้าตู้สามารถเดินทางไปสะท้อนกับพื้นผิวต่าง ๆ แล้วกลับมาถึงผู้ฟังได้ เพียงแต่ทิศทางและปริมาณเสียงสะท้อนอาจแตกต่างจาก Open Back


ระยะห่างจากผนังทำให้เสียงเปลี่ยนไปอย่างไร

     ลองเปรียบเทียบการวางตู้กีต้าร์สองตำแหน่งภายในห้องเดียวกัน

ตำแหน่ง A: วางตู้ชิดหรืออยู่ใกล้ผนังด้านหลัง
ตำแหน่ง B: ขยับตู้ออกห่างจากผนังมากขึ้น


     สำหรับ Open Back ระยะห่างจากผนังมีผลต่อระยะทางที่เสียงจากด้านหลังตู้เดินทางไปสะท้อน แล้วกลับมารวมกับเสียงที่เดินทางมาจากทิศทางอื่น


     เมื่อระยะทางเปลี่ยน เสียงบางความถี่อาจดังขึ้น ขณะที่บางความถี่อาจเบาลง เพราะคลื่นเสียงเดินทางมาพบกันในจังหวะที่แตกต่างจากเดิม


     ส่วน Closed Back ก็ได้รับผลจากการวางตู้ใกล้ผนังหรือมุมห้องเช่นกัน โดยเฉพาะผลของพื้นผิวห้องต่อการตอบสนองของเสียงต่ำ ซึ่งเรียกว่า Boundary Effect


     ตัวอย่างที่พบได้ในห้องขนาดเล็กคือ บางตำแหน่งอาจได้ยินเสียงเบสดังมาก แต่เมื่อเดินไปอีกจุดหนึ่งกลับรู้สึกว่าเสียงเบสลดลงอย่างชัดเจน


     ดังนั้น หากรู้สึกว่าตู้กีต้าร์ให้เสียงต่ำบวม เสียงบาง หรือเสียงไม่สมดุล ควรทดลองเปลี่ยนตำแหน่งวางตู้และตำแหน่งฟังก่อน เพราะบางครั้งปัญหาอาจเกิดจากสภาพห้องมากกว่าตัวตู้ลำโพง

ตำแหน่งวางตู้ลำโพงแบบเปิดหลังใกล้ผนังอาจส่งผลต่อเสียงสะท้อนภายในห้อง จึงควรทดลองขยับตู้และเปลี่ยนจุดฟังเพื่อเปรียบเทียบเสียง


ตู้กีต้าร์ Open Back กับ Closed Back ทดลองฟังแบบ A/B อย่างไรให้แยกความต่างได้

     การทดลองฟังแบบ A/B คือการสลับฟังเสียงสองรูปแบบเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง โดยพยายามควบคุมปัจจัยอื่นให้เหมือนกันมากที่สุด เพื่อให้ทราบว่าเสียงที่เปลี่ยนไปเกิดจากอะไร


     วิธีที่เหมาะสมวิธีหนึ่งคือใช้ตู้ลำโพงที่ผู้ผลิตออกแบบให้สามารถเปลี่ยนระหว่าง Open Back และ Closed Back ได้ โดยยังคงใช้ดอกลำโพง แอมป์ และอุปกรณ์ชุดเดิม


     ไม่ควรถอดแผงหลังของ Combo Amplifier หรือตู้ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ปรับเปลี่ยนเอง เพราะอาจส่งผลต่อการระบายความร้อน ความปลอดภัยของอุปกรณ์ หรือทำให้เข้าถึงชิ้นส่วนที่มีไฟฟ้าแรงสูงได้


ขั้นที่ 1 ตั้งแอมป์และระดับความดังให้ใกล้เคียงกัน

     ใช้กีต้าร์ตัวเดิม เลือกปิ๊กอัพตำแหน่งเดิม และตั้ง Gain, EQ, เอฟเฟค รวมถึง Master Volume ให้เหมือนกันก่อนเริ่มทดลอง


     จากนั้นเช็คระดับความดัง ณ ตำแหน่งฟังที่กำหนดไว้ เพราะแม้จะตั้งปุ่มแอมป์เท่ากัน ตู้สองรูปแบบก็อาจให้เสียงดังไม่เท่ากัน


     หากมีเครื่องวัดระดับเสียง สามารถใช้ช่วยปรับความดังให้ใกล้เคียงกันก่อนเริ่มเปรียบเทียบลักษณะเสียง


     ควรทดลองด้วยระดับความดังที่ปลอดภัย ไม่ดังจนหูเริ่มล้า เพราะเสียงที่ดังกว่าอาจทำให้รู้สึกว่าหนากว่า เต็มกว่า หรือมีพลังมากกว่า ทั้งที่ความรู้สึกนั้นอาจเกิดจากระดับความดัง ไม่ใช่โครงสร้างตู้เพียงอย่างเดียว


ขั้นที่ 2 ทดลองด้วยเสียง Clean และเสียงแตกแยกกัน

     เริ่มจากเสียง Clean เพื่อฟังความชัดของคอร์ด ความโปร่ง และเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นภายในห้อง


     ตัวอย่างทางเดินคอร์ดที่ใช้ทดลองคือ

C → G → Am → F


     พยายามเล่นด้วยน้ำหนักมือใกล้เคียงกันทุกครั้ง แล้วสังเกตว่าได้ยินโน้ตแต่ละตัวในคอร์ดชัดเจนเพียงใด


     จากนั้นเปลี่ยนเป็นเสียง Overdrive หรือ Distortion แล้วเล่นริฟฟ์ที่มี Palm Mute สลับกับ Power Chord


     ในการทดลองรอบนี้ ให้เน้นฟังความกระชับของเสียงต่ำ ความชัดในช่วงเริ่มดีด และการหยุดเสียงระหว่างจังหวะ


     ระหว่างเปรียบเทียบยังไม่ควรปรับ EQ เพื่อชดเชยความแตกต่าง เพราะจะทำให้แยกได้ยากขึ้นว่าเสียงที่เปลี่ยนไปเกิดจากตัวตู้หรือจากการตั้งค่าแอมป์


ขั้นที่ 3 ทดลองฟังจากสามตำแหน่งภายในห้อง

     กำหนดตำแหน่งฟังไว้สามจุด แล้วใช้ตำแหน่งเดิมในการทดลองกับตู้ทั้งสองรูปแบบ โดยเลือกจุดที่ปลอดภัยและมีระยะห่างเหมาะสมกับระดับความดัง

จุด A — ตรงหน้าตู้
ยืนหรือนั่งอยู่ในแนวเดียวกับหน้าลำโพง แล้วฟังความชัดในช่วงเริ่มดีด เสียงกลาง และเสียงต่ำ
พยายามรักษาระยะห่างจากตู้ให้เท่ากันทุกครั้ง เพื่อให้เปรียบเทียบความแตกต่างได้ง่ายขึ้น


จุด B — ด้านข้างตู้
ขยับออกจากแนวหน้าลำโพง โดยพยายามรักษาระยะห่างให้ใกล้เคียงกับจุดแรก
สังเกตว่าเสียงแหลมลดลงมากน้อยเพียงใด และยังได้ยินรายละเอียดของคอร์ดหรือริฟฟ์ชัดเจนหรือไม่


จุด C — เยื้องไปทางด้านหลังตู้
เลือกตำแหน่งที่ปลอดภัย ไม่เข้าใกล้สายไฟหรือจุดเชื่อมต่อของอุปกรณ์
สังเกตว่า Open Back ทำให้ได้ยินเสียงจากด้านหลังตู้และเสียงสะท้อนภายในห้องแตกต่างจาก Closed Back อย่างไร


     การฟังจากทั้งสามตำแหน่งจะช่วยให้เข้าใจว่า เสียงที่มือกีต้าร์ได้ยินขณะยืนเล่นอาจแตกต่างจากเสียงที่ผู้ฟังซึ่งอยู่ตรงหน้าตู้ได้รับ

การทดลองฟังตู้ลำโพงสองแบบควรกำหนดตำแหน่งฟังและระดับความดังให้ใกล้เคียงกัน เพื่อช่วยแยกความแตกต่างของลักษณะเสียง


ขั้นที่ 4 เปลี่ยนระยะห่างจากผนังแล้วทดลองอีกครั้ง

     หลังจากฟังครบทั้งสามตำแหน่งแล้ว ให้ลองขยับตู้ออกจากผนังด้านหลัง โดยเลือกระยะที่เหมาะสมกับพื้นที่และไม่กีดขวางการใช้งาน


     รักษาการตั้งค่าแอมป์เดิม แล้วทดลองฟังจากจุด A, B และ C อีกครั้ง


     สังเกตว่าเสียงต่ำและบรรยากาศของเสียงภายในห้องเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด


     หากขยับตู้เพียงเล็กน้อยแล้วเสียงเปลี่ยนอย่างชัดเจน แสดงว่าตำแหน่งวางตู้และลักษณะห้องมีส่วนสำคัญต่อเสียงที่ได้ยิน จึงไม่ควรรีบตัดสินว่าตู้แบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบจากการฟังเพียงตำแหน่งเดียว


ขั้นที่ 5 จดผลการฟังเพื่อเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ

     หลังจากทดลองแต่ละรอบ ลองจดสิ่งที่ได้ยินโดยใช้คำถามต่อไปนี้

สิ่งที่ฟัง คำถามสำหรับเช็ค
Low-End เสียงต่ำกระชับหรือยังมีเสียงค้างอยู่
Attack ได้ยินเสียงในช่วงเริ่มดีดชัดเพียงใด
Dispersion เมื่อขยับไปด้านข้าง เสียงเปลี่ยนไปมากไหม
Room Feel ได้ยินเสียงสะท้อนภายในห้องมากเพียงใด
ความชัดเมื่อเล่นกับวง แยกเสียงกีต้าร์จากเบสและกลองได้หรือไม่


     หากต้องใช้ตู้คนละรุ่นหรือคนละขนาดในการทดลอง ควรเข้าใจว่ากำลังเปรียบเทียบเสียงของตู้ลำโพงสองใบที่มีองค์ประกอบแตกต่างกัน ไม่ใช่ทดลองผลของการเปิดหรือปิดด้านหลังเพียงอย่างเดียว


     เพราะทั้งดอกลำโพง จำนวนดอก ขนาดตู้ และโครงสร้างภายใน ต่างก็มีผลต่อเสียงที่ได้ยินเช่นกัน


     หากต้องการแยกผลของโครงสร้างด้านหลังให้ชัดเจนที่สุด ควรใช้ตู้ที่ออกแบบให้ปรับรูปแบบด้านหลังได้ และควบคุมอุปกรณ์กับสภาพการฟังอื่น ๆ ให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด


ซ้อม เล่นสด และอัดเสียง ควรเลือก Open Back หรือ Closed Back

     การเลือกตู้กีต้าร์ควรเริ่มจากลักษณะการใช้งานจริง ไม่ใช่ตัดสินจากแนวเพลงหรือคำอธิบายว่าเสียงแบบใดดีกว่าเพียงอย่างเดียว

การใช้งาน สิ่งที่ควรพิจารณา
ซ้อมที่บ้าน ความชัดของเสียงในระดับความดังที่เหมาะสม
ซ้อมร่วมกับวง การกระจายเสียงและความชัดเมื่อเล่นพร้อมกัน
เล่นสด ทิศทางเสียงบนเวทีและระบบมอนิเตอร์
บันทึกเสียง เสียงจากไมค์ใกล้ลำโพงและเสียงสะท้อนในห้อง
เล่นริฟฟ์หรือ Palm Mute ความกระชับและแรงปะทะของเสียงต่ำ


ซ้อมที่บ้านควรเลือกตู้ที่ช่วยให้ได้ยินรายละเอียดการเล่นชัดเจน

     การซ้อมกีต้าร์ที่บ้านไม่จำเป็นต้องใช้ตู้ขนาดใหญ่เสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือสามารถได้ยินรายละเอียดของการเล่นในระดับความดังที่เหมาะสม


     Open Back อาจทำให้รู้สึกว่าเสียงกีต้าร์กระจายอยู่ภายในห้องมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะที่มือกีต้าร์บางคนชอบ โดยเฉพาะเมื่อเล่นเสียง Clean, Blues หรือเพลงที่ต้องการถ่ายทอดน้ำหนักมืออย่างละเอียด


     อย่างไรก็ตาม หากห้องมีขนาดเล็กและมีเสียงสะท้อนมาก เสียงจาก Open Back บางรุ่นอาจสะท้อนกลับมาจนทำให้ฟังรายละเอียดของเสียงกีต้าร์ได้ยากขึ้น


     ส่วน Closed Back อาจช่วยให้ได้ยินเสียงจากด้านหน้าลำโพงชัดเจนกว่าในบางตำแหน่ง แต่ก็ยังต้องระวังเสียงต่ำที่ดังสะสมอยู่บริเวณผนังหรือมุมห้อง


     สำหรับการฝึกซ้อม ควรให้ความสำคัญกับการได้ยินรายละเอียดของการดีด การหยุดสาย และการควบคุมน้ำหนักมือ มากกว่าการเลือกตู้ที่ให้เสียงดังหรือหนักแน่นที่สุด


     นอกจากการเลือกตู้ลำโพงแล้ว การเลือกแอมป์ซ้อมกีต้าร์ให้เหมาะกับการฝึก Dynamics และน้ำหนักมือ ก็สำคัญเช่นกัน เพราะแอมป์ที่ตอบสนองต่อการดีดได้ชัดจะช่วยให้สังเกตความแตกต่างระหว่างการเล่นเบา เล่นแรง และการควบคุมเสียงของแต่ละโน้ตได้ง่ายขึ้น


เล่นกับมือเบสและมือกลอง ต้องฟังว่าเสียงกีต้าร์ยังชัดหรือไม่

     เวลาซ้อมกีต้าร์คนเดียว ตู้ที่ให้เสียงต่ำมากอาจทำให้ริฟฟ์ฟังหนักแน่นและเต็มอิ่ม


     แต่เมื่อเล่นร่วมกับวง จะมีเสียงจากมือเบสและกระเดื่องกลองเข้ามาอยู่ในย่านความถี่ต่ำด้วย


     หากเสียงกีต้าร์มีย่านต่ำมากเกินความจำเป็น อาจเกิด Frequency Masking หรือการที่เสียงจากเครื่องดนตรีหลายชิ้นทับซ้อนกัน จนทำให้ผู้ฟังแยกเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้ยาก


     ในบางสถานการณ์ Closed Back ที่ให้เสียงต่ำกระชับอาจช่วยให้ได้ยินจังหวะ Palm Mute ชัดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการเล่น Rock หรือ Metal จะต้องใช้ Closed Back เท่านั้น


     ในทางกลับกัน Open Back อาจช่วยให้สมาชิกในวงที่อยู่คนละตำแหน่งได้ยินเสียงกีต้าร์จากหลายทิศทางมากขึ้น แต่ก็อาจทำให้เสียงกีต้าร์เข้าไปในไมโครโฟนของเครื่องดนตรีอื่นมากขึ้นด้วย


     สิ่งที่ควรเช็คจริง ๆ คือ เมื่อมือกลองและมือเบสเล่นพร้อมกัน เรายังได้ยินเสียงกีต้าร์ชัดเจนหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องเร่ง Volume จนดังเกินระดับที่เหมาะสม


เล่นสดต้องแยกเสียงบนเวทีกับเสียงที่ผู้ชมได้ยิน

     หากการแสดงสดใช้ไมโครโฟนรับเสียงจากตู้กีต้าร์แล้วส่งเข้าสู่ระบบ PA หรือระบบขยายเสียงสำหรับผู้ชม เสียงที่ผู้ชมได้ยินอาจแตกต่างจากเสียงที่นักดนตรีได้ยินบนเวที


     Open Back อาจช่วยให้เสียงกีต้าร์กระจายอยู่ในพื้นที่เวทีมากขึ้น แต่เสียงที่ออกจากด้านหลังและสะท้อนภายในพื้นที่ก็อาจเข้าไมโครโฟนตัวอื่นได้มากขึ้นเช่นกัน


     ส่วน Closed Back อาจช่วยลดเสียงที่ออกจากด้านหลังโดยตรง ทำให้ควบคุมทิศทางเสียงบนเวทีได้สะดวกกว่าในบางสถานการณ์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียงสะท้อนภายในพื้นที่หายไปทั้งหมด


     หากเวทีมีลำโพงมอนิเตอร์หรือระบบ In-Ear Monitoring ซึ่งเป็นระบบหูฟังสำหรับฟังเสียงดนตรีขณะแสดงอยู่แล้ว ควรเลือกตู้โดยพิจารณาร่วมกับระบบเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องเร่งเสียงจากตู้กีต้าร์ให้ดังไปทั่วเวทีเพื่อให้ทุกคนได้ยิน


ทำไมเสียงกีต้าร์ที่อัดด้วยไมโครโฟนจึงต่างจากเสียงที่ได้ยินในห้อง

     เมื่อเรายืนฟังตู้กีต้าร์อยู่ภายในห้อง เสียงที่ได้ยินประกอบด้วยเสียงจากลำโพงโดยตรงและเสียงสะท้อนจากพื้นผิวรอบตัว


     แต่ถ้าใช้เทคนิค Close Miking หรือวางไมโครโฟนไว้ใกล้ดอกลำโพง ไมโครโฟนจะรับเสียงจากบริเวณหน้าลำโพงโดยตรงมากกว่าเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นภายในห้อง


     ด้วยเหตุนี้ เสียงกีต้าร์ที่บันทึกได้จึงอาจฟังแห้งกว่า คมกว่า หรือมีความสมดุลของย่านความถี่แตกต่างจากเสียงที่ผู้เล่นได้ยินขณะยืนห่างออกมา


     สำหรับ Open Back เราสามารถทดลองใช้ไมโครโฟนรับเสียงจากด้านหลังตู้เพิ่มเติมได้ แต่เมื่อเปิดไมโครโฟนด้านหน้าและด้านหลังพร้อมกัน ต้องระวังความสัมพันธ์ของเฟส (Phase) และขั้วสัญญาณ (Polarity)

การวางไมโครโฟนรับเสียงด้านหน้าและด้านหลังของตู้เปิดหลังช่วยให้ทดลองคาแรคเตอร์เสียงได้หลายแบบ แต่ต้องเช็คความสัมพันธ์ของเฟสเมื่อรวมสัญญาณ


     หากสัญญาณจากไมโครโฟนทั้งสองตัวมารวมกันในจังหวะที่ไม่เหมาะสม เสียงบางความถี่อาจถูกหักล้างกัน ทำให้เสียงกีต้าร์บางลงหรือสูญเสียความแน่นของย่านต่ำ


     วิธีเช็คเบื้องต้นคือทดลองกลับขั้วสัญญาณของไมโครโฟนหนึ่งตัว แล้วฟังเสียงจากไมค์ทั้งสองตัวรวมกันเป็น Mono หรือเสียงช่องเดียว เพื่อเปรียบเทียบว่าแบบใดให้เสียงเต็มและชัดกว่า


     อย่างไรก็ตาม การกลับขั้วสัญญาณไม่ได้แก้ปัญหาความต่างของเวลาที่เสียงเดินทางมาถึงไมโครโฟน หรือแก้ความสัมพันธ์ของเฟสได้ครบทุกความถี่เสมอไป จึงอาจต้องปรับตำแหน่งและระยะห่างของไมโครโฟนร่วมด้วย


     หากไมโครโฟนแต่ละตัวให้เสียงเต็มเมื่อเปิดแยกกัน แต่พอเปิดพร้อมกันแล้วเสียงกีต้าร์กลับบางลง ควรเช็คปัญหา Phase Cancellation จากการใช้ไมโครโฟนหลายตัว เพราะระยะห่างและตำแหน่งรับเสียงอาจทำให้สัญญาณบางความถี่หักล้างกันได้


     ส่วน Closed Back การเริ่มต้นด้วยไมโครโฟนที่วางด้านหน้าตู้มักช่วยให้ควบคุมเสียงที่บันทึกได้ง่ายกว่า เพราะไม่มีช่องเปิดด้านหลังที่ส่งเสียงออกมาในลักษณะเดียวกับ Open Back


     แต่ไม่ว่าจะใช้ตู้แบบใด ตำแหน่งไมโครโฟน รุ่นดอกลำโพง และสภาพห้องก็ยังมีผลต่อเสียงที่บันทึกได้อย่างมาก


ก่อนเลือกตู้กีต้าร์ ควรเช็คอะไรนอกจากรูปแบบด้านหลัง

     แม้การเปิดหรือปิดด้านหลังตู้จะส่งผลต่อเสียง แต่การเลือก Guitar Cabinet ให้เหมาะกับแอมป์และการใช้งานจริงยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย


รุ่นดอกลำโพง ขนาด และโครงสร้างตู้มีผลต่อเสียงอย่างไร

     รุ่นของดอกลำโพงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดลักษณะเสียง ทั้งการตอบสนองต่อความถี่ ความไวของลำโพง และลักษณะเสียงที่ได้เมื่อเล่นด้วยระดับความดังต่างกัน


     ดอกลำโพงสองรุ่นที่มีขนาดเท่ากันอาจให้เสียงแตกต่างกันมาก ทั้งเสียงกลาง เสียงแหลม เสียงต่ำ และการตอบสนองเมื่อเล่นด้วยความดังสูง


     นอกจากนี้ ขนาดของดอกลำโพง เช่น 10 นิ้วหรือ 12 นิ้ว รวมถึงจำนวนดอกลำโพงในตู้แบบ 1×12, 2×12 หรือ 4×12 ก็มีผลต่อเสียงที่ได้ยินเช่นกัน


     ขนาดตู้ แผงไม้ที่ใช้ยึดดอกลำโพงหรือ Baffle ความแข็งแรงของโครงสร้าง และวัสดุที่ใช้ทำตู้ ต่างก็มีส่วนทำให้ตู้สั่นสะเทือนและตอบสนองต่อเสียงแตกต่างกัน


     สำหรับ Closed Back ปริมาตรอากาศภายในตู้มีผลต่อการเคลื่อนที่ของกรวยลำโพง ส่วน Open Back ขนาดของแผงหน้าและช่องเปิดด้านหลังมีผลต่อการกระจายเสียงและการหักล้างกันของคลื่นเสียง


     ตู้ที่ออกแบบให้มีช่องระบายเสียงเพื่อปรับการตอบสนองของความถี่ หรือ Ported Cabinet ก็ไม่ควรเหมารวมว่าให้เสียงเหมือนตู้ปิดทึบ เพราะมีหลักการทำงานและข้อจำกัดแตกต่างกัน


     ดังนั้น หากกำลังเปรียบเทียบตู้กีต้าร์สองรุ่น ควรดูทั้งโครงสร้างและดอกลำโพงประกอบกัน ไม่ใช่ตัดสินจากการเปิดหรือปิดด้านหลังเพียงอย่างเดียว


Impedance และ Power Handling ต้องเช็คอะไรเมื่อใช้ร่วมกับ Amp Head

     หากใช้ Amp Head แยกจากตู้ลำโพง จำเป็นต้องตรวจสอบว่าทั้งสองอุปกรณ์สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างปลอดภัย


     Impedance หรือค่าอิมพีแดนซ์ เป็นค่าที่บอกว่าลำโพงมีการต้านทานต่อสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับอย่างไร โดยตู้กีต้าร์มักระบุค่าอิมพีแดนซ์พิกัดเป็นหน่วยโอห์ม เช่น 4Ω, 8Ω หรือ 16Ω


     ก่อนเชื่อมต่อ ต้องเช็คว่าค่าอิมพีแดนซ์ของตู้ตรงตามข้อกำหนดของช่อง Speaker Output บนแอมป์ โดยเฉพาะแอมป์หลอดที่อาจมีเงื่อนไขเรื่องการเลือกโหลดลำโพงอย่างชัดเจน


     Power Handling คือพิกัดกำลังไฟฟ้าที่ดอกลำโพงหรือตู้ลำโพงสามารถรองรับได้ตามข้อกำหนดของผู้ผลิต ต้องพิจารณาร่วมกับกำลังขับของแอมป์และลักษณะการใช้งาน ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขวัตต์อย่างเดียว


     หากภายในตู้มีลำโพงหลายดอก พิกัดกำลังรวมยังขึ้นอยู่กับพิกัดของลำโพงแต่ละดอกและวิธีต่อสายภายในตู้ด้วย


     สำหรับแอมป์หลอดหลายรุ่น จำเป็นต้องต่อ Speaker Load หรือโหลดลำโพงที่ผู้ผลิตรองรับให้ถูกต้องก่อนเปิดใช้งาน ไม่ควรเปิดแอมป์โดยไม่มีโหลด หากคู่มือไม่ได้ระบุว่าสามารถทำได้


     นอกจากนี้ ไม่ควรถอดหรือเปลี่ยนสายลำโพงขณะที่แอมป์กำลังทำงาน เพราะอาจทำให้ภาคขยายเสียงเสียหายได้


     วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคืออ่านคู่มือของแอมป์และตู้ลำโพงรุ่นที่ใช้งานจริง แล้วเช็คข้อกำหนดก่อนเชื่อมต่อทุกครั้ง


สายแจ็คกีต้าร์กับสายลำโพงใช้แทนกันได้หรือไม่

     แม้ Instrument Cable และ Speaker Cable บางแบบจะใช้หัวแจ็คขนาด 1/4 นิ้วเหมือนกัน แต่สายทั้งสองชนิดไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้งานแทนกัน


     Instrument Cable คือสายสำหรับส่งสัญญาณเสียงระดับต่ำจากกีต้าร์หรืออุปกรณ์อื่นเข้าสู่แอมป์ โดยมักมีส่วนป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก


     Speaker Cable คือสายสำหรับส่งสัญญาณกำลังขับจากภาคขยายเสียงไปยังตู้ลำโพง จึงต้องมีตัวนำที่เหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าที่สูงกว่า

ตัวอย่างการเชื่อมต่อหัวแอมป์กับตู้ลำโพง ควรตรวจสอบชนิดสาย ช่องต่อ และค่าอิมพีแดนซ์ให้ตรงตามคู่มือก่อนใช้งาน


     หากนำสาย Instrument Cable ไปใช้แทน Speaker Cable ระหว่าง Amp Head กับ Passive Cabinet หรือตู้ลำโพงที่ไม่มีภาคขยายเสียงในตัว อาจทำให้สายเกิดความร้อน สูญเสียกำลัง หรือสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ได้


     ดังนั้น ควรใช้สายลำโพงที่ออกแบบมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ และต้องไม่ต่อช่อง Speaker Output เข้ากับอุปกรณ์ที่รองรับเพียงสัญญาณ Line Level โดยตรง เว้นแต่มีระบบรองรับที่ผู้ผลิตระบุไว้อย่างชัดเจน


     หากต้องการเข้าใจเหตุผลด้านความปลอดภัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คำอธิบายความแตกต่างระหว่างสายกีต้าร์กับสายลำโพงจาก Fender จะช่วยให้เห็นว่าสายทั้งสองชนิดมีโครงสร้างต่างกันอย่างไร และเหตุใดจึงไม่ควรนำมาใช้แทนกัน แม้จะใช้หัวแจ็คที่มีลักษณะเหมือนกันก็ตาม


มี Open Back อยู่แล้ว จำเป็นต้องซื้อ Closed Back เพิ่มหรือไม่

     ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มเสมอไป


     หากตู้ Open Back ที่ใช้อยู่ให้เสียงชัดเจน มีเสียงต่ำเพียงพอ และสามารถใช้งานในห้องซ้อมหรือบนเวทีได้ตามต้องการ ก็อาจไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนตู้


     ก่อนตัดสินใจซื้อใหม่ ควรทดลองเปลี่ยนตำแหน่งวางตู้ ขยับระยะห่างจากผนัง ปรับมุมหันลำโพง และลองตั้งค่า EQ ใหม่เสียก่อน


     แต่ถ้าต้องการเสียงต่ำที่กระชับขึ้น หรือจำเป็นต้องควบคุมทิศทางเสียงบนเวทีให้เหมาะกับการใช้งาน การทดลองตู้ Closed Back ที่ใช้ดอกลำโพงและมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับตู้เดิมก็อาจช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น


     สำหรับผู้ที่ใช้ Amp Modeler หรือระบบจำลองแอมป์และตู้ลำโพง สามารถทดลอง Cabinet Model หรือ Impulse Response (IR) ของตู้หลายรูปแบบ เพื่อเปรียบเทียบลักษณะเสียงที่จำลองจากการรับเสียงด้วยไมโครโฟนได้ก่อน


     อย่างไรก็ตาม IR ทั่วไปไม่ได้จำลองประสบการณ์การยืนฟังตู้จริงจากทุกตำแหน่งภายในห้อง จึงควรแยกความแตกต่างระหว่างเสียงที่บันทึกผ่านไมโครโฟนกับบรรยากาศเสียงที่ได้ยินจากตู้จริง


สรุป ตู้กีต้าร์ Open Back กับ Closed Back ควรเลือกแบบไหน

     ตู้กีต้าร์ทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การออกแบบด้านหลัง ซึ่งส่งผลต่อเสียงต่ำ การกระจายเสียง และบรรยากาศที่ผู้ฟังได้ยินภายในห้อง


     Open Back มักเหมาะกับผู้ที่ชอบเสียงโปร่งและต้องการได้ยินเสียงสะท้อนจากห้องมากขึ้น ส่วน Closed Back มักเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเสียงต่ำกระชับ มีแรงปะทะ และต้องการควบคุมทิศทางเสียงที่ออกจากตู้


     แต่ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างด้านหลังเพียงอย่างเดียว เพราะดอกลำโพง ขนาดตู้ การตั้งค่า Gain และ EQ ระดับความดัง รวมถึงสภาพห้องล้วนส่งผลต่อเสียงที่ได้ยินร่วมกัน


     วิธีเลือกที่เหมาะสมคือเริ่มจากลักษณะเสียงที่ต้องการ แล้วทดลองฟังในสถานการณ์ที่ใช้งานจริง


     หากใช้ซ้อมที่บ้าน ควรฟังว่าตู้ช่วยให้ได้ยินรายละเอียดการเล่นชัดเจนหรือไม่ หากเล่นร่วมกับวง ควรเช็คว่าเสียงกีต้าร์ยังแยกจากมือเบสและมือกลองได้ดีเพียงใด และหากใช้บันทึกเสียง ควรเปรียบเทียบเสียงจากไมโครโฟนกับเสียงที่ได้ยินภายในห้องด้วย


     ท้ายที่สุด ไม่มีตู้กีต้าร์แบบใดดีที่สุดสำหรับมือกีต้าร์ทุกคน ตู้ที่เหมาะกับเราคือแบบที่ให้คาแรคเตอร์เสียงตามต้องการ ใช้งานได้เหมาะกับพื้นที่ และทำงานร่วมกับแอมป์ เครื่องดนตรีอื่น รวมถึงวิธีเล่นของเราได้อย่างลงตัว


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น