Concert Pitch กับ Written Pitch ต่างกันอย่างไร? อ่านโน้ตเครื่องดนตรีย้ายคีย์ให้ถูกต้อง

เปียโน ทรัมเป็ต และแซกโซโฟน เป็นตัวอย่างเครื่องดนตรีที่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตที่เขียนกับระดับเสียงจริงเมื่อเรียบเรียงเพลง


     Concert Pitch กับ Written Pitch เป็นแนวคิดที่ใช้อธิบายความแตกต่างระหว่างระดับเสียงจริงที่ได้ยินกับโน้ตที่เขียนให้ผู้เล่นอ่าน โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานกับเครื่องดนตรีย้ายคีย์ (Transposing Instruments) เช่น B♭ Trumpet, E♭ Alto Saxophone และ F Horn เครื่องดนตรีเหล่านี้อาจต้องอ่านโน้ตต่างชื่อกัน แม้จะเล่นออกมาเป็นเสียงที่มีระดับเดียวกันก็ตาม


     ตัวอย่างเช่น เมื่อ Piano เล่นโน้ต C4 เสียงที่ได้ยินจะเป็น C4 ตามที่เขียน แต่หากต้องการให้ B♭ Trumpet เล่นเสียง C4 ในระดับเดียวกัน ผู้เล่น Trumpet จะต้องอ่านโน้ต D4 ความแตกต่างนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่าน Full Score การวิเคราะห์คอร์ด และการเรียบเรียงเพลงสำหรับเครื่องดนตรีหลายชนิด เพราะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตที่ผู้เล่นอ่านกับเสียงจริงที่เกิดขึ้น


     ตัวอย่างทั้งหมดในบทความนี้ใช้ระบบระบุระดับเสียงแบบ Scientific Pitch Notation โดยกำหนดให้ Middle C หรือโดกลางเป็น C4 เพื่อให้การเปรียบเทียบชื่อโน้ตและตำแหน่ง Octave เป็นไปในมาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งบท


Concert Pitch กับ Written Pitch ต่างกันอย่างไร?

     หลักสำคัญคือการแยกให้ออกว่าเรากำลังกล่าวถึงโน้ตที่ผู้เล่นอ่านจากกระดาษ หรือระดับเสียงจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเล่นเครื่องดนตรี

  • Concert Pitch หรือ Sounding Pitch: ระดับเสียงจริงที่เครื่องดนตรีเล่นออกมา
  • Written Pitch: โน้ตที่เขียนไว้ให้ผู้เล่นอ่าน


     สำหรับ Piano โน้ตที่เขียนกับเสียงจริงจะตรงกัน แต่สำหรับเครื่องดนตรีย้ายคีย์ ระดับเสียงทั้งสองอาจต่างกันตามช่วงคู่เสียง หรือ Interval ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด


Concert Pitch หรือ Sounding Pitch คือเสียงที่ได้ยินจริง

     สมมติว่าผู้เรียบเรียงเพลงต้องการให้ Piano และ B♭ Trumpet เล่นเสียง C4 ในระดับเดียวกัน

Piano: อ่าน C4 → ได้ยิน C4
B♭ Trumpet: อ่าน D4 → ได้ยิน C4

เปียโนและ B♭ Trumpet สามารถเล่นระดับเสียงจริงเดียวกันได้ แม้ผู้เล่นจะอ่านโน้ตต่างชื่อกัน


     แม้ผู้เล่นทั้งสองคนจะอ่านโน้ตต่างกัน แต่ระดับเสียงจริงที่ได้ยินตรงกัน


     ดังนั้น หากต้องการวิเคราะห์ว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นกำลังเล่นโน้ตอะไร เราต้องพิจารณา Sounding Pitch ไม่ใช่ดูเพียงชื่อโน้ตที่เขียนไว้บนบรรทัด 5 เส้น เพราะชื่อโน้ตที่เห็นอาจไม่ได้บอกระดับเสียงจริงโดยตรงเสมอไป


Written Pitch คือโน้ตที่เขียนให้ผู้เล่นอ่าน

     Written Pitch หมายถึงชื่อโน้ตและระดับเสียงที่ปรากฏใน Part หรือโน้ตเพลงที่จัดทำขึ้นสำหรับเครื่องดนตรีแต่ละชนิด


     ตัวอย่าง หากต้องการให้เครื่องดนตรีต่อไปนี้เล่นเสียงจริงเป็น C4 เหมือนกัน จะต้องเขียนโน้ตดังนี้

  • Piano: C4
  • B♭ Trumpet: D4
  • E♭ Alto Saxophone: A4
  • F Horn: G4
  • B♭ Tenor Saxophone: D5


     จะเห็นว่าเครื่องดนตรีแต่ละชนิดไม่จำเป็นต้องอ่านโน้ตชื่อเดียวกัน แม้ผู้เรียบเรียงจะต้องการให้ทั้งหมดเล่นเสียง C4 ในระดับเดียวกันก็ตาม


     หากยังไม่คุ้นเคยกับ Staff หรือบรรทัด 5 เส้น และ Clef หรือกุญแจประจำหลัก ควรฝึกอ่านชื่อโน้ตและตำแหน่งโน้ตให้แม่นยำก่อน เพราะการอ่านโน้ตของเครื่องดนตรีย้ายคีย์ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งชื่อโน้ตและตำแหน่ง Octave


     หากต้องการทบทวนตำแหน่งโน้ตบนบรรทัด 5 เส้น การอ่านกุญแจซอล กุญแจฟา และค่าความยาวของตัวโน้ต สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากบทความ วิธีการอ่านโน้ตดนตรี ก่อนนำพื้นฐานเหล่านี้มาต่อยอดกับการอ่านโน้ตของเครื่องดนตรีย้ายคีย์


Concert Pitch ใน Score ต่างจากมาตรฐานการจูน A440 อย่างไร?

     คำว่า Concert Pitch ยังใช้ในบริบทของการจูนเครื่องดนตรีด้วย เช่น มาตรฐาน A440 ซึ่งกำหนดให้โน้ต A4 มีความถี่ 440 Hz


     อย่างไรก็ตาม ความหมายนี้แตกต่างจากการใช้คำว่า Concert Pitch ในการอ่าน Score


     A440 เป็นการกำหนดความถี่อ้างอิงสำหรับการจูนเครื่องดนตรี ส่วน Concert Pitch ในบริบทของ Score หมายถึงระดับเสียงจริงที่เครื่องดนตรีเล่นออกมา


     แม้วงดนตรีจะเลือกใช้ความถี่อ้างอิงอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตที่เขียนกับเสียงจริงของ B♭ Trumpet ก็ยังคงเดิม กล่าวคือ เมื่อผู้เล่นอ่าน C4 เครื่องดนตรีจะให้เสียง B♭3 ซึ่งต่ำกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Major 2nd ตามระบบการเขียนโน้ตของเครื่องดนตรีชนิดนี้


ทำไมเครื่องดนตรีย้ายคีย์จึงอ่านโน้ตไม่ตรงกับเสียงจริง?

     เครื่องดนตรีย้ายคีย์ หรือ Transposing Instrument คือเครื่องดนตรีที่ระดับเสียงตามโน้ตที่เขียนให้ผู้เล่นอ่านไม่ตรงกับระดับเสียงจริงที่เกิดขึ้น


     วิธีทำความเข้าใจที่ง่ายที่สุดคือพิจารณาว่า เมื่อเครื่องดนตรีชนิดนั้นอ่านโน้ต C4 จะให้เสียงจริงเป็นโน้ตอะไร


เครื่องดนตรีใน B♭, E♭ และ F ต่างกันอย่างไร?

     ชื่อ B♭, E♭ หรือ F ที่ใช้เรียกเครื่องดนตรี บอกความสัมพันธ์ระหว่างโน้ต C ที่เขียนกับชื่อโน้ตของเสียงจริง แต่ยังต้องพิจารณาตำแหน่ง Octave ประกอบด้วย


     ตารางต่อไปนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตที่เขียนกับเสียงจริง เมื่อเครื่องดนตรีแต่ละชนิดอ่าน C4

เครื่องดนตรี เสียงจริง ช่วงคู่เสียง
Piano C4 ไม่เปลี่ยน
B♭ Trumpet B♭3 ต่ำลง Major 2nd
E♭ Alto Sax E♭3 ต่ำลง Major 6th
F Horn F3 ต่ำลง Perfect 5th
B♭ Tenor Sax B♭2 ต่ำลง Major 9th

B♭ Trumpet, E♭ Alto Saxophone และ F Horn ใช้ช่วงคู่เสียงในการแปลงจากโน้ตที่เขียนเป็นเสียงจริงต่างกัน


     จากตารางจะเห็นว่า แม้ B♭ Trumpet และ B♭ Tenor Saxophone จะเป็นเครื่องดนตรีใน B♭ เหมือนกัน แต่เมื่ออ่านโน้ต C4 เสียงจริงของทั้งสองเครื่องกลับห่างกันหนึ่ง Octave


     ดังนั้น การรู้เพียงว่าเครื่องดนตรีอยู่ใน B♭, E♭ หรือ F ยังไม่เพียงพอ เราต้องรู้ด้วยว่าเสียงจริงสูงหรือต่ำกว่าโน้ตที่เขียนเท่าไร


ทำไมเครื่องดนตรีตระกูลเดียวกันจึงใช้รูปนิ้วคล้ายกัน?

     ข้อดีประการหนึ่งของระบบเครื่องดนตรีย้ายคีย์คือ ช่วยให้ผู้เล่นเครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกันสามารถใช้รูปนิ้วที่คุ้นเคยได้ แม้จะเปลี่ยนไปเล่นเครื่องดนตรีที่มีขนาดต่างกัน


     ตัวอย่างเช่น Alto Saxophone และ Tenor Saxophone ใช้ระบบนิ้วกดสำหรับโน้ตที่เขียนเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ ผู้เล่นจึงสามารถเปลี่ยนจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่งได้โดยไม่ต้องเรียนรู้รูปนิ้วใหม่ทั้งหมด


     อย่างไรก็ตาม เครื่องดนตรีทั้งสองมีขนาด ความยาวท่อลม และช่วงเสียงต่างกัน แม้ผู้เล่นจะอ่านโน้ต C และใช้รูปนิ้วที่สัมพันธ์กัน แต่ระดับเสียงจริงที่เกิดขึ้นก็ยังแตกต่างกัน


     ระบบนี้จึงช่วยให้ผู้เล่น Saxophone นำความคุ้นเคยกับการอ่านโน้ตและรูปนิ้วเดิมมาใช้กับเครื่องดนตรีขนาดต่าง ๆ ภายในตระกูลเดียวกันได้สะดวกขึ้น


วิธีแปลง Concert Pitch กับ Written Pitch ให้ถูกต้องทั้งสองทิศทาง

     ก่อนแปลงโน้ต เราต้องรู้ให้ชัดว่ากำลังอ่านโน้ตที่เขียนไว้แล้วเพื่อหาเสียงจริง หรือกำลังเขียนโน้ตใหม่เพื่อให้เครื่องดนตรีเล่นออกมาเป็นเสียงที่ต้องการ


     ทั้งสองกรณีใช้หลัก Interval เดียวกัน แต่ต้องคำนวณคนละทิศทาง

เมื่ออ่าน Score: โน้ตที่เขียน → เสียงจริง
เมื่อเขียน Part: เสียงจริงที่ต้องการ → โน้ตที่ต้องเขียน


     หากสลับทิศทางกัน โน้ตที่คำนวณได้จะไม่ตรงกับระดับเสียงที่ต้องการ


อ่านจาก Written Pitch ไปหา Sounding Pitch

     เมื่อมีโน้ตที่เขียนไว้แล้ว เราต้องแปลงโน้ตนั้นให้เป็นระดับเสียงจริงตาม Interval ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด


     ตัวอย่าง เมื่อเครื่องดนตรีอ่าน C4

B♭ Trumpet: C4 → ต่ำลง Major 2nd → B♭3
E♭ Alto Saxophone: C4 → ต่ำลง Major 6th → E♭3
F Horn: C4 → ต่ำลง Perfect 5th → F3
B♭ Tenor Saxophone: C4 → ต่ำลง Major 9th → B♭2


     วิธีนี้มีประโยชน์มากเมื่ออ่าน Full Score เพราะช่วยให้ทราบว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นกำลังให้เสียงจริงเป็นโน้ตอะไร แม้ชื่อโน้ตที่เขียนไว้จะต่างกันก็ตาม


เขียนจาก Sounding Pitch ไปเป็น Part สำหรับเครื่องดนตรี

     หากเริ่มจากเสียงจริงที่ต้องการ เราต้องคำนวณย้อนกลับเพื่อหาโน้ตที่ผู้เล่นควรอ่าน


     สมมติว่าต้องการให้เครื่องดนตรีทั้งหมดเล่นเสียงจริงเป็น C4

เครื่องดนตรี โน้ตที่ต้องเขียน
Piano C4
B♭ Trumpet D4
E♭ Alto Sax A4
F Horn G4
B♭ Tenor Sax D5


     หลักการคือ ต้องเขียนโน้ตให้สูงกว่าเสียงจริงตาม Interval ที่เครื่องดนตรีแต่ละชนิดจะลดระดับเสียงลงเมื่อเล่น


     ตัวอย่างเช่น B♭ Trumpet ต้องอ่าน D4 เพื่อให้เกิดเสียงจริง C4 เพราะเครื่องดนตรีชนิดนี้ให้เสียงต่ำกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Major 2nd


     ส่วน Tenor Saxophone ต้องอ่าน D5 ไม่ใช่ D4 เพราะให้เสียงต่ำกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Major 9th ซึ่งเท่ากับหนึ่ง Octave รวมกับ Major 2nd


เปลี่ยน Key Signature ให้ถูกต้องด้วย

     การแปลงโน้ตไม่ได้มีเพียงการเปลี่ยนชื่อโน้ตทีละตัว แต่ต้องพิจารณาเครื่องหมายประจำกุญแจเสียง หรือ Key Signature ด้วย


     ตัวอย่าง หากเพลงอยู่ในคีย์ C Major ตามระดับเสียงจริง เครื่องดนตรีแต่ละชนิดต้องอ่านโน้ตในคีย์ดังนี้

เครื่องดนตรี คีย์ที่ผู้เล่นอ่าน
Piano C Major
B♭ Trumpet D Major
E♭ Alto Sax A Major
F Horn G Major
B♭ Tenor Sax D Major


     B♭ Trumpet ต้องอ่าน D Major เพราะโน้ตที่เขียนต้องสูงกว่าเสียงจริงหนึ่ง Major 2nd


     Alto Saxophone ต้องอ่าน A Major เพราะโน้ตที่เขียนต้องสูงกว่าเสียงจริงหนึ่ง Major 6th


     F Horn ต้องอ่าน G Major เพราะโน้ตที่เขียนต้องสูงกว่าเสียงจริงหนึ่ง Perfect 5th


     ส่วน Tenor Saxophone อ่าน D Major เช่นเดียวกับ B♭ Trumpet แต่ต้องระวังความแตกต่างของระดับ Octave เพิ่มเติม


     อย่างไรก็ตาม ใน Orchestral Score บางรูปแบบ อาจพบ Part ของ Horn หรือ Trumpet ที่ไม่ได้แสดง Key Signature ตามรูปแบบการเขียนโน้ตที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน ผู้เรียบเรียงจึงต้องพิจารณาเครื่องหมายแปลงเสียงและรูปแบบการเขียนโน้ตของ Score นั้นร่วมด้วย


ทำไมต้องสะกดชื่อโน้ตให้ถูกต้องหลังแปลงคีย์?

     การแปลงโน้ตที่ถูกต้องไม่ได้อาศัยเพียงการเลื่อนระดับเสียงขึ้นหรือลงตามจำนวน Semitone แต่ต้องรักษาความสัมพันธ์ของโน้ตภายในคีย์ด้วย


     ตัวอย่าง หากเพลงอยู่ใน Concert C Major เมื่อเขียนให้ E♭ Alto Saxophone จะต้องใช้ Written A Major


     ในคีย์ A Major โน้ตลำดับที่สามคือ C♯ ไม่ใช่ D♭


     แม้ C♯ และ D♭ จะให้ระดับเสียงเท่ากันในระบบ 12-tone Equal Temperament แต่ชื่อโน้ตทั้งสองมีความหมายต่างกันเมื่อพิจารณาหน้าที่ของโน้ตภายในคีย์


     การเลือก Enharmonic Spelling ให้เหมาะสมจึงช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจโครงสร้างของ Scale, Interval และ Melody ได้ชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องตีความชื่อโน้ตที่สะกดไม่สอดคล้องกับบริบททางดนตรี


ตัวอย่าง Concert Pitch กับ Written Pitch ใน Full Score ของเครื่องดนตรีย้ายคีย์

     สมมติว่าผู้เรียบเรียงต้องการให้ Piano, B♭ Trumpet, E♭ Alto Saxophone, F Horn และ B♭ Tenor Saxophone เล่นเมโลดี้เดียวกันในคีย์ C Major


     เมโลดี้ตามระดับเสียงจริงที่ต้องการคือ

C4 – D4 – E4 – G4


     ก่อนนำไปเล่นร่วมกัน เราต้องแปลงเมโลดี้นี้ให้เป็นโน้ตสำหรับเครื่องดนตรีแต่ละชนิด


เขียนเมโลดี้ให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นเสียงตรงกัน

Piano: C4 – D4 – E4 – G4
B♭ Trumpet: D4 – E4 – F♯4 – A4
E♭ Alto Saxophone: A4 – B4 – C♯5 – E5
F Horn: G4 – A4 – B4 – D5
B♭ Tenor Saxophone: D5 – E5 – F♯5 – A5


     เมื่อผู้เล่นแต่ละคนอ่านโน้ตสำหรับเครื่องดนตรีของตนเอง ระดับเสียงจริงที่ได้จากทุกเครื่องจะเป็น C4 – D4 – E4 – G4 เหมือนกันทั้งหมด

การเขียน Part สำหรับเครื่องดนตรีแต่ละชนิดต้องคำนวณโน้ตให้เหมาะกับระบบ Transposition เพื่อให้เสียงจริงตรงกับเมโลดี้ที่ต้องการ


     อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องดนตรีจะเล่นโน้ตที่มีระดับเสียงเดียวกัน แต่คาแรคเตอร์เสียงยังแตกต่างกัน เพราะเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมี Timbre หรือลักษณะเฉพาะของเสียง รวมถึงการตอบสนองขณะเล่นที่ไม่เหมือนกัน


อ่าน Full Score โดยเปรียบเทียบจากเสียงจริง

     เมื่ออ่าน Full Score ไม่ควรนำชื่อโน้ตที่เห็นในแต่ละ Staff มารวมกันเป็นคอร์ดทันที เพราะโน้ตของเครื่องดนตรีย้ายคีย์อาจไม่ได้แสดงระดับเสียงจริงโดยตรง


     ตัวอย่าง หาก Score แสดงว่า

Piano อ่าน C4
Trumpet อ่าน D4
Alto Saxophone อ่าน A4
Horn อ่าน G4


     หากพิจารณาเพียงชื่อโน้ตที่เขียน อาจเข้าใจผิดว่าเครื่องดนตรีกำลังเล่นโน้ต C, D, A และ G พร้อมกัน


     แต่เมื่อแปลงโน้ตตามระบบของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดแล้ว จะพบว่าเสียงจริงทั้งหมดคือ C4


     กรณีนี้เรียกว่า Unison หรือการเล่นโน้ตที่มีระดับเสียงเดียวกัน แม้คาแรคเตอร์เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดจะต่างกันก็ตาม


     แต่หากเครื่องดนตรีหนึ่งเล่น C3 และอีกเครื่องเล่น C4 แม้จะเป็นโน้ตชื่อ C เหมือนกัน ก็ถือว่าเล่นต่าง Octave หรือ Octave Doubling ไม่ใช่ Unison ในระดับเสียงเดียวกัน


     ความแตกต่างนี้สำคัญต่อการเรียบเรียงเพลง เพราะการเพิ่มแนวเสียงที่ต่าง Octave จะเปลี่ยนทั้งช่วงเสียง ความหนาแน่นของแนวประสาน และน้ำหนักของเสียงโดยรวมในวง


เช็คระดับ Octave และช่วงเสียงก่อนซ้อมวง

     เมื่อแปลงชื่อโน้ตถูกต้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเช็คว่าโน้ตอยู่ใน Octave ที่ต้องการหรือไม่


     ตัวอย่าง B♭ Trumpet และ Tenor Saxophone ต่างเป็นเครื่องดนตรีใน B♭ แต่หากต้องการให้เล่นเสียงจริง C4 เหมือนกัน จะต้องเขียนโน้ตต่าง Octave

B♭ Trumpet: Written D4 → Sounding C4
B♭ Tenor Saxophone: Written D5 → Sounding C4


     หากเขียน D4 ให้ Tenor Saxophone จะได้เสียงจริงเป็น C3 ซึ่งต่ำกว่าที่ต้องการหนึ่ง Octave


     นอกจากนี้ ผู้เรียบเรียงยังต้องเช็คว่าโน้ตที่เขียนอยู่ในช่วงเสียงที่เครื่องดนตรีเล่นได้จริงหรือไม่ และเหมาะกับ Register หรือช่วงเสียงที่ต้องการใช้งานเพียงใด


     แม้โน้ตจะถูกต้องตามทฤษฎี แต่หากเลือกช่วงเสียงที่ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เล่นได้ยากหรือไม่ได้คาแรคเตอร์เสียงตามที่ต้องการ


เครื่องดนตรีที่ต่างกันเพียง Octave ต้องระวังอะไร?

     เครื่องดนตรีบางชนิดมีชื่อโน้ตที่เขียนตรงกับชื่อโน้ตของเสียงจริง แต่ให้เสียงสูงหรือต่ำกว่าที่เขียนหนึ่ง Octave


     เครื่องดนตรีกลุ่มนี้เรียกว่า Octave-Transposing Instruments


     ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • กีต้าร์: ให้เสียงจริงต่ำกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Octave
  • Bass Guitar: ให้เสียงจริงต่ำกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Octave
  • Piccolo: ให้เสียงจริงสูงกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Octave


     เครื่องดนตรีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Key Signature เพียงเพราะมีการย้าย Octave เนื่องจากชื่อโน้ตภายในคีย์ยังคงเดิม

กีต้าร์และเบสมีเสียงจริงต่ำกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Octave ส่วน Piccolo มีเสียงจริงสูงกว่าโน้ตที่เขียนหนึ่ง Octave ตามธรรมเนียมการเขียนโน้ตของแต่ละเครื่องดนตรี


     หากต้องการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างชื่อโน้ตสากลกับระดับเสียง รวมถึงการที่โน้ตชื่อเดียวกันสามารถอยู่ต่าง Octave ได้ สามารถอ่านบทความ เรียนรู้เรื่องโน้ตดนตรี เพื่อทำความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้ก่อนนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องดนตรีย้ายคีย์


กีต้าร์ เบส และ Piccolo ต่างจากเครื่องดนตรีใน B♭ อย่างไร?

     หากกีต้าร์อ่านโน้ต C4 ตามระบบ Staff Notation ที่ใช้สำหรับกีต้าร์ เสียงจริงจะเป็น C3


     Bass Guitar ก็ใช้หลักการเขียนโน้ตให้สูงกว่าเสียงจริงหนึ่ง Octave ตามระบบการเขียนโน้ตมาตรฐานของเครื่องดนตรีชนิดนี้


     ส่วน Piccolo อ่านโน้ต C4 แล้วให้เสียงจริงเป็น C5


     ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบโน้ตของ Piccolo กับ Flute ต้องระวังว่าแม้จะเห็นโน้ต C4 เหมือนกัน แต่เสียงจริงของ Piccolo จะสูงกว่าหนึ่ง Octave


     กรณีนี้ต่างจาก B♭ Trumpet ซึ่งเมื่ออ่าน C4 จะให้เสียง B♭3 ทำให้ทั้งชื่อโน้ตและระดับเสียงจริงแตกต่างจากที่เขียน


Tenor Saxophone กับ Alto Saxophone ต้องแปลงโน้ตต่างกันอย่างไร?

     แม้ Alto Saxophone และ Tenor Saxophone จะใช้ระบบรูปนิ้วที่คล้ายกัน แต่มี Interval ของการ Transpose ต่างกัน


Alto Saxophone: Written C4 → Sounding E♭3
Tenor Saxophone: Written C4 → Sounding B♭2


     ดังนั้น หากต้องการย้ายเมโลดี้จาก Alto Saxophone ไปให้ Tenor Saxophone เล่น โดยรักษาระดับเสียงจริงเดิมไว้ เราต้องคำนวณทั้งชื่อโน้ตและตำแหน่ง Octave ใหม่


     ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า Alto อยู่ใน E♭ และ Tenor อยู่ใน B♭ เพราะการเลือก Octave ผิดอาจทำให้เมโลดี้สูงหรือต่ำกว่าที่ต้องการอย่างชัดเจน


การย้ายคีย์ของเครื่องดนตรีต่างจากการเปลี่ยนคีย์เพลงอย่างไร?

     คำว่า Transpose ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ จึงต้องแยกให้ชัดว่ากำลังเปลี่ยนสิ่งใด


     Instrument Transposition หมายถึงการแปลงระหว่างโน้ตที่เขียนกับระดับเสียงจริงของเครื่องดนตรี เพื่อให้ผู้เล่นสามารถอ่านโน้ตตามระบบของเครื่องดนตรีตนเองและให้เสียงตามที่ผู้เรียบเรียงต้องการ


     Song Transposition หมายถึงการย้ายเพลงทั้งเพลงไปยังคีย์ใหม่ ทำให้ระดับเสียงจริงของเพลงเปลี่ยนไปตามคีย์ใหม่


     Octave Transposition หมายถึงการย้ายโน้ตให้สูงหรือต่ำลงตามจำนวน Octave โดยยังคงชื่อโน้ตเดิม


     ตัวอย่าง หากเพลงอยู่ใน Concert C Major แต่เขียน Part ให้ B♭ Trumpet อ่าน D Major ไม่ได้หมายความว่าเพลงถูกย้ายไปอยู่ใน Concert D Major


     ผู้ฟังยังได้ยินเพลงใน C Major เช่นเดิม


     แต่หากต้องการย้ายเพลงจาก Concert C Major ไปเป็น Concert D Major จริง ๆ เครื่องดนตรีทุกชิ้นต้องเปลี่ยนระดับเสียงจริงตามไปด้วย


     ในกรณีนั้น B♭ Trumpet จะต้องอ่านโน้ตใน Written E Major เพื่อให้เสียงจริงอยู่ใน Concert D Major


     การแยกความหมายเหล่านี้ช่วยป้องกันความผิดพลาดจากการย้ายคีย์ซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อทำงานกับ Score ที่มีเครื่องดนตรีย้ายคีย์หลายชนิด


ตรวจ Concert Pitch กับ Written Pitch ใน MuseScore Studio อย่างไร?

     MuseScore Studio เป็นโปรแกรมเขียนโน้ตที่รองรับเครื่องดนตรีย้ายคีย์ และสามารถเปลี่ยนมุมมองระหว่างโน้ตที่ผู้เล่นอ่านกับระดับเสียงจริงของเครื่องดนตรีได้


     โปรแกรมใช้ข้อมูลของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดในการกำหนด Interval สำหรับการ Transpose ทำให้ผู้เรียบเรียงสามารถตรวจความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตที่เขียนกับเสียงจริงได้สะดวกขึ้น


สลับมุมมองระหว่างโน้ตที่เขียนกับเสียงจริง

     โดยทั่วไป MuseScore Studio จะแสดงโน้ตสำหรับเครื่องดนตรีย้ายคีย์ในรูปแบบ Written Pitch และสามารถใช้ตัวเลือก Concert pitch บน Status Bar เพื่อเปลี่ยนมุมมองให้แสดงตามระดับเสียงจริงได้


     ผู้ที่ต้องการศึกษาวิธีสลับมุมมอง Concert Pitch และ Written Pitch รวมถึงการตั้งค่า Transposition ของเครื่องดนตรี สามารถดูคำอธิบายและขั้นตอนการใช้งานเพิ่มเติมได้จาก คู่มือ Transposition ของ MuseScore Studio ซึ่งเป็นเอกสารทางการของโปรแกรม


     ตัวอย่าง หาก Score มี Piano, B♭ Trumpet, E♭ Alto Saxophone และ F Horn ที่ต้องเล่นเสียงจริง C4 เหมือนกัน


     เมื่ออยู่ใน Written Pitch View จะเห็นชื่อโน้ตต่างกันตามเครื่องดนตรีแต่ละชนิด


     แต่เมื่อเปลี่ยนเป็น Concert Pitch View โปรแกรมจะแสดงโน้ตตามระดับเสียงจริง ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ของเสียงระหว่างเครื่องดนตรีได้ง่ายขึ้น


     การสลับมุมมองนี้ไม่ได้เปลี่ยนคีย์เพลงหรือระดับเสียงจริง แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีแสดงโน้ตบน Score


เช็คชนิดเครื่องดนตรีและการตั้งค่า Staff/Part

     ก่อนส่ง Part ให้ผู้เล่น ควรตรวจสอบว่าเลือกชนิดเครื่องดนตรีถูกต้องหรือไม่


     สำหรับเครื่องดนตรีมาตรฐาน โปรแกรมจะมีข้อมูล Transposition กำหนดไว้แล้ว แต่หากใช้ Staff ที่ปรับแต่งเอง หรือมีการเปลี่ยนเครื่องดนตรีระหว่างเพลง ควรตรวจ Staff/Part Properties เพิ่มเติม


     สิ่งที่ควรเช็ค ได้แก่

  • เลือกชนิดเครื่องดนตรีถูกต้องหรือไม่
  • Interval และทิศทางการ Transpose ถูกต้องหรือไม่
  • Key Signature ของโน้ตที่เขียนสัมพันธ์กับ Concert Key หรือไม่
  • ตำแหน่ง Octave ของโน้ตถูกต้องหรือไม่
  • โน้ตอยู่ในช่วงเสียงที่เหมาะสมกับเครื่องดนตรีและผู้เล่นหรือไม่


     หลังจากตรวจทั้งหมดแล้ว ควรกลับไปดู Written Pitch View อีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า Part ที่ผู้เล่นจะได้รับแสดงโน้ตถูกต้อง

การตรวจชนิดเครื่องดนตรี Key Signature และระดับ Octave ในโปรแกรมเขียนโน้ต ช่วยลดความผิดพลาดก่อนส่ง Part ให้ผู้เล่น


     ทั้งนี้ ชื่อเมนูและตำแหน่งตัวเลือกอาจแตกต่างกันตามเวอร์ชันของโปรแกรม จึงควรตรวจสอบจากหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานจริงประกอบด้วย


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่ออ่านเครื่องดนตรีย้ายคีย์

     แม้จะเข้าใจหลักการแปลงโน้ตแล้ว แต่ยังมีข้อผิดพลาดบางอย่างที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะเมื่อต้องอ่าน Full Score หรือเขียน Part สำหรับเครื่องดนตรีหลายชนิด


แปลงโน้ตผิดทิศทาง

     ตัวอย่าง B♭ Trumpet อ่าน D4 แล้วให้เสียงจริงเป็น C4


     ดังนั้น หากเริ่มจาก Written Pitch แล้วต้องการหาเสียงจริง ต้องลดระดับเสียงลงหนึ่ง Major 2nd


     แต่หากเริ่มจากเสียงจริง C4 แล้วต้องการเขียนโน้ตให้ Trumpet อ่าน ต้องเพิ่มระดับเสียงขึ้นหนึ่ง Major 2nd


     หากสลับทิศทางกัน อาจเขียน B♭3 แทน D4 ทั้งที่ต้องการให้เกิดเสียงจริงเป็น C4


     ก่อนแปลงโน้ตทุกครั้งจึงควรถามตนเองว่า กำลังอ่านโน้ตที่มีอยู่เพื่อหาเสียงจริง หรือกำลังเขียนโน้ตใหม่เพื่อให้ได้เสียงตามที่ต้องการ


เขียนโน้ต Tenor Saxophone ผิด Octave

     สมมติว่าต้องการให้ Tenor Saxophone เล่นเสียงจริง C4 แต่เขียน D4 โดยใช้วิธีคิดเดียวกับ B♭ Trumpet


     ผลลัพธ์คือ

Written D4 → Sounding C3


     เสียงจริงจะต่ำกว่าที่ต้องการหนึ่ง Octave


     วิธีแก้คือต้องเขียน D5 แทน ซึ่งจะได้

Written D5 → Sounding C4


     หลังจากนั้นควรเช็คอีกครั้งว่า D5 อยู่ในช่วงเสียงที่เหมาะสมกับเครื่องดนตรีและผู้เล่นหรือไม่


     ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า แม้เครื่องดนตรีสองชนิดจะอยู่ใน B♭ เหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ Written Pitch ใน Octave เดียวกันได้เสมอไป


เปลี่ยนชื่อโน้ตแต่ลืมเปลี่ยน Key Signature

     หากเพลงอยู่ใน Concert C Major และต้องเขียนให้ B♭ Trumpet อ่าน D Major การคง Key Signature ของ C Major ไว้อาจทำให้ต้องเขียนเครื่องหมายแปลงเสียงเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น


     สำหรับระบบการเขียนโน้ตที่ใช้ Key Signature ตามปกติ ควรกำหนดคีย์ของ Part ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น แล้วจึงตรวจ Accidental หรือเครื่องหมายแปลงเสียงเฉพาะหน้าในโน้ตที่อยู่นอกคีย์


     วิธีนี้ช่วยให้โน้ตอ่านง่ายขึ้น และลดโอกาสสะกดชื่อโน้ตผิดจากหน้าที่ทาง Harmony


สับสนระหว่างการเปลี่ยนมุมมองกับการย้ายคีย์เพลง

     การเปิด Concert Pitch View ใน MuseScore Studio ไม่ได้ทำให้เพลงถูกย้ายไปยังคีย์ใหม่


     หากต้องการเปลี่ยนเพลงจาก Concert C Major เป็น Concert D Major ต้องใช้คำสั่ง Transpose เพื่อย้ายระดับเสียงของเพลงจริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนมุมมองการแสดงโน้ต


     ก่อนดำเนินการจึงควรกำหนดให้ชัดว่าต้องการดูระดับเสียงจริงของเครื่องดนตรี หรือกำลังต้องการเปลี่ยนคีย์ของเพลงทั้งหมด


บทสรุป — คิดจากเสียงที่ต้องการไปสู่โน้ตที่ต้องเขียน

     ความสัมพันธ์ระหว่างระดับเสียงจริงกับโน้ตที่ผู้เล่นอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานกับเครื่องดนตรีย้ายคีย์ เมื่อเข้าใจ Interval และทิศทางการ Transpose แล้ว ก็จะสามารถอ่าน Full Score และเขียน Part ให้เครื่องดนตรีหลายชนิดได้อย่างถูกต้องมากขึ้น


     เมื่ออ่าน Score ให้เริ่มจากโน้ตที่เขียน แล้วแปลงเป็นระดับเสียงจริงก่อนวิเคราะห์คอร์ดหรือความสัมพันธ์ของเสียงภายในวง


     แต่เมื่อเรียบเรียงเพลง ให้เริ่มจากเสียงจริงที่ต้องการ แล้วคำนวณย้อนกลับเพื่อหาโน้ตที่เครื่องดนตรีแต่ละชนิดต้องอ่าน


     หลังจากนั้นควรเช็ค Key Signature การสะกดชื่อโน้ต ตำแหน่ง Octave และช่วงเสียงที่เหมาะสมก่อนส่ง Part ให้ผู้เล่น


     หลักการนี้ใช้ได้กับทุกคีย์ ไม่จำกัดเฉพาะ C Major และช่วยป้องกันข้อผิดพลาดในการเล่นร่วมวง โดยเฉพาะความเข้าใจผิดว่าเครื่องดนตรีที่อ่านโน้ตต่างชื่อกันจะต้องให้เสียงจริงต่างกันเสมอ หรือการเขียนชื่อโน้ตถูกต้องแต่เลือกระดับ Octave ผิดจากที่ต้องการ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น