ดนตรีบำบัดความเครียดได้อย่างไร ต่างจากการฟังเพลงทั่วไปอย่างไร และช่วยผ่อนคลายได้จริงไหม

ผู้หญิงสวมหูฟังนั่งฟังเพลงในมุมดนตรี ใช้แนวคิด ดนตรีบำบัดความเครียด เพื่อช่วยให้ผ่อนคลายในชีวิตประจำวัน

     ดนตรีบำบัดความเครียด อาจช่วยให้บางคนรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด หรือรับมือกับอารมณ์ในช่วงเวลานั้นได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเพลงทุกประเภทจะให้ผลเหมือนกันกับทุกคน และการเปิดเพลงที่ชอบฟังด้วยตนเองก็ไม่เหมือนกับดนตรีบำบัด (Music Therapy) ที่ดำเนินโดยผู้เชี่ยวชาญ


     งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่า กิจกรรมที่นำดนตรีมาใช้อย่างมีเป้าหมายอาจช่วยให้ความรู้สึกเครียดลดลง หรือช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายขึ้นได้ในบางสถานการณ์ แต่ผลที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล รูปแบบกิจกรรม และสภาพแวดล้อมในขณะนั้น ดังนั้น จึงควรมองดนตรีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่อาจช่วยให้ผ่อนคลาย ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ให้ผลเหมือนกันกับทุกคน


ดนตรีบำบัดความเครียด คืออะไร และต่างจากการเปิดเพลงฟังเองอย่างไร

     ดนตรีบำบัด หรือ Music Therapy คือการนำดนตรีมาใช้อย่างมีเป้าหมายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัด โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการศึกษาและฝึกอบรมด้านดนตรีบำบัดเป็นผู้ดูแล


     นิยามจาก American Music Therapy Association ระบุว่า Music Therapy เป็นการใช้ดนตรีอย่างเป็นระบบและอิงหลักฐาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเฉพาะของผู้รับบริการ ภายใต้กระบวนการบำบัดที่ดำเนินโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

ผู้เชี่ยวชาญพูดคุยกับผู้รับบริการพร้อมกีต้าร์และกลองมือ ใช้ ดนตรีบำบัดความเครียด เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

     กิจกรรมที่นำมาใช้อาจไม่ได้มีเพียงการนั่งฟังเพลง แต่ยังรวมถึงการร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรี แต่งเพลง ด้นสดทางดนตรี หรือเลือกใช้เพลงให้เหมาะกับเป้าหมายและความต้องการของผู้รับบริการแต่ละคน


     ส่วนการเปิดเพลงฟังหลังเลิกงาน ตีคอร์ดกีต้าร์เพื่อพักสมอง หรือฟังเพลงที่ชอบในช่วงที่ต้องการความสงบ ถือเป็นการใช้ดนตรีเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายในชีวิตประจำวันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังทำ Music Therapy


     ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใช้เพลงประเภทใด แต่อยู่ที่จุดประสงค์ วิธีใช้ดนตรี การกำหนดเป้าหมาย การประเมินผล และการมีผู้เชี่ยวชาญดูแลกระบวนการ


     คนสองคนอาจฟังเพลงเดียวกัน แต่คนหนึ่งเปิดฟังเพื่อพักผ่อนด้วยตนเอง ขณะที่อีกคนใช้เพลงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัดที่มีเป้าหมายชัดเจน แม้กิจกรรมที่เห็นจากภายนอกจะดูคล้ายกัน แต่จุดประสงค์ วิธีดำเนินกิจกรรม และบริบทแตกต่างกัน


ดนตรีบำบัดความเครียด มีหลักฐานวิจัยสนับสนุนแค่ไหน

     หลักฐานทางวิชาการในปัจจุบันไม่ได้บอกว่าเพียงเปิดเพลงแล้วความเครียดจะหายไป แต่มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การใช้ดนตรีในรูปแบบต่าง ๆ อาจช่วยให้ความรู้สึกเครียดลดลง หรือส่งผลดีต่อตัวชี้วัดทางร่างกายบางด้านที่เกี่ยวข้องกับความเครียดได้


     งานทบทวนขนาดใหญ่ที่รวบรวมผลจากการทดลองจำนวนมากพบแนวโน้มว่า การใช้ดนตรีอาจให้ผลดีทั้งต่อความรู้สึกของผู้เข้าร่วมและการตอบสนองของร่างกายบางด้าน ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ศึกษาดนตรีบำบัดโดยเฉพาะก็พบผลโดยรวมในทิศทางที่เป็นประโยชน์เช่นกัน


     ผู้ที่ต้องการดูภาพรวมของหลักฐานเพิ่มเติมสามารถอ่าน ข้อมูลจาก NCCIH ซึ่งสรุปงานทบทวนเกี่ยวกับกิจกรรมที่ใช้ดนตรีและ Music Therapy ต่อผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับความเครียด พร้อมย้ำว่าผลการศึกษาไม่ได้หมายความว่าดนตรีจะให้ผลเหมือนกันกับทุกคน


     อย่างไรก็ตาม งานวิจัยแต่ละชิ้นใช้กลุ่มผู้เข้าร่วม รูปแบบกิจกรรม ระยะเวลา และวิธีวัดผลแตกต่างกัน จึงไม่ควรสรุปว่าเพลงประเภทใดประเภทหนึ่งจะช่วยทุกคนได้เหมือนกัน หรือการฟังเพลงสามารถใช้แทนการดูแลด้านสุขภาพที่เหมาะสมได้


     ดังนั้น ถ้อยคำอย่าง “อาจช่วย” หรือ “มีหลักฐานสนับสนุน” จึงเหมาะสมกว่าการกล่าวว่า “ได้ผลแน่นอน”


ทำไมดนตรีจึงอาจทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น

     เวลาฟังเพลง เราไม่ได้รับรู้เพียงความเร็วหรือความดังของเสียงเท่านั้น แต่ยังรับรู้ทำนอง จังหวะ ลักษณะเฉพาะของเสียง การเปลี่ยนระดับความดังเบา เนื้อร้อง และเสียงของเครื่องดนตรีหลายชนิดพร้อมกัน นอกจากนี้ เพลงบางเพลงยังเชื่อมโยงกับความทรงจำหรือประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ฟังอีกด้วย


     องค์ประกอบเหล่านี้อาจช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เรากำลังให้ความสนใจ และส่งผลต่อความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น


ช่วยดึงความสนใจออกจากเรื่องที่กำลังคิดวน

     เมื่อกำลังเครียด เราอาจคิดเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนความสนใจแทบทั้งหมดจดจ่ออยู่กับปัญหา การตั้งใจฟังทำนอง จังหวะ เสียงร้อง หรือเสียงของเครื่องดนตรีบางชิ้น อาจช่วยเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่นได้ชั่วคราว


     ตัวอย่างง่าย ๆ คือ แทนที่จะเปิดเพลงไว้เป็นเพียงเสียงประกอบ ลองเลือกเพลงหนึ่งเพลงแล้วตั้งใจฟังเฉพาะแนวเสียงเบส หรือสังเกตว่าช่วงใดเสียงกีต้าร์เด่นขึ้น และช่วงใดเสียงร้องทำหน้าที่เป็นแนวทำนองหลัก


     เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การบังคับให้ตนเองหยุดคิด แต่เป็นการเปิดโอกาสให้สมองมีสิ่งอื่นให้จดจ่อในช่วงเวลาหนึ่ง


ช่วยปรับระดับความตื่นตัวและอารมณ์

     บางครั้งสิ่งที่เราต้องการอาจไม่ใช่การทำให้ตนเองสงบนิ่งที่สุด แต่อาจเป็นเพียงการลดความตึงเครียด หรือช่วยให้ความรู้สึกที่ค้างอยู่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป


     เพลงบางแบบอาจทำให้รู้สึกสงบลง ขณะที่เพลงอีกแบบอาจช่วยให้รู้สึกมีพลังขึ้นและพร้อมกลับไปทำสิ่งต่าง ๆ ต่อ


     ด้วยเหตุนี้ เพลงที่ช่วยให้ผ่อนคลายจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงช้าและเบาเสมอไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นยังขึ้นอยู่กับลักษณะของเพลง ความชอบส่วนตัว และประสบการณ์ของผู้ฟังแต่ละคนด้วย


การร้องหรือเล่นดนตรีก็ช่วยเปลี่ยนจุดสนใจได้

     การใช้ดนตรีเพื่อผ่อนคลายไม่จำเป็นต้องเป็นการนั่งฟังเพียงอย่างเดียว การร้องเพลง เล่นกีต้าร์ เล่นเปียโน เคาะจังหวะ หรือด้นสดแบบง่าย ๆ ก็อาจช่วยให้ความสนใจย้ายมาอยู่กับเสียง การเคลื่อนไหว และจังหวะที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าได้


     สำหรับบางคน การได้มีส่วนร่วมกับดนตรีด้วยตนเองอาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ง่ายกว่าการนั่งฟังเพียงอย่างเดียว


     อย่างไรก็ตาม การเล่นเครื่องดนตรีเพื่อให้ตนเองรู้สึกสบายขึ้นยังถือเป็นกิจกรรมดนตรีในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ทำให้กิจกรรมนั้นกลายเป็น Music Therapy แบบวิชาชีพโดยอัตโนมัติ


ดนตรีบำบัดความเครียด กับการเลือกเพลงเพื่อผ่อนคลายควรดูอะไรบ้าง

     แทนที่จะถามว่า “เพลงประเภทไหนดีที่สุด” คำถามที่นำไปใช้ได้จริงกว่าคือ “ในเวลานี้ เพลงแบบไหนเหมาะกับเรา”


     เพลงที่เหมาะไม่จำเป็นต้องอยู่ในแนวดนตรีใดแนวดนตรีหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ควรเป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกสบาย ไม่รบกวนมากเกินไป และเหมาะกับอารมณ์หรือกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ในขณะนั้น


     ลองเช็คจากปัจจัยเหล่านี้

  • เป็นเพลงที่ชอบ หรืออย่างน้อยฟังแล้วรู้สึกสบายหรือไม่
  • เพลงนั้นเชื่อมโยงกับความทรงจำที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่
  • ระดับเสียงดังเกินไปจนรบกวนหรือไม่
  • จังหวะและความหนาแน่นของเสียงทำให้รู้สึกสงบขึ้น หรือกลับทำให้กระสับกระส่ายมากขึ้น
  • เนื้อร้องทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องที่ไม่อยากนึกถึงในเวลานั้นหรือไม่
  • เพลงเหมาะกับกิจกรรมที่กำลังทำ เช่น พักหลังเลิกงาน อ่านหนังสือ หรือนั่งฟังเพื่อพักผ่อนหรือไม่

ผู้ชายเลือกเพลงจากโทรศัพท์ขณะนั่งที่โต๊ะ มีหูฟัง สมุดบันทึก และกีต้าร์โปร่งอยู่ภายในห้อง

     บางคนอาจรู้สึกผ่อนคลายกับเพลง Acoustic หรือ Ambient ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกดีกว่ากับ Pop, Jazz หรือ Rock ที่คุ้นเคย


     ประเภทของเพลงจึงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง สิ่งสำคัญกว่าคือการสังเกตว่าตนเองรู้สึกอย่างไรเมื่อฟังเพลงนั้นจริง ๆ


ความชอบส่วนตัวสำคัญกว่าการตามสูตรเพลงเดียว

     เพลงที่คนหนึ่งรู้สึกว่าสงบ อาจทำให้อีกคนรู้สึกเบื่อ รำคาญ หรือไม่สบายใจก็ได้ เพราะความคุ้นเคย รสนิยม ประสบการณ์ และความทรงจำที่เชื่อมโยงกับเพลง ล้วนมีผลต่อความรู้สึกขณะฟัง


     ดังนั้น การเลือกเพลงเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายควรเริ่มจากการสังเกตความรู้สึกของตนเอง มากกว่าการเชื่อว่าเพลงแนวใดแนวหนึ่งเหมาะกับทุกคน


Tempo มีผล แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

     Tempo หรือความเร็วของเพลงมีผลต่อความรู้สึกขณะฟังได้ แต่ไม่ควรนำตัวเลข BPM มาใช้เป็นสูตรตายตัว เช่น เพลงที่ 60 BPM ต้องช่วยให้ผ่อนคลาย ส่วนเพลงที่เร็วกว่านั้นไม่เหมาะกับการผ่อนคลาย


     หลักฐานจากงานวิจัยโดยรวมยังไม่สนับสนุนว่า ช่วง Tempo ใดช่วงหนึ่งสามารถใช้เป็นเกณฑ์ตายตัวสำหรับทุกคนได้


     นอกจาก Tempo แล้ว เรายังรับรู้ Rhythm หรือจังหวะ Dynamics หรือการเปลี่ยนระดับความดังเบา Timbre หรือลักษณะเฉพาะของเสียง ความหนาแน่นของเสียง เนื้อร้อง ช่องไฟ และวิธีเรียบเรียงเพลงพร้อมกัน


     หากต้องการแยกให้ชัดว่า BPM, Tempo และจังหวะแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงเหตุใดเพลงที่มี BPM เท่ากันจึงอาจให้ความรู้สึกเร็ว–ช้าไม่เหมือนกัน สามารถอ่านต่อเรื่อง BPM คืออะไร ต่างจาก Tempo และจังหวะอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจองค์ประกอบด้านความเร็วของเพลงให้ละเอียดขึ้น


เพลงที่กระตุ้นความทรงจำบางอย่างอาจไม่เหมาะ

     เพลงสามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์และช่วงเวลาต่าง ๆ ในชีวิตได้ เพลงที่ทำให้คนหนึ่งรู้สึกอบอุ่น จึงอาจทำให้อีกคนย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจได้เช่นกัน


     หากเปิดเพลงแล้วรู้สึกตึงเครียดมากขึ้น คิดวนมากขึ้น หรือรู้สึกอยากหยุดฟัง ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนเพียงเพราะมีคนเรียกเพลงนั้นว่า “เพลงคลายเครียด”


     การตอบสนองของตนเองเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินว่าเพลงนั้นเหมาะกับเราหรือไม่


ลองใช้ดนตรีช่วยผ่อนคลายในชีวิตประจำวันอย่างไร

     แทนที่จะถามว่าเพลงหนึ่ง “ลดความเครียดได้หรือไม่” ลองเปลี่ยนเป็นการสังเกตว่า “เมื่อฟังเพลงนี้ในสถานการณ์นี้ เรารู้สึกอย่างไร”


     ก่อนฟัง ลองให้คะแนนระดับความตึงเครียดที่ตนเองรู้สึกตั้งแต่ 0–10 ตัวเลขนี้มีไว้เพื่อเปรียบเทียบความรู้สึกก่อนและหลังฟังเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับวินิจฉัยภาวะสุขภาพ


     จากนั้นลองทำตามขั้นตอนนี้

  1. เลือกเพลงที่คุ้นเคยและไม่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
  2. ปรับระดับเสียงให้อยู่ในระดับที่ฟังสบาย
  3. ลดสิ่งรบกวนรอบตัวเท่าที่ทำได้
  4. เลือกสิ่งหนึ่งเป็นจุดที่ตั้งใจฟัง เช่น ทำนอง จังหวะ เสียงร้อง หรือเสียงเครื่องดนตรี
  5. เมื่อเพลงจบ ลองประเมินความรู้สึกของตนเองอีกครั้ง

ผู้ชายสวมหูฟังนั่งสังเกตความรู้สึกของตนเอง พร้อมสมุดบันทึก ใช้ ดนตรีบำบัดความเครียด เป็นแนวคิดในการฟัง

     หลังจากนั้น ลองสังเกตว่าร่างกายรู้สึกผ่อนคลายลงหรือไม่ ความคิดที่วนอยู่ลดลงหรือไม่ รู้สึกสงบขึ้น หรือกลับกระสับกระส่ายมากกว่าเดิม


     หากเพลงหนึ่งไม่เหมาะ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน จุดประสงค์ของวิธีนี้คือการสังเกตตนเอง เพื่อค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเพลงแบบไหนเหมาะกับเราในแต่ละสถานการณ์


ถ้าเป็นนักดนตรี ลองเล่นเพื่อผ่อนคลายแทนการซ้อมเพื่อผลงาน

     สำหรับคนที่เล่นดนตรีอยู่แล้ว การหยิบเครื่องดนตรีขึ้นมามักมาพร้อมกับความคิดว่า “ต้องซ้อม” ต้องเล่นให้ตรงขึ้น เร็วขึ้น แม่นขึ้น หรือทำให้ดีกว่าครั้งก่อน


     แนวคิดแบบนี้มีประโยชน์เมื่อเราต้องการพัฒนาฝีมือ แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกครั้งที่เล่นดนตรี


     บางครั้งเราอาจเปลี่ยนจากการเล่นเพื่อพัฒนาฝีมือ มาเป็นการเล่นเพื่อความเพลิดเพลินและความผ่อนคลายได้


     มือกีต้าร์อาจตีคอร์ดง่าย ๆ เล่น Arpeggio หรือการเล่นโน้ตในคอร์ดเรียงทีละเสียง หรือด้นสดด้วยโน้ตเพียงไม่กี่ตัว โดยไม่ต้องคอยจับผิดทุกวลีดนตรีที่เล่นออกมา


     ผู้เล่นเปียโนอาจใช้ Voicing หรือรูปแบบการจัดเรียงเสียงในคอร์ดที่คุ้นมือ แล้วปล่อยให้เสียงแต่ละเสียงค่อย ๆ เชื่อมต่อกัน ส่วนมือกลองอาจเคาะ Pulse หรือจังหวะหลักเบา ๆ โดยไม่ต้องพยายามใส่ Fill ที่ซับซ้อน

มือกีต้าร์เล่นกีต้าร์โปร่งอย่างผ่อนคลายในห้องซ้อม โดยมีคีย์บอร์ดและแป้นกลองอยู่ด้านหลัง

     แนวคิดสำคัญคือ การเล่นดนตรีไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายว่า “ต้องเก่งขึ้น” ทุกครั้ง


     หากอยากเข้าใจต่อว่าทำไมกีต้าร์ เปียโน และไวโอลินเล่นโน้ตเดียวกันแต่ให้เสียงไม่เหมือนกัน สามารถอ่านเรื่อง เสียงดนตรีเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งอธิบายเรื่องการสั่น Harmonics, Timbre และองค์ประกอบที่ทำให้เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีลักษณะเสียงเฉพาะตัว


4 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ดนตรีบำบัดความเครียด

1. เพลงคลาสสิกเหมาะกับทุกคน

     ไม่จริงเสมอไป เพลงคลาสสิกอาจช่วยให้หลายคนรู้สึกผ่อนคลาย แต่ความชอบและประสบการณ์ส่วนตัวมีผลต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะฟังเพลง


     หากเราไม่ชอบเพลงแนวนั้น การฝืนฟังเพียงเพราะมีคนบอกว่าเป็นเพลงสำหรับผ่อนคลาย อาจไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง


2. เพลงช้ายิ่งดี

     Tempo เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของเพลงเท่านั้น


     เพลงช้าอาจมีการเปลี่ยนระดับความดังเบาอย่างรุนแรง มีเนื้อร้องที่กระตุ้นอารมณ์ หรือมีลักษณะเสียงที่ผู้ฟังไม่ชอบ ขณะที่เพลงที่เร็วกว่าแต่คุ้นเคยอาจทำให้บางคนรู้สึกสบายใจกว่า


     ดังนั้น จึงไม่มีตัวเลข BPM เพียงค่าเดียวที่สามารถใช้เป็นเกณฑ์สำหรับทุกคนได้


3. เปิด Playlist เท่ากับ ดนตรีบำบัดความเครียด หรือไม่

     การเปิด Playlist หรือรายการเพลงที่จัดไว้ล่วงหน้า อาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังทำ Music Therapy


     Music Therapy มีทั้งเป้าหมาย วิธีดำเนินกิจกรรม การประเมินผล และผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งแตกต่างจากการเลือกเพลงเปิดฟังด้วยตนเองอย่างชัดเจน


4. ความถี่พิเศษตัวหนึ่งรักษาความเครียดได้

     ไม่ควรสรุปว่าเสียงที่ 432 Hz, 528 Hz หรือความถี่ใดความถี่หนึ่งสามารถรักษาความเครียด หรือรับประกันว่าจะให้ผลเหมือนกันกับทุกคน


     Frequency หรือความถี่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเสียง แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการฟังเพลงจริงเป็นผลจากองค์ประกอบหลายด้านที่ทำงานร่วมกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขความถี่เพียงค่าเดียวมาใช้รับรองผลด้านสุขภาพ


ดนตรีบำบัดความเครียด มีข้อจำกัดอะไร และเมื่อไรการใช้ดนตรีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

     การฟังหรือเล่นดนตรีสามารถเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดูแลความรู้สึกในชีวิตประจำวันได้ แต่ไม่ควรคาดหวังให้ดนตรีแก้ทุกสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด


     หากความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน รบกวนการนอน กระทบงานหรือชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน หรือทำให้รู้สึกว่าการรับมือกับชีวิตยากขึ้น การฟังเพลงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และควรพิจารณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่เหมาะสม


     ความเครียดทั่วไปไม่ควรถูกใช้แทนความหมายของภาวะวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า เพราะเป็นคนละภาวะกันและอาจต้องใช้การประเมินที่แตกต่างกัน


     การใช้ดนตรีเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายจึงไม่ใช่การค้นหาเพลงวิเศษ สูตร BPM หรือความถี่พิเศษที่ใช้ได้กับทุกคน แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าดนตรีอาจมีส่วนต่อความสนใจ อารมณ์ และความรู้สึกตึงเครียดของเราอย่างไร


     สำหรับชีวิตประจำวัน สิ่งที่นำไปใช้ได้มากที่สุดคือการสังเกตว่าเพลงแบบใด ระดับเสียงแบบใด และวิธีฟังหรือเล่นแบบใดทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น พร้อมกับเข้าใจว่าการฟังหรือเล่นดนตรีด้วยตนเองเพื่อพักผ่อน กับ Music Therapy ที่ดำเนินโดยผู้เชี่ยวชาญ เป็นคนละบริบทกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น