หลายคนอาจสงสัยว่า BPM คืออะไร และถ้าเพลงหนึ่งอยู่ที่ 60 BPM ส่วนอีกเพลงอยู่ที่ 120 BPM เพลงหลังจะฟังเร็วเป็นสองเท่าเสมอหรือไม่? หากใช้ Beat อ้างอิงแบบเดียวกัน 120 BPM มีอัตราของ Beat เป็นสองเท่าของ 60 BPM จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังจะรู้สึกว่าเพลงเร็วขึ้นเป็นสองเท่าในทุกกรณี
BPM ย่อมาจาก Beats Per Minute หรือจำนวน Beat ต่อนาที เป็นตัวเลขที่ใช้ระบุ Tempo ของเพลง อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเร็ว–ช้าขณะฟังไม่ได้ขึ้นอยู่กับ BPM เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีรูปแบบจังหวะ จำนวนเสียงที่เกิดขึ้น การแบ่ง Beat การเน้นเสียง ช่องไฟ และลักษณะการเล่นของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
BPM คืออะไร และตัวเลขนี้บอกอะไรเกี่ยวกับเพลง
BPM ย่อมาจาก Beats Per Minute หมายถึงจำนวน Beat อ้างอิงที่เกิดขึ้นภายในหนึ่งนาที ส่วน Beat หรือ Pulse คือจังหวะอ้างอิงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเรามักรับรู้ได้จากการเคาะเท้า โยกตัวตามเพลง หรือนับตามจังหวะว่า 1 2 3 4
หากใช้ Beat อ้างอิงแบบเดียวกัน ตัวอย่างง่าย ๆ ต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
60 BPM ≈ 1 Beat ต่อวินาที
120 BPM ≈ 2 Beat ต่อวินาที
ดังนั้น หากเปรียบเทียบด้วย Beat แบบเดียวกัน 120 BPM จะมี Beat เกิดขึ้นถี่กว่า 60 BPM สองเท่า นี่คือข้อมูลที่ตัวเลข BPM สามารถบอกเราได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม BPM ไม่ได้บอกว่าระหว่าง Beat แต่ละครั้งจะมีเสียงเกิดขึ้นกี่ครั้ง เครื่องดนตรีจะเล่นถี่เพียงใด หรือจะเว้นช่องไฟมากน้อยแค่ไหน รายละเอียดเหล่านี้มีผลต่อความรู้สึกขณะฟังอย่างมาก จึงทำให้เพลงสองเพลงที่มี BPM เท่ากันให้ความรู้สึกในการเคลื่อนไหวแตกต่างกันได้
BPM คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ Tempo อย่างไร
Tempo หมายถึงความเร็วที่ Beat หรือ Pulse ของเพลงดำเนินไป ส่วน BPM คือค่าตัวเลขที่ใช้ระบุความเร็วนั้นให้ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น หากบอกว่าเพลงมี Tempo 120 BPM หมายความว่า Beat อ้างอิงเกิดขึ้นในอัตรา 120 ครั้งต่อนาที
ในโน้ตดนตรีอาจพบคำกำกับ Tempo เช่น Andante, Moderato หรือ Allegro ซึ่งใช้บอกลักษณะความเร็วโดยรวมของเพลง ส่วนการระบุเป็น BPM ช่วยให้ทราบอัตราของ Beat ได้อย่างชัดเจนในรูปแบบตัวเลข
ดังนั้น BPM กับ Tempo จึงไม่ใช่คนละเรื่องกัน แต่ BPM เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ระบุ Tempo ให้ชัดเจนและนำไปเปรียบเทียบกันได้ง่ายขึ้น
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ออกคือ Tempo ไม่ได้อธิบายทุกอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าเพลง “เร็ว” หรือ “ช้า” เพราะแม้ Tempo จะคงเดิม เครื่องดนตรีก็ยังสามารถเล่นถี่ขึ้น เล่นห่างขึ้น หรือเปลี่ยนรูปแบบจังหวะได้
Beat, Pulse และ Rhythm ต่างกันตรงไหน
Beat หรือ Pulse คือจังหวะอ้างอิงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและช่วยให้เรารับรู้ว่าเพลงกำลังดำเนินไปอย่างไร ส่วน Rhythm คือรูปแบบของเสียงและความเงียบที่จัดวางให้สัมพันธ์กับจังหวะอ้างอิงนั้น
แนวคิดเรื่อง Pulse และ Rhythm ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษาจังหวะ โดย Berklee Online ใช้การรับรู้ Pulse และ Subdivision เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาความเข้าใจเรื่องเวลาและจังหวะทางดนตรี
พูดให้ง่ายที่สุดคือ
Beat บอกว่า “จังหวะอ้างอิงอยู่ตรงไหน”
ส่วน Rhythm บอกว่า “เสียงและความเงียบเกิดขึ้นตรงไหนเมื่อเทียบกับจังหวะอ้างอิง”
Rhythm จึงเกี่ยวข้องกับว่าเสียงจะเกิดขึ้นเมื่อไร เกิดถี่เพียงใด มีความยาวมากน้อยแค่ไหน เว้นช่วงตรงไหน และอยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับ Beat
เพลงสองเพลงจึงสามารถอยู่ที่ 120 BPM เท่ากัน แต่เพลงหนึ่งอาจมีกีต้าร์เล่นเสียงยาวและเว้นช่องไฟมาก ขณะที่อีกเพลงมีกีต้าร์เล่นจังหวะต่อเนื่อง พร้อมกับเบสและกลองที่เล่นถี่กว่า แม้ Beat อ้างอิงจะดำเนินด้วยอัตราเท่าเดิม แต่ความรู้สึกขณะฟังอาจแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ภาษาไทยอาจทำให้เรื่องนี้สับสนได้ง่าย เพราะคำว่า “จังหวะ” ถูกใช้ในความหมายที่แตกต่างกันตามบริบท
ตัวอย่างเช่น เมื่อพูดว่า “เพลงนี้จังหวะเร็ว” ผู้พูดอาจหมายถึงเพลงมี Tempo สูง แต่ถ้าพูดว่า “จังหวะกีต้าร์ถี่มาก” อาจหมายถึงรูปแบบการเล่นของกีต้าร์ที่มีเสียงเกิดขึ้นถี่ ไม่ได้หมายความว่า BPM ของเพลงสูงขึ้น
ดังนั้น เมื่อพบคำว่า “จังหวะ” ควรพิจารณาจากบริบทว่ากำลังหมายถึง Beat, Tempo หรือ Rhythm เพราะทั้งสามคำมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน
BPM คืออะไร ทำไมเพลง BPM เท่ากันถึงรู้สึกเร็วไม่เท่ากัน
เมื่อเข้าใจหลักของ BPM จะเห็นว่าตัวเลขนี้บอกอัตราของ Beat ได้ แต่ระหว่าง Beat แต่ละครั้งยังมีรายละเอียดทางดนตรีอีกหลายอย่าง ด้วยเหตุนี้ Perceived Speed หรือความเร็วที่ผู้ฟังรับรู้จึงอาจแตกต่างกัน แม้เพลงสองเพลงจะมี BPM เท่ากันก็ตาม
จำนวนโน้ตในเวลาเท่ากันต่างกัน
ลองนึกถึงเพลงสองแบบที่มี Tempo 120 BPM เท่ากัน
แบบแรก กีต้าร์เล่นคอร์ดหรือเสียงยาว เบสเปลี่ยนโน้ตไม่บ่อย และกลองเล่นโดยเว้นพื้นที่ระหว่างเสียงค่อนข้างมาก
อีกแบบหนึ่ง กีต้าร์เล่นจังหวะต่อเนื่อง เบสเปลี่ยนโน้ตบ่อยขึ้น และ Hi-Hat หรือเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ด้านจังหวะเล่นถี่กว่าแบบแรก
Beat ของทั้งสองแบบยังคงอยู่ที่ 120 BPM เท่ากัน แต่แบบหลังมีเสียงเกิดขึ้นมากกว่าในช่วงเวลาเดียวกัน
แนวคิดนี้เรียกว่า Note Density หรือความหนาแน่นของโน้ต หมายถึงจำนวนโน้ตหรือเหตุการณ์ทางเสียงที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อมีเสียงเกิดขึ้นถี่กว่าเดิม เพลงก็อาจให้ความรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าเพลงที่มีโน้ตมากกว่าจะต้องฟังเร็วกว่าเสมอ เพราะน้ำหนักของเสียง ช่องไฟ วิธีเรียบเรียงเพลง และรูปแบบจังหวะยังมีผลต่อความรู้สึกโดยรวมด้วย
Subdivision ทำให้กิจกรรมภายใน Beat ต่างกัน
Beat หนึ่ง Beat สามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยเพื่อใช้วางเสียงได้หลายแบบ แนวคิดนี้เรียกว่า Subdivision หรือการแบ่ง Beat ออกเป็นจังหวะย่อย
เมื่อ Tempo เท่าเดิม แต่เครื่องดนตรีแบ่ง Beat ละเอียดขึ้น ก็จะมีตำแหน่งสำหรับวางเสียงภายในช่วงเวลาเดียวกันมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือ Tempo ยังคงเท่าเดิม ไม่ได้เร็วขึ้นตามจำนวนเสียงที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น เมื่อเสียงเกิดขึ้นถี่กว่าเดิมภายใน Beat เราไม่ควรบอกว่า BPM สูงขึ้น แต่ควรเข้าใจว่ากิจกรรมทางจังหวะภายในแต่ละ Beat มีมากขึ้น
หากต้องการฝึก 8th Note, 16th Note หรือ Triplet อย่างเป็นระบบ สามารถอ่านต่อเรื่อง การฝึก Subdivision ให้จังหวะล็อกกัน เพื่อศึกษาเรื่องการแบ่งจังหวะและฝึกให้เครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นร่วมกันได้ตรงจังหวะมากขึ้น
Space และความยาวของเสียงเปลี่ยนความรู้สึก
จำนวนเสียงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อความรู้สึกเร็ว–ช้า ช่องว่างระหว่างเสียงก็สำคัญเช่นกัน
ลองเปรียบเทียบเพลงที่ใช้โน้ตยาวและมี Space หรือช่องไฟมาก กับเพลงที่ใช้โน้ตสั้นและมีเสียงเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้ทั้งสองเพลงจะอยู่ที่ 120 BPM เท่ากัน ความรู้สึกโดยรวมก็อาจแตกต่างกันมาก
เพลงที่มีช่องไฟมากอาจให้ความรู้สึกเปิด กว้าง หรือผ่อนคลายกว่า ส่วนเพลงที่มีเสียงเกิดขึ้นต่อเนื่องอาจให้ความรู้สึกว่าดนตรีเคลื่อนไหวมากกว่า หรือมีแรงส่งมากกว่า
คำว่า “อาจ” มีความสำคัญในที่นี้ เพราะการมีช่องไฟมากไม่ได้ทำให้เพลงฟังช้าเสมอไป และการเล่นโน้ตถี่ก็ไม่ได้ทำให้เพลงฟังเร็วเสมอไป คาแรคเตอร์ของเพลงเกิดจากหลายองค์ประกอบที่ทำงานร่วมกัน
Drum Pattern และการจัด Accent มีผลต่อ Time Feel
Drum Pattern หรือรูปแบบการเล่นกลองมีผลอย่างมากต่อความรู้สึกว่าดนตรีกำลังเคลื่อนไปในลักษณะใด เพราะตำแหน่งของ Kick, Snare, Hi-Hat และ Accent หรือจุดเน้นของเสียง ช่วยกำหนดว่าผู้ฟังจะรับรู้ส่วนใดของจังหวะได้เด่นเป็นพิเศษ
แม้ BPM จะไม่เปลี่ยน การเปลี่ยนตำแหน่งของเสียงที่เน้น หรือเพิ่มความถี่ของการเล่นใน Rhythm Section หรือกลุ่มเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ด้านจังหวะ ก็สามารถทำให้เพลงรู้สึกนิ่งขึ้น กว้างขึ้น พุ่งขึ้น หรือกระฉับกระเฉงขึ้นได้
มือเบสและมือกีต้าร์ก็มีผลในลักษณะเดียวกัน หากเครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นถี่ขึ้นพร้อมกัน ผู้ฟังจะรับรู้การเคลื่อนไหวทางจังหวะมากขึ้น แม้ Click หรือ Pulse อ้างอิงจะยังคงดำเนินด้วยอัตราเดิม
นี่เป็นอีกเหตุผลที่ตัวเลข BPM เพียงค่าเดียวไม่สามารถบอกลักษณะการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเพลงได้
Half-Time และ Double-Time ทำให้เรารับรู้ความเร็วต่างกันได้
บางเพลงสามารถรักษา Tempo อ้างอิงเดิมไว้ แต่เปลี่ยนตำแหน่งของ Accent หรือ Backbeat จนผู้ฟังรู้สึกว่าจังหวะกว้างและผ่อนลง หรือในทางกลับกัน รู้สึกว่าดนตรีพุ่งและเคลื่อนไหวถี่ขึ้น
ลักษณะนี้พบได้ใน Half-Time Feel และ Double-Time Feel ซึ่งเป็นการเปลี่ยนความรู้สึกของจังหวะโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเลข BPM
ประเด็นสำคัญของบทนี้ไม่ใช่การจดจำรูปแบบกลอง แต่คือการเข้าใจว่า Tempo ที่ใช้อ้างอิงกับความเร็วที่ผู้ฟังรับรู้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน ตัวเลข BPM สามารถคงเดิมได้ ขณะที่ความรู้สึกของเพลงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ลองฟัง 120 BPM สองแบบแล้วเปรียบเทียบ
ลองนึกภาพเพลงสองแบบที่เรียบเรียงเครื่องดนตรีต่างกัน แต่กำหนด Tempo ไว้ที่ 120 BPM เท่ากัน
ตัวอย่าง A: การเคลื่อนไหวน้อย
- Kick และ Snare เล่นเรียบง่าย
- เบสใช้เสียงค่อนข้างยาว
- กีต้าร์เล่นเป็นช่วง ๆ
- มี Space หรือช่องไฟระหว่างเสียงค่อนข้างมาก
ตัวอย่าง B: การเคลื่อนไหวมาก
- Hi-Hat หรือเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ด้านจังหวะเล่นถี่ขึ้น
- เบสเปลี่ยนโน้ตและเคลื่อนไหวมากขึ้น
- กีต้าร์มีรูปแบบการเล่นต่อเนื่อง
- มีเสียงเกิดขึ้นเกือบตลอดเวลา
จากนั้นลองถามตัวเองว่า แบบไหนให้ความรู้สึกว่าดนตรีมีการเคลื่อนไหวมากกว่า
Beat เปลี่ยนหรือไม่? ไม่เปลี่ยน
BPM เปลี่ยนหรือไม่? ยังเป็น 120 BPM
สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ คือจำนวนและความถี่ของเสียงภายในแต่ละ Beat ความหนาแน่นของโน้ต ความยาวของเสียง และช่องไฟที่เว้นไว้
นี่คือความแตกต่างระหว่างอัตราของ Beat ที่ BPM บอก กับ Perceived Speed หรือความเร็วที่ผู้ฟังรับรู้จากภาพรวมของเพลง
ทดลองด้วย Click เดิม แล้วเปลี่ยนเฉพาะสิ่งที่เกิดระหว่าง Beat
หากต้องการสัมผัสความแตกต่างด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเล่นเครื่องดนตรีเป็นก็สามารถทดลองได้
ตั้งเมโทรนอมหรือ Click ไว้ที่ 100 BPM แล้วฟังจังหวะสักครู่
รอบแรก ให้ปรบมือหรือเคาะโต๊ะตาม Beat อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เพิ่มเสียงระหว่าง Beat มากนัก
รอบต่อมา ให้ Click อยู่ที่ 100 BPM เท่าเดิม แต่เพิ่มการปรบมือหรือการเคาะระหว่าง Beat ให้ถี่ขึ้น
จากนั้นลองสังเกตสามอย่าง
- Click เร็วขึ้นหรือไม่
- ตัวเลข BPM เปลี่ยนหรือไม่
- ทำไมรอบหลังจึงรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวมากกว่า
คำตอบคือ Pulse อ้างอิงยังคงดำเนินด้วยอัตราเดิม แต่จำนวนและตำแหน่งของเสียงที่เกิดขึ้นระหว่าง Pulse เปลี่ยนไป
เมโทรนอมในตัวอย่างนี้มีหน้าที่ช่วยให้เราได้ยิน Beat อ้างอิงอย่างสม่ำเสมอ หากต้องการนำ Click ไปใช้พัฒนา Timing หรือใช้ในการฝึกซ้อมจริง สามารถอ่านต่อเรื่อง เมโทรนอมสำหรับซ้อมดนตรี เพื่อเลือกวิธีใช้งานให้เหมาะกับเป้าหมายการฝึกมากขึ้น
BPM คืออะไร บอกอะไรได้ และอะไรที่ต้องฟังเพิ่มจากตัวเลข
เมื่อเข้าใจหน้าที่ของ BPM จะเห็นว่าตัวเลขนี้มีประโยชน์ในการบอกอัตราของ Beat อย่างชัดเจน ทำให้เราสื่อสารเรื่อง Tempo ได้ง่าย เช่น บอกว่าเพลงอยู่ที่ 80, 100 หรือ 120 BPM
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะสรุปว่าเพลงหนึ่ง “รู้สึกเร็ว” หรือ “รู้สึกช้า” เพียงเพราะเห็นตัวเลข BPM ควรฟังต่อว่าในแต่ละ Beat มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ควรสังเกตว่าเสียงเกิดขึ้นถี่เพียงใด มีช่องไฟมากหรือน้อย เครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นพร้อมกันมากแค่ไหน จุดเน้นของจังหวะอยู่ตรงไหน และรูปแบบจังหวะโดยรวมทำให้เพลงให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวมากน้อยเพียงใด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความเร็วที่ผู้ฟังรับรู้
ดังนั้น หากเปรียบเทียบ 120 BPM กับ 60 BPM โดยใช้ Beat อ้างอิงแบบเดียวกัน อัตราของ Beat ต่างกันสองเท่าจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังจะรู้สึกว่าเพลงแรกเร็วกว่าอีกเพลง “สองเท่า” ในทุกกรณี
สิ่งที่ BPM บอกคืออัตราของ Beat ส่วนความรู้สึกเร็ว–ช้าของเพลงเกิดจาก BPM ทำงานร่วมกับรูปแบบจังหวะ ความหนาแน่นของโน้ต การแบ่ง Beat การเน้นเสียง ช่องไฟ และลักษณะการเคลื่อนไหวของเครื่องดนตรีทั้งหมดในเพลง





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น