เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย โซโล่กีต้าร์ให้เข้าคอร์ดอย่างไร

มือกีต้าร์สวมหูฟังฝึก เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย ขณะโซโล่กับ Backing Track ในห้องอัดเสียงที่บ้าน

     เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย เป็นแนวคิดที่ช่วยแก้ปัญหาของมือกีต้าร์ที่รู้คีย์เพลงและจำ Pattern สเกลบนคอกีต้าร์ได้แล้ว แต่เสียงโซโล่ยังลอยหรือไม่เปลี่ยนไปตามคอร์ด เพราะคีย์เพลงบอกเพียงภาพรวมของโน้ตที่นำมาใช้ได้ ส่วนคอร์ดที่กำลังดังอยู่จะบอกว่า Phrase ควรเน้นโน้ตใด เมื่อเริ่มจาก Chord Quality หรือคุณภาพของคอร์ด Chord Tone หรือโน้ตประจำคอร์ด และ Target Note หรือโน้ตเป้าหมาย ก่อนเติมสีสันจาก Mode การโซโล่จะเชื่อมโยงกับ Harmony ได้ชัดเจนขึ้น และไม่ฟังเหมือนกำลังไล่สเกลชุดเดิมตลอดทั้งเพลง


     ถ้ายังไม่มั่นใจว่า Mode แตกต่างจากสเกลทั่วไปอย่างไร ควรทบทวนเรื่อง โหมดและสเกลคืออะไร ก่อน แล้วจึงกลับมาฝึกเลือกโน้ตให้สัมพันธ์กับคอร์ดในบทนี้


เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย เพื่อให้โซโล่เข้าคอร์ด

     ก่อนเริ่มโซโล่ มือกีต้าร์จำนวนมากมักถามว่าเพลงอยู่ในคีย์อะไร แล้วเลือกรูปแบบสเกลที่สัมพันธ์กับคีย์นั้นทันที วิธีนี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้าง Phrase ที่สะท้อนเสียงและหน้าที่ของคอร์ดแต่ละตัว


     หลักคิดสำคัญแบ่งออกได้เป็นสามส่วน

  • คีย์เพลง คือภาพรวมของชุดโน้ตและทิศทางของ Harmony
  • คอร์ดเป้าหมาย คือคอร์ดที่ Phrase ต้องสัมพันธ์ด้วยในช่วงเวลานั้น
  • Mode คือชุดโน้ตที่รองรับ Chord Tone และช่วยสร้างคาแรคเตอร์ให้คอร์ด


     ตัวอย่างเช่น เพลงอยู่ในคีย์ C Major ไม่ได้หมายความว่ามือกีต้าร์ควรใช้ Pattern ของ C Major โดยเน้นโน้ตแบบเดิมบนทุกคอร์ด แม้โน้ตที่เล่นจะไม่ผิดคีย์ แต่ถ้า Phrase ไม่เปลี่ยน Target Note ตาม Dm7, G7 และ Cmaj7 ผู้ฟังอาจได้ยินเพียงเสียงของสเกล โดยไม่ได้ยินหน้าที่ของคอร์ดแต่ละตัวอย่างชัดเจน


ทางเดินคอร์ดแบบ Diatonic อาจใช้โน้ตชุดเดียวกัน

     การเลือก Mode ตามคอร์ดไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนโน้ตทั้งชุดทุกครั้งที่คอร์ดเปลี่ยน


     ในทางเดินคอร์ด Dm7–G7–Cmaj7 โน้ตของ D Dorian, G Mixolydian และ C Ionian มาจากชุดโน้ตเดียวกัน ได้แก่ C–D–E–F–G–A–B


     สิ่งที่เปลี่ยนคือศูนย์กลางของเสียง จุดพัก โน้ตที่วางบนจังหวะสำคัญ และทิศทางที่ Phrase กำลังเคลื่อนไปหา


     มือกีต้าร์จึงสามารถเล่นอยู่ในตำแหน่งเดิมบนคอกีต้าร์ได้ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีฟังและเปลี่ยนโน้ตเป้าหมายให้สัมพันธ์กับคอร์ดที่กำลังดังอยู่ ไม่ควรมอง Pattern สเกลเป็นเพียงรูปทรงเดียวแล้วเล่นเหมือนกันทุกห้องเพลง


แนวทางตัดสินใจ: เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย ให้สัมพันธ์กับ Harmony

ขั้นที่ 1 เช็ค Chord Quality ก่อน

     อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ควรใช้ Mode อะไร” แต่ให้เริ่มจากการอ่าน Chord Symbol และเช็ค Chord Quality หรือคุณภาพของคอร์ดก่อน เพราะคุณภาพของคอร์ดเป็นตัวกำหนดว่า Mode ที่เลือกต้องมีโน้ตหลักใดอยู่ในชุดเสียง

มือกีต้าร์ชี้แผนผังคอร์ดในสมุด พร้อมใช้คีย์บอร์ดตรวจโครงสร้างเสียงก่อนสร้าง Phrase

     โครงสร้างของคอร์ดที่พบบ่อยมีดังนี้

  • Maj7 ประกอบด้วย Root, Major 3rd, Perfect 5th และ Major 7th
  • m7 ประกอบด้วย Root, Minor 3rd, Perfect 5th และ Minor 7th
  • Dominant 7 ประกอบด้วย Root, Major 3rd, Perfect 5th และ Minor 7th
  • m7b5 ประกอบด้วย Root, Minor 3rd, Diminished 5th และ Minor 7th
  • 7#11 มีโครงสร้างพื้นฐานแบบ Dominant 7 และเพิ่ม #11 เป็นโน้ตสีสันสำคัญ


     ในขั้นนี้ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจว่าจะใช้ Mode ใด เพียงต้องรู้ก่อนว่าโน้ตใดเป็นโครงสร้างหลักของคอร์ด หาก Mode ที่กำลังพิจารณาไม่มี Chord Tone สำคัญตาม Chord Symbol นั้น ก็ไม่ควรใช้เป็นตัวเลือกหลัก


ขั้นที่ 2 หา Chord Tone ในตำแหน่งที่จะโซโล่

     เมื่อรู้ Chord Quality แล้ว ให้หา Chord Tone หรือโน้ตประจำคอร์ดบนคอกีต้าร์ในบริเวณที่ต้องการสร้าง Phrase


     ไม่จำเป็นต้องหาโน้ตให้ครบทุกตำแหน่งตั้งแต่ครั้งแรก ควรเริ่มจากสาย 1-3 ภายในพื้นที่ประมาณ 4-5 เฟรตก่อน เพื่อให้มองเห็นโน้ตเป้าหมายได้ง่ายและไม่ต้องขยับมือมากเกินไป


     สำหรับคอร์ด 7th ควรให้ความสำคัญกับ 3rd และ 7th เพราะโน้ตสองตัวนี้ช่วยบอกคุณภาพและหน้าที่ของคอร์ดได้ชัดกว่า Root หรือ 5th


     ตัวอย่าง Chord Tone และโน้ตสำคัญของแต่ละคอร์ดมีดังนี้

  • Dm7 มีโน้ต D–F–A–C โดย F คือ Minor 3rd และ C คือ Minor 7th
  • G7 มีโน้ต G–B–D–F โดย B คือ Major 3rd และ F คือ Minor 7th
  • Cmaj7 มีโน้ต C–E–G–B โดย E คือ Major 3rd และ B คือ Major 7th

มือกีต้าร์ใช้ เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย โดยกดโน้ตใกล้กันบนคอกีต้าร์และฟัง Backing Track

     เมื่อมองเห็น 3rd และ 7th อยู่ภายใน Pattern ของ Mode มือกีต้าร์จะรู้ว่า Phrase ควรเคลื่อนไปหาโน้ตใด และช่วยลดการเลือกโน้ตตามความเคยชินของนิ้ว


     ผู้ที่ยังแยกหน้าที่ของ Root, 3rd, 5th และ 7th ไม่คล่อง ควรทบทวนเรื่องโน้ตในคอร์ดก่อน เพราะการจำ Pattern ของ Mode โดยไม่รู้ว่า Chord Tone อยู่ตรงไหน มักทำให้เสียงโซโล่คล้ายการซ้อมสเกลมากกว่าการสร้างทำนองเหนือคอร์ด


ขั้นที่ 3 เลือก Mode จากคาแรคเตอร์เสียงที่ต้องการ

     หลังจากหา Chord Tone ได้แล้ว จึงค่อยพิจารณาว่าต้องการให้คอร์ดมีคาแรคเตอร์แบบใด


     Mode ที่เหมาะสมต้องรองรับโครงสร้างของคอร์ดก่อน จากนั้นจึงใช้โน้ตสีสันเพื่อเพิ่มอารมณ์และเอกลักษณ์ให้ Phrase


     สำหรับคอร์ด m7 หากต้องการเสียง Minor ที่เปิดและสว่างขึ้น สามารถพิจารณา Dorian ซึ่งมี Major 6th แต่ถ้าต้องการเสียงที่หม่นและนิ่งกว่า สามารถใช้ Aeolian ซึ่งมี Minor 6th


     ทั้งสอง Mode มี Root, b3, 5 และ b7 เหมือนกัน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่โน้ตตัวที่ 6 ซึ่งทำให้คาแรคเตอร์ของ Phrase เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


     สำหรับคอร์ด Dominant 7 ที่ทำหน้าที่ตามปกติ สามารถเริ่มจาก Mixolydian เพราะมี Major 3rd และ Minor 7th ตรงกับโครงสร้างของคอร์ด


     สำหรับคอร์ด Maj7 สามารถเลือก Ionian เมื่อต้องการเสียง Major ที่กลมกลืนกับคีย์ หรือเลือก Lydian เมื่อต้องการเสียงที่สว่าง ลอย และมีความโมเดิร์นขึ้นจากโน้ต #4


     สำหรับคอร์ด m7b5 ตัวเลือกพื้นฐานคือ Locrian เพราะมี b3, b5 และ b7 ตรงกับ Chord Quality แต่ควรระวังการค้างอยู่ที่ b2 นานเกินไป หากโน้ตนั้นไม่สอดคล้องกับทิศทางของ Phrase


     สำหรับคอร์ด Dominant 7#11 สามารถพิจารณา Lydian Dominant ซึ่งมี Major 3rd, Minor 7th และ #11 ตรงกับโครงสร้างของคอร์ด


     หลักสำคัญจึงไม่ใช่การจับคู่ชื่อคอร์ดกับชื่อ Mode แบบตายตัว แต่ต้องเช็คโครงสร้างของคอร์ดก่อน แล้วจึงเลือกโน้ตสีสันให้สอดคล้องกับอารมณ์ที่ต้องการสร้าง


ฟัง Voicing และ Arrangement ก่อนใช้โน้ตสีสัน

     ชื่อคอร์ดเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าในวงกำลังมีโน้ตใดดังอยู่บ้าง มือกีต้าร์ต้องฟัง Voicing หรือการจัดวางเสียงในคอร์ด ช่วงเสียงของเครื่องดนตรี และโน้ตที่เครื่องดนตรีอื่นกำลังเน้นด้วย


     ตัวอย่างเช่น คอร์ด Cmaj7 ที่ประกอบด้วย C–E–G–B อาจเปิดพื้นที่ให้เติม F# เพื่อสร้างสีแบบ C Lydian ได้


     แต่ถ้าคีย์บอร์ดหรือเครื่องดนตรีอื่นกำลังเล่น F ธรรมชาติอย่างเด่นชัด การเน้น F# อาจทำให้เกิดเสียงชนกันครึ่งเสียง และทำให้เสียงรวมของคอร์ดไม่กลมกลืน


     ดังนั้น ไม่ควรเลือกโน้ตสีสันจากสูตรเพียงอย่างเดียว ต้องเช็คด้วยว่าการเรียบเรียงเพลงเปิดพื้นที่ให้โน้ตนั้นทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่


ขั้นที่ 4 วาง Chord Tone บนจังหวะสำคัญ

     เมื่อเลือก Mode ได้แล้ว อย่ารีบไล่โน้ตตั้งแต่ Root ไปถึง Octave แต่ให้กำหนดก่อนว่า Phrase จะเคลื่อนไปจบที่โน้ตใด


     จังหวะสำคัญอาจเป็นจังหวะแรกของห้อง ช่วงที่คอร์ดเปลี่ยน โน้ตยาว หรือจุดจบของ Phrase


     การวาง 3rd หรือ 7th ลงบนตำแหน่งเหล่านี้มักช่วยให้ผู้ฟังได้ยิน Chord Quality ชัดขึ้น


     โน้ตอื่นใน Mode สามารถทำหน้าที่เป็นโน้ตผ่าน โน้ตข้างเคียง หรือ Tension ซึ่งเป็นโน้ตที่สร้างแรงตึงก่อนเคลื่อนไปหา Chord Tone


     แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับเรื่อง Mode กับ Chord Tone โดยตรง เพราะ Mode เปรียบเสมือนแผนที่ของโน้ตที่เลือกใช้ได้ ส่วน Chord Tone และ Target Note เป็นตัวกำหนดว่า Phrase กำลังมุ่งไปทางใด


     การศึกษา Mode กับ Chord Tone ควบคู่กันจะช่วยให้แยกได้ว่าโน้ตใดควรเป็นจุดพัก โน้ตใดใช้เพิ่มสีสัน และโน้ตใดควรทำหน้าที่เป็นทางผ่านใน Phrase


ตัวอย่าง ii–V–I: เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย บน Dm7–G7–Cmaj7

     ทางเดินคอร์ด Dm7–G7–Cmaj7 เป็น ii–V–I ในคีย์ C Major


     แม้ Mode ทั้งสามแบบในตัวอย่างนี้จะใช้โน้ตชุดเดียวกัน แต่ Chord Tone จุดพัก และโน้ตที่ควรเน้นบนแต่ละคอร์ดจะแตกต่างกัน


Dm7 ใช้ D Dorian เพื่อให้เสียง Minor เปิดขึ้น

     Chord Tone ของ Dm7 คือ D–F–A–C โดยโน้ต F และ C เป็น b3 กับ b7 จึงช่วยแสดงเสียงของคอร์ด Minor 7 ได้อย่างชัดเจน


     หากต้องการคาแรคเตอร์ Minor ที่เปิดและสว่างขึ้น สามารถมองโน้ตชุดนี้เป็น D Dorian ซึ่งประกอบด้วย D–E–F–G–A–B–C


     โน้ต B คือ Major 6th และเป็นสีสำคัญของ Dorian แต่ไม่จำเป็นต้องเน้นโน้ตนี้ในทุก Phrase


     ลองใช้ B เป็นโน้ตผ่านไปหา C หรือเคลื่อนกลับไป A วิธีนี้จะช่วยให้ได้สีของ Dorian โดยยังคงเสียงของ Dm7 ไว้อย่างชัดเจน


G7 ใช้ G Mixolydian เพื่อสร้างแรงดึงของ Dominant

     Chord Tone ของ G7 คือ G–B–D–F โดยโน้ต B และ F เป็น 3rd กับ b7 ซึ่งรวมกันเป็นช่วง Tritone และช่วยแสดงหน้าที่ของคอร์ด Dominant ได้อย่างชัดเจน


     G Mixolydian ประกอบด้วย G–A–B–C–D–E–F แม้จะเป็นโน้ตชุดเดียวกับ C Major แต่การเน้น B และ F จะทำให้ Phrase แสดงเสียงของ G7 ได้ชัดขึ้น


     ผลจะยิ่งชัดเมื่อ B เคลื่อนขึ้นครึ่งเสียงไป C หรือ F เคลื่อนลงครึ่งเสียงไป E ในช่วงที่คอร์ดเปลี่ยนเข้าสู่ Cmaj7


     ดังนั้น คาแรคเตอร์ของ Mixolydian ไม่ได้เกิดจากการเริ่ม Pattern สเกลที่โน้ต G เท่านั้น แต่เกิดจากการเน้น 3rd กับ b7 และทำให้ผู้ฟังได้ยินการคลี่คลายของคอร์ด Dominant อย่างชัดเจน


Cmaj7 ใช้ C Ionian หรือ C Lydian ตามสีที่ต้องการ

     Chord Tone ของ Cmaj7 คือ C–E–G–B


     หากต้องการให้ทางเดินคอร์ดคลี่คลายตามคีย์ C Major อย่างตรงไปตรงมา สามารถใช้ C Ionian และเน้น E กับ B ซึ่งเป็น Major 3rd และ Major 7th


     หากคอร์ด Cmaj7 ถูกยืดไว้นาน และใน Arrangement ไม่มี F ธรรมชาติเด่น สามารถเติม F# เพื่อสร้างสีแบบ C Lydian ได้ เสียงจะสว่างและลอยกว่า Ionian


     อย่างไรก็ตาม F# เป็นโน้ตนอกคีย์ C Major ในตัวอย่างนี้ จึงต้องใช้ด้วยความตั้งใจและฟังบริบทของวงก่อน


     ไม่ควรเลือก Lydian เพียงเพราะต้องการใส่ #4 ให้คอร์ด Maj7 ทุกตัว เพราะความเหมาะสมของโน้ตยังขึ้นอยู่กับ Voicing และทิศทางของเพลงด้วย


ตัวอย่าง Phrase โซโล่กีต้าร์ที่เปลี่ยนสีตามคอร์ด

     ลองสร้าง Phrase สั้น ๆ จำนวน 4 โน้ตต่อคอร์ดดังนี้

  • บน Dm7 ใช้ F–G–A–C
  • บน G7 ใช้ B–A–G–F
  • บน Cmaj7 ใช้ E–G–B–D


     Phrase บน Dm7 เริ่มที่ F ซึ่งเป็น b3 และจบที่ C ซึ่งเป็น b7 จึงทำให้เสียงของคอร์ด Minor 7 ชัดเจน


     Phrase บน G7 เริ่มที่ B ซึ่งเป็น 3rd และจบที่ F ซึ่งเป็น b7 ทำให้ผู้ฟังได้ยินคาแรคเตอร์ของคอร์ด Dominant แม้ไม่ได้เล่น Root


     Phrase บน Cmaj7 เริ่มที่ E ผ่าน B แล้วจบที่ D ซึ่งทำหน้าที่เป็น 9th เสียงจึงคลี่คลายเข้าสู่คอร์ด Major แต่ยังคงความรู้สึกเปิดไว้เล็กน้อย


     ตัวอย่างนี้ไม่ได้อาศัยการเปลี่ยน Pattern สเกลขนาดใหญ่ในทุกห้อง แต่ใช้การเปลี่ยนจุดเริ่ม จุดพัก และ Target Note ให้สัมพันธ์กับคอร์ดที่กำลังดังอยู่


เชื่อม Phrase ให้ลื่นด้วย Voice Leading

     การเลือกโน้ตที่อยู่ใกล้กันระหว่างคอร์ดช่วยให้ Phrase เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล และทำให้แรงดึงของ Harmony ชัดเจนขึ้น


     ตัวอย่าง Voice Leading หรือการนำเสียงระหว่าง Dm7–G7–Cmaj7 มีดังนี้

  • F ของ Dm7 สามารถค้างเป็น F บน G7 ได้ เพราะเป็น Common Tone หรือโน้ตร่วม
  • C ของ Dm7 สามารถเคลื่อนลงครึ่งเสียงไป B ของ G7
  • B ของ G7 สามารถเคลื่อนขึ้นครึ่งเสียงไป C ของ Cmaj7
  • F ของ G7 สามารถเคลื่อนลงครึ่งเสียงไป E ของ Cmaj7

มือกีต้าร์และมือคีย์บอร์ดซ้อม Voice Leading เพื่อเชื่อมโน้ตใกล้กันในทางเดินคอร์ด

     ถ้าต้องการฝึกใช้ 3rd และ 7th ให้ต่อเนื่องข้ามคอร์ด ควรศึกษา Guide Tone Line เพิ่มเติม เพราะแนวคิดนี้ช่วยให้แนวโซโล่เดินตาม Harmony ได้ชัดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเล่นโน้ตจำนวนมาก


     การเคลื่อนเพียงครึ่งเสียงเหล่านี้มักทำให้ผู้ฟังรับรู้การเปลี่ยนคอร์ดได้ชัดกว่าการวิ่งสเกลเร็ว ๆ โดยไม่มีโน้ตเป้าหมาย


     สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาหลักการนี้จากแหล่งความรู้ภายนอก บทความ Voice Leading for Guitar ของ Berklee Online อธิบายการเคลื่อนของ Chord Tone และ Tension ระหว่างคอร์ด พร้อมตัวอย่างบนคอกีต้าร์อย่างเป็นระบบ


ทำไมการเลือกจากคีย์เพลงอย่างเดียวจึงอาจไม่เข้าคอร์ด

     การรู้คีย์เพลงยังมีความสำคัญ เพราะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของ Harmony และตัดตัวเลือกที่ไม่เกี่ยวข้องออกได้


     ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมือกีต้าร์สนใจเพียงว่าต้องเล่นโน้ตในคีย์ให้ถูก โดยไม่ได้ฟังว่าคอร์ดในขณะนั้นควรเน้นเสียงใด


     ปัญหาแรกคือ Phrase อาจประกอบด้วยโน้ตที่อยู่ในคีย์ทั้งหมด แต่ไม่มีโน้ตใดช่วยบอกว่ากำลังเล่นอยู่เหนือคอร์ดอะไร เสียงโซโล่จึงลอยอยู่เหนือ Backing Track


     ปัญหาที่สองคือผู้เล่นอาจจบ Phrase ที่โน้ตเดิมทุกครั้ง ทำให้ศูนย์กลางของเสียงไม่เปลี่ยนตามคอร์ด แม้ทางเดินคอร์ดจะมีแรงดึงและการคลี่คลายอย่างชัดเจน


     ปัญหาที่สามคือรูปทรงบนคอกีต้าร์อาจทำให้นิ้วเลือกโน้ตตามความเคยชิน ผู้เล่นจึงไม่รู้ว่าโน้ตที่กำลังพักเป็น Chord Tone, Tension หรือโน้ตที่ควรเคลื่อนไปหาเสียงอื่น


     การพิจารณาคอร์ดที่กำลังดังอยู่ช่วยเปลี่ยนวิธีคิดจากการเล่นตามรูปทรง มาเป็นการเล่นตามหน้าที่ของเสียง


     มือกีต้าร์ยังใช้ Pattern สเกลเดิมเป็นแผนที่ได้ แต่ต้องรู้ว่ากำลังเคลื่อนไปหาโน้ตใด และโน้ตนั้นทำหน้าที่อะไรในคอร์ด


แบบฝึกบนกีต้าร์: เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย และฟังผลลัพธ์ให้ชัดเจน

ฝึกทีละคอร์ดและจำกัดจำนวนโน้ต

     เลือกคอร์ด m7, Dominant 7 หรือ Maj7 เพียงหนึ่งคอร์ด แล้วอัดเสียงคอร์ดค้างไว้ หรือเปิด Backing Track สำหรับฝึกที่มีการเรียบเรียงไม่ซับซ้อน


     หา Chord Tone บนสาย 1-3 จากนั้นสร้าง Phrase ความยาว 3-5 โน้ต โดยจบที่ 3rd หรือ 7th ของคอร์ด


     อย่าเพิ่งเร่งความเร็ว ให้ฟังก่อนว่าโน้ตปลาย Phrase ช่วยแสดง Chord Quality ได้หรือไม่


     ลองเปลี่ยนโน้ตปลาย Phrase จาก 3rd ไปเป็น Root แล้วฟังเปรียบเทียบ หาก 3rd ทำให้คาแรคเตอร์ของคอร์ดชัดกว่า แสดงว่าหูเริ่มรับรู้หน้าที่ของโน้ตแล้ว


เปรียบเทียบ Mode สองแบบบนคอร์ดเดียวกัน

     ใช้คอร์ด Am7 แล้วสร้าง Phrase สองแบบ โดย Phrase แรกใช้ F ธรรมชาติแบบ A Aeolian ส่วน Phrase ที่สองใช้ F# แบบ A Dorian


     Chord Tone หลักยังคงเป็น A–C–E–G เหมือนกัน แต่โน้ตตัวที่ 6 จะทำให้อารมณ์ของ Phrase เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


     ลองจบ Phrase ทั้งสองแบบที่ C หรือ G แล้วฟังว่า F กับ F# ทำให้คาแรคเตอร์รอบ Chord Tone แตกต่างกันอย่างไร


     แบบฝึกนี้ช่วยให้เข้าใจว่าการเลือก Mode ไม่ได้เกิดจากการจำสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการฟังว่าโน้ตสีสันแต่ละตัวส่งผลต่อคอร์ดอย่างไร


กำหนด Target Note ก่อนเล่นทางเดินคอร์ด

     กลับมาฝึก Dm7–G7–Cmaj7 แล้วกำหนดโน้ตปลายทางล่วงหน้า เช่น

  • Dm7 จบที่ F
  • G7 จบที่ B
  • Cmaj7 จบที่ E


     จากนั้นสร้างเส้นทางระหว่าง Target Note ด้วยโน้ตจาก Mode ที่สัมพันธ์กับแต่ละคอร์ด


     วิธีนี้ช่วยบังคับให้ Phrase เปลี่ยนตาม Harmony และลดนิสัยการไล่ Pattern สเกลโดยไม่คำนึงถึงโน้ตเป้าหมาย


จำกัดพื้นที่บนคอกีต้าร์

     กำหนดให้เล่นภายในพื้นที่ 4 เฟรตและไม่เกิน 3 สาย


     การจำกัดตำแหน่งจะบังคับให้มองหา Chord Tone ที่อยู่ใกล้กัน แทนการเลื่อน Pattern สเกลขึ้นลงตลอดทั้งคอ


     เมื่อมองเห็น Chord Tone ภายในพื้นที่เล็กได้แล้ว จึงค่อยขยายไปยังสายอื่นและช่วงเสียงอื่น


     เป้าหมายของแบบฝึกนี้คือการมองเห็น Chord Tone อยู่ภายใน Pattern ของ Mode ไม่ใช่จำองค์ประกอบทั้งสองส่วนแยกจากกัน


อัดเสียงแล้วฟังเฉพาะช่วงเปลี่ยนคอร์ด

     อัดการโซโล่ประมาณ 8-16 ห้อง แล้วฟังย้อนหลังโดยไม่มองกีต้าร์


     ให้สนใจเฉพาะโน้ตแรกและโน้ตยาวหลังคอร์ดเปลี่ยน แล้วเช็คว่าโน้ตเหล่านั้นช่วยแสดงเสียงของคอร์ดใหม่หรือไม่


     หากเสียงยังลอย ให้เปลี่ยนโน้ตปลาย Phrase เป็น 3rd หรือ 7th แล้วอัดเสียงเปรียบเทียบอีกครั้ง


     แบบฝึกนี้ยังช่วยแยกปัญหาการเลือกโน้ตออกจากปัญหา Timing เพราะบางครั้งโน้ตที่เลือกถูกต้อง แต่เล่นก่อนหรือหลังจุดเปลี่ยนคอร์ดมากเกินไป จึงไม่ส่งผลต่อ Harmony ตามที่ตั้งใจ

มือกีต้าร์ฟังเสียงอัดเพื่อประเมิน เลือก Mode จากคอร์ดเป้าหมาย ระหว่างช่วงเปลี่ยนคอร์ด

วิธีเช็คว่าเลือก Mode ได้สัมพันธ์กับคอร์ด

     Phrase ที่สัมพันธ์กับคอร์ดไม่จำเป็นต้องเร็วหรือใช้โน้ตจำนวนมาก แต่ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • แม้เล่นช้าและใช้โน้ตน้อย เสียงโซโล่ก็ยังฟังเข้ากับคอร์ด
  • โน้ตปลาย Phrase ช่วยทำให้ Chord Quality ชัดขึ้น
  • เมื่อคอร์ดเปลี่ยน คาแรคเตอร์ของ Phrase จะเปลี่ยนตาม แม้มือจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิม
  • ผู้เล่นสามารถอธิบายได้ว่าโน้ตใดเป็น Chord Tone โน้ตใดเป็น Tension และโน้ตใดเป็นสีเฉพาะของ Mode
  • เมื่อใช้ Major 6th ของ Dorian หรือ #4 ของ Lydian ผู้เล่นจะได้ยินว่าโน้ตนั้นเพิ่มสีสันอย่างไร และควรเคลื่อนไปหาโน้ตใด
  • เสียงโซโล่ไม่เหมือนการไล่ Pattern สเกลเดียวตลอดทางเดินคอร์ด


     หากยังอธิบายไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเลือกโน้ตหนึ่งบนคอร์ดหนึ่ง ให้ลดจำนวนโน้ตและกลับไปฝึก 3rd, 7th รวมถึงการเคลื่อนครึ่งเสียงระหว่างคอร์ดก่อน


     การใช้ Mode ที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนสเกลที่จำได้ แต่วัดจากความสามารถในการควบคุมแรงตึง จุดพัก และการคลี่คลายของ Phrase


ใช้คีย์เพลงร่วมกับคอร์ดเป้าหมายอย่างไร

     การเริ่มวิเคราะห์จากคอร์ดที่กำลังดังอยู่ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งคีย์เพลง


     คีย์ยังช่วยบอกว่าคอร์ดแต่ละตัวมาจากไหน มีหน้าที่อะไร และโน้ตใดอยู่ภายในหรือนอกคีย์


     วิธีคิดที่เหมาะสมคือใช้คีย์เพลงเป็นแผนที่ภาพรวม แล้วจึงพิจารณาคอร์ดแต่ละตัวอย่างละเอียด เพื่อเลือก Chord Tone, Target Note และโน้ตสีสันของ Phrase


     ก่อนโซโล่ ลองถามตัวเองตามลำดับดังนี้

  • ขณะนี้กำลังเล่นอยู่เหนือคอร์ดอะไร
  • 3rd และ 7th ของคอร์ดอยู่ตรงไหน
  • Phrase จะเคลื่อนไปจบที่โน้ตใด
  • ต้องการคาแรคเตอร์แบบเปิด หม่น ตึง สว่าง หรือโมเดิร์น
  • Mode ใดรองรับทั้ง Chord Tone และสีเสียงที่ต้องการ


     เมื่อฝึกคิดตามลำดับนี้ การโซโล่กีต้าร์จะมีจุดยึดกับ Harmony มากขึ้น


     มือกีต้าร์ยังใช้ความรู้เรื่องคีย์และ Pattern สเกลเดิมได้ แต่ทุก Phrase จะมีเป้าหมาย มีแรงดึง และเปลี่ยนสีตามคอร์ดจริง แทนการเล่นโน้ตที่อยู่ในสเกลแต่ไม่สะท้อนเสียงของทางเดินคอร์ด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น