สอนแต่งเพลง บทที่ 10 เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ ต้องรู้เรื่อง Theme, Hook, Prosody และการ Rewrite

โต๊ะแต่งเพลงสำหรับ เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ มีกีต้าร์ สมุดโน้ตเปล่า คีย์บอร์ด และหูฟัง

     เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ ไม่ได้หมายถึงการใช้คอร์ดยาก เขียนถ้อยคำให้สวย หรือหาแนวคิดแปลกใหม่ตลอดเวลา แต่หมายถึงการทำให้ Theme, Hook, เนื้อเพลง ทำนอง จังหวะ และการ Rewrite ทำงานสอดคล้องกัน เพื่อให้เพลงสื่อสารชัด ฟังแล้วจดจำได้ และมีคุณภาพมากกว่าการแต่งตามอารมณ์เพียงอย่างเดียว


เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ ต่างจากแต่งเพลงตามอารมณ์อย่างไร

     การแต่งเพลงตามอารมณ์มักเริ่มจากความรู้สึกในช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่น ความเศร้า ความเหงา ความรัก ความผิดหวัง หรือเรื่องบางอย่างที่อยากเล่าออกมา วิธีนี้ไม่ผิด เพราะหลายเพลงที่ดีเริ่มต้นจากความรู้สึกจริง แต่ถ้าใช้อารมณ์นำทางเพียงอย่างเดียว เพลงอาจหลุดประเด็น ฟังไม่เป็นทิศทาง หรือไม่มีแกนหลักที่ชัดพอ


     การเขียนเพลงในระดับจริงจังคือการนำอารมณ์นั้นมาจัดระเบียบให้เป็นเพลงที่ฟังเข้าใจง่ายขึ้น นักเขียนเพลงที่ใส่ใจรายละเอียดจะไม่ถามเพียงว่า “เพลงนี้รู้สึกอย่างไร” แต่จะถามต่อว่า “เพลงนี้กำลังพูดเรื่องอะไร”, “ใครเป็นผู้เล่าเรื่อง”, “ท่อนฮุคสรุปอารมณ์ได้หรือไม่”, “คำสำคัญอยู่ในจังหวะที่เด่นพอหรือยัง” และ “มีส่วนใดที่ควรตัดออกเพื่อให้เพลงคมขึ้นหรือไม่”


     บทนี้จึงเป็นขั้นตอนของการขัดเกลาเพลง หลังจากเข้าใจภาพรวมของการเริ่มแต่งเพลง การแต่งทำนองจากคอร์ด การเขียนเนื้อเพลงให้เข้ากับทำนอง และการสร้างท่อนฮุคแล้ว ขั้นต่อไปคือการมองเพลงทั้งเพลงเหมือนงานเขียนชิ้นหนึ่งที่ต้องค่อย ๆ แก้ให้ชัดขึ้น


     ถ้ายังไม่ได้อ่านบทแรกของชุดนี้ ควรเริ่มจาก สอนแต่งเพลง บทที่ 1 เพื่อเข้าใจภาพรวมก่อนว่าไอเดีย คอร์ด ทำนอง และโครงสร้างเพลงทำงานร่วมกันอย่างไร


เพลงที่เขียนดีมักผ่านการเลือกและตัดออกหลายรอบ

     เพลงที่ฟังดูเรียบง่ายหลายเพลงไม่ได้เกิดจากการเขียนครั้งเดียวจบ แต่มักผ่านการเลือก แก้ และตัดออกหลายครั้ง เช่น เปลี่ยนคำที่ร้องยาก ตัดประโยคที่ไม่ช่วยเล่าเรื่อง ปรับทำนองให้คำสำคัญเด่นขึ้น หรือย้าย Hook ไปอยู่ในตำแหน่งที่คนฟังจำได้ง่ายกว่าเดิม


     แรงบันดาลใจช่วยให้เพลงเริ่มต้นได้ แต่การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลคือสิ่งที่ทำให้เพลงแข็งแรงขึ้น เพลงที่ดีจึงไม่ได้มีแค่อารมณ์ แต่ต้องมีการเลือกอย่างชัดเจนว่าจะเก็บสิ่งใดไว้ และจะตัดสิ่งใดออก


เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ ต้องเริ่มจาก Theme ที่ชัด

     Theme คือแก่นความคิดหลักของเพลง หรือคำตอบว่าเพลงนี้ต้องการพูดเรื่องอะไร และมองเรื่องนั้นจากมุมใด ไม่ใช่เพียงบอกว่าเพลงนี้เกี่ยวกับ “ความรัก” หรือ “ความเศร้า” เพราะคำเหล่านั้นยังกว้างเกินไป และยังไม่บอกว่าคนฟังควรรู้สึกกับเพลงนี้อย่างไร

นักแต่งเพลงนั่งคิดแก่นเพลงหน้าสมุดโน้ตเปล่า มีกีต้าร์และหูฟังบนโต๊ะไม้

     ตัวอย่างเช่น

     ความรัก อาจขยายเป็น Theme ว่า

     “รักที่ดีไม่จำเป็นต้องครอบครอง”


     ความเศร้า อาจขยายเป็น Theme ว่า

     “บางคนจากไปแล้ว แต่ยังอยู่ในวิธีที่เรามองโลก”


     การเริ่มต้นใหม่ อาจขยายเป็น Theme ว่า

     “เราไม่ได้ลืมอดีต แต่เรียนรู้ที่จะเดินต่อโดยไม่แบกมันไว้ตลอดเวลา”


     เมื่อ Theme ชัด เพลงจะเขียนง่ายขึ้น เพราะทุกท่อนมีหน้าที่ช่วยพาเพลงไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ Verse พูดเรื่องหนึ่ง Chorus พูดอีกเรื่องหนึ่ง และ Bridge พาเพลงออกนอกทางจนคนฟังไม่แน่ใจว่าเพลงต้องการสื่ออะไร


Theme ช่วยให้เลือกคำและทำนองได้แม่นขึ้น

     ถ้า Theme ของเพลงคือความอาลัย ทำนองในช่วงต้นเพลงอาจไม่ควรกระโดดกว้างเกินไป เพราะอาจทำให้อารมณ์พุ่งเร็วเกินจำเป็น แต่ถ้า Theme คือการตัดสินใจเดินออกจากความสัมพันธ์ Chorus อาจต้องมีจังหวะที่ชัดขึ้น โน้ตยาวขึ้น หรือคำร้องที่พูดตรงกว่า Verse


     การมี Theme ชัดจึงไม่ได้ช่วยเฉพาะเนื้อเพลง แต่ยังส่งผลถึงทางเดินคอร์ด ทำนอง จังหวะ และการเรียบเรียงเพลงด้วย ถ้าต้องการเข้าใจมุมนี้ลึกขึ้น การกลับไปทบทวนบทเรื่องสไตล์เพลงมีแบบไหนบ้าง จะช่วยให้เห็นว่าอารมณ์ของเพลงควรสัมพันธ์กับแนวเพลงและลักษณะเสียงโดยรวมอย่างไร


     ในขั้นที่ต้องเปลี่ยนคอร์ดให้กลายเป็นทำนองร้องจริง การกลับไปดูบท แต่งเมโลดี้จากคอร์ด จะช่วยให้เห็นวิธีเลือกโน้ตเป้าหมายและวางทำนองให้เข้ากับอารมณ์เพลงได้ชัดขึ้น


Hook ที่ดีไม่ได้จำง่ายอย่างเดียว แต่ต้องสรุปอารมณ์เพลงได้

     Hook คือส่วนที่คนฟังจำได้ง่ายที่สุด แต่ Hook ที่ดีไม่ควรเป็นเพียงประโยคติดหูเท่านั้น ควรสรุปอารมณ์หรือความหมายหลักของเพลงได้ด้วย


     บางเพลงมี Hook เป็นคำร้องหนึ่งประโยค บางเพลงมี Hook เป็นทำนองสั้น ๆ บางเพลงมี Hook เป็นจังหวะการร้อง และบางเพลงใช้จังหวะเว้นว่างก่อนเข้าคำสำคัญเป็นจุดจำ หากออกแบบอย่างตั้งใจ รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นเอกลักษณ์ของเพลงได้

โต๊ะทำเพลงสำหรับ เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ มีสมุดโน้ตเปล่า กีต้าร์ คีย์บอร์ด และหูฟัง

     ตัวอย่างแนวคิด Hook แบบง่าย

     Theme: ยังรัก แต่ต้องปล่อยมือ

     Hook ที่อาจใช้ได้: “รักแค่ไหน ก็ต้องปล่อยเธอไป”


     Theme: คนที่เคยแพ้ กำลังเริ่มใหม่

     Hook ที่อาจใช้ได้: “พรุ่งนี้ฉันจะยืนให้ไหวกว่าเดิม”


     ประโยคเหล่านี้ไม่ได้ดีเพราะฟังสวยเท่านั้น แต่ดีเพราะสรุปอารมณ์ของเพลงได้ชัด หากนำ Hook ออกจากเพลงแล้วเพลงเสียแกนหลัก แสดงว่า Hook นั้นมีหน้าที่จริง ไม่ได้อยู่ในเพลงเพียงเพื่อให้จำง่าย


Hook ควรต่อเนื่องจาก Verse ไม่ใช่โผล่มาแบบไม่มีที่มา

     Verse ควรพาคนฟังไปหาท่อนฮุค ไม่ใช่เล่าเรื่องไปคนละทางแล้วจู่ ๆ Chorus ก็พูดประโยคสำคัญขึ้นมา หาก Verse เล่าความสับสน Chorus อาจเป็นการยอมรับความจริง หาก Verse เล่าความทรงจำ Chorus อาจเป็นการสรุปว่าความทรงจำนั้นเปลี่ยนความรู้สึกของผู้เล่าอย่างไร


     นี่คือความแตกต่างระหว่างการทำท่อนฮุคให้ติดหู กับการทำให้ Hook เป็นหัวใจของเพลงทั้งเพลง บทนี้จึงไม่ได้มอง Hook แยกออกมาเดี่ยว ๆ แต่มองว่า Hook ต้องสัมพันธ์กับ Theme, Verse, ทำนอง และอารมณ์รวมของเพลง


     ถ้าต้องการเจาะลึกเฉพาะวิธีทำให้ท่อนฮุคจำง่ายขึ้น ควรอ่านบท สร้างท่อนฮุค เพิ่มเติม เพื่อดูวิธีใช้ Motif จังหวะ และคอร์ดช่วยย้ำอารมณ์เพลง


Prosody คือการวางคำร้องให้เข้ากับจังหวะและทำนอง

     Prosody ในการแต่งเพลง คือการทำให้ความหมายของคำร้อง จังหวะการออกเสียง ทำนอง และอารมณ์เพลงไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าคำร้องพูดเรื่องเศร้า แต่จังหวะร้องฟังดูร่าเริงเกินไป เพลงอาจทำให้คนฟังรู้สึกขัดโดยไม่รู้ตัว


     แนวคิดเรื่อง Prosody ยังถูกอธิบายอย่างเป็นระบบในบทความ Prosody in Music and Songwriting ของ Berklee Online ซึ่งช่วยให้เห็นว่าคำร้อง ทำนอง จังหวะ และอารมณ์เพลงควรสนับสนุนแก่นเดียวกัน

นักร้องฝึกวางคำร้องกับไมโครโฟนในห้องทำเพลง มีคีย์บอร์ดและกีต้าร์อยู่ใกล้ ๆ

     ตัวอย่างง่าย ๆ คือคำสำคัญควรอยู่บนจังหวะหรือโน้ตที่มีน้ำหนัก ถ้าประโยคสำคัญของเพลงคือ “ฉันยังรักเธอ” แต่คำว่า “รัก” กลับถูกรีบร้องผ่าน หรืออยู่บนโน้ตที่ไม่เด่น คนฟังอาจไม่รับรู้ความสำคัญของคำนั้นเท่าที่ควร


คำสำคัญควรอยู่ในตำแหน่งที่คนฟังรับรู้ได้ชัด

     ลองดูประโยคนี้

     “ฉันยังรักเธอเหมือนเดิม”


     ถ้าต้องการให้คำว่า “รัก” เด่น อาจวางคำนั้นไว้บนโน้ตที่สูงขึ้นเล็กน้อย ให้โน้ตยาวขึ้น หรือวางไว้ตรงจังหวะหนักของห้องเพลง เช่น Beat 1 หรือ Beat 3 ในเพลง 4/4 ทั้งนี้ต้องดู Groove ของเพลงประกอบด้วย


     แต่ถ้าคำว่า “รัก” ถูกวางเป็นพยางค์สั้น ๆ ก่อนจังหวะหลัก แล้วคำที่สำคัญน้อยกว่าอย่าง “เหมือน” หรือ “เดิม” กลับเด่นกว่า ความหมายของประโยคอาจส่งไปไม่ถึงคนฟังเต็มที่


Prosody ไม่ใช่แค่เรื่องคำร้อง แต่รวมถึงจังหวะการร้องด้วย

     บางครั้งคำดีแล้ว ทำนองดีแล้ว แต่จังหวะร้องยังไม่เข้ากัน เช่น ประโยคมีพยางค์มากเกินไปจนต้องรีบร้อง หรือคำที่ควรมีพื้นที่ให้คนฟังรับอารมณ์กลับถูกอัดติดกันแน่นเกินไป


     ลองตรวจสอบด้วยการพูดเนื้อร้องออกเสียงก่อนร้องจริง ถ้าพูดแล้วยังสะดุด เมื่อนำไปร้องจริงก็มักสะดุดกว่าเดิม การเขียนเนื้อเพลงให้เข้ากับทำนองจึงไม่ใช่แค่ใส่คำให้ครบโน้ต แต่ต้องดูว่าน้ำหนักคำ จังหวะพูด และทิศทางของทำนองช่วยส่งความหมายไปในทางเดียวกันหรือไม่


     ถ้าต้องการฝึกเรื่องน้ำหนักพยางค์และการวางคำให้ร้องได้ลื่นขึ้น ควรอ่านต่อเรื่อง เขียนเนื้อเพลงให้เข้ากับเมโลดี้ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ Prosody ในเพลงจริง


มุมมองของผู้เล่าเรื่องทำให้เพลงชัดขึ้น

     เพลงหนึ่งเพลงควรมีมุมมองของผู้เล่าเรื่องที่ชัด เพราะมุมมองจะกำหนดว่าเพลงนี้พูดจากใคร พูดถึงใคร และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด


     ตัวอย่างมุมมองที่ต่างกัน

     พูดกับตัวเอง

     “ฉันต้องเดินต่อให้ได้”


     พูดกับคนรักเก่า

     “เธอไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่รั้งเธอไว้”


     เล่าให้คนฟังฟัง

     “เขาจากไปในวันที่ฝนตกเหมือนทุกปี”


     ทั้งสามแบบอาจมี Theme ใกล้กัน แต่ให้ความรู้สึกต่างกันมาก ถ้าเพลงเปลี่ยนมุมมองไปมาตลอด เช่น Verse พูดกับตัวเอง Chorus พูดกับคนรักเก่า Bridge เปลี่ยนเป็นมุมของผู้เล่าเรื่อง เพลงอาจเสียความต่อเนื่องได้ เว้นแต่นักเขียนตั้งใจออกแบบไว้ตั้งแต่แรก


เลือกมุมมองให้เหมาะกับอารมณ์เพลง

     เพลงที่ต้องการความใกล้ชิดมักใช้การพูดตรงกับ “เธอ” หรือพูดจาก “ฉัน” อย่างชัดเจน ส่วนเพลงที่ต้องการภาพกว้างหรือเล่าเรื่องเป็นฉาก อาจใช้มุมมองแบบผู้เล่าเรื่อง


     ก่อนเขียนเวอร์ชันถัดไป ให้ลองถามตัวเองว่า เพลงนี้ควรทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนกำลังอ่านข้อความส่วนตัว หรือเหมือนกำลังมองเรื่องราวของใครบางคนจากระยะไกล คำตอบนี้จะช่วยให้เลือกคำ รายละเอียด และระดับอารมณ์ใน Verse ได้แม่นขึ้น


Verse กับ Chorus ควรต่างกันอย่างไรให้เพลงมีพัฒนาการ

     Verse และ Chorus ไม่ควรต่างกันเพียงเนื้อร้อง แต่ควรต่างกันในหน้าที่ทางอารมณ์ด้วย Verse มักใช้เล่าเหตุการณ์ รายละเอียด หรือความรู้สึกที่ค่อย ๆ ก่อตัว ส่วน Chorus มักเป็นจุดสรุป หรือจุดที่อารมณ์ของเพลงชัดที่สุด


     ถ้า Verse และ Chorus มีน้ำหนักเท่ากันตลอด เพลงอาจฟังแบน แม้คอร์ดหรือทำนองจะถูกต้องก็ตาม การสร้าง Contrast จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เพลงมีพัฒนาการ และทำให้คนฟังรู้สึกว่าท่อนฮุคมีแรงมากขึ้น


     ถ้าต้องการทบทวนหน้าที่ของ Verse, Chorus และ Bridge ให้ชัดขึ้น ควรอ่านเรื่อง โครงสร้างเพลง ประกอบด้วย เพราะจะช่วยให้เข้าใจว่าท่อนแต่ละส่วนควรพาอารมณ์เพลงไปทางไหน


วิธีสร้าง Contrast โดยไม่ทำให้เพลงหลุดอารมณ์

     คุณสามารถสร้างความต่างระหว่าง Verse กับ Chorus ได้หลายวิธี เช่น

  • Verse ใช้ทำนองในช่วงเสียงแคบ
  • Chorus ขยับทำนองสูงขึ้นหรือมีโน้ตยาวขึ้น
  • Verse ใช้คำเล่าเรื่องละเอียด
  • Chorus ใช้คำสรุปที่ตรงและจำง่ายกว่า
  • Verse มีจังหวะร้องถี่กว่า
  • Chorus เปิดพื้นที่ให้คำสำคัญชัดขึ้น
  • Verse ใช้คอร์ดที่ยังไม่รู้สึกจบ
  • Chorus ใช้การคลี่คลายของคอร์ดที่ชัดกว่า


     สิ่งสำคัญคือ Contrast ต้องยังอยู่ในโลกเดียวกับเพลง ถ้า Verse เป็นอารมณ์เปราะบางมาก แต่ Chorus เปลี่ยนเป็นพลังแบบคนละเพลง คนฟังอาจรู้สึกว่าท่อนฮุคไม่ต่อเนื่องกับเรื่องที่เล่ามา


เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ ต้องใช้การ Rewrite เพื่อให้เพลงคมขึ้น

     Rewrite คือการเขียนใหม่ แก้ใหม่ และเลือกใหม่ เพื่อทำให้เพลงชัดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเวอร์ชันแรกแย่ แต่เป็นขั้นตอนปกติของการพัฒนาเพลงให้ดีขึ้น


     หลายคนแต่งเพลงเสร็จแล้วไม่อยากแก้ เพราะกลัวเสียความรู้สึกแรก แต่เพลงที่ดีมักต้องรักษาความรู้สึกแรกไว้ พร้อมกับตัดสิ่งที่ทำให้เพลงฟุ้งหรือยืดเกินไปออก


Rewrite ควรเริ่มจากการตรวจหน้าที่ของแต่ละท่อน

     ก่อนแก้คำทีละคำ ให้ดูว่าแต่ละท่อนทำหน้าที่อะไร

  • Verse 1 เปิดสถานการณ์ชัดไหม
  • Pre-Chorus ถ้ามี ช่วยส่งเข้า Chorus หรือยัง
  • Chorus สรุป Theme ได้จริงไหม
  • Verse 2 พาเรื่องไปข้างหน้า หรือแค่พูดซ้ำ Verse 1
  • Bridge เปิดมุมใหม่ หรือทำให้เพลงยืดเกินไป


     ถ้าท่อนใดไม่มีหน้าที่ชัด การแก้คำเล็ก ๆ อาจไม่พอ อาจต้องเปลี่ยนมุมเล่า เปลี่ยนลำดับข้อมูล หรือเขียนท่อนนั้นใหม่ทั้งท่อน


ตัดคำที่ไม่จำเป็นก่อนเพิ่มคำใหม่

     นักเขียนเพลงมือใหม่มักแก้เพลงด้วยการเพิ่มคำ แต่หลายครั้งเพลงจะดีขึ้นจากการตัดคำออก เช่น คำอธิบายที่พูดซ้ำ คำเชื่อมที่ไม่จำเป็น หรือประโยคที่บอกอารมณ์ตรงเกินไปจนไม่เหลือพื้นที่ให้คนฟังรู้สึกเอง


     ตัวอย่างเช่น

     เวอร์ชันแรก:

     “ฉันเสียใจมากเหลือเกินที่เธอเดินจากฉันไปในวันนั้น”


     เวอร์ชันที่คมขึ้น:

     “วันนั้นเธอเดินไป เหลือฉันกับคำว่าเสียใจ”


     เวอร์ชันหลังไม่ได้บอกทุกอย่างตรง ๆ แต่มีภาพและจังหวะที่ร้องได้ชัดกว่า การ Rewrite จึงไม่ใช่การทำให้คำสวยขึ้นอย่างเดียว แต่คือการทำให้คำร้องมีแรงมากขึ้นเมื่ออยู่กับทำนอง

มุมทำงานสำหรับ Rewrite และตรวจเพลงเพื่อ เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ พร้อมแล็ปท็อปและกีต้าร์

แบบฝึกตรวจเพลงตัวเอง 5 จุด ก่อนเขียนเวอร์ชันถัดไป

     เมื่อเขียนเพลงจบหนึ่งเวอร์ชัน อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าเพลงดีหรือไม่ดี ให้ค่อย ๆ ตรวจทีละจุดเหมือนนักเขียนเพลงที่กำลังพัฒนางานของตัวเอง


1. Theme ของเพลงพูดได้ในหนึ่งประโยคหรือไม่

     ลองสรุปเพลงของตัวเองเป็นหนึ่งประโยค ถ้าสรุปไม่ได้ แปลว่าเพลงอาจยังไม่มีแก่นที่ชัด หรือมีหลายเรื่องชนกันมากเกินไป


     เช่น

     “เพลงนี้พูดถึงการยอมปล่อยคนรัก ทั้งที่ยังรักอยู่”


     ถ้าสรุปได้ชัด คุณจะรู้ว่าควรเก็บบรรทัดไหนไว้ และควรตัดบรรทัดไหนออก


2. Hook สรุปอารมณ์เพลงได้จริงหรือยัง

     ลองแยกท่อนฮุคออกมาอ่านโดยไม่เปิดเพลง ถ้าคนอ่านยังพอเข้าใจอารมณ์หลักของเพลง แปลว่า Hook มีพลังในตัวเอง แต่ถ้า Hook จำง่ายแต่ไม่เกี่ยวกับ Theme เพลงอาจติดหูแต่ไม่ลึก


3. คำสำคัญอยู่บนจังหวะหรือโน้ตที่เด่นหรือไม่

     ร้องเพลงช้า ๆ แล้ววงคำที่สำคัญที่สุดในแต่ละท่อน จากนั้นตรวจดูว่าคำเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งที่คนฟังรับรู้ได้ชัดหรือไม่ ถ้ายังไม่ชัด ให้ลองปรับจังหวะร้อง ยืดโน้ต หรือเปลี่ยนคำให้ร้องง่ายขึ้น


4. Verse กับ Chorus มีพัฒนาการทางอารมณ์หรือไม่

     ฟังเฉพาะ Verse ต่อด้วย Chorus แล้วถามว่าคนฟังถูกพาไปทางไหน ถ้า Chorus ไม่รู้สึกใหญ่ขึ้น ชัดขึ้น หรือสรุปขึ้น อาจต้องปรับทำนอง คำร้อง หรือจังหวะให้มี Contrast มากกว่าเดิม


5. มีบรรทัดไหนที่สวยแต่ไม่ช่วยเพลงหรือไม่

     บางบรรทัดอาจเขียนสวยมาก แต่ถ้าไม่ช่วย Theme ไม่พาเรื่องไปข้างหน้า หรือทำให้เพลงยืดเกินไป ก็ควรกล้าตัดออก นักเขียนเพลงที่จริงจังไม่ได้เก็บทุกประโยคที่ชอบ แต่เก็บเฉพาะประโยคที่ทำให้เพลงดีขึ้น


เขียนเพลงให้เป็นมืออาชีพ คือการทำให้ทุกส่วนของเพลงหนุนแก่นเดียวกัน

     เมื่อมองภาพรวมแล้ว การเขียนเพลงในระดับจริงจังคือการทำให้ทุกส่วนของเพลงหนุนแก่นเดียวกัน Theme ต้องชัด Hook ต้องจำง่ายและสรุปอารมณ์ได้ Prosody ต้องทำให้คำร้อง จังหวะ และทำนองไปทางเดียวกัน Verse กับ Chorus ต้องมีพัฒนาการ และการ Rewrite ต้องทำให้เพลงคมขึ้น ไม่ใช่เพียงยาวขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น


     เพลงที่ดีไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยเทคนิคยากเสมอไป แต่ควรทำให้คนฟังรู้สึกว่าแต่ละคำ แต่ละจังหวะ และแต่ละท่อนอยู่ตรงนั้นด้วยเหตุผลบางอย่าง เมื่อฝึกคิดแบบนี้บ่อย ๆ คุณจะเริ่มมองเพลงของตัวเองชัดขึ้น แก้เพลงได้ตรงจุดขึ้น และค่อย ๆ พัฒนาจากการแต่งเพลงให้จบ ไปสู่การเขียนเพลงที่มีคุณภาพมากขึ้นจริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น