สอนแต่งเพลง บทที่ 1 เริ่มแต่งเพลงต้องรู้อะไรก่อน จากไอเดียสั้น ๆ ให้กลายเป็นเพลงจริง

สอนแต่งเพลง ด้วยโต๊ะทำเดโมที่มีสมุดเปล่า กีต้าร์ คีย์บอร์ด และโทรศัพท์อัดเสียง

     สอนแต่งเพลง สำหรับหลายคนอาจดูเป็นเรื่องยาก เพราะไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากคอร์ด เมโลดี้ เนื้อร้อง หรือโครงสร้างเพลงก่อน ความจริงแล้วเพลงแต่ละเพลงไม่ได้มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันเสมอไป สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าไอเดีย คอร์ด เมโลดี้ เนื้อร้อง จังหวะ และการเรียบเรียงทำงานร่วมกันอย่างไร บทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของการแต่งเพลง ตั้งแต่ไอเดียแรกไปจนถึงการพัฒนาให้เป็นเพลงที่นำไปเล่น ร้อง หรือทำเดโมได้จริง


     ถ้าต้องการปูพื้นฐานเรื่องเสียงและตำแหน่งโน้ตก่อนลงมือแต่งเพลง ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจ โน้ตดนตรี ให้ชัดเจน เพราะจะช่วยให้เชื่อมโยงคอร์ด เมโลดี้ และการแกะเพลงได้ง่ายขึ้น


สอนแต่งเพลง ควรเริ่มจากอะไร

     คำถามที่คนเริ่มแต่งเพลงมักสงสัยคือ “ควรเริ่มจากตรงไหนก่อน” คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกเพลง เพราะนักแต่งเพลงแต่ละคนมีวิธีเริ่มไม่เหมือนกัน


     บางคนเริ่มจากคอร์ด

     บางคนเริ่มจากเมโลดี้

     บางคนเริ่มจากเนื้อร้อง

     บางคนเริ่มจากอารมณ์ ภาพจำ หรือเรื่องราวบางอย่างในใจ


     สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น แต่คือการนำจุดเริ่มต้นนั้นไปพัฒนาต่อให้กลายเป็นส่วนอื่นของเพลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ


     ถ้าคุณเริ่มจากคอร์ด C – G – Am – F คุณอาจลองร้องทำนองง่าย ๆ ทับคอร์ดชุดนี้ก่อน เพื่อฟังว่าอารมณ์ของเพลงควรไปทางใด


     ถ้าคุณเริ่มจากเมโลดี้ ให้ลองหาโน้ตสำคัญในทำนองนั้น แล้วค่อยเลือกคอร์ดที่ช่วยรองรับอารมณ์ของเมโลดี้


     ถ้าคุณเริ่มจากเนื้อร้อง ให้ลองอ่านประโยคนั้นออกเสียงหลายครั้ง เพื่อฟังจังหวะของคำ แล้วค่อยนำจังหวะนั้นไปพัฒนาเป็นทำนอง


     ดังนั้นเป้าหมายแรกของการเริ่มแต่งเพลง ไม่ใช่การทำให้เพลงสมบูรณ์ทันที แต่คือการสร้างจุดตั้งต้นที่มีทิศทางชัดพอให้พัฒนาต่อได้


สอนแต่งเพลง ต้องเข้าใจองค์ประกอบอะไรบ้าง

     เพลงหนึ่งเพลงไม่ได้มีเพียงคอร์ดกับเนื้อร้องเท่านั้น แต่ยังมีไอเดียหลัก เมโลดี้ จังหวะ โครงสร้างเพลง และการเรียบเรียงเพลงทำงานร่วมกันอยู่ด้วย


     สำหรับคนที่เริ่มจากคอร์ด การเข้าใจ โครงสร้างคอร์ดกีต้าร์ จะช่วยให้เลือกทางเดินคอร์ดได้มีเหตุผลมากขึ้น ไม่ใช่จำเพียงรูปจับหรือเล่นตามความเคยชิน


     ถ้าเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ตั้งแต่ต้น คุณจะมองเห็นชัดขึ้นว่าเพลงของตัวเองยังขาดอะไร และควรพัฒนาต่อจากจุดไหน

โต๊ะทำงานดนตรีที่มีกีต้าร์ คีย์บอร์ด เมโทรนอม หูฟัง และกระดาษโน้ตเปล่า

ไอเดียหลักของเพลง

     ไอเดียหลักคือแก่นของเพลง อาจเป็นอารมณ์ ความรู้สึก เรื่องราว หรือข้อความที่คุณต้องการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจ


     ตัวอย่างเช่น

  • คิดถึงคนที่จากไป
  • ความหวังหลังผ่านช่วงเวลายากลำบาก
  • ความสุขในวันธรรมดา
  • การเริ่มต้นใหม่
  • ความรู้สึกที่ยังพูดออกไปไม่หมด

 

    ไอเดียเหล่านี้ยังไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์ แต่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ช่วยกำหนดทิศทางของเพลง


     ถ้าไอเดียหลักชัด การเลือกคอร์ด เมโลดี้ เนื้อร้อง และโครงสร้างเพลงจะง่ายขึ้น เพราะทุกส่วนจะถูกดึงกลับมาหาอารมณ์เดียวกัน


เมโลดี้

     เมโลดี้คือทำนองที่ผู้ฟังจดจำได้ และมักเป็นส่วนที่ทำให้คนร้องตามเพลงได้ง่ายที่สุด

     เวลาคนจำเพลงหนึ่งเพลงได้ สิ่งที่เขาจำได้ก่อนมักไม่ใช่ชื่อคอร์ด แต่เป็นทำนองที่ติดหู

     เมโลดี้ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีโน้ตจำนวนมาก แต่ควรมีทิศทาง มีจุดพัก และมีโน้ตสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังจดจำได้

สอนแต่งเพลง ด้วยการฝึกเมโลดี้บนคีย์บอร์ด พร้อมสมุดเปล่าสำหรับจดไอเดียทำนอง

     ตัวอย่างเมโลดี้ง่าย ๆ อาจเริ่มจากโน้ตเพียงไม่กี่ตัว เช่น

     C – D – E – G


     จากนั้นค่อยลองเปลี่ยนจังหวะ การลากเสียง หรือจุดหยุดพัก เพื่อทำให้ทำนองมีลักษณะเฉพาะมากขึ้น


     เมื่อต้องการให้ทำนองมีทิศทางชัดขึ้น การศึกษา Melodic Contour จะช่วยให้เห็นว่าทำนองกำลังไต่ขึ้น ลดลง วนอยู่ที่เดิม หรือกระโดดไปยังโน้ตสำคัญอย่างไร


     การเข้าใจเรื่องโน้ตดนตรีและวิธีการอ่านโน้ตดนตรี จะช่วยให้มองเห็นโครงสร้างของเมโลดี้ได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการพัฒนาเพลงให้ละเอียดและซับซ้อนขึ้น


ทางเดินคอร์ด

     คอร์ดทำหน้าที่สร้างพื้นอารมณ์ให้เพลง และช่วยบอกว่าท่อนนั้นควรรู้สึกสว่าง หม่น อบอุ่น เคลื่อนไหว หรือค้างคา


     ตัวอย่างเช่น

     C – G – Am – F

     ให้ความรู้สึกอบอุ่น คุ้นเคย และฟังง่าย

     Dm – G – C – Am

     ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว มีทิศทาง และพากลับสู่คีย์หลักค่อนข้างชัด

     Am – F – C – G

     ให้ความรู้สึกหม่นขึ้นเล็กน้อย แต่ยังฟังเข้าถึงง่าย


     ทางเดินคอร์ดไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้เพลงมีเสียงเต็มขึ้น แต่ยังช่วยควบคุมแรงดึงและการคลี่คลายของเพลงด้วย


     ถ้าคุณยังไม่แม่นเรื่องคอร์ด การศึกษาเรื่องคอร์ดกีต้าร์และโน้ตในคอร์ดจะช่วยให้เลือกคอร์ดได้มีเหตุผลมากขึ้น ไม่ใช่เลือกจากความเคยชินเพียงอย่างเดียว


เนื้อร้อง

     เนื้อร้องคือส่วนที่ช่วยเล่าเรื่องและสื่อความหมายของเพลงให้ชัดเจนขึ้น

     เพลงที่มีเมโลดี้ดีแต่เนื้อร้องไม่ชัด อาจทำให้ผู้ฟังเข้าถึงอารมณ์ได้ไม่เต็มที่

     ในทางกลับกัน เนื้อร้องที่ดีแต่ไม่มีเมโลดี้รองรับ ก็อาจยังไม่ดึงดูดพอให้ผู้ฟังอยากฟังซ้ำ


     สิ่งสำคัญคือเนื้อร้องควรเข้ากับจังหวะคำพูดจริง ถ้าคำร้องยาวเกินจังหวะ หรือฝืนการออกเสียงมากเกินไป เพลงจะฟังไม่ลื่น แม้คอร์ดและเมโลดี้จะดีแล้วก็ตาม


จังหวะและ Groove

     จังหวะคือสิ่งที่ทำให้เพลงเคลื่อนไหว ส่วน Groove คือความรู้สึกของจังหวะที่ทำให้เพลงมีน้ำหนักและมีชีวิต


     เมโลดี้เดียวกัน หากเปลี่ยนจังหวะหรือ Groove อารมณ์ของเพลงก็เปลี่ยนได้ทันที


     ถ้าจังหวะของเมโลดี้ยังไม่นิ่ง ควร ซ้อมเมโทรนอมให้จังหวะแม่น ควบคู่ไปกับการร้องทำนอง เพื่อให้ Groove ของเพลงชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดโม


     ตัวอย่างเช่น เมโลดี้เดียวกันอาจฟังเป็นเพลง Pop Ballad ถ้าเล่นช้าและเว้นช่องไฟมาก แต่ถ้าเพิ่มจังหวะกีต้าร์โปร่งให้ถี่ขึ้น หรือให้มือกลองเน้น Groove ชัดขึ้น เพลงอาจเปลี่ยนเป็น Pop Rock ได้ทันที


     นี่คือเหตุผลที่การแต่งเพลงไม่ควรมองแค่คอร์ดหรือเมโลดี้เพียงอย่างเดียว เพราะจังหวะมีผลต่อความรู้สึกของเพลงมากกว่าที่หลายคนคิด


โครงสร้างเพลง

     โครงสร้างเพลงคือการจัดลำดับท่อนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟังตามอารมณ์ของเพลงได้ง่าย


     โครงสร้างพื้นฐานที่พบบ่อย เช่น

     Verse – Chorus – Verse – Chorus – Bridge – Chorus

     หรือ

     Verse – Pre-Chorus – Chorus – Verse – Pre-Chorus – Chorus – Bridge – Chorus


     Verse มักใช้เล่าเรื่องหรือปูสถานการณ์

     Chorus มักใช้สรุปอารมณ์หลักหรือทำหน้าที่เป็นท่อนฮุค

     Bridge มักใช้เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนอารมณ์ หรือสร้างแรงส่งก่อนกลับเข้าท่อนฮุคอีกครั้ง


     ถ้าต้องการดูภาพรวมเรื่อง Verse, Chorus และ Bridge ในเพลงแบบ Verse-Chorus Form เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงของ Open Music Theory อธิบายบทบาทของแต่ละท่อนไว้ค่อนข้างชัด


     ถ้าไม่มีโครงสร้าง เพลงอาจมีไอเดียดี แต่ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าเดินไปในทิศทางเดียวกัน


     ถ้าต้องการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเมโลดี้ คอร์ด และ Form ในภาพเดียว การอ่าน Lead Sheet จะช่วยให้เข้าใจโครงเพลงและตำแหน่งคอร์ดในเพลงจริงได้ชัดขึ้น


การเรียบเรียงเพลง

     การเรียบเรียงเพลง หรือ Arrangement คือการจัดบทบาทของเครื่องดนตรีและเสียงต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม


     แม้ใช้คอร์ดและเมโลดี้ชุดเดียวกัน แต่ถ้าเรียบเรียงต่างกัน เพลงก็ให้อารมณ์ต่างกันได้อย่างชัดเจน


     ตัวอย่างเช่น เพลงที่เริ่มจากกีต้าร์โปร่งตัวเดียว อาจค่อย ๆ เพิ่มเบส กลอง เปียโน เสียงประสาน หรือไลน์กีต้าร์ไฟฟ้าในท่อนหลัง เพื่อทำให้เพลงมีพลังมากขึ้น


     การเรียบเรียงที่ดีไม่ใช่การใส่ทุกอย่างให้เต็ม แต่คือการรู้ว่าเสียงไหนควรเข้ามาตอนไหน และควรเว้นพื้นที่ตรงไหนเพื่อให้เมโลดี้หลักเด่นที่สุด


ไอเดียเพลงคืออะไร และต่างจากท่อนเพลงที่สมบูรณ์อย่างไร

     หลายคนหยุดแต่งเพลงตั้งแต่ช่วงแรก เพราะรู้สึกว่าไอเดียที่มีอยู่ยังไม่ดีพอ


     แต่ความจริงแล้ว ไอเดียเพลงไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ตั้งแต่แรก หน้าที่ของไอเดียคือการเปิดทาง ส่วนหน้าที่ของการแต่งเพลงคือการค่อย ๆ พัฒนาไอเดียนั้นให้เป็นรูปเป็นร่าง


ตัวอย่างของไอเดียเพลง

     ไอเดียเพลงอาจเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที

     เช่น

  • ประโยคสั้น ๆ หนึ่งประโยค
  • เมโลดี้ 4 โน้ต
  • คอร์ด 2 ห้อง
  • จังหวะที่ติดอยู่ในหัว
  • คำพูดที่ได้ยินจากใครสักคน
  • ภาพจำบางอย่าง เช่น ฝนตก หน้าต่าง ห้องเก่า หรือถนนเส้นเดิม


     สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์ แต่เป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปต่อยอดได้


     ถ้าคุณรอให้ไอเดียแรกสมบูรณ์เกินไป คุณอาจไม่ได้เริ่มแต่งเพลงเลย


เพลงที่สมบูรณ์ต้องมีการพัฒนา

     เมื่อมีไอเดียแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการขยายไอเดียนั้นให้กลายเป็นท่อนเพลงจริง

     เช่น

  • Verse
  • Pre-Chorus
  • Chorus
  • Bridge
  • Hook
  • การเปลี่ยนอารมณ์
  • จุดพีคของเพลง


     นี่คือเหตุผลที่นักแต่งเพลงหลายคนมักเก็บไอเดียจำนวนมากไว้ก่อน แล้วค่อยเลือกบางไอเดียมาพัฒนาภายหลัง


     ไอเดียบางอย่างเหมาะเป็น Verse เพราะมีรายละเอียดและเล่าเรื่องได้ดี

     ไอเดียบางอย่างเหมาะเป็น Chorus เพราะพูดอารมณ์หลักได้ตรงและจำง่าย

     ไอเดียบางอย่างอาจยังไม่ใช่เพลงในวันนี้ แต่สามารถกลายเป็นท่อนสำคัญของเพลงในอนาคตได้


ตัวอย่างการพัฒนาไอเดียสั้น ๆ ให้เป็นท่อนเพลง

     สมมติว่าไอเดียแรกของคุณคือประโยคว่า

     “ยังคิดถึงวันที่เราเคยเดินกลับบ้านด้วยกัน”


     ประโยคนี้ยังไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์ แต่สามารถพัฒนาเป็นท่อน Verse ได้ โดยเริ่มจากการแยกจังหวะคำพูดก่อน


     เช่น

     ยังคิดถึง / วันที่เรา / เคยเดินกลับบ้าน / ด้วยกัน

     จากนั้นลองร้องด้วยเมโลดี้ง่าย ๆ เหนือคอร์ด 4 ห้อง

     เช่น

     C – G – Am – F


     เมื่อร้องซ้ำหลายรอบ ให้เช็คว่าโน้ตของคำสำคัญอยู่ตรงไหน เช่น “คิดถึง”, “เดินกลับบ้าน”, “ด้วยกัน” คำเหล่านี้ควรอยู่ในตำแหน่งที่ฟังชัด เพราะเป็นจุดที่ช่วยสื่ออารมณ์ของเพลง


     ถ้าท่อน Verse เริ่มเล่าเรื่องได้แล้ว ท่อน Chorus ควรขยายอารมณ์ให้ชัดขึ้น โดยเปลี่ยนจากการเล่าเหตุการณ์เป็นการพูดความรู้สึกหลักของเพลงโดยตรง


     ตัวอย่างแนวคิด Chorus อาจเป็น

     “เพิ่งรู้ว่าทางเดิมไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีเธอเดินข้างกัน”


     จากไอเดียเดียวกัน คุณจะเห็นว่า Verse ทำหน้าที่เล่าเหตุการณ์ ส่วน Chorus ทำหน้าที่สรุปอารมณ์หลัก


     นี่คือจุดที่ไอเดียสั้น ๆ เริ่มกลายเป็นเพลงจริง


ควรเริ่มจากคอร์ด เมโลดี้ หรือเนื้อร้องดี

     สำหรับคนเริ่มแต่งเพลง คำถามนี้สำคัญมาก เพราะจุดเริ่มต้นแต่ละแบบจะพาเพลงไปคนละทาง


     ไม่มีวิธีไหนถูกที่สุด แต่แต่ละวิธีมีข้อดีต่างกัน คุณจึงควรลองหลายวิธีเพื่อหาทางที่เหมาะกับตัวเอง


เริ่มจากคอร์ด

     วิธีนี้เหมาะกับคนที่เล่นกีต้าร์ คีย์บอร์ด หรือเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นคอร์ดได้

     ข้อดีคือช่วยสร้างบรรยากาศของเพลงได้เร็ว และทำให้เห็นโครงเพลงคร่าว ๆ ตั้งแต่ช่วงแรก


     ตัวอย่าง

     G – D – Em – C

     จากนั้นค่อยร้องทำนองตามคอร์ด


     วิธีนี้เหมาะกับคนที่ชอบแต่งเพลงจากอารมณ์รวมของเพลง เพราะคอร์ดสามารถสร้างบรรยากาศได้เร็วมาก


     แต่ข้อควรระวังคือ ถ้าใช้ทางเดินคอร์ดที่คุ้นเกินไป โดยไม่มีเมโลดี้หรือเนื้อร้องที่ชัด เพลงอาจฟังธรรมดาและจำยาก


เริ่มจากเมโลดี้

     วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไอเดียทำนองเกิดขึ้นบ่อย หรือชอบร้องทำนองขึ้นมาก่อน


     ข้อดีคือเพลงมักมีเอกลักษณ์ทางเมโลดี้ชัด เพราะคุณยังไม่ได้ถูกคอร์ดกำหนดทิศทางตั้งแต่แรก


     ตัวอย่างเมโลดี้สั้น ๆ

     E – G – A – G – E


     คุณสามารถลองหาคอร์ดที่รองรับเมโลดี้นี้ได้หลายแบบ

     เช่น

     C – G – Am – F

     หรือ

     Am – F – C – G

     คอร์ดที่ต่างกันจะทำให้เมโลดี้เดียวกันให้อารมณ์ต่างกัน


     การเรียนรู้เรื่อง Motif, Phrase และทิศทางเมโลดี้ จะช่วยให้ต่อยอดไอเดียทำนองได้ง่ายขึ้นเมื่อเริ่มแต่งเพลงจริงจัง


     สำหรับการศึกษาเชิงทฤษฎีเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Motive และ Phrase สามารถอ่านแนวคิดจาก Open Music Theory เพื่อเห็นวิธีพัฒนาไอเดียสั้น ๆ ให้เป็นประโยคดนตรีที่ชัดขึ้น


เริ่มจากเนื้อร้อง

     วิธีนี้เหมาะกับเพลงที่ต้องการเล่าเรื่องหรือสื่อสารความหมายอย่างชัดเจน


     หลายเพลงเริ่มจากประโยคสำคัญเพียงประโยคเดียว เช่น

     “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้”

     ประโยคนี้สามารถพัฒนาได้หลายทาง

     ถ้าอยากให้เพลงเศร้า เมโลดี้อาจลงต่ำ เว้นช่องไฟมาก และใช้คอร์ดที่ให้ความรู้สึกหม่น

     ถ้าอยากให้เพลงมีความหวัง เมโลดี้อาจค่อย ๆ ไต่ขึ้น และคอร์ดอาจพาไปสู่จุดที่ฟังสว่างขึ้น


     วิธีเริ่มจากเนื้อร้องเหมาะกับคนที่มีเรื่องอยากเล่า แต่ต้องระวังไม่ให้คำร้องยาวเกินจังหวะดนตรี


เริ่มจากจังหวะหรือ Groove

     บางเพลงไม่ได้เริ่มจากคอร์ดหรือเนื้อร้อง แต่เริ่มจากจังหวะที่ทำให้รู้สึกอยากร้องหรือเล่นตาม


     เช่น จังหวะกีต้าร์โปร่งที่ดีดแล้วติดมือ หรือ Pattern กลองที่ทำให้นึกถึงอารมณ์ของเพลงบางแบบ


     วิธีนี้เหมาะกับเพลงที่ต้องการพลังการเคลื่อนไหว เช่น Pop, Funk, Rock, R&B หรือเพลงที่ต้องการให้คนโยกตาม


     เมื่อเริ่มจาก Groove ให้ลองร้องเมโลดี้สั้น ๆ ทับจังหวะนั้น แล้วค่อยหาคอร์ดมารองรับภายหลัง


ไม่มีวิธีไหนถูกที่สุด

     นักแต่งเพลงที่ดีควรลองเริ่มจากหลายทาง เพราะแต่ละวิธีจะเปิดไอเดียคนละแบบ

     ถ้าวันหนึ่งคิดคอร์ดไม่ออก ให้ลองเริ่มจากเนื้อร้อง

     ถ้าวันหนึ่งไม่มีคำร้อง ให้ลองเริ่มจากเมโลดี้

     ถ้าวันหนึ่งไม่มีเมโลดี้ ให้ลองเริ่มจาก Groove


     สิ่งสำคัญคืออย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนเริ่ม เพราะเพลงจำนวนมากเริ่มจากสิ่งเล็กมาก แล้วค่อย ๆ ชัดขึ้นระหว่างทาง


วิธีเก็บไอเดียแรกไม่ให้หาย

     ปัญหาหนึ่งของคนเริ่มแต่งเพลงคือมีไอเดียดี ๆ แล้วลืม เพราะไอเดียบางอย่างเกิดขึ้นเร็วและหายไปเร็วมาก


     ถ้าไม่รีบเก็บไว้ คุณอาจจำได้แค่ความรู้สึก แต่จำทำนอง คำร้อง หรือคอร์ดไม่ได้แล้ว

โทรศัพท์ สมุดเปล่า ดินสอ และกีต้าร์สำหรับอัดเดโมสั้น ๆ เพื่อเก็บไอเดียทันที

อัดเสียงทันที

     เมื่อมีเมโลดี้หรือไอเดียเกิดขึ้น ให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดเสียงทันที

     ไม่ต้องสนใจคุณภาพเสียง

     ไม่ต้องร้องให้เพราะ

     ไม่ต้องเล่นให้เนียน

     เป้าหมายคือเก็บไอเดียก่อนที่มันจะหายไป


     ถ้าคุณเป็นมือกีต้าร์และมีคอร์ดเกิดขึ้นระหว่างซ้อม ให้พูดชื่อคอร์ดลงไปในไฟล์เสียงด้วย

     เช่น

     “ไอเดียนี้ใช้ Am – F – C – G จังหวะช้า อารมณ์คิดถึง”


     ข้อมูลเล็ก ๆ แบบนี้ช่วยให้คุณกลับมาแกะไอเดียเดิมได้ง่ายขึ้นมาก


จดคอร์ดและคำสำคัญ

     ถ้ามีคอร์ดหรือเนื้อร้องบางส่วน ให้จดไว้ทันที

     ตัวอย่าง

     คอร์ด:

     Am – F – C – G


     คำสำคัญ:

  • ฝนตก
  • คิดถึง
  • บ้าน
  • กลับมา


     ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับกลับมาพัฒนาต่อในภายหลัง


     อย่ารอให้เนื้อร้องครบทุกบรรทัด เพราะในช่วงเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าความสมบูรณ์คือการเก็บทิศทางของเพลงไว้ให้ได้


ตั้งชื่อไอเดียให้จำง่าย

     หลายคนอัดเสียงไว้มาก แต่กลับมาหาไม่เจอ เพราะไฟล์มีชื่อคล้ายกันทั้งหมด

     ลองตั้งชื่อไอเดียให้จำง่ายขึ้น

     เช่น

     “เพลงฝนตกคอร์ด Am”

     “Hook คิดถึงบ้าน”

     “เมโลดี้ Verse ช้า ๆ”

     “ไอเดีย Pop Rock สดใส”


     การตั้งชื่อแบบนี้ช่วยให้คลังไอเดียไม่รก และทำให้กลับมาพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น


สร้างคลังไอเดียส่วนตัว

     อย่าพยายามทำทุกไอเดียให้เป็นเพลงในวันเดียว

     บางไอเดียอาจต้องรอหลายเดือนหรือหลายปี จึงจะเจอจุดที่เหมาะสมในการนำมาใช้

     คลังไอเดียส่วนตัวควรมีทั้งไฟล์เสียง เนื้อร้องสั้น ๆ คอร์ด และคำอธิบายอารมณ์เพลง

     เมื่อแต่งเพลงไปเรื่อย ๆ คุณอาจพบว่าไอเดียเก่าบางชิ้นสามารถรวมกับไอเดียใหม่ได้อย่างน่าสนใจ


แบบฝึก สอนแต่งเพลง ใน 15 นาที

     ถ้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลองใช้แบบฝึกนี้


     แบบฝึกนี้ไม่ได้มีเป้าหมายให้คุณแต่งเพลงจบภายใน 15 นาที แต่มีเป้าหมายให้คุณสร้างต้นแบบเพลงสั้น ๆ ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อได้


นาทีที่ 1-3

     เลือกอารมณ์หลักของเพลงเพียงหนึ่งอย่างก่อน


     ตัวอย่างเช่น

  • คิดถึง
  • มีความหวัง
  • สนุก
  • เหงา
  • อยากเริ่มใหม่
  • เสียดาย
  • โล่งใจ


     อย่าเลือกหลายอารมณ์พร้อมกันในช่วงแรก เพราะจะทำให้เพลงไม่ชัดและพัฒนาไปคนละทิศทาง


นาทีที่ 4-6

     เขียนประโยคสั้น ๆ 1 ประโยคที่เข้ากับอารมณ์ที่เลือกไว้


     ตัวอย่างเช่น

     “แม้วันนี้จะไม่มีเธออยู่ตรงนี้”

     หรือ

     “ฉันยังจำเสียงหัวเราะของเธอได้เสมอ”


     ประโยคนี้อาจกลายเป็น Verse หรือ Chorus ก็ได้ ยังไม่ต้องรีบตัดสินในขั้นตอนนี้


นาทีที่ 7-10

     สร้างคอร์ด 4 ห้อง แล้วลองเล่นวนซ้ำหลายรอบ


     ตัวอย่างเช่น

     C – G – Am – F

     หรือ

     Am – F – C – G

     หรือ

     Dm – G – C – Am


     ให้ฟังว่าคอร์ดชุดไหนส่งอารมณ์ของประโยคได้ดีที่สุด

     ถ้าคอร์ดฟังสว่างเกินไป อาจลองเริ่มจากคอร์ด Minor

     ถ้าคอร์ดฟังเศร้าเกินไป อาจลองเปลี่ยนคอร์ดตั้งต้นหรือปรับจังหวะการเล่น


นาทีที่ 11-15

     ร้องทำนองง่าย ๆ เหนือคอร์ดที่เลือกไว้

     ยังไม่ต้องสนใจว่าทำนองนั้นดีหรือไม่

     เป้าหมายคือทำให้ต้นแบบเพลงเกิดขึ้นจริงก่อน

     ให้ลองร้องประโยคเดิม 3-5 แบบ โดยเปลี่ยนจุดเริ่มต้นของเมโลดี้


     เช่น

     เริ่มจากเสียงต่ำ

     เริ่มจากเสียงกลาง

     เริ่มจากเสียงสูง

     ลากคำสำคัญให้ยาวขึ้น

     เว้นช่องว่างก่อนคำสำคัญ


     คุณจะพบว่าเนื้อร้องเดิมสามารถให้อารมณ์ต่างกันได้มาก เมื่อเปลี่ยนทิศทางเมโลดี้และจังหวะการร้อง


วิธีเช็คว่าไอเดียนี้ควรพัฒนาต่อหรือไม่

     หลังจากทำแบบฝึก 15 นาที ให้ฟังเดโมสั้น ๆ ที่อัดไว้ แล้วเช็ค 3 ข้อ


     ข้อแรก เมโลดี้มีจุดที่จำได้หรือไม่

     ข้อสอง คอร์ดช่วยส่งอารมณ์ของเนื้อร้องหรือไม่

     ข้อสาม ไอเดียนี้สามารถต่อเป็น Verse หรือ Chorus ได้หรือไม่


     ถ้ายังตอบไม่ได้ทั้งหมด ไม่ได้แปลว่าไอเดียไม่ดี แต่อาจแปลว่ายังต้องปรับจังหวะคำ เปลี่ยนคอร์ด หรือหา Hook ที่ชัดขึ้นก่อน


     ถ้าฟังแล้วมีเพียงจุดเดียวที่รู้สึกว่า “ตรงนี้น่าสนใจ” ให้เก็บจุดนั้นไว้ เพราะจุดเล็ก ๆ นั้นอาจกลายเป็นแกนหลักของเพลงได้


จากไอเดียสั้น ๆ ให้กลายเป็นโครงสร้างเพลง

     เมื่อคุณมีคอร์ด เมโลดี้ และประโยคเนื้อร้องบางส่วนแล้ว ขั้นต่อไปคือการวางโครงสร้างเพลงแบบง่าย


     ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ซับซ้อน ให้เริ่มจาก 3 ส่วนนี้ก่อน

สอนแต่งเพลง ด้วยการวางโครงสร้างจากไอเดียสั้น ๆ พร้อมกีต้าร์ คีย์บอร์ด และอุปกรณ์อัดเดโม

Verse ใช้เล่าเรื่อง

     Verse คือท่อนที่ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจสถานการณ์ของเพลง

     ถ้าเพลงพูดถึงความคิดถึง Verse อาจเล่าว่าอะไรทำให้คิดถึง

     ถ้าเพลงพูดถึงการเริ่มใหม่ Verse อาจเล่าว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น


     ตัวอย่างแนวคิด Verse

     “เมื่อคืนเดินผ่านร้านเดิมที่เราเคยนั่งด้วยกัน”

     ประโยคนี้ยังไม่สรุปอารมณ์ทั้งหมด แต่ช่วยเปิดภาพให้ผู้ฟังเห็นสถานการณ์ของเพลง


Chorus ใช้สรุปอารมณ์หลัก

     Chorus หรือท่อนฮุค ควรพูดสิ่งที่เพลงต้องการสื่อให้ชัดที่สุด

     ถ้า Verse คือการเล่าเรื่อง Chorus คือการบอกหัวใจของเพลง


     ตัวอย่างแนวคิด Chorus

     “สุดท้ายฉันยังคิดถึงเธอ ในทุกทางที่เดินคนเดียว”

     ประโยคนี้ชัดกว่า Verse เพราะพูดอารมณ์หลักออกมาตรง ๆ


Bridge ใช้เปลี่ยนมุมมอง

     Bridge ไม่จำเป็นต้องมีทุกเพลง แต่ถ้ามี ควรช่วยเปิดมุมใหม่ให้เพลง

     ถ้าทั้งเพลงพูดถึงความคิดถึง Bridge อาจพูดถึงการยอมรับว่าอีกฝ่ายไม่กลับมาแล้ว


     การมี Bridge ที่ดีจะช่วยให้ Chorus รอบสุดท้ายมีน้ำหนักมากขึ้น และทำให้เพลงไม่วนอยู่กับอารมณ์เดิมมากเกินไป


สอนแต่งเพลง แล้วมักพลาดตรงไหนจนแต่งไม่จบ

     การรู้ข้อผิดพลาดตั้งแต่ต้นช่วยให้บทเรียนนี้นำไปใช้ได้จริงมากขึ้น เพราะหลายคนไม่ได้ติดที่แต่งเพลงไม่ได้ แต่ติดที่เริ่มแล้วไปต่อไม่จบ


เริ่มจากไอเดียใหญ่เกินไป

     บางคนเริ่มจากความคิดว่าเพลงต้องลึก ต้องแตกต่าง หรือต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก จนไม่กล้าเขียนอะไรออกมา


     วิธีแก้คือเริ่มจากเพลงเล็ก ๆ ก่อน เช่น คอร์ด 4 ห้อง เมโลดี้ 1 Phrase และเนื้อร้อง 2 บรรทัด

     เมื่อมีต้นแบบแล้วค่อยพัฒนาต่อ


เปลี่ยนคอร์ดเร็วเกินไป

     หลายคนพอรู้สึกว่าเพลงยังไม่ดี ก็รีบเปลี่ยนคอร์ดทันที

     แต่บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คอร์ด แต่อยู่ที่เมโลดี้ จังหวะคำ หรือการร้องที่ยังไม่เข้าที่

     ก่อนเปลี่ยนคอร์ด ให้ลองเปลี่ยนเมโลดี้หรือ Rhythm ก่อนเสมอ


ไม่มี Hook ที่ชัด

     Hook ไม่จำเป็นต้องเป็นท่อนร้องสูงหรือยิ่งใหญ่เสมอไป

     Hook อาจเป็นประโยคเดียวที่จำง่าย เมโลดี้สั้น ๆ ที่ติดหู หรือจังหวะคำที่ฟังแล้วจำได้


     ถ้าเพลงยังไม่มี Hook ให้ลองถามตัวเองว่า “ถ้าผู้ฟังจำเพลงนี้ได้เพียงประโยคเดียว อยากให้เขาจำประโยคไหน”


ไม่อัดเดโมระหว่างทาง

     การแต่งเพลงโดยไม่อัดเดโม ทำให้คุณประเมินเพลงจากความรู้สึกตอนเล่นเท่านั้น


     แต่เมื่ออัดแล้วฟังกลับ คุณจะได้ยินชัดขึ้นว่าเมโลดี้ติดหูหรือไม่ คอร์ดส่งอารมณ์ไหม และเนื้อร้องฟังเป็นธรรมชาติหรือเปล่า


     เดโมไม่ต้องสมบูรณ์ แค่บันทึกเสียงร้องกับกีต้าร์หรือคีย์บอร์ดง่าย ๆ ก็เพียงพอสำหรับเช็คทิศทางเพลง


เริ่มจากเพลงเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อยพัฒนาเป็นเพลงจริง

     สิ่งที่ทำให้หลายคนเลิกแต่งเพลงเร็วเกินไป คือการพยายามทำให้เพลงสมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรก


     ในความเป็นจริง เพลงที่ดีจำนวนมากเริ่มจากไอเดียเล็ก ๆ เพียงไม่กี่โน้ต คอร์ดไม่กี่ตัว หรือประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว


     เมื่อเข้าใจองค์ประกอบของเพลงทั้งระบบ คุณจะเห็นว่าคอร์ด เมโลดี้ เนื้อร้อง จังหวะ โครงสร้างเพลง และการเรียบเรียงเพลง เชื่อมโยงกันทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องทำทุกส่วนให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น


     สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น การแต่งเพลงควรโฟกัสที่การสร้างไอเดียให้เกิดขึ้นจริง เก็บไอเดียเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ และฝึกพัฒนาให้กลายเป็นเพลงสั้น ๆ ก่อน


     เมื่อทำได้สม่ำเสมอ การแต่งเพลงทั้งเพลงจะค่อย ๆ ง่ายขึ้น เพราะคุณจะเริ่มเห็นวิธีเปลี่ยนไอเดียเล็ก ๆ ให้กลายเป็นท่อนเพลง และค่อย ๆ รวมท่อนเหล่านั้นให้เป็นเพลงจริง


     เมื่อเข้าใจภาพรวมของการเริ่มแต่งเพลงแล้ว ขั้นต่อไปคือการลงลึกเรื่องโครงสร้างเพลง เพื่อดูว่าไอเดียหนึ่งชุดควรถูกพัฒนาเป็น Verse, Chorus, Bridge หรือ Hook อย่างไร การมองโครงสร้างตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เพลงเป็นรูปเป็นร่าง และลดปัญหาเริ่มเพลงได้แต่แต่งไม่จบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น