Voice Leading กีต้าร์ ทำให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นโดยไม่ต้องจับคอร์ดยากขึ้นเสมอ

Voice Leading กีต้าร์ กับมือกีต้าร์ฝึกจับคอร์ดบนกีต้าร์โปร่งในห้องซ้อม

     Voice Leading กีต้าร์ เป็นแนวคิดสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดฟังลื่นขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้น และมีมิติทางเสียงมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องจับคอร์ดยากกว่าเดิมเสมอไป แทนที่จะมองคอร์ดเป็นเพียงชื่อคอร์ด เช่น C, G, Am หรือ F บทความนี้จะพาไปดูว่าโน้ตแต่ละตัวในคอร์ดเชื่อมต่อกันอย่างไร และมือกีต้าร์สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้กับการเล่นคอร์ด การเรียบเรียงเพลง และ Chord Melody ได้อย่างไร


     หลายครั้งมือกีต้าร์รู้จักคอร์ดมากพอสมควร แต่เมื่อเล่นต่อกันแล้วเสียงกลับฟังแข็ง กระโดด หรือไม่ต่อเนื่อง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การจับคอร์ดไม่คล่อง แต่อยู่ที่เรายังคิดเป็น “รูปทรงคอร์ด” มากกว่าการฟัง “ทิศทางของเสียง” เมื่อเข้าใจ Voice Leading หรือการนำเสียง คุณจะเริ่มได้ยินว่าคอร์ดแต่ละตัวไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมถึงกันผ่านการเคลื่อนที่ของโน้ตภายใน Harmony


Voice Leading กีต้าร์ ช่วยให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้นอย่างไร

     Voice Leading คือการทำให้โน้ตแต่ละเสียงในคอร์ดเคลื่อนไปยังคอร์ดถัดไปอย่างมีเหตุผล เสียงที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งสามารถค้างไว้ได้ ส่วนเสียงที่ต้องเปลี่ยนก็ควรขยับไปในระยะที่ฟังเป็นธรรมชาติมากที่สุด


     ตัวอย่างเช่น

     C = C E G

     Am = A C E

     คอร์ด C และ Am มีโน้ตร่วมกันคือ C และ E


     ถ้ามือกีต้าร์มองเห็นโน้ตร่วมเหล่านี้ การเปลี่ยนจาก C ไป Am จะไม่ใช่แค่การย้ายมือจากฟอร์มหนึ่งไปอีกฟอร์มหนึ่ง แต่จะกลายเป็นการเลือกอย่างตั้งใจว่าเสียงใดควรค้างไว้ เสียงใดควรขยับ และเสียงใดช่วยพา Harmony ไปข้างหน้า


     ผลลัพธ์คือเสียงคอร์ดที่ฟังต่อเนื่อง นุ่มนวล และมีความเป็นดนตรีมากขึ้น แม้ยังใช้คอร์ดชุดเดิมก็ตาม


ความต่างระหว่างการเปลี่ยนฟอร์มคอร์ดกับการนำเสียง

     การเปลี่ยนฟอร์มคอร์ดคือการคิดว่า “ตอนนี้เล่น C ต่อไปเล่น Am”


     แต่การคิดแบบ Voice Leading จะลึกกว่านั้น เพราะเราจะถามว่า “โน้ต C, E, G ในคอร์ดแรก จะเชื่อมไปหาโน้ตใดในคอร์ดถัดไปได้อย่างลื่นที่สุด”


     ความต่างนี้สำคัญมาก เพราะคอร์ดชื่อเดียวกันสามารถให้ความรู้สึกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของโน้ต ลำดับเสียง และทิศทางการเคลื่อนของเสียงภายในคอร์ด


     หากยังไม่คุ้นกับการมองคอร์ดเป็นกลุ่มของโน้ต การทบทวนพื้นฐานเรื่องคอร์ดกีต้าร์และโน้ตในคอร์ดกีต้าร์แต่ละตัวจะช่วยให้เข้าใจการนำเสียงได้เร็วขึ้น เพราะเราจะไม่ได้จำแค่รูปทรงคอร์ด แต่จะเริ่มรู้ว่าเสียงแต่ละตัวในคอร์ดกำลังทำหน้าที่อะไร


     ถ้ายังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างคอร์ดและเสียงหลักในคอร์ด การทบทวนบทความ เจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์ จะช่วยให้เข้าใจได้ชัดขึ้นว่า Root, Third และ Fifth มีผลต่อการเลือก Voicing อย่างไร


ทำไมคอร์ดบางชุดฟังลื่นกว่าทั้งที่ใช้คอร์ดเหมือนกัน

     ทางเดินคอร์ดหรือ Progression เดียวกันอาจให้ความรู้สึกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับการเลือก Voicing และการเคลื่อนที่ของเสียงภายในคอร์ด


     ตัวอย่างเช่น

     C → G → Am → F


     ถ้าเล่นด้วย Open Chord ตามปกติ เสียงรวมอาจฟังชัด ตรงไปตรงมา และเหมาะกับการร้องเพลงหรือเล่นประกอบทั่วไป


     แต่ถ้าเลือก Voicing ที่ทำให้เสียงบนสุดเคลื่อนใกล้กัน หรือมีเสียงบางตัวค้างอยู่ระหว่างคอร์ด ทางเดินคอร์ดชุดเดียวกันนี้จะฟังนุ่มขึ้น ลื่นขึ้น และมีรายละเอียดของ Harmony มากขึ้นทันที

กีต้าร์โปร่งวางบนโต๊ะพร้อมสมุดฝึกคอร์ด เมโทรนอม และดินสอ

การเคลื่อนที่น้อยที่สุดมักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

     หลักสำคัญของ Voice Leading คือ

     “อย่าขยับเสียง ถ้าเสียงนั้นไม่จำเป็นต้องขยับ”


     หากคอร์ดสองตัวมีโน้ตร่วมกัน ให้ลองเก็บโน้ตร่วมนั้นไว้ก่อน แล้วค่อยดูว่าโน้ตที่เหลือต้องขยับไปทางไหน


     ตัวอย่าง

     C = C E G

     Am = A C E

     F = F A C

     G = G B D

     จาก C ไป Am มี C และ E เป็นโน้ตร่วม

     จาก Am ไป F มี A และ C เป็นโน้ตร่วม


     จาก F ไป G แม้จะไม่มีโน้ตร่วมที่เห็นชัดเท่าคู่ก่อนหน้า แต่ยังสามารถมองการเคลื่อนที่ใกล้ ๆ ได้ เช่น F ไป G หรือ A ไป B


     เมื่อมองแบบนี้ การเปลี่ยนคอร์ดกีต้าร์จะเริ่มมีเหตุผลทางเสียงมากขึ้น ไม่ใช่แค่การจำตำแหน่งนิ้วบนคอกีต้าร์


ตัวอย่าง Voice Leading กีต้าร์ จากทางเดินคอร์ดเดียวกัน

     ลองใช้ทางเดินคอร์ดนี้เป็นแบบฝึก

     C → Am → F → G


     รอบแรก ให้เล่น Open Chord ตามปกติ แล้วฟังว่าเสียงรวมเป็นอย่างไร

     รอบที่สอง ให้ตั้งเป้าว่าเสียงบนสุดของคอร์ดควรขยับให้น้อยที่สุด หรือพยายามให้มีโน้ตบางตัวค้างอยู่ระหว่างคอร์ด


     สิ่งที่ควรฟังคือ

  • เสียงบนสุดกระโดดมากเกินไปหรือไม่
  • มีโน้ตร่วมที่สามารถค้างไว้ได้หรือไม่
  • คอร์ดถัดไปฟังต่อเนื่องจากคอร์ดก่อนหน้าหรือไม่
  • เสียงภายในคอร์ดมีทิศทาง หรือฟังเหมือนเปลี่ยนเป็นก้อน ๆ

Voice Leading กีต้าร์ แสดงมือเปลี่ยนตำแหน่งคอร์ดใกล้กันบนคอกีต้าร์

     หัวใจของแบบฝึกนี้ไม่ใช่การหาฟอร์มคอร์ดที่ยากขึ้น แต่คือการฟังว่าโน้ตตัวใดควรค้างไว้ ตัวใดควรขยับ และตัวใดกำลังสร้างแรงดึงไปสู่คอร์ดถัดไป


ตัวอย่างการฟัง Top Voice

     ลองกำหนดให้เสียงบนสุดของคอร์ดเคลื่อนแบบนี้

     G → A → A → B


     เสียงบนสุดนี้อาจเกิดจากการเลือก Voicing ของคอร์ดในทางเดินคอร์ดนี้

     C → Am → F → G


     เมื่อฟังแยกออกมา เสียงบนสุดจะทำหน้าที่คล้ายเมโลดี้เล็ก ๆ ที่ลอยอยู่เหนือคอร์ด แม้คุณไม่ได้เล่นเมโลดี้หลักโดยตรงก็ตาม


     นี่คือเหตุผลที่มือกีต้าร์บางคนเล่นคอร์ดธรรมดา แต่ฟังแล้วมีมิติ เพราะเขาไม่ได้คิดแค่ชื่อคอร์ด แต่คิดถึงทิศทางของเสียงบนสุดด้วย


เริ่มฝึก Voice Leading จากเสียงบนสุดก่อน

     สำหรับมือกีต้าร์ การเริ่มจากเสียงบนสุดเป็นวิธีที่เข้าใจง่ายและเห็นผลเร็ว เพราะผู้ฟังมักได้ยินเสียงบนสุดของคอร์ดชัดกว่าเสียงที่อยู่ด้านใน


มอง Top Voice เหมือนเมโลดี้อีกเส้นหนึ่ง

     เวลาเล่นคอร์ด ลองฟังเฉพาะโน้ตที่อยู่สูงที่สุดของแต่ละคอร์ด


     ถ้าเสียงบนสุดเคลื่อนอย่างมีทิศทาง คอร์ดจะฟังเหมือนมีเมโลดี้ซ่อนอยู่


     แต่ถ้าเสียงบนสุดกระโดดไปมาโดยไม่มีเหตุผล คอร์ดอาจฟังแข็ง แม้คุณจะจับคอร์ดถูกทุกตัวก็ตาม


     ลองฝึกด้วยทางเดินคอร์ดง่าย ๆ

     C → G → Am → F

     เล่นช้า ๆ แล้วฮัมเสียงบนสุดของคอร์ดตามไปด้วย


     ถ้าฮัมแล้วรู้สึกว่าแนวเสียงขาดช่วง หรือกระโดดแรงเกินไป ให้ลองหา Voicing อื่นที่ทำให้เสียงบนสุดเคลื่อนใกล้ขึ้น


วิธีเช็คว่า Top Voice ลื่นพอหรือยัง

     อัดเสียงตัวเองขณะเล่นคอร์ด

     จากนั้นฟังรอบแรกแบบรวมทั้งหมด

     ฟังรอบที่สองโดยสนใจเฉพาะเสียงบนสุด

     ถ้าเสียงบนสุดฟังเหมือนประโยคเมโลดี้ที่ต่อเนื่อง แสดงว่า Voicing ที่เลือกเริ่มทำงานได้ดี


     แต่ถ้าเสียงบนสุดกระโดดจนฟังเหมือนเปลี่ยนคอร์ดเป็นก้อน ๆ อาจต้องลองย้ายตำแหน่งคอร์ด หรือหาโน้ตบนสุดที่อยู่ใกล้กันมากขึ้น


Inner Voice คือหัวใจที่ทำให้คอร์ดมีชีวิต

     เมื่อเริ่มเข้าใจ Top Voice แล้ว ขั้นต่อไปคือการฟัง Inner Voice หรือเสียงภายในคอร์ด


     Inner Voice มักไม่เด่นเท่าเมโลดี้หรือเสียงเบส แต่มีผลต่ออารมณ์ของ Harmony มาก โดยเฉพาะในเพลง Pop, Soul, Jazz, R&B, Ballad และเพลงที่ต้องการรายละเอียดของเสียงประสาน


     ถ้าต้องการฝึกฟังเสียงด้านในของคอร์ดให้ละเอียดขึ้น บทความ ฝึกฟัง Inner Voice Movement จะช่วยต่อยอดจากการอ่านโครงสร้างคอร์ดไปสู่การฟังการเคลื่อนของเสียงจริงได้ดีมาก

นักดนตรีใส่หูฟังขณะฝึกฟัง Inner Voice บนคีย์บอร์ดโดยมีกีต้าร์อยู่ข้าง ๆ

     ตัวอย่างเช่น

     C

     Cmaj7

     C7

     รากคอร์ดยังคงเป็น C เหมือนเดิม แต่เสียงภายในคอร์ดเปลี่ยนจาก B ไป Bb


     การเคลื่อนเพียงครึ่งเสียงนี้ทำให้สีสันของคอร์ดเปลี่ยนทันที จากความนิ่งของ Cmaj7 ไปสู่แรงดึงของ C7 ที่อยากคลี่คลายไปหา F


ฟังเสียงที่เปลี่ยนเพียงตัวเดียว

     เวลาฝึก Inner Voice อย่าพยายามฟังทุกเสียงพร้อมกัน

     ให้เลือกติดตามเพียงเสียงเดียวก่อน


     ตัวอย่าง

     C

     Cmaj7

     Am7

     Fmaj7


     พยายามฟังว่าโน้ตใดกำลังเคลื่อนลง โน้ตใดค้างอยู่ และโน้ตใดทำหน้าที่เปลี่ยนสีของคอร์ด


     เมื่อฝึกแบบนี้บ่อย ๆ คุณจะเริ่มได้ยินว่า Harmony ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อคอร์ด แต่เปลี่ยนด้วยการขยับของเสียงเล็ก ๆ ที่อยู่ภายในคอร์ด


     การฝึกฟัง Inner Voice Movement จะช่วยให้มือกีต้าร์เข้าใจรายละเอียดของเสียงประสาน และต่อยอดไปสู่การเรียบเรียงเพลงได้ดีขึ้น


Voice Leading กับ Chord Voicing บนกีต้าร์

     Chord Voicing คือการเลือกตำแหน่งและลำดับของโน้ตในคอร์ด


     คอร์ดเดียวกันอาจมี Voicing ได้หลายแบบ เช่น C Major อาจเล่นแบบ Open Chord, Barre Chord หรือเลือกเล่นเฉพาะบางสายเพื่อให้เสียงโปร่งขึ้น


     เมื่อใช้ Voice Leading ร่วมกับ Chord Voicing มือกีต้าร์จะไม่ได้ถามแค่ว่า “คอร์ดนี้จับอย่างไร” แต่จะถามเพิ่มว่า “Voicing แบบใดช่วยพาเสียงไปยังคอร์ดถัดไปได้ดีที่สุด”


ไม่จำเป็นต้องใช้คอร์ดยากเสมอไป

     หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าอยากให้คอร์ดฟังดีขึ้น ต้องเพิ่มคอร์ดซับซ้อน เช่น

     Cmaj9

     G13

     Am11

     Fmaj7(#11)


     คอร์ดเหล่านี้มีประโยชน์ในบริบทที่เหมาะสม แต่ไม่ได้แปลว่าทุกเพลงต้องใช้คอร์ดซับซ้อนเสมอไป


     บางครั้งเพียงเลือกตำแหน่งของโน้ตให้ขยับใกล้กันขึ้น ก็ทำให้ทางเดินคอร์ดเดิมฟังเป็นมืออาชีพขึ้นได้ โดยไม่ต้องเพิ่มชื่อคอร์ดใหม่เลย


จำกัดพื้นที่บนคอกีต้าร์เพื่อฝึก Voicing

     ลองกำหนดพื้นที่บนคอกีต้าร์เพียง 4-5 เฟรต


     จากนั้นเล่นทางเดินคอร์ดเดิม โดยพยายามไม่ย้ายมือไปไกลเกินไป


     วิธีนี้จะบังคับให้คุณค้นหา Voicing ที่อยู่ใกล้กัน และเริ่มเห็นว่าเสียงในคอร์ดสามารถเชื่อมถึงกันได้โดยไม่ต้องกระโดดไปทั้งคอ


     แบบฝึกนี้เหมาะมากกับมือกีต้าร์ที่อยากพัฒนา Chord Melody เพราะการเล่น Chord Melody ต้องควบคุมทั้งเมโลดี้ เสียงเบส และ Harmony ให้ทำงานร่วมกัน


     ถ้าอยากเห็นภาพชัดขึ้นว่าเสียงบนสุดของคอร์ดทำงานร่วมกับเมโลดี้อย่างไร บทความ Chord Melody กีต้าร์โปร่ง จะช่วยให้เข้าใจการวางเมโลดี้ไว้ด้านบนของคอร์ดได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น


ข้อผิดพลาดที่ทำให้คอร์ดเปลี่ยนไม่ลื่น

     ปัญหาที่พบบ่อยคือมือกีต้าร์เปลี่ยนคอร์ดด้วยการย้ายฟอร์มทั้งก้อน โดยไม่ได้ฟังว่าโน้ตตัวใดควรค้างไว้ ตัวใดควรขยับ และตัวใดควรนำไปหาคอร์ดถัดไป


     อีกปัญหาหนึ่งคือการเลือก Voicing จากความคุ้นมือเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าเสียงบนสุดหรือเสียงภายในกำลังเคลื่อนอย่างไร


เสียงบนสุดกระโดดโดยไม่ตั้งใจ

     ถ้าเสียงบนสุดของคอร์ดกระโดดมากเกินไป ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าคอร์ดเปลี่ยนแข็ง แม้จังหวะจะตรงและนิ้วจับคอร์ดถูกต้อง


     วิธีแก้คือเลือก Voicing ที่ทำให้เสียงบนสุดเคลื่อนทีละขั้น หรือเคลื่อนด้วยระยะที่ฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้น


ใส่ Tension โดยไม่ฟังการ Resolution

     Tension เช่น 7, 9, 11 หรือ 13 ช่วยเพิ่มสีสันให้คอร์ดได้ แต่ถ้าใส่โดยไม่ฟังว่ามันจะคลี่คลายไปทางไหน เสียงอาจรกหรือค้างคาเกินไป


     ก่อนเพิ่ม Tension ให้ถามตัวเองว่า

     โน้ตนี้กำลังอยากไปหาโน้ตใด

     โน้ตนี้ช่วยพาไปคอร์ดถัดไป หรือทำให้เสียงชนกันโดยไม่จำเป็น

     โน้ตนี้เข้ากับเมโลดี้หลักหรือเสียงร้องหรือไม่

     การตั้งคำถามแบบนี้จะทำให้การใช้ Voice Leading มีเหตุผลทางดนตรีมากขึ้น


     หากต้องการอ่านอ้างอิงเพิ่มเติมในมุมทฤษฎีดนตรีสากล Open Music Theory มีหัวข้อเกี่ยวกับ Tendency Tones และการคลี่คลายเสียง ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมโน้ตบางตัวจึงมีแรงดึงไปหาโน้ตถัดไปในบริบทของ Harmony


วิธีฝึก Voice Leading กีต้าร์ ให้เห็นผลจริง

     การฝึก Voice Leading ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทฤษฎีซับซ้อน แต่ควรฝึกให้มือ หู และความเข้าใจเรื่องคอร์ดทำงานไปพร้อมกัน


ขั้นที่ 1 วิเคราะห์โน้ตในคอร์ด

     เขียนโน้ตของคอร์ดออกมาก่อน


     ตัวอย่าง

     C = C E G

     Am = A C E

     F = F A C

     G = G B D


     จากนั้นวงโน้ตร่วมระหว่างคอร์ด และสังเกตว่าโน้ตที่ไม่ร่วมกันควรขยับไปทางไหน


ขั้นที่ 2 เล่นช้าและฟังการเคลื่อนของเสียง

     อย่ารีบเปลี่ยนคอร์ดเร็วเกินไป

     เล่นคอร์ดหนึ่งค้างไว้ แล้วฟังเสียงแต่ละชั้น


     จากนั้นเปลี่ยนไปคอร์ดถัดไปอย่างช้า ๆ และฟังว่าเสียงใดค้างอยู่ เสียงใดขยับ และเสียงใดสร้างแรงดึงทาง Harmony


ขั้นที่ 3 อัดเสียงตัวเองเพื่อเช็คผลลัพธ์

     อัดการเล่นทางเดินคอร์ดเดิม 2 แบบ

     แบบแรก เล่นด้วยฟอร์มที่คุ้นมือ

     แบบที่สอง เล่นโดยพยายามใช้ Voice Leading


     จากนั้นฟังเปรียบเทียบว่าแบบใดทำให้การเปลี่ยนคอร์ดลื่นกว่า เสียงบนสุดเป็นธรรมชาติกว่า และเสียงรวมเข้ากับเพลงมากกว่า


ขั้นที่ 4 นำไปใช้กับเพลงจริง

     เลือกเพลงที่เล่นอยู่แล้ว 1 เพลง

     ไม่ต้องเปลี่ยนทุกคอร์ดในเพลง

     ให้เลือกเฉพาะจุดที่คอร์ดเปลี่ยนแล้วรู้สึกแข็ง หรือจุดที่อยากเพิ่มมิติให้ Harmony


     ลองหา Voicing ใหม่เฉพาะจุดนั้น แล้วฟังว่าเสียงร้อง เมโลดี้ หรือเครื่องดนตรีอื่นยังมีพื้นที่อยู่หรือไม่


แบบฝึก Voice Leading สำหรับมือกีต้าร์วันละ 10 นาที

     แบบฝึกนี้เหมาะสำหรับมือกีต้าร์ที่อยากค่อย ๆ พัฒนาหูและการเลือก Voicing โดยไม่ต้องใช้เวลานานเกินไป


     เลือกทางเดินคอร์ดสั้น ๆ เช่น

     C → Am → F → G


นาทีที่ 1-3 เล่นคอร์ดตามปกติ

     เล่นทางเดินคอร์ดตามฟอร์มที่คุ้นมือก่อน

     ฟังเสียงรวมโดยไม่ต้องแก้อะไร

     เป้าหมายคือเก็บเสียงตั้งต้นไว้เปรียบเทียบ


นาทีที่ 4-6 ฟังเสียงบนสุด

     เล่นทางเดินคอร์ดเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้สนใจเฉพาะเสียงบนสุดของคอร์ด

     ลองฮัมตามเสียงบนสุดไปด้วย

     ถ้าฮัมแล้วรู้สึกว่าเสียงกระโดดมากเกินไป ให้ลองหา Voicing ที่ทำให้เสียงบนสุดเคลื่อนใกล้ขึ้น


นาทีที่ 7-8 หาโน้ตร่วม

     ดูว่าแต่ละคอร์ดมีโน้ตร่วมกันหรือไม่

     จาก C ไป Am มี C และ E ร่วมกัน

     จาก Am ไป F มี A และ C ร่วมกัน

     ลองเก็บโน้ตร่วมเหล่านี้ไว้ในเสียงคอร์ดให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้


นาทีที่ 9-10 อัดเสียงและฟังย้อนกลับ

     อัดเสียงสั้น ๆ แล้วฟังว่าทางเดินคอร์ดฟังลื่นขึ้นหรือไม่

     เช็คว่าเสียงบนสุดมีทิศทางหรือยัง

     เช็คว่าเสียงภายในคอร์ดเคลื่อนอย่างเป็นธรรมชาติหรือไม่

     ถ้ายังไม่ลื่น ให้ปรับทีละจุด ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งทางเดินคอร์ดพร้อมกัน


Voice Leading ช่วยอะไรกับการเรียบเรียงเพลง

     การเรียบเรียงเพลงที่ดีไม่ได้เกิดจากการใส่โน้ตให้มากที่สุด แต่เกิดจากการเลือกให้แต่ละเสียงมีหน้าที่ชัดเจน


     เมื่อเข้าใจ Voice Leading มือกีต้าร์จะจัดบทบาทของตัวเองในเพลงได้ดีขึ้น


     เช่น ถ้าเสียงร้องอยู่ในย่านสูง กีต้าร์อาจเลือก Voicing ที่โปร่งขึ้นและไม่แย่งพื้นที่เมโลดี้


     ถ้าคีย์บอร์ดเล่นคอร์ดเต็มอยู่แล้ว กีต้าร์อาจเล่นเพียงบางเสียงของคอร์ด เพื่อเสริม Inner Voice หรือสร้าง Texture เพิ่มเติม


     ถ้ามือเบสกำลังเดินไลน์เบสชัดเจน กีต้าร์อาจไม่จำเป็นต้องเน้นรากคอร์ดทุกครั้ง แต่เลือกเล่นเสียง Guide Tone หรือเสียงที่บอกลักษณะสำคัญของคอร์ดแทน


     ถ้าต้องการต่อยอดเรื่องเสียงนำที่บอกคาแรคเตอร์ของคอร์ด บทความ Guide Tone Line จะช่วยให้เห็นวิธีใช้เสียง 3rd และ 7th เพื่อทำให้คอร์ดแจ๊สและบลูส์เชื่อมกันได้เนียนขึ้น

Voice Leading กีต้าร์ กับการจัดวางกีต้าร์ เบส คีย์บอร์ด และกลองในห้องซ้อม

ทำให้กีต้าร์ไม่ชนกับเครื่องดนตรีอื่น

     ในวงจริง คอร์ดไม่ได้มีแค่กีต้าร์ตัวเดียว


     เสียงร้อง เบส คีย์บอร์ด และเครื่องดนตรีอื่นล้วนมีพื้นที่ของตัวเอง


     Voice Leading ช่วยให้มือกีต้าร์เลือกเล่นเฉพาะเสียงที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการเล่นคอร์ดแน่นเกินไปจนชนกับเครื่องดนตรีอื่น


     นี่คือจุดที่ทำให้การเล่นกีต้าร์ประกอบเพลงฟังเป็นมืออาชีพขึ้น ไม่ใช่เพราะเล่นยากขึ้น แต่เพราะเล่นพอดีกับบริบทของเพลงมากขึ้น


สรุป Voice Leading กีต้าร์

     แนวคิดเรื่องการนำเสียงบนกีต้าร์ไม่ได้หมายถึงการใช้คอร์ดซับซ้อนขึ้นเสมอไป แต่คือการทำให้โน้ตแต่ละตัวภายในคอร์ดเคลื่อนที่อย่างลื่นไหลและมีเหตุผลมากขึ้น เมื่อเริ่มมองคอร์ดเป็นกลุ่มของเสียงแทนการมองเป็นชื่อคอร์ดเพียงอย่างเดียว คุณจะเข้าใจ Harmony ลึกขึ้น เลือก Voicing ได้ดีขึ้น และทำให้การเปลี่ยนคอร์ดกีต้าร์ฟังเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม


     แนวคิดนี้ยังต่อยอดไปสู่ Chord Melody การเรียบเรียงเพลง การเล่นร่วมวง และการสร้างเสียงประสานที่ไม่ชนกันได้อย่างชัดเจน วิธีฝึกที่ดีที่สุดคือเริ่มจากทางเดินคอร์ดสั้น ๆ ฟังเสียงบนสุด หาโน้ตร่วม เช็ค Inner Voice แล้วนำไปใช้กับเพลงจริงทีละจุด เมื่อฝึกต่อเนื่อง คุณจะพบว่าคอร์ดเดิมสามารถฟังมีมิติขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้การจับคอร์ดยากขึ้นเสมอไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น