จังหวะ 6/8 กับ 12/8 มักทำให้หลายคนสับสน เพราะถ้ามองเพียงจำนวนโน้ตในหนึ่งห้อง 6/8 อาจดูคล้าย 3/4 ส่วน 12/8 ก็อาจฟังคล้าย 4/4 ที่แบ่งจังหวะย่อยออกเป็นสามส่วน แต่หัวใจของ Compound Meter ไม่ได้อยู่ที่จำนวนตัวโน้ตเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญกว่าคือ ในหนึ่งห้องเรารับรู้ Beat หรือจังหวะหลักกี่ครั้ง และจังหวะหลักแต่ละครั้งถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยกี่ส่วน
หลักสำคัญคือ Simple Meter แบ่งจังหวะหลักหนึ่งครั้งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนจังหวะแบบ Compound แบ่งจังหวะหลักหนึ่งครั้งออกเป็น 3 ส่วน ดังนั้น 3/4, 4/4, 6/8 และ 12/8 จึงให้ความรู้สึกทางจังหวะต่างกัน แม้บางแบบจะมีจำนวนโน้ตย่อยในหนึ่งห้องเท่ากันก็ตาม
Compound Meter คืออะไร และต่างจาก Simple Meter ตรงไหน
ถ้าต้องการเข้าใจ Meter หรือแบบแผนการจัดจังหวะให้ชัดเจน ไม่ควรเริ่มจากการจำตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ควรถามก่อนว่า “จังหวะหลักหนึ่งครั้งถูกแบ่งออกเป็นกี่ส่วน”
ใน Simple Meter จังหวะหลักหนึ่งครั้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
3/4 จึงมองโครงสร้างได้เป็น
2 + 2 + 2
หมายความว่า ในหนึ่งห้องมีจังหวะหลัก 3 ครั้ง และจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งย่อยเป็นโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น 2 ตัว
ส่วน 4/4 มองโครงสร้างได้เป็น
2 + 2 + 2 + 2
หมายความว่า ในหนึ่งห้องมีจังหวะหลัก 4 ครั้ง และจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วนเช่นเดียวกัน
โครงสร้างแบบ Compound ใช้หลักต่างออกไป เพราะจังหวะหลักหนึ่งครั้งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
6/8 จึงมองโครงสร้างได้เป็น
3 + 3
ส่วน 12/8 มองได้เป็น
3 + 3 + 3 + 3
จุดนี้สำคัญมาก เพราะเลข 6 หรือ 12 ที่อยู่ด้านบนของ Time Signature หรือเครื่องหมายกำหนดจังหวะ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเคาะเท้า 6 หรือ 12 ครั้งต่อห้องเสมอไป จำนวนหน่วยโน้ตที่เขียนอยู่ในหนึ่งห้องกับจำนวนจังหวะหลักที่เรารับรู้เป็นคนละเรื่องกัน
หลักการแบ่งจังหวะนี้สอดคล้องกับคำอธิบายใน Open Music Theory ซึ่งแยก Meter แบบ Simple และแบบ Compound จากวิธีแบ่ง Beat ภายใน โดยแบบ Compound แบ่ง Beat หลักออกเป็นสามส่วน
ถ้ายังไม่คุ้นกับความหมายพื้นฐานของ Time Signature และค่าตัวโน้ต ควรทบทวนเรื่อง การอ่านโน้ตดนตรี ตัวเขบ็จ และเครื่องหมายหยุด ก่อน แล้วจึงกลับมาดูเรื่องการจัดกลุ่มจังหวะในบทนี้
Beat กับ Subdivision ต่างกันอย่างไร
Beat ในบทนี้หมายถึงจังหวะหลักที่ใช้เป็นจุดอ้างอิง เช่น จังหวะที่เราใช้เคาะเท้า โยกตัว หรือนับตาม ส่วน Subdivision หมายถึงการแบ่งจังหวะหลักหนึ่งครั้งออกเป็นหน่วยย่อย
ถ้านึกว่าจังหวะหลักหนึ่งครั้งเป็นช่วงเวลาหนึ่งช่วง จะเห็นความแตกต่างได้ง่ายขึ้น
Simple Meter
Beat → 2 ส่วน
จังหวะแบบ Compound
Beat → 3 ส่วน
ดังนั้น เวลาเราฟัง Meter สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าได้ยินเสียงกี่ครั้ง แต่ต้องฟังด้วยว่าเสียงเหล่านั้นถูกจัดรวมเป็นกลุ่มอย่างไร และตำแหน่งใดทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มของจังหวะหลักแต่ละกลุ่ม
ตัวอย่างเช่น โน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น 6 ตัวสามารถจัดกลุ่มได้เป็น
2 + 2 + 2
หรือ
3 + 3
จำนวนโน้ตยังคงเป็น 6 ตัวเท่าเดิม แต่เมื่อเปลี่ยนวิธีจัดกลุ่ม ตำแหน่งที่เรารับรู้ว่าเป็นต้นของจังหวะหลักก็เปลี่ยนตาม ความรู้สึกทางจังหวะจึงเปลี่ยนไปด้วย
ทำไม 6/8 จึงมักรู้สึกเป็น 2 Beat หลัก ไม่ใช่ 6 Beat
6/8 หมายความว่า ในหนึ่งห้องมีความยาวรวมเท่ากับโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น 6 ตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรับรู้เป็นจังหวะหลัก 6 ครั้ง
ใน 6/8 แบบ Compound โครงสร้างพื้นฐานคือ
1 2 3 | 4 5 6
ถ้านับตามจังหวะหลัก เราจะรับรู้เป็น 2 กลุ่ม
ONE la li | TWO la li
ในตัวอย่างนี้ la-li เป็นเพียงพยางค์ช่วยนับหน่วยย่อยภายในแต่ละจังหวะหลัก เพื่อให้ได้ยินการแบ่งเป็นสามส่วนได้ชัดขึ้น
ดังนั้น 6/8 จึงมีจังหวะหลัก 2 ครั้ง และจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งย่อยออกเป็น 3 ส่วน
จังหวะหลักแรกครอบคลุมโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้นตัวที่ 1–3
จังหวะหลักที่สองครอบคลุมโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้นตัวที่ 4–6
ด้วยเหตุนี้ 6/8 จึงเรียกว่า Compound Duple Meter คำว่า Compound บอกว่าจังหวะหลักหนึ่งครั้งแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนคำว่า Duple บอกว่าหนึ่งห้องมีจังหวะหลัก 2 ครั้ง
ถ้าเพลงมี Tempo ช้ามาก เราอาจรับรู้หน่วยย่อยทั้ง 6 ตำแหน่งได้ชัดขึ้น แต่การจัดกลุ่มแบบ 3 + 3 ยังคงเป็นหลักสำคัญที่ช่วยให้แยก 6/8 ออกจาก 3/4 ได้
6/8 กับ 3/4 ต่างกันอย่างไร แม้มีจำนวนโน้ตต่อห้องเท่ากัน
จุดนี้แสดงให้เห็นชัดที่สุดว่า จำนวนโน้ตเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเพลงใช้ Meter แบบใด
ถ้าเขียนโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้นต่อเนื่อง 6 ตัว ทั้ง 3/4 และ 6/8 สามารถมีโน้ตจำนวนนี้อยู่ในหนึ่งห้องได้เหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีจัดกลุ่ม
3/4:
1 & | 2 & | 3 &
โครงสร้างคือ
2 + 2 + 2
จึงมีจังหวะหลัก 3 ครั้ง
ส่วน 6/8:
ONE la li | TWO la li
โครงสร้างคือ
3 + 3
จึงมีจังหวะหลัก 2 ครั้ง
ดังนั้น การบอกว่า “3/4 กับ 6/8 เหมือนกัน เพราะมีโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น 6 ตัวเท่ากัน” จึงไม่ถูกต้อง สิ่งที่ทำให้สองแบบนี้ต่างกันคือ จำนวนจังหวะหลัก วิธีแบ่งจังหวะหลัก และตำแหน่งที่เรารับรู้ว่าเป็นจุดสำคัญของจังหวะ
Metric Accent ทำให้ 3/4 กับ 6/8 ฟังต่างกัน
Metric Accent หรือ “น้ำหนักตามโครงสร้างจังหวะ” หมายถึงการที่บางตำแหน่งในหนึ่งห้องมีความสำคัญต่อการรับรู้จังหวะมากกว่าตำแหน่งอื่น
ใน 3/4 เรามักรับรู้เป็น
ONE & | TWO & | THREE &
จังหวะที่ 1 มีความสำคัญมากที่สุดในเชิงโครงสร้าง แต่จังหวะที่ 2 และ 3 ก็ยังเป็นจังหวะหลักของห้อง ไม่ใช่เพียงโน้ตย่อยที่คั่นอยู่ระหว่างจังหวะ
ส่วนใน 6/8 เรามักรับรู้เป็น
ONE la li | TWO la li
ถ้านับโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้นทั้ง 6 ตัว จุดเริ่มของสองกลุ่มจะอยู่ที่
1 2 3 | 4 5 6
ดังนั้น ตำแหน่ง 1 และ 4 จึงเป็นจุดเริ่มของจังหวะหลักทั้งสองกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม การเป็นตำแหน่งสำคัญในโครงสร้างจังหวะไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นต้องเล่นโน้ตตรงตำแหน่ง 1 และ 4 ให้ดังที่สุดทุกครั้ง แต่หมายความว่าตำแหน่งเหล่านี้ช่วยสร้างกรอบให้ผู้ฟังรับรู้ว่า 6/8 ถูกแบ่งออกเป็น 3 + 3
12/8 คืออะไร และทำไมจึงรู้สึกเป็น 4 Beat หลัก
12/8 ใช้หลักเดียวกับ 6/8 แต่เพิ่มจำนวนจังหวะหลักเป็น 4 ครั้งต่อห้อง
โครงสร้างคือ
3 + 3 + 3 + 3
สามารถนับเป็น
ONE la li
TWO la li
THREE la li
FOUR la li
จังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งย่อยออกเป็น 3 ส่วน จึงเรียกว่า Compound Quadruple Meter
คำว่า Quadruple หมายถึงมีจังหวะหลัก 4 ครั้งต่อห้อง ไม่ได้หมายความว่าในหนึ่งห้องต้องมีโน้ตเพียง 4 ตัว
ถ้ามองเฉพาะเลข 12 ด้านบน เราอาจเผลอนับโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้นทั้ง 12 ตัวเหมือนเป็นจังหวะหลักที่มีน้ำหนักเท่ากัน แต่เมื่อฟังดนตรีจริง เรามักรับรู้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ และแต่ละกลุ่มมีหน่วยย่อย 3 ส่วนอยู่ภายใน
Compound Meter กับ Simple Meter: 12/8 กับ 4/4 ต่างกันตรง Subdivision อย่างไร
4/4 และ 12/8 มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือสามารถรับรู้เป็นจังหวะหลัก 4 ครั้งต่อห้องได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือวิธีแบ่งพื้นที่ภายในจังหวะหลักแต่ละครั้ง
4/4 แบบ Simple Meter:
1 & | 2 & | 3 & | 4 &
โครงสร้างคือ
2 + 2 + 2 + 2
ส่วน 12/8:
1 la li | 2 la li | 3 la li | 4 la li
โครงสร้างคือ
3 + 3 + 3 + 3
ดังนั้น จำนวนจังหวะหลักเพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะบอกว่าทั้งสอง Meter ให้ความรู้สึกเหมือนกัน
4/4 แบ่งจังหวะหลักหนึ่งครั้งออกเป็น 2 ส่วนตามโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน 12/8 แบ่งจังหวะหลักหนึ่งครั้งออกเป็น 3 ส่วน จึงทำให้การเคลื่อนไหวของโน้ตย่อยภายในจังหวะหลักแตกต่างกัน แม้ว่าทั้งสองแบบจะมีจังหวะหลัก 4 ครั้งต่อห้องเหมือนกันก็ตาม
ทำไม 12/8 ฟังคล้าย 4/4 ที่เล่น Triplet แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ถ้าเล่น 4/4 แล้วแบ่งทุกจังหวะหลักเป็น Triplet ต่อเนื่องกัน ผลที่ได้อาจฟังใกล้เคียงกับ 12/8 มาก เพราะทั้งสองกรณีมีจังหวะหลัก 4 ครั้ง และภายในจังหวะหลักแต่ละครั้งมีการแบ่งเป็น 3 ส่วน
แต่ไม่ควรสรุปว่า
12/8 = 4/4 + Triplet
เสมอไป
ใน 12/8 การแบ่งเป็น 3 ส่วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างจังหวะตั้งแต่ต้น จึงไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมาย Tuplet กำกับทุกกลุ่ม
ส่วน Triplet ใน Simple Meter คือการแบ่งจังหวะหลักหนึ่งครั้งออกเป็น 3 ส่วน แทนการแบ่งตามปกติที่เป็น 2 ส่วน
ดังนั้น ช่วงดนตรีบางช่วงอาจฟังใกล้เคียงกันมาก แต่รูปแบบการเขียนโน้ต ลำดับความสำคัญของจังหวะ ตำแหน่งที่เน้น และบริบทของเพลงอาจแตกต่างกัน
การเปรียบเทียบนี้จึงมีไว้เพื่อช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใด 12/8 จึงให้ความรู้สึกคล้ายการแบ่งจังหวะเป็นสามส่วน ไม่ได้หมายความว่า 12/8 กับ Triplet เป็นสิ่งเดียวกัน
Dotted Quarter Note มีบทบาทอย่างไรใน Compound Meter
ใน 6/8 และ 12/8 ค่าตัวโน้ตที่มักใช้แทนจังหวะหลักคือ Dotted Quarter Note หรือโน้ตตัวดำประจุด
Dotted Quarter Note มีความยาวเท่ากับโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น 3 ตัว จึงพอดีกับหนึ่งกลุ่มของจังหวะแบบ Compound
6/8:
3 + 3
จึงมี Dotted Quarter Note เป็นจังหวะหลัก 2 ครั้ง
12/8:
3 + 3 + 3 + 3
จึงมี Dotted Quarter Note เป็นจังหวะหลัก 4 ครั้ง
ดังนั้น แทนที่จะมอง 6/8 ว่าเป็นจังหวะย่อย 6 ครั้ง การใช้ Dotted Quarter Note เป็นหน่วยของจังหวะหลักจะช่วยให้รับรู้โครงสร้าง 3 + 3 ได้ชัดกว่า
หลักเดียวกันใช้กับ 12/8 โดยเราจะรับรู้เป็นจังหวะหลัก 4 ครั้ง และจังหวะหลักแต่ละครั้งครอบคลุมโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น 3 ตัว
Accent และ Beat Grouping ทำให้เราได้ยิน Meter อย่างไร
น้ำหนักตามโครงสร้างจังหวะไม่ได้หมายความว่าโน้ตบางตำแหน่งต้องถูกเล่นดังที่สุดเสมอไป
นักดนตรีสามารถเล่น Syncopation หรือการวางจังหวะเน้นในตำแหน่งที่ไม่ตรงกับจังหวะหลัก เน้นเสียงสวนกับจังหวะหลัก หรือเว้นเสียงตรงจังหวะแรกของห้องได้ แต่ผู้ฟังยังสามารถรับรู้ Meter เดิมได้ เพราะแนวทำนอง เบส กลอง และองค์ประกอบอื่นยังช่วยรักษากรอบของจังหวะไว้
จึงควรแยกสองแนวคิดนี้ออกจากกัน
Metric Accent = ตำแหน่งที่มีความสำคัญตามโครงสร้างของ Meter
Performance Accent = ตำแหน่งที่ผู้เล่นตั้งใจทำให้เด่นเป็นพิเศษขณะเล่นจริง
สองอย่างนี้อาจตรงกันหรือไม่ตรงกันก็ได้
ตัวอย่างเช่น ใน 6/8 มือกลองอาจไม่ได้ตีเสียงหนักตรงต้นของทั้งสองกลุ่มทุกห้อง แต่ถ้ากลอง เบส และแนวทำนองยังช่วยให้ผู้ฟังรับรู้การจัดกลุ่ม 3 + 3 ได้ โครงสร้างแบบ Compound Duple ก็ยังคงฟังชัดเจน
ตารางเปรียบเทียบ 3/4, 4/4, 6/8 และ 12/8
| Time Signature | ประเภท Meter | จังหวะหลัก | การแบ่งหนึ่งจังหวะหลัก | การจัดกลุ่ม |
|---|---|---|---|---|
| 3/4 | Simple Triple | 3 | 2 ส่วน | 2 + 2 + 2 |
| 4/4 | Simple Quadruple | 4 | 2 ส่วน | 2 + 2 + 2 + 2 |
| 6/8 | Compound Duple | 2 | 3 ส่วน | 3 + 3 |
| 12/8 | Compound Quadruple | 4 | 3 ส่วน | 3 + 3 + 3 + 3 |
ใน 3/4 และ 4/4 ผู้เล่นมักรับรู้ Quarter Note หรือโน้ตตัวดำเป็นจังหวะหลัก ส่วนใน 6/8 และ 12/8 ผู้เล่นมักรับรู้ Dotted Quarter Note หรือโน้ตตัวดำประจุดเป็นจังหวะหลัก เพราะจังหวะหลักหนึ่งครั้งครอบคลุมหน่วยย่อย 3 ส่วน
ตารางนี้จึงช่วยให้เห็นชัดว่า “จำนวนจังหวะหลัก” กับ “จำนวนโน้ตย่อย” เป็นคนละเรื่องกัน และไม่ควรตัดสิน Meter จากตัวเลขใน Time Signature เพียงอย่างเดียว
9/8 ก็ใช้หลักแบบ Compound เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปมองได้เป็นจังหวะหลัก 3 ครั้ง และจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน จึงเรียกว่า Compound Triple Meter แต่ในบทนี้ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดของ 9/8 เพราะหัวข้อหลักคือการเปรียบเทียบ 3/4, 4/4, 6/8 และ 12/8
ในทางกลับกัน ไม่ควรสรุปว่า Time Signature ทุกแบบที่มีเลขล่างเป็น 8 จะต้องเป็นจังหวะแบบ Compound เพราะยังมี Meter แบบอื่นที่ใช้วิธีจัดกลุ่มแตกต่างออกไป
ลองเคาะโน้ต 6 ตัวเหมือนกัน แล้วเปลี่ยนจาก 3/4 เป็น 6/8
การทดลองนี้เป็นวิธีง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจว่า จำนวนโน้ตเท่าเดิมไม่ได้หมายความว่า Meter ต้องเหมือนเดิม
เริ่มจากเคาะเสียง 6 ครั้ง โดยรักษาระยะห่างระหว่างเสียงแต่ละครั้งให้เท่ากัน
รอบ A จัดกลุ่มเป็น
1 2 | 3 4 | 5 6
เน้นเล็กน้อยที่ตำแหน่ง
1 — 3 — 5
แล้วลองนับเป็น
ONE & | TWO & | THREE &
วิธีนี้ทำให้เรารับรู้เป็นจังหวะหลัก 3 ครั้ง จึงสอดคล้องกับโครงสร้างของ 3/4
จากนั้นรักษาความเร็วและระยะห่างของเสียงทั้ง 6 ครั้งไว้เท่าเดิม
รอบ B เปลี่ยนเฉพาะวิธีจัดกลุ่มเป็น
1 2 3 | 4 5 6
เน้นเล็กน้อยที่ตำแหน่ง
1 — 4
แล้วลองนับเป็น
ONE la li | TWO la li
เสียงทั้ง 6 ครั้งยังอยู่ในตำแหน่งเดิม แต่กรอบที่เราใช้รับรู้จังหวะเปลี่ยนจาก 3 จังหวะหลักเป็น 2 จังหวะหลัก
นี่คือหัวใจของการฟัง Meter:
โน้ตเท่าเดิม แต่จัดกลุ่มต่างกัน ความรู้สึกทางจังหวะจึงต่างกัน
ถ้าลองสลับรอบ A กับรอบ B โดยไม่เร่งหรือชะลอ แล้วสามารถรับรู้เป็น 3 จังหวะหลักในรอบแรก และ 2 จังหวะหลักในรอบที่สองได้ แสดงว่าเริ่มแยก 3/4 กับ 6/8 จากวิธีจัดกลุ่มจังหวะได้แล้ว โดยไม่ต้องอาศัยเพียงตัวเลขที่เขียนอยู่บนกระดาษ
ลองเปรียบเทียบ 4/4 กับ 12/8 จาก 4 Beat หลักชุดเดียวกัน
คราวนี้ให้เคาะเท้าเป็นจังหวะหลัก 4 ครั้งต่อห้อง และรักษาความเร็วของจังหวะหลักให้เท่าเดิมตลอดการทดลอง
รอบแรก แบ่งจังหวะหลักแต่ละครั้งออกเป็น 2 ส่วน
1 &
2 &
3 &
4 &
จะได้โครงสร้าง
2 + 2 + 2 + 2
ซึ่งตรงกับ Simple Meter แบบ 4/4
รอบต่อมา รักษาจังหวะหลักทั้ง 4 ครั้งไว้เหมือนเดิม แต่แบ่งจังหวะหลักแต่ละครั้งออกเป็น 3 ส่วน
1 la li
2 la li
3 la li
4 la li
จะได้
3 + 3 + 3 + 3
ซึ่งทำให้ได้ยินลักษณะของ 12/8
สิ่งที่ควรสังเกตคือ จำนวนจังหวะหลักยังคงเป็น 4 ครั้งเท่าเดิม แต่หน่วยย่อยภายในจังหวะหลักถูกแบ่งไม่เหมือนกัน นี่คือเหตุผลที่ 4/4 กับ 12/8 อาจมีจังหวะหลักที่ดำเนินด้วยความเร็วใกล้เคียงกัน แต่ให้ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวภายในต่างกัน
หากต้องการนำแนวคิดเรื่องการแบ่งจังหวะหลักไปฝึก Timing และ Groove ต่อ สามารถอ่าน ฝึก Subdivision ให้มือกลอง มือเบส และมือกีต้าร์ล็อก Groove เดียวกัน เพื่อฝึกการแบ่งจังหวะในเชิงทักษะต่อจากความเข้าใจเรื่อง Meter ในบทนี้
มือกลอง มือเบส และมือกีต้าร์ควรรู้สึก Beat หลักตรงไหน
จังหวะแบบ Compound จะเข้าใจง่ายขึ้นเมื่อเราไม่พยายามให้โน้ตย่อยทุกตัวมีน้ำหนักเท่ากัน แต่หันมาฟังว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นช่วยบอกตำแหน่งของจังหวะหลักอย่างไร
มือกลอง
ใน 6/8 มือกลองสามารถใช้ Kick, Snare หรือการเน้นเสียงในตำแหน่งสำคัญเพื่อช่วยให้โครงสร้างสองกลุ่มชัดขึ้น
คิดเป็น
ONE la li | TWO la li
ไม่ได้หมายความว่าต้องตีเสียงหนักตรงต้นจังหวะหลักทุกครั้ง แต่ภาพรวมของ Groove ควรช่วยให้ผู้ฟังรับรู้การจัดกลุ่มแบบ 3 + 3 ได้
ใน 12/8 ใช้หลักเดียวกัน แต่ขยายเป็นจังหวะหลัก 4 ครั้ง โดยจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
มือเบส
มือเบสไม่จำเป็นต้องเล่นครบทุก Subdivision เพื่อทำให้โครงสร้างของจังหวะชัดเจน
ลองเริ่มจากเล่น Root Note หรือโน้ตรากของคอร์ดเฉพาะตรงต้นจังหวะหลักใน 6/8
1 . . | 4 . .
เมื่อเริ่มรับรู้การจัดกลุ่ม 3 + 3 ได้ชัดแล้ว จึงค่อยเพิ่ม Passing Note หรือโน้ตเชื่อมระหว่างจังหวะหลัก เพื่อทำให้แนวเบสเคลื่อนไหวต่อเนื่องมากขึ้น
แนวเบสอาจเล่นโน้ตได้ตรงตามตำแหน่งจังหวะทุกตัว แต่ถ้าไม่ช่วยให้ผู้ฟังรับรู้ว่าจังหวะหลักอยู่ตรงไหน Meter ก็ยังฟังไม่ชัด
มือกีต้าร์
มือกีต้าร์สามารถลองใช้การตีคอร์ดแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้รูปแบบการตีคอร์ดที่ซับซ้อน
3/4:
DOWN - | DOWN - | DOWN -
ให้รับรู้เป็นจังหวะหลัก 3 ครั้ง
6/8:
DOWN x x | DOWN x x
ให้รับรู้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยแต่ละกลุ่มมีหน่วยย่อย 3 ส่วน
เครื่องหมาย x ในตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องตีสายจริงทุกตำแหน่ง แต่ใช้แทนตำแหน่งย่อยภายในจังหวะหลัก เพื่อช่วยให้เห็นการจัดกลุ่มได้ง่ายขึ้น
ถ้าลองเล่นสองแบบด้วยความเร็วของโน้ตย่อยใกล้เคียงกัน แล้วร่างกายยังรับรู้เป็น 3 จังหวะหลักใน 3/4 และ 2 จังหวะหลักใน 6/8 ได้ แสดงว่าเริ่มจับการจัดกลุ่มของแต่ละ Meter ได้ชัดเจนแล้ว
Tempo และ BPM ใน 6/8 หรือ 12/8 ควรอ่านอย่างไร
BPM ไม่ใช่ Meter และตัวเลข BPM จะบอกความเร็วได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อเรารู้ด้วยว่าใช้ค่าตัวโน้ตใดเป็นหน่วยอ้างอิง
ตัวอย่างเช่น ใน 6/8 อาจกำหนด Tempo ว่า
Dotted Quarter Note = 80 BPM
หมายความว่า จังหวะหลักซึ่งมีค่าเท่ากับ Dotted Quarter Note เกิดขึ้น 80 ครั้งต่อนาที
สิ่งนี้ต่างจาก
Eighth Note = 80 BPM
เพราะค่าตัวโน้ตที่ใช้เป็นหน่วยอ้างอิงไม่เท่ากัน
ดังนั้น เมื่อเห็นตัวเลข BPM ในจังหวะแบบ Compound อย่าดูเพียงตัวเลข ต้องเช็คด้วยว่า BPM นั้นใช้ค่าตัวโน้ตชนิดใดเป็นหน่วยอ้างอิง
ควรแยกสามเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัด
BPM = ความเร็วของจังหวะที่ใช้เป็นจุดอ้างอิง
Meter = วิธีจัดจังหวะหลักภายในหนึ่งห้อง
Subdivision = วิธีแบ่งจังหวะหลักออกเป็นหน่วยย่อย
เพลงสองเพลงจึงสามารถมี Tempo ใกล้เคียงกันแต่ใช้ Meter ต่างกัน หรือใช้ Meter แบบเดียวกันแต่มี Tempo ต่างกันได้
หากต้องการทำความเข้าใจให้ชัดขึ้นว่า BPM บอกความเร็วของจังหวะอ้างอิงอย่างไร และต่างจาก Tempo กับรูปแบบจังหวะตรงไหน สามารถอ่านเรื่อง BPM คืออะไร ต่างจาก Tempo และจังหวะอย่างไร ต่อได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเข้าใจ Compound Meter
ข้อผิดพลาดแรกคือ เห็น 6/8 แล้วพยายามเคาะเท้าครบ 6 ครั้งต่อห้องเสมอ ทั้งที่ในโครงสร้างแบบ Compound Duple การจับจังหวะหลัก 2 ครั้งมักช่วยให้รับรู้การจัดกลุ่ม 3 + 3 ได้ชัดกว่า
ข้อผิดพลาดต่อมาคือ คิดว่า 6/8 เหมือน 3/4 เพราะทั้งคู่สามารถมีโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้น 6 ตัวต่อห้องได้ สิ่งที่ต้องฟังคือ 3/4 จัดเป็น 2 + 2 + 2 ส่วน 6/8 จัดเป็น 3 + 3
สำหรับ 12/8 ไม่ควรสรุปว่าเป็น 4/4 ที่ “เติม Triplet เข้าไป” ทุกกรณี แม้บางช่วงอาจฟังใกล้เคียงกัน เพราะโครงสร้างจังหวะและรูปแบบการเขียนโน้ตอาจทำหน้าที่ต่างกัน
อีกความเข้าใจผิดหนึ่งคือ คิดว่าเลขล่าง 8 หมายความว่าโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้นต้องเป็นจังหวะที่เราเคาะเท้าตามเสมอ ใน 6/8 และ 12/8 ผู้เล่นมักใช้ Dotted Quarter Note เป็นหน่วยของจังหวะหลักแทน
นอกจากนี้ ไม่ควรจำว่า Time Signature ทุกแบบที่ลงท้ายด้วย /8 เป็นจังหวะแบบ Compound เพราะสิ่งที่กำหนดลักษณะนี้คือวิธีจัดจังหวะหลักและการแบ่งจังหวะหลักหนึ่งครั้งออกเป็น 3 ส่วน ไม่ใช่เลข 8 เพียงอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดสุดท้ายคือ อ่านโน้ตถูกทุกตัวแต่จัดน้ำหนักผิดกลุ่ม หากโน้ต 6 ตัวใน 6/8 ถูกเล่นโดยรับรู้เป็น 2 + 2 + 2 ตลอด ความรู้สึกทางจังหวะอาจเอนไปทาง Simple Triple แทนที่จะทำให้โครงสร้าง 3 + 3 ชัดเจน
เข้าใจ Compound Meter ให้ฟัง Beat หลักก่อนนับโน้ตย่อย
ความแตกต่างของ 3/4, 4/4, 6/8 และ 12/8 ไม่ได้อยู่ที่จำนวนตัวโน้ตในหนึ่งห้องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจำนวนจังหวะหลักและวิธีแบ่งจังหวะหลักออกเป็นส่วนย่อย
3/4 คือ จังหวะหลัก 3 ครั้ง โดยจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
4/4 คือ จังหวะหลัก 4 ครั้ง โดยจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
6/8 คือ จังหวะหลัก 2 ครั้ง โดยจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
12/8 คือ จังหวะหลัก 4 ครั้ง โดยจังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ถ้าฟังเพียงจำนวนโน้ต เราอาจสับสนระหว่าง 3/4 กับ 6/8 หรือระหว่าง 4/4 กับ 12/8 ได้ง่าย แต่เมื่อเริ่มฟังว่าหนึ่งห้องมีจังหวะหลักกี่ครั้ง จังหวะหลักแต่ละครั้งแบ่งออกเป็นสองหรือสามส่วน และตำแหน่งใดทำหน้าที่เป็นจุดสำคัญของจังหวะ แนวคิดเรื่องจังหวะแบบ Compound จะกลายเป็นสิ่งที่เราฟังและรับรู้ได้จริง ไม่ใช่เพียงสูตรที่ต้องจำจากตัวเลขใน Time Signature





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น