วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้าให้เหมาะกับแนวเพลง ดูทรง ปิ๊กอัพ สเกล และความต่างของแต่ละรุ่นอย่างไร

วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า เปรียบเทียบกีต้าร์ทรง S-style, Single-Cut และ Superstrat ที่ใช้ปิ๊กอัพต่างกัน

     วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า ควรเริ่มจากการพิจารณาว่าเราเล่นเพลงแนวไหน ต้องการเสียงแบบใด และจับกีต้าร์ลักษณะไหนแล้วถนัดมือ มากกว่าการถามว่า Fender, Gibson, Ibanez, PRS หรือ Yamaha ยี่ห้อใดดีที่สุด เพราะแม้จะเป็นกีต้าร์ยี่ห้อเดียวกัน แต่แต่ละรุ่นอาจใช้ปิ๊กอัพ Scale Length รูปทรงคอ จำนวนเฟร็ต และระบบ Bridge ต่างกัน จึงให้ทั้งคาแรคเตอร์เสียงและความรู้สึกขณะเล่นแตกต่างกันได้มาก


     วิธีตัดสินใจที่นำไปใช้ได้จริงคือ เริ่มจากความต้องการของตัวเองก่อน แล้วจึงพิจารณาว่ากีต้าร์รุ่นใดมีปิ๊กอัพ Scale Length คอ จำนวนเฟร็ต Bridge น้ำหนัก และรูปทรงตรงกับสิ่งที่เราต้องการ จากนั้นค่อยใช้ชื่อยี่ห้อและกลุ่มรุ่น (Model Family) ช่วยคัดตัวเลือกให้เหลือเฉพาะกีต้าร์ที่ควรนำไปทดลองเล่นจริง


วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า — ควรเริ่มจากยี่ห้อหรือสเปกก่อน

     ก่อนเปิดดูรายชื่อกีต้าร์หลายสิบรุ่น ลองตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้ก่อน

  1. คุณเล่น Rhythm, Lead หรือสลับทำทั้งสองหน้าที่
  2. คุณใช้เสียง Clean, Crunch หรือ Gain สูงบ่อยเพียงใด
  3. คุณชอบเสียงที่โปร่ง ชัด และได้ยินรายละเอียดของการดีด หรือชอบเสียงที่หนาและอิ่มกว่า
  4. คุณชอบสายที่ให้ความรู้สึกตึงและกระชับ หรือชอบแบบที่ Bend และ Vibrato ได้โดยออกแรงน้อยกว่า
  5. คุณต้องการกีต้าร์ที่นั่งเล่นและยืนเล่นต่อเนื่องได้นาน โดยไม่ทำให้เมื่อยหรือรู้สึกฝืนร่างกายหรือไม่


     ชื่อยี่ห้อช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของกลุ่มรุ่นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากีต้าร์ทุกตัวจากยี่ห้อเดียวกันจะให้เสียงหรือความรู้สึกขณะเล่นเหมือนกัน


     ตัวอย่างเช่น Ibanez มีทั้งกลุ่ม RG ซึ่งหลายรุ่นออกแบบมาให้เหมาะกับการเล่นที่ต้องใช้ความคล่องตัวและการเข้าถึงเฟร็ตสูง ขณะที่กลุ่ม AZ เน้นความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า ส่วน Stratocaster เองก็ไม่ได้มีเฉพาะรูปแบบ SSS เพราะยังมีรุ่น HSS ให้เลือกด้วย


     ดังนั้น อย่าเลือกกีต้าร์จากโลโก้บนหัวกีต้าร์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ควรพิจารณาคือรุ่นนั้นใช้สเปกแบบใด เล่นแล้วให้ความรู้สึกอย่างไร และตอบโจทย์การใช้งานของเรามากน้อยเพียงใด


Single-Coil, Humbucker และ P-90 ต่างกันอย่างไร

     ปิ๊กอัพเป็นส่วนสำคัญที่รับการสั่นของสายแล้วเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนส่งต่อไปยังแอมป์และอุปกรณ์อื่นในเส้นทางสัญญาณ หรือ Signal Chain จึงมีผลต่อคาแรคเตอร์เสียงอย่างชัดเจน


     อย่างไรก็ตาม ประเภทของปิ๊กอัพไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่ากีต้าร์ตัวนั้นต้องใช้เล่นเพลงแนวใด เพียงช่วยให้เราคาดเดาแนวโน้มของเสียงและการตอบสนองได้คร่าว ๆ ก่อนนำกีต้าร์ตัวจริงมาทดลอง

กีต้าร์สามตัวแสดงปิ๊กอัพ Single-Coil, Humbucker และ P-90 แบบระยะใกล้ เพื่อเปรียบเทียบโครงสร้าง

Single-Coil, Humbucker และ P-90 มีโครงสร้างภายนอกต่างกัน และให้แนวทางของเสียงกับการตอบสนองที่ต่างกัน

Single-Coil ให้หัวโน้ตชัดและได้ยินรายละเอียดการเล่นง่าย

     Single-Coil โดยทั่วไปให้เสียงค่อนข้างเปิดและโปร่ง มีหัวโน้ตหรือ Attack ชัด จึงช่วยให้ได้ยินรายละเอียดของการดีด น้ำหนักมือ และความแตกต่างของระดับความดังได้ง่าย


     ปิ๊กอัพประเภทนี้พบได้บ่อยในงาน Clean, Pop, Funk, Blues, Country, Indie และ Rock แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้กับ Gain สูงหรือ Metal ไม่ได้


     สิ่งที่ควรเช็คคือ Single-Coil แบบดั้งเดิมอาจมีเสียง Hum หรือเสียงรบกวนมากกว่าปิ๊กอัพที่ออกแบบมาเพื่อลดเสียงรบกวน โดยเฉพาะเมื่อใช้ Gain สูง


Humbucker ให้เสียงหนาและใช้งานกับ Gain ได้หลายระดับ

     Humbucker ออกแบบมาให้ช่วยลดเสียง Hum และโดยทั่วไปมักให้เสียงที่หนา รวมถึงมีระดับสัญญาณสูงกว่า Single-Coil หลายรุ่น


     จึงพบได้บ่อยใน Rock, Hard Rock, Metal, Blues Rock, Jazz และงานโซโล่ แต่ไม่ได้หมายความว่า Humbucker มีไว้สำหรับเสียงแตกเท่านั้น เพราะสามารถใช้เล่น Clean, Pop และ Blues ได้เช่นกัน


     Humbucker แต่ละรุ่นยังให้ระดับสัญญาณและเน้นย่านเสียงแตกต่างกัน รุ่นที่ให้ Output ต่ำอาจแสดงความแตกต่างของน้ำหนักมือได้ชัด ขณะที่รุ่นที่ให้ Output สูงจะส่งสัญญาณแรงกว่าและขับภาค Gain ได้ง่ายกว่า ดังนั้นจึงไม่ควรเหมารวมว่า Humbucker ทุกตัวมีคาแรคเตอร์เสียงเหมือนกัน


P-90 เป็น Single-Coil อีกแบบที่มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว

     P-90 เป็นปิ๊กอัพประเภท Single-Coil ชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ Humbucker


     โดยทั่วไป P-90 มักให้ย่านกลางและเนื้อเสียงมากกว่า Single-Coil แบบที่พบใน Strat-style หลายรุ่น แต่ยังคงความชัดของหัวโน้ตและความเปิดของเสียงเอาไว้


     จุดนี้ช่วยให้เห็นชัดว่า รูปทรงของกีต้าร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกคาแรคเตอร์เสียงทั้งหมดได้ เพราะกีต้าร์ทรง Les Paul บางรุ่นก็ใช้ P-90 แทน Humbucker


SSS, HSS, HH และ HSH เหมาะกับการใช้งานแบบไหน

     ตัวอักษร S และ H ใช้บอกประเภทของปิ๊กอัพที่ติดตั้งอยู่ในแต่ละตำแหน่งของกีต้าร์

     S หมายถึง Single-Coil ส่วน H หมายถึง Humbucker


SSS

     SSS หมายถึงกีต้าร์ที่ใช้ Single-Coil 3 ตัว

     รูปแบบนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบเสียงเปิด หัวโน้ตชัด และต้องการเลือกใช้เสียงจากปิ๊กอัพหลายตำแหน่งในลักษณะของ Strat-style


HSS

     HSS โดยทั่วไปใช้ Single-Coil ที่ตำแหน่งคอและกลาง แล้วใช้ Humbucker ที่ตำแหน่ง Bridge


     ข้อดีคือสามารถเลือกใช้เสียง Clean ที่โปร่งจาก Single-Coil และเปลี่ยนไปใช้ Humbucker ที่ Bridge เมื่อต้องการเสียงที่หนาขึ้นหรือใช้ Gain มากขึ้น จึงเป็นรูปแบบที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ที่เล่นหลายแนว


     อย่างไรก็ตาม HSS ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมือใหม่ทุกคน เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือเราชอบเสียงแบบใด และจะใช้ปิ๊กอัพตำแหน่งใดบ่อยที่สุด


HH

     HH หมายถึงกีต้าร์ที่ใช้ Humbucker 2 ตัว


     รูปแบบนี้เหมาะกับผู้เล่นที่ชอบเสียงหนา ใช้ Gain บ่อย หรือชอบคาแรคเตอร์ของ Humbucker ทั้งตำแหน่งคอและ Bridge


     บางรุ่นมีระบบ Coil Split หรือระบบสลับวงจรเพิ่มเติม ทำให้สามารถเลือกคาแรคเตอร์เสียงได้หลากหลายกว่ากีต้าร์ HH แบบพื้นฐาน


HSH

     HSH ใช้ Humbucker ที่ตำแหน่งคอและ Bridge แล้วติดตั้ง Single-Coil ไว้ตรงกลาง


     รูปแบบนี้พบได้ในกีต้าร์แนว Modern และ Superstrat หลายรุ่น เหมาะกับผู้ที่ต้องการเสียงหนาจาก Humbucker แต่ยังต้องการคาแรคเตอร์ของ Single-Coil เพิ่มเข้ามาด้วย


     แทนที่จะถามว่า SSS, HSS, HH หรือ HSH แบบใดดีที่สุด ควรถามว่าเสียงจากปิ๊กอัพตำแหน่งใดคือเสียงที่เราจะใช้งานจริงบ่อยที่สุด


Scale Length มีผลต่อแรงตึงสายและความรู้สึกอย่างไร

     Scale Length หรือความยาวสเกล คือระยะของสายที่สั่นได้จริงระหว่าง Nut กับ Bridge ซึ่งมีผลต่อระยะห่างของเฟร็ต แรงตึงสาย และความรู้สึกที่มือได้รับขณะเล่น


     หากใช้สายเบอร์เดียวกันและตั้งเสียงไว้ที่ระดับเดียวกัน กีต้าร์ที่มี Scale Length ยาวกว่ามักให้ความรู้สึกตึงและกระชับกว่า ส่วนกีต้าร์ที่มี Scale Length สั้นกว่ามักให้ความรู้สึกผ่อนแรงลงเล็กน้อย


     อย่างไรก็ตาม Scale Length เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย จึงไม่ควรนำมาใช้ตัดสินคาแรคเตอร์เสียงของกีต้าร์ทั้งตัวเพียงอย่างเดียว


สเกล 25.5 นิ้ว มักให้ความรู้สึกกระชับ

     Scale Length 25.5 นิ้วพบได้บ่อยใน Strat-style, Tele-style และ Superstrat หลายรุ่น


     ผู้เล่นบางคนชอบสเกลแบบนี้ เพราะรู้สึกว่าสายมีแรงตึงที่กระชับ โน้ตต่ำตอบสนองชัด และเหมาะกับการเล่น Rhythm หรือการจูนต่ำบางระดับ


สเกล 24.75 นิ้ว มักให้ความรู้สึกผ่อนแรงลงเล็กน้อย

     Scale Length 24.75 นิ้วพบได้บ่อยในกีต้าร์ตระกูล Les Paul และ SG


     เมื่อใช้สายและการตั้งเสียงใกล้เคียงกัน ผู้เล่นจำนวนหนึ่งจะรู้สึกว่า Bend และ Vibrato ได้โดยออกแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสเกล 25.5 นิ้ว


     แต่ไม่ควรสรุปว่าสเกลสั้นทำให้เล่นเร็วกว่าเสมอ เพราะ Neck Profile, Fingerboard Radius, เบอร์สาย แอคชั่น (Action), เทคนิค และความเคยชินของผู้เล่นล้วนมีผลร่วมกัน


สเกล 25 นิ้ว เป็นอีกทางเลือกที่อยู่ระหว่างสองกลุ่มที่พบได้บ่อย

     PRS Custom 24 เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของกีต้าร์สเกล 25 นิ้ว โดยข้อมูลจาก PRS ระบุว่ารุ่นนี้ใช้ Scale Length 25 นิ้วและมี 24 เฟร็ต จึงช่วยให้เห็นว่าความยาวสเกลของกีต้าร์ไม่ได้มีเพียง 24.75 และ 25.5 นิ้วเท่านั้น


     ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าตัวเลข Scale Length เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเราจะชอบความรู้สึกขณะเล่นกีต้าร์ตัวนั้นหรือไม่


     ท้ายที่สุด การทดลองเล่นด้วยตัวเองยังเป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุด


Neck Profile, Fingerboard Radius และจำนวนเฟร็ตมีผลกับการเล่นอย่างไร

     รายละเอียดของคอที่ควรเช็คมีทั้ง Neck Profile หรือรูปทรงด้านหลังคอ, Fingerboard Radius หรือความโค้งของหน้าฟิงเกอร์บอร์ด, Nut Width หรือความกว้างบริเวณ Nut และจำนวนเฟร็ต


     องค์ประกอบเหล่านี้มีผลต่อการจับคอร์ด การเลื่อนมือไปตามคอ การ Bend สาย และการเล่นโน้ตบริเวณเฟร็ตสูง

วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า จากรูปทรงคอและจำนวนเฟร็ต ขณะมือกีต้าร์ทดลองเล่นในสตูดิโอ

รูปทรงคอและระยะเฟร็ตควรประเมินจากความรู้สึกของมือจริง ไม่ควรเลือกจากตัวเลขสเปกเพียงอย่างเดียว

คอหนาหรือคอบางไม่ได้บอกว่าแบบไหนเล่นดีกว่า

     คอที่ค่อนข้างหนาอาจทำให้บางคนรู้สึกเต็มมือและจับคอร์ดได้มั่นคง ส่วนบางคนอาจชอบคอบาง เพราะรู้สึกว่าขยับมือไปตามคอได้คล่องกว่า


     ดังนั้นคำว่า “คอบาง = เล่นเร็ว” จึงไม่ใช่กฎที่ใช้ได้กับทุกคน


     ขนาดมือ วิธีจับคอ ตำแหน่งนิ้วโป้ง และความเคยชินของผู้เล่นมีผลต่อความถนัดมากพอ ๆ กับรูปทรงของคอ


Fingerboard Radius ควรเลือกจากความรู้สึกของมือจริง

     Fingerboard Radius คือระดับความโค้งของหน้าฟิงเกอร์บอร์ด


     Fingerboard Radius ที่ต่างกันอาจทำให้ความรู้สึกขณะจับคอร์ด เล่นโน้ตเดี่ยว และ Bend สายแตกต่างกันได้ แต่หากยังมีประสบการณ์ไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว


     วิธีที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ ลองจับคอร์ด เล่นสเกล และ Bend สายบนกีต้าร์หลายตัว แล้วสังเกตว่าคอแบบใดทำให้มือของเรารู้สึกเป็นธรรมชาติมากที่สุด


กีต้าร์ 22 กับ 24 เฟร็ตเลือกอย่างไร

     กีต้าร์ 24 เฟร็ตทำให้แต่ละสายเล่นขึ้นไปได้ครบ 2 Octave จึงมีประโยชน์กับผู้ที่ใช้โน้ตช่วงสูงบ่อย เช่น งานโซโล่ Modern Guitar, Progressive, Metal และ Fusion


     ส่วนกีต้าร์ 22 เฟร็ตไม่ได้ด้อยกว่า หากเพลงและวิธีเล่นของเราไม่ได้ต้องใช้โน้ตเพิ่มในช่วงนั้น


     จำนวนเฟร็ตยังอาจเกี่ยวข้องกับการออกแบบบริเวณต่อคอและตำแหน่ง Neck Pickup ในกีต้าร์บางรุ่น จึงควรฟังเสียงและทดลองเล่นกีต้าร์ทั้งตัว ไม่ควรเลือกจากจำนวนเฟร็ตเพียงอย่างเดียว


Fixed Bridge, Tremolo และ Double-Locking Tremolo ต่างกันอย่างไร

     Bridge มีผลทั้งต่อเทคนิคการเล่นและความสะดวกในการดูแลกีต้าร์ เช่น การเปลี่ยนสาย การเปลี่ยน Tuning และการ Setup

กีต้าร์สามตัวเปรียบเทียบ Fixed Bridge, 2-Point Tremolo และ Double-Locking Tremolo

ากซ้ายไปขวาเป็นตัวอย่าง Fixed Bridge, Tremolo และ Double-Locking Tremolo ซึ่งต่างกันทั้งการใช้งานและการดูแล

Fixed Bridge ใช้งานง่ายและตรงไปตรงมา

     Fixed Bridge เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ใช้คันโยก ต้องการระบบที่ดูแลง่าย เปลี่ยนสายสะดวก และโดยทั่วไปเปลี่ยน Tuning ได้ง่ายกว่าระบบ Tremolo แบบลอย


     จึงเหมาะกับผู้ที่เล่น Rhythm เป็นหลัก หรือผู้ที่ไม่ต้องการเพิ่มขั้นตอนในการดูแลและตั้งกีต้าร์


     อย่างไรก็ตาม Fixed Bridge ไม่ได้ทำให้เสียงดีกว่า Tremolo โดยอัตโนมัติ


Vintage Tremolo หรือ 2-Point Tremolo ช่วยขยับระดับเสียงด้วยคันโยก

     Tremolo แบบ Strat-style เหมาะกับการขยับระดับเสียงขึ้นหรือลงด้วยคันโยก เพื่อเพิ่มลูกเล่นและการแสดงอารมณ์ในการเล่น โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคที่เปลี่ยนระดับเสียงอย่างรุนแรง


     ความเสถียรของการจูนไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Bridge เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ Nut ลูกบิด การพันสาย และการ Setup ด้วย


Double-Locking Tremolo เหมาะกับผู้ที่ใช้คันโยกหนัก

     Double-Locking Tremolo เหมาะกับ Dive Bomb และเทคนิคที่ต้องเปลี่ยนระดับเสียงด้วยคันโยกในช่วงกว้าง


     สิ่งที่ต้องแลกมาคือ การเปลี่ยนสาย การเปลี่ยน Tuning และการ Setup มักมีขั้นตอนมากกว่า Fixed Bridge


     ถ้าเพลงที่เราเล่นแทบไม่ได้ใช้คันโยก ระบบที่ซับซ้อนขึ้นก็อาจไม่ได้ช่วยให้การเล่นของเราดีขึ้น


ทรงกีต้าร์มีผลมากกว่ารูปลักษณ์อย่างไร

     กีต้าร์สองตัวอาจใช้ปิ๊กอัพและ Scale Length ใกล้เคียงกัน แต่ให้ความรู้สึกขณะถือแตกต่างกันมาก เพราะรูปทรงของบอดี้มีผลต่อทั้งน้ำหนัก สมดุล และท่าทางขณะเล่น


     สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่

  • น้ำหนักโดยรวม
  • สมดุลของกีต้าร์
  • ความสบายขณะนั่งเล่น
  • ความสบายขณะยืนเล่น
  • ความสะดวกในการเข้าถึงเฟร็ตสูง
  • ตำแหน่งปุ่ม Volume และ Tone
  • รูปทรงและส่วนเว้าของบอดี้
  • จุดที่บอดี้สัมผัสแขนและลำตัว


     ดังนั้นกีต้าร์ที่เสียงถูกใจ แต่ถือแล้วเมื่อยหรือรู้สึกเสียสมดุล อาจไม่เหมาะกับการซ้อมหรือการเล่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน


Stratocaster และ Telecaster ควรมองความต่างตรงไหน

     Strat-style มักมีส่วนเว้าของบอดี้ที่ช่วยให้แนบกับลำตัวได้สบาย มีระบบเลือกปิ๊กอัพหลายตำแหน่ง และพบได้ทั้งแบบ SSS และ HSS


     จุดที่ควรจำคือ คำว่า Stratocaster ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ SSS เสมอไป เพราะแต่ละรุ่นสามารถใช้รูปแบบปิ๊กอัพต่างกันได้


     ตัวอย่างจาก Fender แสดงให้เห็นว่า Stratocaster สามารถใช้รูปแบบ HSS และระบบ 2-Point Tremolo ได้ จึงควรตรวจสเปกของรุ่นจริงทุกครั้ง แทนการสรุปจากชื่อทรงเพียงอย่างเดียว


     Tele-style แบบดั้งเดิมมักมีระบบควบคุมที่ตรงไปตรงมา ให้หัวโน้ตชัด และหลายรุ่นใช้ Fixed Bridge


     ทั้ง Strat-style และ Tele-style สามารถใช้เล่น Pop, Rock, Blues, Indie หรือเพลงที่ใช้ Gain สูงได้ สิ่งที่ควรตัดสินจริงคือสเปกของรุ่นนั้น และความรู้สึกเมื่อกีต้าร์อยู่ในมือของเรา


Les Paul กับ SG ต่างกันแม้ใช้ปิ๊กอัพคล้ายกันได้อย่างไร

     Les Paul-style และ SG-style หลายรุ่นอาจใช้ HH และมี Scale Length ใกล้เคียงกัน แต่ความรู้สึกขณะเล่นยังแตกต่างกันได้มากจากรูปทรง น้ำหนัก สมดุล และความสะดวกในการเข้าถึงเฟร็ตสูง


     Les Paul-style หลายรุ่นมีบอดี้หนาและมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ขณะที่ SG มีบอดี้บางและเป็นทรง Double Cutaway จึงทำให้ความรู้สึกบริเวณเฟร็ตสูงและสมดุลเมื่อยืนเล่นแตกต่างออกไป


     นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แม้จะใช้ปิ๊กอัพประเภทเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่ากีต้าร์สองทรงจะให้ประสบการณ์ขณะเล่นเหมือนกัน


     หากอยากเห็นว่าทรง SG มีผลต่อความรู้สึกขณะเล่น น้ำหนัก การเข้าถึงเฟร็ตสูง และเสียงจาก Humbucker อย่างไรในกีต้าร์จริง สามารถอ่าน รีวิว Gibson SG Tribute เพื่อใช้เป็นตัวอย่างประกอบการเปรียบเทียบได้


Ibanez RG กับ AZ แสดงให้เห็นอย่างไรว่ายี่ห้อไม่เท่ากับแนวเพลง

     RG เป็นตัวอย่างของ Superstrat ที่หลายรุ่นออกแบบมาเพื่อรองรับการเล่นสมัยใหม่ เช่น มี 24 เฟร็ต ใช้ Humbucker หรือ HSH และมีให้เลือกทั้ง Fixed Bridge กับ Tremolo


     ส่วน AZ เป็นอีกแนวทางหนึ่งของ Ibanez ที่เน้นความยืดหยุ่นในการใช้งานและความสบายขณะเล่นมากขึ้น โดยบางรุ่นใช้ HSS และมีระบบเลือกเสียงหลายแบบ


     หากอยากเห็นตัวอย่างว่ากีต้าร์ตระกูล AZ นำแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่น ปิ๊กอัพ HSS คอ และความสบายในการเล่นมาใช้กับรุ่นจริงอย่างไร สามารถอ่าน รีวิว Ibanez AZ2204NW แล้วนำสเปกมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราต้องการได้


     ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Ibanez เหมาะกับ Metal หรือไม่ แต่คือกีต้าร์รุ่นที่เรากำลังดูใช้ปิ๊กอัพ คอ จำนวนเฟร็ต และ Bridge แบบใด รวมถึงองค์ประกอบเหล่านั้นเหมาะกับวิธีเล่นของเราหรือไม่


PRS และ Yamaha เป็นตัวอย่างของการเลือกจากกลุ่มรุ่น

     PRS Custom 24 เป็นตัวอย่างของกีต้าร์ที่ใช้ Scale Length 25 นิ้วและมี 24 เฟร็ต พร้อมแนวทางการออกแบบที่รองรับการใช้งานได้หลายแบบ


     เมื่อสนใจกีต้าร์รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ควรตรวจรายละเอียดของรุ่นนั้นอีกครั้ง เพราะปิ๊กอัพ ระบบเลือกเสียง และ Hardware อาจแตกต่างกันตามรุ่นหรือปีผลิต


     Yamaha ก็แสดงให้เห็นหลักเดียวกัน เพราะ Pacifica กับ Revstar เป็นกีต้าร์คนละกลุ่มรุ่น และได้รับการออกแบบไปคนละแนวทางอย่างชัดเจน


     ดังนั้น Yamaha ไม่ได้หมายถึงกีต้าร์สำหรับมือใหม่เท่านั้น เช่นเดียวกับที่ PRS ไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับแนวเพลงใดแนวเพลงหนึ่ง


Superstrat เหมาะกับ Rock, Metal และ Modern Guitar อย่างไร

     Superstrat เป็นคำกว้างที่ใช้เรียกกีต้าร์ทรง Double Cutaway ซึ่งได้รับการปรับให้รองรับการเล่นสมัยใหม่มากขึ้น


     กีต้าร์กลุ่มนี้อาจมี 24 เฟร็ต คอที่ช่วยให้เคลื่อนมือได้คล่อง ปิ๊กอัพ HH หรือ HSH, Fixed Bridge หรือ Double-Locking Tremolo รวมถึงการออกแบบบริเวณคอและบอดี้ที่ช่วยให้เข้าถึงเฟร็ตสูงได้สะดวก


     Ibanez RG, Jackson, ESP/LTD และ Schecter หลายกลุ่มรุ่นอยู่ในแนวทางนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกรุ่นจะมีสเปกเหมือนกัน


     และไม่ได้หมายความว่าเพลง Metal ต้องใช้กีต้าร์ที่ออกแบบมาเพื่อ Metal โดยเฉพาะ เพราะเสียงสุดท้ายเกิดจากหลายองค์ประกอบทำงานร่วมกัน

     กีต้าร์
→ ปิ๊กอัพ
→ Gain
→ แอมป์
→ ลำโพงหรือ IR
→ EQ
→ วิธีเล่น


     ตัวกีต้าร์มีผลต่อความชัดของหัวโน้ต ความกระชับของเสียง ระดับสัญญาณ เสียงรบกวน และความรู้สึกขณะเล่น แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนด Tone ทั้งหมดเพียงอย่างเดียว


Semi-Hollow และ Hollowbody เป็นอีกทางเลือกนอกเหนือจาก Solidbody

     Semi-Hollow และ Hollowbody เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความรู้สึกและการสั่นสะเทือนของบอดี้ที่แตกต่างจาก Solidbody


     กีต้าร์แนว ES-style หรือ Gretsch บางกลุ่มมักถูกนำไปใช้กับ Jazz, Blues, Rockabilly, Indie, Pop และ Rock


     อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่า Semi-Hollow ใช้กับ Gain สูงไม่ได้ เพราะผลที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับปิ๊กอัพ โครงสร้างบอดี้ ระดับ Gain ความดัง ตำแหน่งที่ยืน และการควบคุม Feedback


     หากสนใจกีต้าร์กลุ่มนี้ ควรทดลองด้วยระดับเสียงและ Gain ใกล้เคียงกับที่ใช้จริง ไม่ควรลองเฉพาะเสียง Clean เบา ๆ แล้วตัดสินทันที


วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า — เปรียบเทียบ Model Family ก่อนตัดสินใจ

กลุ่มกีต้าร์ ปิ๊กอัพ / โครงสร้างที่พบบ่อย คาแรคเตอร์และความรู้สึกโดยรวม จุดที่ควรเช็ค
Strat-style SSS / HSS, Tremolo ในหลายรุ่น เสียงเปิด เล่นคล่อง มีตำแหน่งเสียงให้เลือกหลายแบบ ปิ๊กอัพ, Tremolo, คอ
Tele-style Single-Coil และ Fixed Bridge ในแบบดั้งเดิม หัวโน้ตชัด ระบบควบคุมไม่ซับซ้อน Bridge, ขอบบอดี้, ปิ๊กอัพ
Les Paul-style HH หรือ P-90, Single-Cut เนื้อเสียงและย่านกลางเด่นในหลายรุ่น น้ำหนัก, Neck Profile
SG-style HH หรือ P-90, Double Cutaway บอดี้บาง เข้าถึงเฟร็ตสูงได้สะดวก สมดุล, ตำแหน่งสายสะพาย
Superstrat HH / HSH / HSS, 22–24 เฟร็ต เล่นคล่อง รองรับเทคนิคสมัยใหม่ Bridge, คอ, เฟร็ต
PRS-style HH และระบบเลือกเสียงตามรุ่น มีตัวเลือกเสียงค่อนข้างกว้าง Scale Length, คอ, ระบบเลือกเสียง
Semi-Hollow HH / P-90 / ปิ๊กอัพแบบอื่น การสั่นของบอดี้และความรู้สึกต่างจาก Solidbody Feedback, ขนาดบอดี้


     ตารางนี้ควรใช้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะกีต้าร์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันยังสามารถใช้ปิ๊กอัพ Scale Length คอ หรือ Bridge ต่างกัน จนให้เสียงและความรู้สึกขณะเล่นแตกต่างกันได้มาก

วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า ตามงานที่เล่น โดยเปรียบเทียบกีต้าร์ S-style, Single-Cut และ Superstrat ในสตูดิโอ

แนวเพลงช่วยคัดตัวเลือกได้ แต่ควรดูปิ๊กอัพ คอ บริดจ์ และความถนัดร่วมกัน ไม่ควรตัดสินจากทรงหรือยี่ห้อเพียงอย่างเดียว

วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า — เลือกตามแนวเพลงอย่างไรโดยไม่ยึดติดกับยี่ห้อ

     แนวเพลงช่วยให้เราลดจำนวนตัวเลือกได้ แต่ควรใช้เพื่อพิจารณาว่าคุณสมบัติแบบใดน่าลอง มากกว่าจะใช้เป็นกฎว่ากีต้าร์ชนิดใดเล่นเพลงแนวใดได้หรือไม่ได้


แนวเพลง สิ่งที่ควรมองหา ตัวเลือกที่ควรลอง
Funk / Clean Pop หัวโน้ตชัด ตอบสนองน้ำหนักมือดี เสียง Clean แยกโน้ตได้ชัด SSS, HSS, S-style, T-style
Blues ตอบสนองน้ำหนักมือดี ย่านกลางมีคาแรคเตอร์ Volume/Tone เปลี่ยนเสียงได้ชัด Single-Coil, P-90, Humbucker Output ต่ำ–กลาง
Rock ย่านกลางชัด รับ Gain ได้ดี ใช้ได้ทั้ง Rhythm และ Lead HSS, HH, P-90
Metal Bridge Pickup ให้โน้ตชัด เสียงต่ำกระชับ จูนเสถียร เข้าถึงเฟร็ตสูงง่าย HH, HSH, Superstrat
Jazz เสียงจาก Neck Pickup อุ่น ควบคุมระดับความดังได้ดี ถือเล่นสบาย Humbucker Solidbody, Semi-Hollow, Hollowbody


     ตัวเลือกในแต่ละแถวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับนำไปทดลอง ไม่ใช่กฎตายตัว


     Humbucker สามารถใช้เล่น Clean, Pop และ Blues ได้ ส่วน Single-Coil ก็สามารถใช้กับ Rock หรือ High Gain ได้เช่นกัน


     แนวเพลงจึงควรช่วยให้เราเจอคาแรคเตอร์เสียงที่ต้องการได้เร็วขึ้น ไม่ใช่กลายเป็นข้อจำกัดว่ากีต้าร์แต่ละแบบเล่นได้เฉพาะบางแนวเท่านั้น


กีต้าร์สำหรับ Metal ต้องใช้ Humbucker หรือไม่

     Humbucker ไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับ Metal แต่ปิ๊กอัพตำแหน่ง Bridge ที่ให้โน้ตชัดและตอบสนองกับ Gain สูงได้ดี มักช่วยให้จัดเสียงได้ง่ายขึ้น


     หากต้องการกีต้าร์สำหรับ Metal ควรพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน เช่น

  • ความชัดของ Bridge Pickup
  • Scale Length และแรงตึงสาย
  • เบอร์สาย
  • ความเสถียรของการจูน
  • ความสะดวกในการเข้าถึงเฟร็ตสูง
  • ระบบ Bridge
  • ปริมาณ Gain ที่ใช้
  • แอมป์และลำโพงหรือ IR
  • วิธี Palm Mute และน้ำหนักมือ


     ดังนั้นกีต้าร์ที่รูปลักษณ์ไม่เหมือนกีต้าร์สาย Metal ก็สามารถสร้างเสียง Metal ได้ หากองค์ประกอบทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ตรงกับเสียงที่ต้องการ


Pop และ Blues ต้องใช้ Single-Coil หรือไม่

     ไม่จำเป็น

     Single-Coil เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการหัวโน้ตชัดและเสียงที่ตอบสนองต่อน้ำหนักมือได้ชัดเจน แต่ Humbucker ที่ให้ Output ต่ำหรือปานกลางก็สามารถให้เสียง Clean และ Blues ที่ดีได้เช่นกัน


     สิ่งที่ควรฟังคือความชัดของการดีด คาแรคเตอร์ของย่านกลาง การเปลี่ยนแปลงของเสียงเมื่อหมุน Volume และ Tone รวมถึงความแตกต่างของเสียงเมื่อเราเพิ่มหรือลดน้ำหนักมือ


     เพราะฉะนั้น การเลือกปิ๊กอัพควรเริ่มจากเสียงที่ต้องการจริง มากกว่าความเชื่อว่าเพลงแนวหนึ่งต้องใช้ปิ๊กอัพเพียงชนิดเดียว


เลือกกีต้าร์จากมือของผู้เล่น ไม่ใช่จากสเปกบนกระดาษอย่างเดียว

     กีต้าร์ที่มีสเปกตรงทุกข้ออาจยังไม่ใช่ตัวที่เหมาะ หากถือแล้วไม่สบายหรือเล่นแล้วต้องฝืนมือ


     เมื่อลองกีต้าร์ ให้สังเกตสิ่งต่อไปนี้

  • จับคอแล้วรู้สึกเต็มมือหรือเกร็งเกินไปหรือไม่
  • นิ้วโป้งวางได้เป็นธรรมชาติหรือไม่
  • เล่น Barre Chord ต่อเนื่องแล้วมือเมื่อยผิดปกติหรือไม่
  • Bend สายแล้วควบคุมระดับเสียงได้ง่ายหรือไม่
  • Vibrato ทำได้เป็นธรรมชาติหรือรู้สึกต้องฝืน
  • เล่นบริเวณเฟร็ตสูงได้สะดวกหรือไม่
  • บอดี้กดท่อนแขนหรือลำตัวขณะนั่งหรือไม่
  • เมื่อลุกขึ้นยืนแล้วกีต้าร์สมดุลหรือไม่
  • หัวกีต้าร์มีแนวโน้มทิ้งลง หรือเกิดอาการ Neck Dive มากเกินไปหรือไม่
  • น้ำหนักทำให้ไหล่ล้าหลังเล่นไปสักพักหรือไม่


     กีต้าร์ที่เสียงถูกใจ แต่เล่นเพียง 15 นาทีแล้วรู้สึกอยากวาง อาจเหมาะกับเราน้อยกว่ารุ่นราคาต่ำกว่าที่ทำให้ซ้อมต่อได้โดยไม่ต้องฝืนร่างกาย


วิธีลองกีต้าร์ไฟฟ้าก่อนซื้อ ใช้ Checklist 15 จุดนี้

     เมื่อเจอกีต้าร์ที่มีสเปกใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการแล้ว อย่าเพิ่งตัดสินจาก Riff เดียวหรือเสียงแตกเพียงแบบเดียว


     ลองเช็คตามลำดับต่อไปนี้

  1. เล่นเสียง Clean ก่อน
  2. เพิ่ม Gain ให้ใกล้เคียงกับระดับที่ใช้จริง
  3. ลองทุกตำแหน่งปิ๊กอัพ
  4. เล่นคอร์ดเปิด
  5. เล่น Power Chord
  6. เล่นโน้ตเดี่ยว
  7. ลอง Bend
  8. ลอง Vibrato
  9. เล่นบริเวณเฟร็ตสูง
  10. หมุน Volume และ Tone
  11. หยุดเล่นแล้วฟัง Hum หรือ Noise
  12. เช็คสายเปิดและ Intonation คร่าว ๆ
  13. นั่งเล่น
  14. ยืนเล่นด้วยสายสะพาย
  15. เล่นให้นานพอที่จะรู้ว่าน้ำหนักและรูปทรงคอเหมาะกับร่างกายหรือไม่

มือกีต้าร์ทดลองกีต้าร์ทรง S-style กับแอมป์ และมีกีต้าร์ทรง Single-Cut วางเปรียบเทียบ

การลองกีต้าร์จริงควรฟังทั้งเสียง Clean และ Gain พร้อมเช็คความสบายมือ น้ำหนัก การจูน และตำแหน่งปิ๊กอัพก่อนตัดสินใจ

ทำไมควรลอง Clean ก่อนเพิ่ม Gain

     ไม่ควรลองกีต้าร์ด้วย Gain สูงเพียงอย่างเดียว เพราะ Gain และ Compression สามารถเพิ่ม Sustain และทำให้รายละเอียดบางอย่าง เช่น ความคมชัดของหัวโน้ตหรือความแตกต่างของน้ำหนักมือ ฟังออกได้ยากขึ้น


     ในขณะเดียวกัน Hum หรือ Noise บางชนิดก็อาจดังชัดขึ้นเมื่อเพิ่ม Gain


     จึงควรเริ่มจากเสียง Clean เพื่อฟังความสมดุลของปิ๊กอัพ ความชัดของหัวโน้ต การแยกโน้ต การตอบสนองต่อน้ำหนักมือ และเสียงรบกวนของกีต้าร์แต่ละตัวก่อน แล้วจึงเพิ่ม Gain ให้ใกล้เคียงกับระดับที่ใช้เล่นจริง


     วิธีนี้ช่วยให้เราเปรียบเทียบกีต้าร์ได้ทั้งจากเสียงพื้นฐาน และจากเสียงเมื่อเชื่อมเข้ากับระบบที่ใช้งานจริง


Setup มีผลกับความรู้สึกจนอย่ารีบตัดสินกีต้าร์จากตัวโชว์

     แอคชั่น (Action), เบอร์สาย, Neck Relief หรือความโค้งของคอ, Nut และ Intonation สามารถทำให้กีต้าร์รุ่นเดียวกันสองตัวให้ความรู้สึกขณะเล่นต่างกันได้


     กีต้าร์ที่แอคชั่นสูงหรือ Nut ตั้งมาไม่เหมาะอาจทำให้กดคอร์ดยาก ขณะที่ Intonation ที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้สายเปิดตั้งเสียงตรงแล้ว แต่โน้ตบางตำแหน่งบนคอยังเพี้ยนได้


     ถ้าตั้งสายเปิดตรงแล้วแต่คอร์ดยังฟังเพี้ยน ควรแยกให้ได้ก่อนว่าเกิดจาก Intonation แอคชั่น (Action), Nut หรือแรงกดนิ้ว โดยสามารถอ่านเรื่อง กีต้าร์ตั้งสายแล้วคอร์ดเพี้ยน เพื่อเช็คสาเหตุแต่ละจุดเพิ่มเติมได้


     ดังนั้น ถ้าเจอกีต้าร์ที่เสียงถูกใจแต่ตัวโชว์เล่นยาก อย่าเพิ่งสรุปว่ารุ่นนั้นไม่เหมาะ ควรแยกให้ออกก่อนว่าเป็นข้อจำกัดของตัวกีต้าร์จริง หรือเป็นเพียงผลจากการ Setup ของเครื่องที่กำลังลอง


กีต้าร์ราคาแพงกว่าจำเป็นต้องเหมาะกว่าหรือไม่

     ไม่จำเป็น

     ราคาที่สูงขึ้นอาจมาจากวัสดุ Hardware, Electronics, งานเคลือบผิว กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ประเทศที่ผลิต หรือการวางตำแหน่งสินค้าในตลาดของยี่ห้อ


     สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อคุณภาพงานประกอบ ความทนทาน ความสม่ำเสมอ หรือรายละเอียดบางด้าน แต่ไม่ได้รับประกันว่ากีต้าร์ราคาแพงกว่าจะเข้ากับมือของเรามากกว่าเสมอ


     กีต้าร์ราคาแพงที่หนักเกินไป คอไม่เข้ามือ หรือใช้ระบบ Bridge ที่ไม่เหมาะกับวิธีเล่นของเรา อาจเหมาะกับเราน้อยกว่ากีต้าร์ราคากลางที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีกว่า


กีต้าร์ไฟฟ้าสำหรับมือใหม่ต้องเป็นรุ่น Beginner เท่านั้นหรือไม่

     ไม่จำเป็น

     สิ่งที่สำคัญกว่าคำว่า Beginner คือ

  • เล่นแล้วสบายมือ
  • สามารถ Setup ให้เหมาะกับผู้เล่นได้
  • จูนได้ค่อนข้างเสถียร
  • ปิ๊กอัพให้เสียงใกล้กับแนวที่อยากเล่น
  • ระบบ Bridge ไม่ซับซ้อนเกินความจำเป็น
  • ราคาไม่สร้างภาระเกินงบ
  • เป็นกีต้าร์ที่เจ้าของรู้สึกอยากหยิบมาซ้อม


     กีต้าร์ตัวแรกที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเป็นตัวที่ถูกที่สุด แต่ควรเป็นตัวที่ไม่สร้างอุปสรรคต่อการฝึก และทำให้เราอยากหยิบขึ้นมาเล่นอย่างต่อเนื่อง


วิธีเลือกกีต้าร์ไฟฟ้า — สรุปขั้นตอนให้เหลือตัวเลือกที่ควรลองจริง

     ถ้าเจอกีต้าร์หลายยี่ห้อและหลายรุ่นจนเลือกไม่ถูก ให้ค่อย ๆ ลดจำนวนตัวเลือกตามลำดับต่อไปนี้


     แนวเพลงและงานที่เล่น
→ คาแรคเตอร์เสียงที่ต้องการ
→ Single-Coil / Humbucker / P-90
→ SSS / HSS / HH / HSH
→ Scale Length
→ Neck Profile / Fingerboard Radius / Frets
→ Fixed Bridge / Tremolo / Double-Locking Tremolo
→ น้ำหนักและความสบายขณะถือ
→ งบประมาณ
→ รุ่นที่เข้าเงื่อนไข
→ ทดลองทั้ง Clean และ Gain จริง


     การเลือกกีต้าร์ที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้หมายถึงการจับคู่ยี่ห้อหนึ่งกับแนวเพลงหนึ่ง แต่คือการพิจารณาว่าปิ๊กอัพ Scale Length คอ จำนวนเฟร็ต Bridge น้ำหนัก และความสบายขณะถือของกีต้าร์รุ่นนั้น ตรงกับวิธีเล่นและเสียงที่เราต้องการหรือไม่


     เมื่อคัดคุณสมบัติที่ต้องการได้แล้ว จึงค่อยใช้ชื่อยี่ห้อและกลุ่มรุ่นช่วยลดจำนวนตัวเลือก ก่อนตัดสินด้วยมือและหูของตัวเอง เพราะกีต้าร์ที่เหมาะที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นแพงที่สุดหรือยี่ห้อที่ได้รับความนิยมที่สุด แต่ควรเป็นตัวที่ช่วยให้เราเล่นได้อย่างถนัด และทำให้อยากหยิบขึ้นมาซ้อมอย่างต่อเนื่อง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น