ถ้าถามว่า เรียงเอฟเฟคกีต้าร์ อย่างไรจึงจะได้เสียงตามที่ต้องการ สิ่งสำคัญไม่ใช่การท่องจำว่าก้อนไหนต้องอยู่ลำดับที่เท่าไร แต่คือการเข้าใจ Signal Flow หรือเส้นทางของสัญญาณเสียง เพราะเอฟเฟคก้อนแรกจะเปลี่ยนสัญญาณก่อน แล้วจึงส่งสัญญาณที่เปลี่ยนไปแล้วให้ก้อนถัดไปทำงานต่อ
ด้วยเหตุนี้ Pedalboard ที่ใช้เอฟเฟคชุดเดียวกันจึงให้เสียงแตกต่างกันได้มาก แม้จะสลับตำแหน่งเพียงสองก้อน ความแตกต่างอาจเกิดขึ้นทั้งกับคาแรคเตอร์เสียง การตอบสนองต่อน้ำหนักมือ ระดับ Gain เสียงรบกวน ความชัดของเสียงซ้ำจาก Delay และหางเสียงของ Reverb หลักง่าย ๆ ที่ควรจำคือ A → B ไม่จำเป็นต้องให้ผลเหมือน B → A ส่วนลำดับที่พบเห็นกันบ่อยควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการทดลอง ไม่ใช่กฎตายตัวที่ห้ามเปลี่ยน
เรียงเอฟเฟคกีต้าร์ ให้เหมาะกับแต่ละบอร์ดได้อย่างไร
ลำดับเริ่มต้นที่พบได้บ่อยมีดังนี้
GUITAR
→ TUNER
→ WAH / FILTER
→ COMPRESSOR
→ FUZZ / OVERDRIVE / DISTORTION
→ MODULATION
→ DELAY
→ REVERB
→ AMP
ลำดับนี้ช่วยให้เริ่มจัด Pedalboard ได้ง่าย เพราะแบ่งเอฟเฟคตามหน้าที่หลักของแต่ละกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ลำดับที่เหมาะกับการใช้งานจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น วงจรของเอฟเฟค ปิ๊กอัพ การมี Buffer อยู่ในเส้นทางสัญญาณ ระดับ Gain ของแอมป์ การใช้ FX Loop และคาแรคเตอร์เสียงที่ต้องการในเพลง
ถ้าต้องการจำให้ง่ายขึ้น สามารถแบ่งเอฟเฟคออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ได้ดังนี้
- FRONT-END — Tuner, Wah, Compressor และ Fuzz ตามลักษณะของวงจรและการใช้งาน
- GAIN — Boost, Overdrive และ Distortion
- MOVEMENT — Chorus, Phaser และ Flanger
- TIME / SPACE — Delay และ Reverb
การแบ่งเช่นนี้มีไว้เพื่อช่วยให้มองภาพ Signal Chain ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเอฟเฟคทุกตัวต้องอยู่ในกลุ่มเดิมหรือตำแหน่งเดิมเสมอ
Signal Flow คือเหตุผลที่สลับเอฟเฟคแล้วเสียงเปลี่ยน
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ จาก Distortion กับ Delay
DISTORTION
→ DELAY
ในลำดับนี้ Distortion จะสร้างเสียงแตกก่อน แล้ว Delay จึงนำเสียงที่ผ่าน Distortion ไปสร้างเสียงซ้ำ ดังนั้นเสียงซ้ำแต่ละครั้งจึงมีคาแรคเตอร์ของเสียงแตกติดมาด้วยตั้งแต่ต้น
แต่ถ้าสลับเป็น
DELAY
→ DISTORTION
Delay จะสร้างทั้งเสียงตรงและเสียงซ้ำก่อน จากนั้นสัญญาณทั้งหมดจึงถูกส่งเข้า Distortion ทำให้ทั้งเสียงหลักและเสียงซ้ำได้รับ Gain, Compression และ Harmonics เพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
การสลับ Drive กับ Delay เพียงสองก้อนทำให้เอฟเฟคก้อนหลังได้รับสัญญาณคนละแบบ จึงให้ผลลัพธ์ต่างกันแม้ตั้งค่าก้อนเหมือนเดิม
หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับเอฟเฟคคู่อื่นเช่นกัน
PEDAL A
→ เปลี่ยนสัญญาณ
→ PEDAL B รับสัญญาณที่เปลี่ยนแล้ว
→ PEDAL B จึงตอบสนองต่างออกไป
→ คาแรคเตอร์เสียง การตอบสนองต่อน้ำหนักมือ เสียงรบกวน และพื้นผิวของเสียงเปลี่ยนตาม
ดังนั้น เวลาตัดสินใจว่าจะวางก้อนไหนไว้ก่อนหรือหลัง ควรถามว่า “ก้อนแรกเปลี่ยนสัญญาณอย่างไร และก้อนถัดไปจะทำงานกับสัญญาณที่เปลี่ยนแล้วอย่างไร” มากกว่าท่องจำว่าก้อนไหนควรอยู่ลำดับที่เท่าไร
เรียงเอฟเฟคกีต้าร์ โดยเริ่มจากตำแหน่งพื้นฐานของแต่ละประเภท
Tuner
ตำแหน่งเริ่มต้น: ต้น Signal Chain
เหตุผล: Tuner ได้รับสัญญาณจากกีต้าร์ค่อนข้างตรง จึงตรวจจับระดับเสียงของโน้ตได้ง่าย และไม่ถูกรบกวนจากเสียงแตก Modulation หรือ Delay มากเกินไป
ควรลองย้ายเมื่อ: Tuner มี Buffer และในบอร์ดมี Fuzz หรือวงจรที่ไวต่อสัญญาณขาเข้า เพราะ Buffer อาจทำให้การตอบสนองของเอฟเฟคเหล่านั้นเปลี่ยนไป
Wah / Filter
ตำแหน่งเริ่มต้น: ก่อน Gain
เหตุผล: Wah จะกวาดและเปลี่ยนย่านความถี่ก่อน จากนั้น Drive จึงรับสัญญาณที่ถูกเปลี่ยนย่านความถี่แล้วไปสร้างเสียงแตกต่อ
ควรลองย้ายเมื่อ: ต้องการให้ Wah ทำงานกับเสียงที่ผ่าน Drive มาแล้ว ซึ่งจะให้ลักษณะการกวาดย่านความถี่ต่างจากการวาง Wah ไว้ก่อน Drive
Compressor
ตำแหน่งเริ่มต้น: ก่อน Drive
เหตุผล: Compressor ช่วยควบคุมความแตกต่างระหว่างสัญญาณที่เบากับสัญญาณที่ดัง และเปลี่ยนระดับสัญญาณก่อนส่งเข้า Drive จึงมีผลโดยตรงต่อการตอบสนองของ Drive เมื่อน้ำหนักการดีดเปลี่ยนไป
ควรลองย้ายเมื่อ: ต้องการให้ Compressor ทำงานกับเสียงหลังจากผ่าน Drive แล้ว เช่น ต้องการควบคุมระดับเสียงหรือเพิ่ม Sustain หลังจากสร้างเสียงแตกแล้ว
Fuzz
ตำแหน่งเริ่มต้น: ใกล้กีต้าร์ในบางวงจร
เหตุผล: Fuzz บางแบบไวต่อสัญญาณจากปิ๊กอัพและ Input Impedance หรืออิมพีแดนซ์ขาเข้า มากกว่าเอฟเฟคทั่วไป การมีอุปกรณ์บางชนิดคั่นอยู่ก่อนหน้าอาจทำให้คาแรคเตอร์และการตอบสนองของ Fuzz เปลี่ยนไป
ควรลองย้ายเมื่อ: Fuzz ตัวนั้นถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ Buffer หรือเอฟเฟคก้อนอื่นที่อยู่ก่อนหน้าได้ โดยยังคงการตอบสนองตามที่ต้องการ
Overdrive / Distortion
ตำแหน่งเริ่มต้น: กลุ่ม Gain
เหตุผล: เอฟเฟคกลุ่มนี้ใช้เพิ่ม Gain ทำให้เกิด Clipping และปรับคาแรคเตอร์ของเสียง ก่อนส่งต่อไปยัง Modulation, Delay หรือ Reverb
ควรลองย้ายเมื่อ: ใช้เอฟเฟคเสียงแตกหลายก้อนร่วมกัน และต้องการทดลองว่าก้อนไหนควรทำหน้าที่เพิ่มระดับสัญญาณ ส่วนก้อนไหนควรเป็นตัวกำหนดคาแรคเตอร์เสียงหลัก
Modulation
ตำแหน่งเริ่มต้น: หลัง Gain
เหตุผล: เมื่อนำ Chorus, Phaser หรือ Flanger ไว้หลัง Drive การเคลื่อนไหวของเสียงจะเกิดขึ้นหลังจากสร้างคาแรคเตอร์ของเสียงแตกแล้ว จึงมักได้ยินลักษณะของ Modulation ชัดเจน
ควรลองย้ายเมื่อ: ต้องการให้ Modulation ทำงานก่อน แล้วส่งสัญญาณที่ถูกเปลี่ยนแปลงนั้นเข้า Drive ต่อ ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวของเสียงกลมกลืนกับเสียงแตกมากขึ้น
Delay
ตำแหน่งเริ่มต้น: หลัง Gain
เหตุผล: Delay จะสร้างเสียงซ้ำจากเสียงที่ผ่าน Gain มาแล้ว จึงช่วยให้เสียงซ้ำยังคงคาแรคเตอร์ของเสียงแตกเดิม และมักแยกออกจากเสียงหลักได้ชัดกว่า
ควรลองย้ายเมื่อ: ต้องการให้ทั้งเสียงหลักและเสียงซ้ำถูกส่งเข้า Drive เพื่อให้เสียงซ้ำมีความแตกและความหนาแน่นเพิ่มขึ้น
Reverb
ตำแหน่งเริ่มต้น: หลัง Gain หรือช่วงท้ายของ Signal Chain
เหตุผล: Reverb สร้างบรรยากาศและมิติรอบเสียงที่ผ่านการปรับคาแรคเตอร์มาแล้ว จึงมักทำให้หางเสียงแยกจากเสียงแตกได้ชัดเจนกว่า
ควรลองย้ายเมื่อ: ต้องการให้หาง Reverb ถูกส่งเข้า Drive ต่ออีกครั้ง เพื่อสร้างเสียงที่ฟุ้ง หนา หรือแตกพร่ามากขึ้น
Noise Gate
ตำแหน่งเริ่มต้น: หลังจุดที่เป็นแหล่งกำเนิด Noise ที่ต้องการควบคุม
เหตุผล: การวาง Noise Gate หลังแหล่งกำเนิดเสียงรบกวนช่วยให้ลด Noise ได้ตรงจุด มากกว่าการกำหนดตำแหน่งแบบตายตัวโดยไม่ดูว่าเสียงรบกวนเกิดจากส่วนใด
ควรลองย้ายเมื่อ: ตำแหน่งเดิมทำให้เสียงซ้ำจาก Delay หรือหาง Reverb ถูกตัดเร็วกว่าที่ต้องการ
Volume Pedal
ตำแหน่งเริ่มต้น: ก่อนหรือหลัง Gain ตามหน้าที่ที่ต้องการ
เหตุผล: ถ้าอยู่ก่อน Drive จะควบคุมระดับสัญญาณที่เข้าสู่ Drive จึงมีผลต่อทั้งความดังและปริมาณ Gain แต่ถ้าอยู่หลัง Drive จะเน้นควบคุมระดับความดังหลังจากสร้างเสียงแตกแล้ว
ควรลองย้ายเมื่อ: ต้องการแยกการควบคุมปริมาณเสียงแตกออกจากการควบคุมระดับความดัง
Looper
ตำแหน่งเริ่มต้น: ช่วงท้าย Signal Chain
เหตุผล: Looper จะบันทึกเสียงที่ผ่านเอฟเฟคทั้งหมดซึ่งอยู่ก่อนหน้ามาแล้ว เมื่อเล่นกลับจึงได้เสียงตามคาแรคเตอร์ที่บันทึกไว้ในขณะนั้น
ควรลองย้ายเมื่อ: ต้องการให้ Loop ที่บันทึกไว้ถูกส่งผ่านเอฟเฟคก้อนอื่นภายหลัง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนเสียงของ Loop ได้โดยไม่ต้องบันทึกใหม่
Tuner ควรอยู่ต้น Pedalboard เสมอหรือไม่
Tuner มักอยู่ต้น Signal Chain เพราะได้รับสัญญาณจากกีต้าร์โดยตรง และไม่มีเสียงแตก Modulation หรือ Delay มารบกวนการตรวจจับระดับเสียงของโน้ต
อย่างไรก็ตาม Tuner บางรุ่นมี Buffer อยู่ในเส้นทางสัญญาณ ถ้าใช้ร่วมกับ Fuzz บางแบบที่ไวต่อ Input Impedance การวาง Tuner ที่มี Buffer ไว้ก่อน Fuzz อาจทำให้การตอบสนองต่อปุ่ม Volume ของกีต้าร์ น้ำหนักการดีด หรือคาแรคเตอร์เสียงเปลี่ยนไป
ดังนั้น การวาง Tuner ไว้ต้น Signal Chain เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะกับ Pedalboard จำนวนมาก แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นก้อนแรกในทุกระบบ
Wah ควรอยู่ก่อนหรือหลัง Drive
WAH
→ DRIVE
ในลำดับนี้ Wah จะกวาดและเปลี่ยนย่านความถี่ก่อน จากนั้น Drive จึงนำสัญญาณที่เปลี่ยนแล้วไปเพิ่ม Gain และสร้าง Harmonics ต่อ
DRIVE
→ WAH
ในทางกลับกัน Drive จะสร้างเสียงแตกและ Harmonics ก่อน แล้ว Wah จึงกวาดย่านความถี่ของเสียงที่มีองค์ประกอบทางเสียงซับซ้อนขึ้นแล้ว
เวลาทดลองควรฟังว่าลักษณะการกวาดเสียงของ Wah เปลี่ยนไปอย่างไร จุด Resonance เด่นมากน้อยเพียงใด การตอบสนองของ Gain ต่างกันหรือไม่ และย่านความถี่ใดถูกเน้นมากขึ้น
ถ้าใช้ Wah ร่วมกับ Fuzz ต้องระวังมากขึ้น เพราะ Fuzz บางแบบที่ไวต่อ Impedance อาจตอบสนองต่างไปอย่างชัดเจนเมื่อมี Wah หรือ Buffer อยู่ด้านหน้า
Compressor ก่อนหรือหลัง Overdrive ต่างกันอย่างไร
COMPRESSOR
→ DRIVE
เมื่อ Compressor อยู่ก่อน Drive มันจะควบคุม Dynamics และระดับสัญญาณก่อน จึงอาจทำให้ Drive ได้รับสัญญาณที่สม่ำเสมอขึ้น เพิ่ม Sustain และลดความแตกต่างของเสียงที่เกิดจากน้ำหนักมือ
DRIVE
→ COMPRESSOR
เมื่อ Compressor อยู่หลัง Drive มันจะรับเสียงที่ผ่าน Gain และ Clipping มาแล้ว จึงทำหน้าที่ควบคุมระดับเสียง Sustain, Attack และ Noise หลังจากสร้างเสียงแตกแล้ว
ขณะ A/B ให้ลองฟังหัวข้อต่อไปนี้
- น้ำหนักการดีด
- ระยะเวลาที่เสียงค้างหรือ Sustain
- ความสม่ำเสมอของ Gain
- ความชัดของช่วงเริ่มต้นเสียงหรือ Attack
- Noise
Compressor ก่อน Drive เป็นจุดเริ่มต้นที่พบได้บ่อย แต่ตำแหน่งหลัง Drive ก็ใช้ได้เช่นกัน หากผลลัพธ์เหมาะกับเสียงและวิธีเล่นที่ต้องการ
ทำไม Fuzz บางตัวควรอยู่ใกล้กีต้าร์
Fuzz บางวงจรไม่ได้ตอบสนองเพียงระดับความแรงของสัญญาณ แต่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับปิ๊กอัพและ Impedance ของแหล่งสัญญาณด้วย
ถ้ามี Buffer, Tuner, Wah หรือ Pedal บางชนิดอยู่ก่อน Fuzz สัญญาณที่ Fuzz ได้รับจะต่างจากการต่อกีต้าร์เข้ากับ Fuzz โดยตรง จึงอาจทำให้การตอบสนองต่อปุ่ม Volume ของกีต้าร์ Dynamics และ Tone เปลี่ยนไป
Fuzz บางวงจรตอบสนองต่างกันเมื่อรับสัญญาณจากกีต้าร์โดยตรง เทียบกับการมี Buffer หรือ Pedal อื่นอยู่ด้านหน้า
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่า Fuzz ทุกตัวต้องเป็นก้อนแรก เพราะ Fuzz รุ่นใหม่จำนวนมากถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับ Signal Chain ที่หลากหลายได้ดีขึ้น
ถ้าต้องการเข้าใจความแตกต่างด้านคาแรคเตอร์ของ Fuzz และ Distortion ควรแยกไปศึกษาในหัวข้อเฉพาะ ส่วนบทนี้ควรสนใจเพียงว่าก้อนที่อยู่ก่อน Fuzz เปลี่ยนสัญญาณที่ Fuzz ได้รับอย่างไร
ถ้าต้องการแยกฟังว่าคาแรคเตอร์ของ Fuzz และ Distortion ต่างกันตรง Attack, Harmonics, Sustain และความชัดของโน้ตอย่างไร สามารถอ่านเรื่อง Fuzz กับ Distortion ต่างกันอย่างไร เพิ่มเติมได้
เรียง Overdrive, Distortion และ Boost หลายก้อนอย่างไร
เมื่อใช้ Gain Pedal มากกว่าหนึ่งตัว สิ่งที่ควรสนใจคือ Gain Stacking หรือการใช้เอฟเฟคกลุ่ม Gain หลายก้อนต่อเนื่องกัน เพื่อให้ก้อนหนึ่งส่งสัญญาณที่ถูกเพิ่มระดับหรือสร้างเสียงแตกแล้วไปให้อีกก้อนทำงานต่อ
OVERDRIVE
→ DISTORTION
ในลำดับนี้ Distortion จะได้รับสัญญาณที่ถูกเพิ่มระดับ ปรับ EQ หรือผ่าน Clipping จาก Overdrive มาแล้ว
ถ้าสลับเป็น
DISTORTION
→ OVERDRIVE
Overdrive จะเป็นตัวรับสัญญาณที่ผ่าน Distortion มาแล้ว และทำหน้าที่ปรับคาแรคเตอร์ของสัญญาณนั้นต่อ
ในหลายระบบ ก้อนที่อยู่หลังมักมีอิทธิพลต่อเสียงสุดท้ายมาก เพราะเป็นก้อนท้าย ๆ ที่ประมวลผลสัญญาณในกลุ่ม Gain อย่างไรก็ตาม ผลจริงยังขึ้นอยู่กับระดับ Gain, Output Level, EQ, Headroom และวงจรของแต่ละก้อน
จึงไม่ควรท่องจำว่า Low Gain ต้องอยู่ก่อน High Gain เสมอ หรือ Boost ต้องอยู่หน้า Drive ทุกครั้ง
สิ่งที่ควรเช็คคือ
- Gain เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
- Attack ของโน้ตยังชัดหรือไม่
- EQ เปลี่ยนไปในทิศทางใด
- Noise เพิ่มขึ้นหรือไม่
- ระดับ Output สูงขึ้นมากเกินไปหรือไม่
- เกิด Clipping ในจุดที่ไม่ต้องการหรือไม่
Modulation ก่อนหรือหลังเสียงแตกให้ผลต่างกันอย่างไร
DRIVE
→ MODULATION
ในแบบนี้ Chorus, Phaser หรือ Flanger จะทำงานหลังจากสร้างเสียงแตกแล้ว จึงมักได้ยินการเคลื่อนไหวของ Modulation แยกจากคาแรคเตอร์ของ Gain ได้ค่อนข้างชัด
MODULATION
→ DRIVE
ในแบบนี้ Drive จะได้รับสัญญาณที่ผ่าน Modulation มาก่อน แล้วจึงเพิ่ม Gain และสร้าง Clipping ต่ออีกชั้นหนึ่ง ทำให้การเคลื่อนไหวของเสียงผสมกลมกลืนกับคาแรคเตอร์ของเสียงแตกมากขึ้น
ผลที่ได้อาจฟังแน่นขึ้น ดิบขึ้น หรือมีพื้นผิวเสียงแตกต่างจากการวาง Modulation ไว้หลัง Gain อย่างชัดเจน
เวลาทดลอง DRIVE ↔ CHORUS ให้ฟังหัวข้อต่อไปนี้
- ความลึกของการเคลื่อนไหว
- ความชัดของโน้ต
- การเปลี่ยนแปลงของ Harmonics
- Noise
- การเคลื่อนไหวของเสียงเด่นออกมาหรือกลมกลืนไปกับเสียงแตก
รายละเอียดว่ากลไกของ Chorus, Phaser และ Flanger ต่างกันอย่างไร ควรแยกไปศึกษาในบทเฉพาะ เพราะบทนี้เน้นเฉพาะผลที่เกิดจากการวาง Modulation ไว้ก่อนหรือหลัง Gain
หากยังแยกเสียงของเอฟเฟคในกลุ่มนี้ไม่ชัด สามารถอ่านเรื่อง Chorus Phaser Flanger ต่างกันอย่างไร เพื่อเข้าใจก่อนว่าแต่ละแบบสร้างการเคลื่อนไหวของเสียงแตกต่างกันตรงไหน
Delay ก่อนหรือหลัง Distortion ต่างกันอย่างไร
DRIVE
→ DELAY
เสียงกีต้าร์จะผ่าน Gain ก่อน แล้ว Delay จึงนำเสียงที่ได้ไปสร้างเสียงซ้ำ ทำให้เสียงซ้ำมีคาแรคเตอร์ของ Drive ติดอยู่ตั้งแต่ต้น
DELAY
→ DRIVE
ทั้งเสียงตรงและเสียงซ้ำจาก Delay จะถูกส่งเข้า Drive ทำให้เสียงซ้ำได้รับ Gain และ Compression เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
สิ่งที่ควรฟังคือ
- ความชัดของเสียงซ้ำ
- ความหนาแน่นของเสียงแตกเมื่อเสียงซ้ำซ้อนกัน
- Noise
- ความชัดของจังหวะ
- ความชัดเจนของโน้ตแต่ละตัว
ถ้าต้องการเสียงซ้ำที่ชัดและไม่ปะปนกับ Gain มากเกินไป การวาง Delay หลัง Drive เป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้งานง่าย แต่การวาง Delay ก่อน Drive ก็ไม่ถือว่าผิด หากคาแรคเตอร์ที่ได้เหมาะกับหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลง
Reverb ก่อนหรือหลัง Drive ต่างกันอย่างไร
DRIVE
→ REVERB
ในแบบนี้เสียงกีต้าร์จะผ่าน Gain ก่อน แล้ว Reverb จึงสร้างบรรยากาศและมิติรอบเสียงที่ได้
REVERB
→ DRIVE
ในแบบนี้ทั้งเสียงตรงและหาง Reverb จะถูกส่งเข้า Drive ทำให้หางเสียงได้รับ Gain, Clipping และ Compression ไปพร้อมกับเสียงหลัก
ผลลัพธ์อาจฟังหนาขึ้น ฟุ้งขึ้น แตกพร่ามากขึ้น หรือทำให้รายละเอียดของหาง Reverb ผสมรวมกับเสียงหลักมากกว่าเดิม
ขณะ A/B ให้ฟังหัวข้อต่อไปนี้
- ความชัดของ Attack
- รายละเอียดของหาง Reverb
- ความหนาแน่นของ Harmonics
- ความฟุ้งระหว่างโน้ต
- พื้นผิวของเสียงหลังจากหยุดเล่น
สำหรับกีต้าร์ Rhythm ที่ต้องการความชัด การวาง Reverb หลัง Gain มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้งานง่าย ส่วนการเล่นแนว Ambient หรือแนวทดลองอาจตั้งใจวาง Reverb ก่อน Drive เพื่อให้หางเสียงกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวเสียง
Noise Gate ควรอยู่ตรงไหนใน Pedalboard
การเลือกตำแหน่ง Noise Gate ควรเริ่มจากการหาว่า Noise เกิดจากส่วนใดของ Signal Chain และต้องการลดเสียงรบกวนจากจุดไหน
ถ้า Noise หลักเกิดจาก Gain Pedal การวาง Noise Gate หลังกลุ่ม Gain อาจเหมาะสม เพราะมันจะรับทั้งเสียงกีต้าร์และเสียงรบกวนที่เพิ่มขึ้นจากเอฟเฟคเสียงแตก
แต่ถ้าวาง Noise Gate หลัง Delay หรือ Reverb แล้วตั้งค่าแรงเกินไป เสียงซ้ำหรือหาง Reverb อาจถูกตัดก่อนที่จะค่อย ๆ จางลงตามธรรมชาติ
Noise Gate บางระบบมีวงจรตรวจจับสัญญาณหรือมี Routing ของตัวเอง จึงควรเช็ควิธีใช้งานของอุปกรณ์แต่ละรุ่นด้วย ไม่ควรยึดว่าทุกระบบต้องวาง Noise Gate ไว้จุดเดียวกัน
Volume Pedal ก่อนหรือหลัง Drive ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร
VOLUME
→ DRIVE
เมื่อลด Volume สัญญาณที่ส่งเข้า Drive จะลดลงด้วย จึงอาจทำให้ทั้งความดังและปริมาณ Gain ลดลงพร้อมกัน
DRIVE
→ VOLUME
Drive ยังคงได้รับสัญญาณขาเข้าใกล้เคียงเดิม แล้ว Volume Pedal จึงลดหรือเพิ่มความดังหลังจากสร้างเสียงแตกแล้ว
ถ้าต้องการใช้ Volume Pedal เพื่อควบคุมระดับสัญญาณที่เข้าสู่ Drive การวางไว้ก่อน Gain มีเหตุผลกว่า แต่ถ้าต้องการควบคุมความดังโดยรักษาปริมาณเสียงแตกไว้ใกล้เคียงเดิม การวางไว้หลัง Gain มักตรงกับเป้าหมายมากกว่า
Looper ควรอยู่ต้นหรือท้าย Signal Chain
ถ้าวาง Looper ไว้ท้าย Signal Chain เสียงที่บันทึกจะรวมคาแรคเตอร์ของ Drive, Modulation, Delay หรือ Reverb ที่เปิดอยู่ก่อน Looper เข้าไปด้วย
แต่ถ้าวาง
LOOPER
→ EFFECTS
เสียงจาก Loop จะถูกส่งผ่านเอฟเฟคที่อยู่หลัง Looper ทุกครั้งที่เล่นกลับ ทำให้สามารถเปิด ปิด หรือปรับเอฟเฟคเหล่านั้นเพื่อเปลี่ยนเสียงของ Loop ภายหลังได้
ดังนั้น ตำแหน่งของ Looper ควรเลือกจากวิธีที่ต้องการใช้งาน มากกว่าจะยึดตามสูตรตายตัว
Looper ยังมีประโยชน์มากเวลาทดสอบลำดับเอฟเฟค เพราะสามารถบันทึกการเล่นไว้หนึ่งครั้ง แล้วใช้เสียงเดิมทดสอบลำดับต่าง ๆ ได้ ช่วยลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากน้ำหนักมือและ Timing ในแต่ละรอบ
Buffer และ True Bypass มีผลต่อ Pedalboard อย่างไร
True Bypass โดยทั่วไปหมายถึง เมื่อปิดเอฟเฟค สัญญาณจะข้ามวงจรประมวลผลหลักของก้อนนั้น ส่วน Buffered Bypass จะยังมีวงจร Buffer อยู่ในเส้นทางสัญญาณแม้ปิดเอฟเฟคแล้ว
Buffer ช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างแหล่งสัญญาณกับอุปกรณ์ถัดไปมีสภาวะทางไฟฟ้าที่เหมาะสมขึ้น และในบางระบบอาจช่วยลดการสูญเสียย่านความถี่สูงเมื่อ Signal Chain ยาวหรือใช้สายหลายช่วง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Pedalboard ทุกชุดจำเป็นต้องซื้อ Buffer เพิ่ม เพราะในบอร์ดอาจมีเอฟเฟคที่มี Buffer อยู่แล้ว และ Fuzz หรือวงจรแบบ Vintage บางชนิดอาจตอบสนองต่างออกไปเมื่อมี Buffer อยู่ด้านหน้า
BOSS อธิบายเพิ่มเติม ว่า Buffer ช่วยลด Output Impedance ของสัญญาณกีต้าร์ และยังเตือนว่า Fuzz แบบ Vintage บางวงจรอาจตอบสนองต่างออกไปเมื่อมี Buffer อยู่ก่อนหน้า
ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “True Bypass หรือ Buffered แบบไหนดีกว่า” ควรถามก่อนว่าบอร์ดปัจจุบันมีปัญหาเรื่องย่านเสียงสูงลดลง หรือการตอบสนองของเอฟเฟคเปลี่ยนไปหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาว่า Buffer ช่วยแก้ปัญหานั้นได้จริงหรือไม่
เมื่อไรควรใช้ FX Loop ของแอมป์
การเลือกตำแหน่ง Delay และ Reverb ต้องพิจารณาด้วยว่าแหล่ง Gain หลักอยู่ที่ไหน
ถ้าใช้ Drive Pedal สร้างเสียงแตก แล้วส่งเข้าแอมป์ที่ตั้งเสียงค่อนข้าง Clean
GUITAR
→ DRIVE
→ DELAY
→ REVERB
→ CLEAN AMP
ในกรณีนี้ Delay และ Reverb จะอยู่หลังแหล่ง Gain หลักอยู่แล้ว แม้ว่าทั้งหมดจะต่อเข้าช่อง Input ด้านหน้าของแอมป์
แต่ถ้าใช้ Preamp ของแอมป์เป็นตัวสร้าง Distortion แล้ววาง Delay ไว้หน้าแอมป์
GUITAR
→ DELAY
→ AMP INPUT
→ DISTORTED PREAMP
ทั้งเสียงตรงและเสียงซ้ำจาก Delay จะถูกส่งเข้า Preamp ที่กำลังสร้างเสียงแตก ทำให้เสียงซ้ำถูก Distort เพิ่มอีกชั้นหนึ่ง
FX Loop ช่วยให้เรานำเอฟเฟคบางกลุ่มไปวางหลัง Preamp ได้
GUITAR
→ FRONT-END PEDALS
→ AMP INPUT
→ PREAMP
→ FX SEND
→ MODULATION / DELAY / REVERB
→ FX RETURN
→ POWER AMP
FX Loop ช่วยวาง Modulation, Delay และ Reverb หลัง Preamp ได้ ขณะที่เอฟเฟคกลุ่ม Gain ยังสามารถอยู่หน้าแอมป์ตามหน้าที่ของระบบ
Fender อธิบายแนวคิดเดียวกัน ว่าเอฟเฟคที่อาศัยเวลา เช่น Delay และ Reverb มักสามารถใช้ใน FX Loop หลัง Preamp ได้ โดยเฉพาะเมื่อ Preamp เป็นแหล่งสร้างเสียงแตกหลัก
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Modulation, Delay หรือ Reverb ต้องอยู่ใน FX Loop เสมอ เพราะผู้เล่นบางคนตั้งใจต้องการคาแรคเตอร์ที่เกิดจากการให้อุปกรณ์เหล่านี้ผ่าน Preamp ที่มี Gain
ถ้าใช้ Multi-effects หรือ Switcher และต้องการวางเอฟเฟคบางส่วนก่อน Preamp และอีกส่วนหนึ่งหลัง Preamp อาจใช้การต่อแบบ 4-Cable Method แต่รายละเอียดเรื่องการต่อสายและ Routing ควรแยกเป็นบทเฉพาะ เพื่อไม่ให้บทนี้ออกนอกประเด็นเรื่องลำดับเอฟเฟคบน Pedalboard
คู่เอฟเฟคที่ควรทดลอง A/B
Compressor ↔ Drive
ลำดับ A: Compressor → Drive
ลำดับ B: Drive → Compressor
ควรฟัง: น้ำหนักการเล่น Sustain, Attack, ความสม่ำเสมอของ Gain และ Noise
Wah ↔ Drive
ลำดับ A: Wah → Drive
ลำดับ B: Drive → Wah
ควรฟัง: ลักษณะการกวาดของ Wah, Resonance, ย่านความถี่ที่เด่นขึ้น และการตอบสนองของ Gain
Fuzz ↔ Buffer
ลำดับ A: Fuzz รับสัญญาณจากกีต้าร์โดยตรงมากกว่า
ลำดับ B: Buffer → Fuzz
ควรฟัง: การลดความแตกเมื่อหมุน Volume ของกีต้าร์ลง Dynamics, Tone และการตอบสนองต่อปิ๊กอัพ
Drive ↔ Modulation
ลำดับ A: Drive → Modulation
ลำดับ B: Modulation → Drive
ควรฟัง: การเคลื่อนไหวของเสียง ความชัดของโน้ต Harmonics และ Noise
Drive ↔ Delay
ลำดับ A: Drive → Delay
ลำดับ B: Delay → Drive
ควรฟัง: ความชัดของเสียงซ้ำ การสะสมของ Gain, Noise และความชัดของจังหวะ
Drive ↔ Reverb
ลำดับ A: Drive → Reverb
ลำดับ B: Reverb → Drive
ควรฟัง: Attack ของเสียงตรง รายละเอียดของหาง Reverb ความฟุ้งที่ปะปนกัน และพื้นผิวของเสียง
Volume ↔ Drive
ลำดับ A: Volume → Drive
ลำดับ B: Drive → Volume
ควรฟัง: ความแตกต่างระหว่างการลดปริมาณ Gain กับการลดเพียงระดับความดังโดยรวม
Looper ↔ Effects
ลำดับ A: Effects → Looper
ลำดับ B: Looper → Effects
ควรฟัง: เอฟเฟคถูกบันทึกติดเข้าไปใน Loop ตั้งแต่ต้น หรือสามารถเปลี่ยนเอฟเฟคของ Loop ภายหลังได้
วิธี A/B ลำดับเอฟเฟคโดยควบคุมตัวแปรอื่นให้คงที่
STEP 1 — ต่อลำดับเริ่มต้นของ Signal Chain ให้เรียบร้อยก่อน
STEP 2 — ใช้กีต้าร์ตัวเดิมและตำแหน่งปิ๊กอัพเดิมทุกครั้ง
STEP 3 — เล่น Phrase เดิม หรือใช้ Looper ช่วยเล่นท่อนเดิมซ้ำ
STEP 4 — คงค่าของแอมป์และค่าบนเอฟเฟคไว้เหมือนเดิม
STEP 5 — เลือกเอฟเฟคเพียง 2 ก้อนสำหรับเปรียบเทียบ
STEP 6 — ฟังแบบ A → B
STEP 7 — สลับเป็น B → A
STEP 8 — ปรับระดับความดังของทั้งสองแบบให้ใกล้เคียงกัน หรือทำ Level Match เท่าที่ทำได้
STEP 9 — ฟัง Attack, Dynamics, Gain, Noise, การเคลื่อนไหวของเสียง เสียงซ้ำ และหางเสียง
STEP 10 — เลือกแบบที่เหมาะกับหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลงมากกว่า
การใช้ Looper ช่วยให้เล่น Phrase เดิมซ้ำได้ ทำให้การเปรียบเทียบ A → B กับ B → A ลดความต่างที่เกิดจากน้ำหนักมือและ Timing
การทำ Level Match สำคัญมาก เพราะเสียงที่ดังกว่ามักทำให้เรารู้สึกว่าน่าฟังกว่าโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ความแตกต่างอาจมาจากระดับเสียง ไม่ได้มาจากลำดับของเอฟเฟค
ระหว่างทดลองไม่ควรสลับตำแหน่งพร้อมกับปรับ Gain, Tone หรือค่าของแอมป์ไปด้วย เพราะเมื่อเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน เราจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียงต่างออกไป
ตัวอย่าง Pedalboard Starting Chain สำหรับเริ่มทดลอง
ถ้ามีเอฟเฟคดังนี้
- Tuner
- Compressor
- Overdrive
- Chorus
- Delay
- Reverb
สามารถเริ่มจาก
GUITAR
→ TUNER
→ COMPRESSOR
→ OVERDRIVE
→ CHORUS
→ DELAY
→ REVERB
→ AMP
จากนั้นค่อยสลับทีละคู่
- COMPRESSOR ↔ OVERDRIVE
- OVERDRIVE ↔ CHORUS
- OVERDRIVE ↔ DELAY
- OVERDRIVE ↔ REVERB
การเปลี่ยนทีละคู่ช่วยให้รู้ได้ชัดว่าเสียงที่เปลี่ยนไปเกิดจากตำแหน่งของเอฟเฟคคู่ใด ต่างจากการรื้อทั้ง Pedalboard พร้อมกัน ซึ่งทำให้หาสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงได้ยาก
เลือกลำดับเอฟเฟคจากหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลง
ลำดับเอฟเฟคที่เหมาะไม่ควรตัดสินจากเสียงตอนเล่นกีต้าร์คนเดียวเท่านั้น แต่ควรพิจารณาด้วยว่าเมื่ออยู่ในเพลงจริง กีต้าร์มีหน้าที่อะไร
ถ้าเป็นกีต้าร์ Rhythm อาจต้องการ Attack ที่ชัด โน้ตแยกออกจากกัน และเสียง Delay ที่ไม่บดบัง Groove
ถ้าเป็นกีต้าร์ Lead อาจให้ความสำคัญกับ Sustain การเคลื่อนไหวของเสียง และมิติจาก Delay หรือ Reverb มากขึ้น
ถ้าเป็นการเล่นแนว Ambient อาจตั้งใจวาง Reverb หรือ Delay ก่อน Gain เพื่อให้หางเสียงถูกนำไปประมวลผลต่อจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวเสียง
ส่วนการสร้างเสียงแนวทดลองอาจจงใจสลับออกจากลำดับมาตรฐาน เพราะการเปลี่ยน Signal Flow นั่นเองที่ทำให้เกิดคาแรคเตอร์เฉพาะ
ก่อนสลับเอฟเฟค ให้ถาม 3 ข้อ
- เอฟเฟคตัวแรกกำลังเปลี่ยนส่วนใดของสัญญาณ?
- เอฟเฟคตัวถัดไปจะทำงานกับสัญญาณที่เปลี่ยนแล้วอย่างไร?
- ผลที่ได้ช่วยให้กีต้าร์ทำหน้าที่ในเพลงได้ดีขึ้นหรือไม่?
ลำดับเอฟเฟคที่เหมาะควรฟังร่วมกับเบส กลอง และคีย์บอร์ด เพราะเสียงที่ดีเมื่อเล่นคนเดียวอาจไม่ใช่เสียงที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในเพลง
เรียงเอฟเฟคกีต้าร์ แล้วมีข้อผิดพลาดอะไรที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่าลำดับมาตรฐานคือคำตอบที่ดีที่สุดเสมอ แล้วต่อเอฟเฟคทุกก้อนตามภาพตัวอย่างโดยไม่ทดลองกับกีต้าร์ แอมป์ และวิธีเล่นของตัวเอง
อีกปัญหาหนึ่งคือวาง Fuzz หลัง Buffer โดยไม่เช็คว่า Fuzz ตัวนั้นไวต่อสัญญาณขาเข้าหรือไม่ รวมถึงการยึดว่า Compressor, Modulation, Delay และ Reverb ต้องอยู่ตำแหน่งเดียวเสมอ
ถ้าวาง Noise Gate หลัง Reverb และตั้งค่าแรงเกินไป หางเสียงอาจถูกตัดก่อนที่จะจางลงตามธรรมชาติ
ถ้าวาง Volume Pedal หน้า Drive การลด Volume อาจทำให้ทั้งความดังและปริมาณ Gain ลดลงพร้อมกัน
ถ้าวาง Looper ไว้ท้าย Signal Chain เอฟเฟคที่อยู่ก่อนหน้าจะถูกบันทึกติดเข้าไปใน Loop ด้วย
ถ้าใช้เสียงแตกจาก Preamp ของแอมป์มาก แต่ต่อ Delay ไว้หน้าแอมป์ เสียงซ้ำอาจถูก Distort เพิ่มจนไม่ชัดอย่างที่คาดไว้
อีกข้อผิดพลาดสำคัญคือการเปลี่ยนตำแหน่งเอฟเฟคพร้อมกับปรับค่าหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เพราะสุดท้ายจะไม่รู้ว่าเสียงเปลี่ยนเพราะลำดับของเอฟเฟค หรือเพราะค่าที่ปรับใหม่
เรียงเอฟเฟคกีต้าร์ ด้วยหลัก Signal Flow แทนการท่องจำลำดับ
การจัดลำดับเอฟเฟคที่นำไปใช้ได้จริงไม่ได้เริ่มจากการจำว่าก้อนใดต้องเป็นหมายเลข 1, 2 หรือ 3 แต่เริ่มจากการเข้าใจว่าเอฟเฟคทุกตัวได้รับสัญญาณที่ผ่านอุปกรณ์ซึ่งอยู่ก่อนหน้ามาแล้ว
A → B ไม่จำเป็นต้องเหมือน B → A
Drive ก่อน Delay หมายถึง Delay สร้างเสียงซ้ำจากเสียงที่ผ่าน Gain แล้ว ส่วน Delay ก่อน Drive หมายถึงทั้งเสียงตรงและเสียงซ้ำจะถูกส่งเข้า Gain ต่ออีกครั้ง
หลักเดียวกันนี้ใช้กับ Compressor, Wah, Modulation, Reverb, Volume Pedal, Noise Gate และ Looper
ถ้าต้องการทดลองอย่างเป็นระบบ ให้ใช้ลำดับความคิดดังนี้
STARTING CHAIN
→ UNDERSTAND SIGNAL FLOW
→ CHOOSE TWO PEDALS
→ A → B
→ B → A
→ LEVEL MATCH
→ LISTEN
→ DECIDE FROM MUSICAL ROLE
เมื่อนำหลักนี้ไปใช้ Pedalboard จะไม่ใช่เพียงชุดเอฟเฟคที่ต่อเรียงตามสูตร แต่จะเป็น Signal Chain ที่เราสามารถทดลอง ฟังผล และตัดสินตำแหน่งของแต่ละก้อนจากคาแรคเตอร์เสียง การตอบสนองต่อน้ำหนักมือ เสียงรบกวน และหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลงได้อย่างมีเหตุผล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น