เมื่อเห็น Cmaj7, Cm7, C7, Cm7♭5 หรือ Cdim7 บน Lead Sheet หลายคนรู้ว่าเป็นคอร์ดที่พบได้บ่อยในดนตรีแจ๊ส แต่ยังไม่แน่ใจว่าตัวอักษร ตัวเลข และเครื่องหมายแต่ละแบบหมายถึงอะไร หากถามว่า คอร์ดแจ๊สมีอะไรบ้าง จริง ๆ แล้วคอร์ดในดนตรีแจ๊สไม่ได้มีเพียง 5 ชนิดนี้ แต่ Maj7, m7, Dominant 7, m7♭5 และ dim7 เป็น Chord Quality หรือประเภทของคอร์ดตามโครงสร้างเสียงที่ควรรู้เป็นพื้นฐาน เพราะทั้งหมดสามารถแยกได้จากโครงสร้างเดียวกันคือ Root – 3rd – 5th – 7th แล้วพิจารณาว่า 3rd, 5th และ 7th ของแต่ละคอร์ดแตกต่างกันอย่างไร
วิธีคิดเช่นนี้ช่วยลดการท่องจำรูปจับคอร์ดทีละรูป เมื่อเข้าใจโครงสร้างแล้ว เราสามารถอ่าน Chord Symbol หรือสัญลักษณ์คอร์ด แยกส่วนประกอบของคอร์ด หาโน้ตภายในคอร์ด และนำความรู้นั้นไปใช้ในการอ่าน Lead Sheet การวิเคราะห์ Harmony หรือการจัด Voicing ได้ง่ายขึ้น แม้จะเปลี่ยน Root ไปเป็นโน้ตตัวอื่นก็ตาม
คอร์ดแจ๊สมีอะไรบ้าง ถ้าเริ่มจากโครงสร้าง Root–3rd–5th–7th
คอร์ดที่ใช้ในดนตรีแจ๊สมีมากกว่านี้ เช่น คอร์ดที่เพิ่มเสียง 9, 11 หรือ 13 คอร์ด Sus รวมถึงคอร์ดที่ปรับโน้ตบางตัวให้สูงขึ้นหรือต่ำลง แต่ก่อนจะเรียนคอร์ดที่ซับซ้อนกว่านี้ ควรแยกโครงสร้างของคอร์ด 7th พื้นฐานให้ชัดเจนเสียก่อน
คอร์ด 7th สามารถมองเป็นคอร์ดที่ประกอบด้วยเสียงหลัก 4 ตำแหน่ง ได้แก่ Root – 3rd – 5th – 7th
Root คือเสียงรากหรือเสียงหลักที่ใช้ตั้งชื่อคอร์ด ส่วน 3rd, 5th และ 7th คือระยะห่างของโน้ตแต่ละตัวเมื่อเทียบกับ Root ระยะเหล่านี้ช่วยบอกว่าคอร์ดนั้นมีโครงสร้างและ Chord Quality แบบใด
ผู้ที่ต้องการดูหลักการเรียกชื่อและการจำแนกคอร์ด 7th ในตำราทฤษฎีดนตรีเพิ่มเติม สามารถเทียบโครงสร้างเหล่านี้กับบทเรียน Seventh Chords ของ Open Music Theory ซึ่งอธิบาย Root, 3rd, 5th, 7th และ Chord Quality แต่ละชนิดไว้อย่างเป็นระบบ
หากคุ้นกับโครงสร้าง Triad แบบ 1–3–5 จากบทเจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์อยู่แล้ว ขั้นต่อไปคือเพิ่มเสียงลำดับที่ 7 เข้าไป แล้วสังเกตว่า 3rd, 5th และ 7th ของคอร์ดแต่ละชนิดแตกต่างกันตรงไหน
หากยังไม่แม่นเรื่อง Root, 3rd และ 5th ควรทบทวน โครงสร้างโน้ต 1–3–5 ของคอร์ดกีต้าร์ ก่อน เพราะจะช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่าเมื่อเพิ่ม 7th เข้ามาแล้ว Chord Quality แต่ละชนิดแตกต่างกันตรงไหน
ในช่วงแรกจะใช้ Root C เป็นตัวอย่างเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้มองเห็นเฉพาะความเปลี่ยนแปลงภายในคอร์ด โดยไม่ต้องจำชื่อโน้ตจากหลายคีย์พร้อมกัน
Maj7 ใช้ Major 3rd และ Major 7th
สูตรของ Major Seventh Chord คือ 1 – 3 – 5 – 7
ตัวอย่าง Cmaj7 = C – E – G – B
ถ้าเริ่มจาก C Major Triad ซึ่งประกอบด้วย C – E – G แล้วเพิ่ม B เข้าไป จะได้เสียงลำดับที่ 7 แบบ Major 7th และกลายเป็นคอร์ด Cmaj7
จุดที่ควรสังเกตคือ 3rd = E และ 7th = B
ในชื่อ Cmaj7 ส่วนที่เขียนว่า maj7 บอกว่าเสียงลำดับที่ 7 เป็น Major 7th ขณะที่ 3rd ยังคงเป็น Major 3rd ตามโครงสร้างของคอร์ด Major
นี่คือเหตุผลที่ Cmaj7 ไม่ใช่คอร์ดเดียวกับ C7 แม้ทั้งสองคอร์ดจะมีโน้ต C – E – G เหมือนกันในสามเสียงแรก
m7 ลดทั้ง 3rd และ 7th ลงครึ่งเสียง
สูตรของ Minor Seventh Chord คือ 1 – ♭3 – 5 – ♭7
ตัวอย่าง Cm7 = C – E♭ – G – B♭
ถ้าเปรียบเทียบกับ Cmaj7 ซึ่งมีโน้ต C – E – G – B จะเห็นว่า Cm7 เปลี่ยน E เป็น E♭ และเปลี่ยน B เป็น B♭ หมายความว่า 3rd และ 7th ถูกลดลงอย่างละหนึ่งครึ่งเสียง
จุดที่ควรสังเกตคือ 3rd = E♭ และ 7th = B♭
ดังนั้น เมื่อเห็นตัว m ในชื่อคอร์ด ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ 3rd ว่าเป็น Minor เท่านั้น แต่ควรดูเสียง 7th ต่อด้วย เพราะ Cm, Cm7 และ CmMaj7 แม้จะมีพื้นฐานจาก Minor Triad เหมือนกัน แต่มีจำนวนเสียงและโครงสร้างของเสียงลำดับที่ 7 แตกต่างกัน
สำหรับบทนี้ให้จำหลักสำคัญว่า m7 มีทั้ง ♭3 และ ♭7 โดยยังไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงไปถึง Mode หรือสเกลสำหรับการโซโล่
Dominant 7 ใช้ Major 3rd แต่ใช้ ♭7
สูตรของ Dominant Seventh Chord คือ 1 – 3 – 5 – ♭7
ตัวอย่าง C7 = C – E – G – B♭
สามเสียงแรก C – E – G ยังคงเป็น Major Triad เหมือน Cmaj7 แต่เสียงลำดับที่ 7 เปลี่ยนจาก B เป็น B♭
เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน Cmaj7 = C – E – G – B ส่วน C7 = C – E – G – B♭
จุดนี้ทำให้หลายคนสับสน เพราะเมื่อเห็นเลข 7 อาจเข้าใจว่าเสียงลำดับที่ 7 ต้องเป็น Major 7th เสมอ ทั้งที่ Chord Symbol ใช้หลักการเขียนต่างออกไป
ในการเขียน Chord Symbol โดยทั่วไป ถ้าเห็น C7 โดยไม่มีคำว่า maj เลข 7 หมายถึง Dominant Seventh Chord ซึ่งใช้ ♭7 ส่วนคอร์ดที่ใช้ Major 7th ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็น Cmaj7 หรือใช้สัญลักษณ์อื่นที่มีความหมายเดียวกัน
Dominant 7 มักให้ความรู้สึกว่ามีแรงผลักให้ Harmony เคลื่อนไปยังคอร์ดถัดไป แต่เรื่องหน้าที่ของคอร์ดภายใน Progression เป็นอีกหัวข้อหนึ่ง สำหรับตอนนี้ควรจำโครงสร้าง 1 – 3 – 5 – ♭7 ให้แม่นก่อน
m7♭5 ใช้ ♭3, ♭5 และ ♭7
สูตรของ Minor Seven Flat Five คือ 1 – ♭3 – ♭5 – ♭7
ตัวอย่าง Cm7♭5 = C – E♭ – G♭ – B♭
คอร์ดนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า Half-Diminished Seventh Chord และอาจพบการเขียนสัญลักษณ์เป็น Cm7♭5 หรือ Cø7
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเข้าใจว่า Half-Diminished กับ dim7 เป็นคอร์ดชนิดเดียวกัน เพราะแม้ทั้งสองคอร์ดจะมี ♭3 และ ♭5 เหมือนกัน แต่เสียงลำดับที่ 7 แตกต่างกัน
ใน Cm7♭5 มี 3rd = E♭, 5th = G♭ และ 7th = B♭
เสียงลำดับที่ 7 ของ Cm7♭5 คือ ♭7 หรือ Minor 7th ไม่ใช่ Diminished 7th
เมื่อจำจุดนี้ได้ การแยก m7♭5 ออกจาก dim7 จะง่ายขึ้น เพราะสามารถดูเสียงลำดับที่ 7 เป็นจุดตัดสินได้โดยตรง
dim7 ใช้ Diminished 7th ซึ่งต่ำกว่า ♭7 อีกครึ่งเสียง
สูตรของ Diminished Seventh Chord คือ 1 – ♭3 – ♭5 – ♭♭7
ตัวอย่าง Cdim7 = C – E♭ – G♭ – B♭♭
สัญลักษณ์ที่อาจพบคือ Cdim7 หรือ C°7
ในระบบ Equal Temperament โน้ต B♭♭ มีระดับเสียงเดียวกับ A แต่ในทางทฤษฎียังคงเขียนเป็น B♭♭ เพราะโน้ตตัวนี้ทำหน้าที่เป็นเสียงลำดับที่ 7 ของคอร์ด ซึ่งถูกลดจาก Major 7th ลงสองครึ่งเสียง จึงเรียกว่า Diminished 7th
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรจำ Cdim7 เป็นสูตร 1 – ♭3 – ♭5 – 6 แม้เสียงสุดท้ายจะมีระดับเสียงตรงกับโน้ตลำดับที่ 6 เพราะการเขียนเช่นนั้นจะทำให้มองไม่เห็นหน้าที่ของเสียงลำดับที่ 7 ภายในโครงสร้างของคอร์ด
Diminished Triad กับ Diminished Seventh Chord ไม่ใช่คอร์ดชนิดเดียวกัน โดย Diminished Triad มีโครงสร้าง 1 – ♭3 – ♭5 ส่วน Diminished Seventh Chord เพิ่ม ♭♭7 เข้ามาเป็นเสียงที่สี่
เปลี่ยนโน้ตตัวเดียวแล้ว Chord Quality เปลี่ยนอย่างไร
แทนที่จะจำคอร์ดทั้งห้าชนิดแยกจากกัน ลองเริ่มจากคอร์ดหนึ่งแล้วเปลี่ยนโน้ตทีละตัว จะเห็นได้ชัดว่าคอร์ดเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันทางโครงสร้าง
- เริ่มจาก Cmaj7 = C – E – G – B
- ลด 7 ลงครึ่งเสียง ได้ C7 = C – E – G – B♭
- ลด 3rd ลงครึ่งเสียง ได้ Cm7 = C – E♭ – G – B♭
- ลด 5th ลงครึ่งเสียง ได้ Cm7♭5 = C – E♭ – G♭ – B♭
- ลด 7th ของ Cm7♭5 ลงอีกครึ่งเสียง ได้ Cdim7 = C – E♭ – G♭ – B♭♭
ลำดับนี้ช่วยให้เห็นว่า Chord Quality เปลี่ยนเพราะโน้ตบางตัวภายในคอร์ดเปลี่ยน ไม่ได้หมายความว่าคอร์ดแต่ละชื่อเป็นโครงสร้างใหม่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
สำหรับมือกีต้าร์ วิธีคิดแบบนี้มีประโยชน์กว่าการจำรูปจับเพียงอย่างเดียว เพราะแม้จะเปลี่ยนตำแหน่งบนคอกีต้าร์ ก็ยังสามารถตรวจดูได้ว่าโน้ตแต่ละตัวทำหน้าที่เป็น Root, 3rd, 5th หรือ 7th
3rd และ 7th ช่วยแยกคอร์ดได้เร็วกว่ามอง Root อย่างเดียว
Root บอกว่าเสียงรากของคอร์ดคือโน้ตอะไร แต่ Root เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าคอร์ดนั้นเป็น Chord Quality ชนิดใด
Cmaj7, Cm7, C7, Cm7♭5 และ Cdim7 มี Root C เหมือนกันทั้งหมด สิ่งที่ทำให้คอร์ดเหล่านี้แตกต่างกันคือระยะของ 3rd, 5th และ 7th เมื่อเทียบกับ Root
ถ้าต้องการแยก Maj7, m7 และ Dominant 7 ให้เร็วขึ้น ให้ดู 3rd และ 7th ก่อน
- Maj7 = 3 + 7
- m7 = ♭3 + ♭7
- Dominant 7 = 3 + ♭7
เพียงพิจารณาสองตำแหน่งนี้ ก็สามารถแยกคอร์ดสามชนิดแรกออกจากกันได้อย่างรวดเร็ว
หากเห็น ♭3 + ♭7 แล้วต้องการแยกว่าเป็น m7 หรือ m7♭5 ให้ดู 5th เพิ่ม โดย m7 ใช้ 5th ปกติ ส่วน m7♭5 ใช้ ♭5
ถ้าคอร์ดมีทั้ง ♭3 และ ♭5 เหมือนกัน ให้ดู 7th เพื่อแยกระหว่าง Half-Diminished กับ Diminished Seventh โดย m7♭5 ใช้ ♭7 ส่วน dim7 ใช้ ♭♭7
ความเข้าใจเรื่อง 3rd และ 7th สามารถต่อยอดไปสู่ Rootless Voicing หรือ Guide Tone Line ได้ในภายหลัง แต่ในขั้นนี้ควรใช้สองเสียงดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำหรับจำแนกชนิดของคอร์ดให้คล่องเสียก่อน
เมื่อแยก 3rd และ 7th ของแต่ละคอร์ดได้คล่องแล้ว สามารถต่อยอดไปศึกษา Rootless Voicing เพื่อดูว่าเสียงสำคัญสองตำแหน่งนี้ถูกนำไปใช้จัด Voicing ในการเล่นร่วมวงอย่างไร
คอร์ดแจ๊สมีอะไรบ้าง ทำไม Maj7 กับ Dominant 7 จึงสับสนบ่อย
ถ้าจะเลือกคู่คอร์ดที่ควรแยกให้ได้ทันที Maj7 กับ Dominant 7 เป็นคู่แรกที่ควรให้ความสำคัญ เพราะทั้งสองคอร์ดมีสามเสียงแรกเหมือนกัน และแตกต่างกันเพียงเสียงลำดับที่ 7
Cmaj7 ≠ C7
- Cmaj7 = 1 – 3 – 5 – 7 = C – E – G – B
- C7 = 1 – 3 – 5 – ♭7 = C – E – G – B♭
ทั้งสองคอร์ดต่างกันเพียงโน้ตตัวสุดท้าย แต่ Chord Quality เปลี่ยนทันที
เวลาอ่านสัญลักษณ์คอร์ด อย่ามองเพียง Root ตามด้วยเลข 7 แต่ควรพิจารณาต่อว่าเสียง 7th ของคอร์ดนั้นเป็นชนิดใด
ถ้ามี maj7 ให้ใช้ Major 7th แต่ถ้ามีเลข 7 ตามหลัง Root โดยไม่มี maj ให้ใช้ ♭7 ซึ่งเป็นโครงสร้างของ Dominant 7
เมื่อจำหลักนี้ได้ การอ่าน Chord Chart จะรวดเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องหยุดคิดทุกครั้งว่า C7 กับ Cmaj7 แตกต่างกันอย่างไร
คอร์ดแจ๊สมีอะไรบ้าง และ m7♭5 กับ dim7 ต่างกันตรงไหน
อีกคู่ที่มักทำให้สับสนคือ m7♭5 กับ dim7 เพราะทั้งสองคอร์ดมี Root, ♭3 และ ♭5 เหมือนกัน
- Cm7♭5 = C – E♭ – G♭ – B♭
- Cdim7 = C – E♭ – G♭ – B♭♭
สามเสียงแรกเหมือนกันทั้งหมด คือ Root = C, ♭3 = E♭ และ ♭5 = G♭
ความแตกต่างอยู่ที่เสียง 7th โดย Cm7♭5 ใช้ B♭ ซึ่งเป็น ♭7 ส่วน Cdim7 ใช้ B♭♭ ซึ่งเป็น ♭♭7
ดังนั้น Half-Diminished จึงไม่ใช่อีกชื่อหนึ่งของ dim7 แต่เป็น Chord Quality คนละชนิดกัน
หากต้องการเรียนต่อเรื่องการนำ Diminished ไปใช้เป็นคอร์ดผ่าน จึงค่อยต่อยอดไปยัง Diminished Passing Chord ภายหลัง เพราะการนำคอร์ดไปใช้ใน Progression เป็นคนละประเด็นกับการอ่านและจำแนกโครงสร้างของคอร์ดให้ถูกต้อง
อ่าน Chord Symbol ให้เข้าใจก่อนหาตำแหน่งจับ
เมื่อพบสัญลักษณ์คอร์ดที่ไม่คุ้น อย่ารีบหาตำแหน่งจับทันที ควรลองแปลงชื่อคอร์ดเป็นสูตร Interval ก่อน
ตัวอย่างสัญลักษณ์ที่ใช้ฝึก ได้แก่ Gmaj7, Dm7, A7, Bm7♭5 และ C#dim7
ให้พิจารณาตามลำดับดังนี้
- 3rd เป็น Major หรือ Minor
- 5th เป็น Perfect 5th ตามปกติ หรือถูกลดลงเป็น ♭5
- 7th เป็น Major 7th, Minor 7th หรือ Diminished 7th
- จากนั้นจึงค่อยหาโน้ตจริง
- Gmaj7 = 1 – 3 – 5 – 7 = G – B – D – F#
- Dm7 = 1 – ♭3 – 5 – ♭7 = D – F – A – C
- A7 = 1 – 3 – 5 – ♭7 = A – C# – E – G
เมื่อฝึกแบบนี้ Chord Symbol จะไม่ใช่เพียงชื่อที่ต้องเชื่อมกับรูปจับจากความจำ แต่จะเป็นข้อมูลที่บอกโครงสร้างของคอร์ด ทำให้สามารถสร้างคอร์ดจาก Root ใดก็ได้โดยไม่ต้องจำคอร์ดทุกตัวแยกจากกัน
คอร์ดเดียวกันเปลี่ยน Voicing ได้ แต่ Chord Quality ยังเดิม
สูตร Cmaj7 = C – E – G – B ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่เล่น Cmaj7 จะต้องเรียงเสียง C, E, G และ B จากต่ำไปสูงตามลำดับนี้เสมอ
ในการเล่นจริง สามารถสลับลำดับเสียง กระจายโน้ตไปอยู่คนละช่วงเสียง หรือในบางบริบทอาจละโน้ตบางตัวได้ แต่การจัดเสียงนั้นยังต้องทำให้ผู้ฟังรับรู้โครงสร้างสำคัญของ Chord Quality เดิมได้
จึงควรแยกสองแนวคิดนี้ออกจากกันให้ชัดเจน โดย Chord Quality ตอบคำถามว่า “คอร์ดนี้มีโครงสร้าง Interval แบบใด” ส่วน Voicing ตอบคำถามว่า “เราจะจัดเรียงเสียงของคอร์ดนี้อย่างไรเมื่อนำไปเล่นจริง”
เมื่อแยก Chord Quality ได้คล่องแล้ว การเรียน Rootless Voicing หรือการจัดเสียงคอร์ดสำหรับการเล่นร่วมวงจะเข้าใจง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องย้อนกลับไปเริ่มจำโครงสร้างพื้นฐานของคอร์ดใหม่อีกครั้ง
แบบฝึกแยก Chord Quality โดยไม่จำรูปจับ
แบบฝึกที่ 1 One-Root Comparison
ใช้ Root C เพียงตัวเดียว แล้วสร้าง Cmaj7, Cm7, C7, Cm7♭5 และ Cdim7 โดยอย่าเริ่มจากรูปจับ ให้เขียนสูตรก่อน แล้วจึงเขียนชื่อโน้ต
เป้าหมายของแบบฝึกนี้คือให้เห็นว่า เมื่อ Root ยังคงเป็น C เหมือนเดิม การเปลี่ยน 3rd, 5th และ 7th ทำให้ Chord Quality เปลี่ยนอย่างไร
แบบฝึกที่ 2 Symbol Decode
อ่าน Chord Symbol แล้วเขียนสูตร Interval ก่อนหาโน้ตจริง โดยลองใช้ Fmaj7, Gm7, D7, Am7♭5 และ Bdim7
- Fmaj7 = 1 – 3 – 5 – 7 = F – A – C – E
- Gm7 = 1 – ♭3 – 5 – ♭7 = G – B♭ – D – F
- D7 = 1 – 3 – 5 – ♭7 = D – F# – A – C
- Am7♭5 = 1 – ♭3 – ♭5 – ♭7 = A – C – E♭ – G
- Bdim7 = 1 – ♭3 – ♭5 – ♭♭7 = B – D – F – A♭
ถ้าสามารถบอกสูตรได้ก่อนหาโน้ต แสดงว่าเริ่มเข้าใจโครงสร้างของคอร์ดแล้ว ไม่ได้อาศัยเพียงการจำชื่อคอร์ดหรือรูปจับ
แบบฝึกที่ 3 Change-One-Note
เริ่มจาก Cmaj7 = C – E – G – B แล้วเปลี่ยนโน้ตทีละตัวตามลำดับ C7 → Cm7 → Cm7♭5 → Cdim7
ทุกครั้งที่เปลี่ยน ให้บอกออกมาว่ากำลังเปลี่ยน Interval ใด เช่น “ลด 7 เป็น ♭7” “ลด 3 เป็น ♭3” หรือ “ลด 5 เป็น ♭5”
แบบฝึกนี้ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างชื่อคอร์ดกับโน้ตที่เปลี่ยนไปจริง จึงช่วยลดการท่องจำคอร์ดแต่ละชนิดแบบแยกออกจากกัน
แบบฝึกที่ 4 3rd-and-7th Test
มองเฉพาะ 3rd และ 7th แล้วลองตอบว่าเป็น Chord Quality ชนิดใด
- 3 + 7 = Maj7
- ♭3 + ♭7 = m7
- 3 + ♭7 = Dominant 7
เมื่อแยกสามชนิดนี้ได้แล้ว ค่อยดู 5th เพิ่ม เพื่อพิจารณาว่าคอร์ดที่มี ♭3 + ♭7 เป็น m7 ปกติหรือ m7♭5 จากนั้นจึงดู 7th อีกครั้งเพื่อแยก m7♭5 ออกจาก dim7
แบบฝึกที่ 5 Lead Sheet Scan
ลองใช้ Progression สั้น ๆ คือ Dm7 – G7 – Cmaj7 ก่อนเล่น ให้บอก Chord Quality ของแต่ละคอร์ดก่อน
- Dm7 = Minor 7
- G7 = Dominant 7
- Cmaj7 = Major 7
แบบฝึกนี้ไม่ได้มุ่งให้วิเคราะห์ ii–V–I หรือ Functional Harmony แต่ต้องการฝึกให้เมื่อเห็น Chord Symbol แล้ว สามารถบอกชนิดและโครงสร้างพื้นฐานของคอร์ดได้ก่อนลงมือเล่นจริง
ข้อผิดพลาดที่ทำให้อ่านคอร์ดแจ๊สช้ากว่าที่ควร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือคิดว่า Maj7 กับ 7 หมายถึงคอร์ดชนิดเดียวกัน ทั้งที่สองคอร์ดแตกต่างกันตรงเสียง 7th
อีกข้อหนึ่งคือ เมื่อเห็นตัว m แล้วสนใจเฉพาะ Minor 3rd แต่ลืมดูว่าเสียง 7th เป็นแบบใด
บางคนเข้าใจว่า m7♭5 กับ dim7 เป็นคอร์ดชนิดเดียวกัน ทั้งที่เสียง 7th ของสองคอร์ดนี้ต่างกันหนึ่งครึ่งเสียง
สำหรับมือกีต้าร์ ปัญหาที่พบได้อีกอย่างคือจำรูปจับได้หลายตำแหน่ง แต่ไม่รู้ว่าโน้ตแต่ละตัวในรูปจับทำหน้าที่อะไร เมื่อเปลี่ยนคีย์ เปลี่ยนตำแหน่ง หรือพบ Voicing ที่ไม่คุ้น จึงต้องกลับไปจำรูปจับใหม่อีกครั้ง
อีกความผิดพลาดหนึ่งคือรีบไปเรียนคอร์ด 9, 11, 13 หรือ Altered Chord ทั้งที่ยังแยก 3rd, 5th และ 7th ของคอร์ดพื้นฐานไม่คล่อง เมื่อเติมโน้ตมากขึ้นจึงยิ่งรู้สึกว่ามีข้อมูลให้จำจำนวนมาก ทั้งที่คอร์ดเหล่านั้นยังพัฒนาต่อมาจากโครงสร้างพื้นฐานเดิม
คอร์ดแจ๊สมีอะไรบ้าง ตรวจอย่างไรว่าอ่าน Chord Quality ได้จริงแล้ว
ไม่จำเป็นต้องจำคอร์ดจากทุก Root ให้ครบก่อนจึงจะถือว่าเข้าใจ แต่ควรสามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งรูปจับ
- เห็น Cmaj7 แล้วรู้ว่าเป็น 1 – 3 – 5 – 7
- เห็น C7 แล้วรู้ทันทีว่าไม่ใช่ Cmaj7 เพราะเสียง 7th เป็น ♭7
- เห็น Cm7 กับ Cm7♭5 แล้วรู้ว่าต้องดู 5th เพื่อแยกสองคอร์ดนี้
- เห็น Cm7♭5 กับ Cdim7 แล้วรู้ว่าต้องดู 7th เพื่อแยกออกจากกัน
- เมื่อเปลี่ยน Root จาก C ไปเป็น F, G, A หรือโน้ตตัวอื่น ก็ยังสามารถใช้สูตรเดิมสร้างคอร์ดได้
- เมื่อเห็น Chord Chart ก็ควรบอกได้ก่อนจับคอร์ดว่า 3rd, 5th และ 7th ต้องมีลักษณะอย่างไร
เมื่อเข้าใจโครงสร้างของ Chord Quality พื้นฐานเหล่านี้แล้ว Maj7, m7, Dominant 7, m7♭5 และ dim7 จะไม่ใช่คอร์ดห้ากลุ่มที่ต้องท่องจำแยกกันอีกต่อไป แต่จะมองเห็นความสัมพันธ์ของแต่ละคอร์ดผ่านการเปลี่ยน 3rd, 5th และ 7th ภายในโครงสร้าง Root – 3rd – 5th – 7th ชุดเดียวกัน
พื้นฐานนี้ช่วยให้การอ่าน Lead Sheet และ Chord Chart คล่องขึ้น และยังเป็นฐานสำหรับเรียน Guide Tone, Voicing รวมถึงคอร์ดที่เพิ่มเสียง 9, 11 หรือ 13 ในภายหลัง โดยไม่จำเป็นต้องมองคอร์ดใหม่ทุกตัวเป็นรูปจับชุดใหม่
หากต้องการพัฒนาต่อจากการมองเห็นโครงสร้างไปสู่การแยกคอร์ดด้วยหู สามารถ ฝึกฟัง Chord Quality เพื่อเชื่อมความเข้าใจจาก Chord Symbol เข้ากับเสียงที่ได้ยินจริง






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น