Rootless Voicing ช่วยแก้ปัญหาเสียงคอร์ดที่แน่นเกินไปเมื่อเล่นร่วมวง โดยเฉพาะเมื่อมือเบสเล่น Root หรือเสียงรากของคอร์ดอยู่แล้ว มือกีต้าร์และผู้เล่นคีย์บอร์ดจึงไม่จำเป็นต้องเล่นเสียงเดิมซ้ำ แต่สามารถเลือกเฉพาะ 3rd, 7th และ Tension ที่จำเป็น เพื่อให้คอร์ดยังคงมีคาแรคเตอร์ชัดเจน เสียงโดยรวมโปร่งขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ Bass Line สร้าง Groove ได้อย่างเต็มที่
Rootless Voicing ตัด Root ออกโดยไม่ทำให้คอร์ดเสียคาแรคเตอร์อย่างไร
การจัดคอร์ดแบบไม่มี Root หมายถึงการที่เครื่องดนตรีซึ่งทำหน้าที่เล่นคอร์ด เช่น กีต้าร์หรือคีย์บอร์ด ไม่เล่นเสียงรากของคอร์ดด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม Root ไม่ได้หายไปจาก Harmony เพราะมือเบส แนวเสียงต่ำจากเครื่องดนตรีอื่น หรือบริบทของทางเดินคอร์ดยังคงช่วยยืนยันว่าคอร์ดนั้นมีโน้ตใดเป็น Root
ตัวอย่างเช่น เมื่อวงเล่นคอร์ด Cmaj7 มือเบสอาจเล่นโน้ต C ขณะที่คีย์บอร์ดเล่นเพียง E, B และ D เมื่อนำเสียงทั้งหมดมารวมกัน ผู้ฟังยังคงได้ยินองค์ประกอบสำคัญของคอร์ดครบทั้ง Root, 3rd, 7th และ 9th แม้ว่าคีย์บอร์ดจะไม่ได้เล่นโน้ต C ก็ตาม
หลักสำคัญจึงไม่ใช่การตัดโน้ตออกเพียงเพื่อให้เล่นง่ายขึ้น แต่เป็นการแบ่งหน้าที่ของเครื่องดนตรีให้เหมาะสม มือเบสทำหน้าที่ยืนยัน Root และสร้างแนวเบส ส่วนมือกีต้าร์หรือผู้เล่นคีย์บอร์ดทำหน้าที่บอกชนิดของคอร์ด จัดการ Voice Leading หรือการนำเสียง และเติมสีสันให้ Harmony
หากนำ Voicing ลักษณะนี้ไปเล่นโดยไม่มีมือเบสหรือไม่มีแนวเสียงต่ำช่วยยืนยัน Root คอร์ดอาจฟังบางหรือบอกชนิดได้ไม่ชัดเจน สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าจัดเสียงผิด แต่อาจหมายความว่า Voicing ชุดนั้นเหมาะกับการเล่นร่วมวงมากกว่าการเล่นเดี่ยว
เลือก 3rd, 7th และ Tension ตามลำดับความสำคัญ
หลังจากตัด Root ออกแล้ว ผู้เล่นไม่ควรเลือกโน้ตที่เหลือแบบสุ่ม เพราะโน้ตแต่ละตัวมีบทบาทต่อการรับรู้คอร์ดไม่เท่ากัน วิธีที่นำไปใช้ได้จริงคือเริ่มจาก 3rd และ 7th ซึ่งเป็นแกนสำคัญของคอร์ด แล้วจึงเติม Tension ให้เหมาะกับเมโลดี้และบริบทของเพลง
3rd บอกว่าคอร์ดเป็น Major หรือ Minor
3rd หรือเสียงขั้นที่ 3 เป็นโน้ตที่ช่วยแยกคอร์ด Major ออกจากคอร์ด Minor ได้ชัดเจนที่สุด
Cmaj7 มีโน้ต E เป็น Major 3rd
Dm7 มีโน้ต F เป็น Minor 3rd หรือ b3
หากตัดทั้ง Root และ 3rd ออก ผู้ฟังอาจแยกได้ยากขึ้นว่าคอร์ดนั้นมีพื้นฐานเป็น Major หรือ Minor โดยเฉพาะเมื่อ Tension หรือเมโลดี้ด้านบนมีโน้ตที่ตีความได้หลายแบบ
ดังนั้น ขั้นแรกของการสร้าง Voicing แบบไม่มี Root คือหา 3rd ของคอร์ดให้เจอก่อน แล้ววางไว้ในช่วงเสียงที่ได้ยินชัด โดยไม่ต่ำจนเข้าไปทับย่านเสียงของมือเบส
7th บอกคาแรคเตอร์ของ Maj7, m7 และ Dominant 7
7th หรือเสียงขั้นที่ 7 ทำงานร่วมกับ 3rd เพื่อบอกชนิดและคาแรคเตอร์ของคอร์ดได้ละเอียดขึ้น
Cmaj7 ใช้ E และ B ซึ่งเป็น 3rd และ Major 7th
Dm7 ใช้ F และ C ซึ่งเป็น b3 และ b7
G7 ใช้ B และ F ซึ่งเป็น 3rd และ b7
คู่เสียง B กับ F ในคอร์ด G7 มีระยะห่างแบบ Tritone จึงสร้างแรงตึงที่ทำให้ผู้ฟังรับรู้คาแรคเตอร์ของ Dominant 7 ได้ชัดเจน แม้ใน Voicing นั้นจะไม่มี Root และ 5th ก็ตาม
3rd และ 7th มักเรียกรวมกันว่า Guide Tone เพราะเป็นเสียงที่ช่วยกำหนดชนิดของคอร์ดและทิศทางการคลี่คลาย หากต้องการเข้าใจการเคลื่อนของเสียงทั้งสองตัวให้ลึกขึ้น สามารถต่อยอดจากเรื่อง Guide Tone Line และความรู้เรื่องโน้ตในคอร์ด เพื่อหาเสียงสำคัญของคอร์ดแต่ละชนิดได้แม่นยำขึ้น
หากต้องการฝึกติดตามการเคลื่อนของ 3rd และ 7th ระหว่างคอร์ด ควรศึกษาเรื่อง Guide Tone Line เพิ่มเติม เพราะแนวคิดนี้ช่วยให้เห็นว่าเสียงสำคัญของคอร์ดเชื่อมต่อกันอย่างไร
Tension เติมสีสันหลังจากคอร์ดชัดเจนแล้ว
เมื่อ 3rd และ 7th ทำให้ผู้ฟังรับรู้ชนิดของคอร์ดได้ชัดเจนแล้ว จึงค่อยเพิ่ม Tension เช่น 9th, 11th หรือ 13th เพื่อเติมสีสันให้เหมาะกับอารมณ์ของเพลง
Tension ที่ใช้บ่อยมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้
- 9th ช่วยให้คอร์ดฟังโปร่งขึ้น และช่วยให้แนวเสียงบนของคอร์ดเคลื่อนต่อเนื่องได้อย่างลื่นไหล
- 11th ช่วยเพิ่มสีสันให้คอร์ด Minor แต่ในคอร์ดบางชนิดต้องระวังไม่ให้เสียงนี้ชนกับ 3rd มากเกินไป
- 13th ช่วยให้คอร์ด Dominant หรือ Major ฟังเปิดกว้างและมีสีสันร่วมสมัยมากขึ้น
Tension ไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ แม้โน้ตนั้นจะอยู่ในสเกลเดียวกับคอร์ดก็ตาม หากเมโลดี้กำลังค้างอยู่ที่โน้ตหนึ่ง การเพิ่ม Tension ซึ่งอยู่ห่างจากโน้ตนั้นเพียงครึ่งเสียงอาจทำให้เสียงโดยรวมขุ่น หรือสร้างแรงตึงมากเกินกว่าที่เพลงต้องการ
ก่อนเพิ่ม Tension จึงควรเช็คทั้งสัญลักษณ์คอร์ด เมโลดี้ และสิ่งที่เครื่องดนตรีอื่นกำลังเล่นอยู่ เพื่อให้โน้ตที่เติมเข้าไปช่วยเสริมเพลง แทนที่จะทำให้เสียงรกขึ้น
5th มักตัดออกได้ แต่ไม่ใช่ทุกกรณี
5th ของคอร์ด Major, Minor และ Dominant ทั่วไปมักมีบทบาทในการบอกชนิดของคอร์ดน้อยกว่า 3rd และ 7th จึงเป็นเสียงที่สามารถตัดออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้ Tension ได้
อย่างไรก็ตาม หาก 5th ถูกเปลี่ยนเป็น b5 หรือ #5 หรือเป็นส่วนสำคัญของคอร์ด Altered โน้ตตัวนี้จะมีผลต่อคาแรคเตอร์ของคอร์ดมากขึ้น การตัดออกโดยไม่พิจารณาอาจทำให้สีสันที่ผู้เรียบเรียงต้องการหายไป
ผู้ที่ต้องการดูหลักการเลือก 3rd, 7th, 5th ที่ถูกเปลี่ยนเสียง และ Tension ในมุมของการจัดคอร์ดแจ๊สและป๊อป สามารถศึกษา Piano Voicing Techniques ของ Berklee Online เพิ่มเติมได้
เปรียบเทียบคอร์ดเต็มกับ Rootless Voicing
การเขียนโน้ตของคอร์ดเต็มออกมาก่อนตัด Root ช่วยให้เห็นว่า การจัดเสียงลักษณะนี้ไม่ได้สร้างคอร์ดชนิดใหม่ แต่เป็นการเลือกเฉพาะเสียงที่จำเป็นจากโครงสร้างเดิม แล้วจึงเติม Tension ตามความเหมาะสม
Cmaj7 ใช้ 3rd, 7th และ 9th แทนคอร์ดเต็ม
คอร์ดเต็ม:
C - E - G - B
Voicing แบบไม่มี Root:
E - B - D
การวิเคราะห์:
E = 3rd
B = Major 7th
D = 9th
เมื่อมือเบสเล่น C โน้ต E และ B จะช่วยยืนยันว่าเสียงรวมเป็นคอร์ด Major 7 ส่วน D เติมสีสันในฐานะ 9th การตัด G ซึ่งเป็น 5th ออกจึงไม่ได้ทำให้คาแรคเตอร์หลักของ Cmaj7 หายไป
ในคอร์ดนี้ควรระวังการใช้ F เป็น 11th เพราะ F อยู่ห่างจาก E เพียงครึ่งเสียง หากวางสองเสียงนี้ไว้ใกล้กันในช่วงเสียงที่ไม่เหมาะสม คอร์ดอาจฟังอึดอัดหรือขุ่นกว่าที่ต้องการ เว้นแต่ผู้เรียบเรียงตั้งใจใช้แรงตึงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเสียงเพลง
Dm7 ใช้ b3, b7 และ 9th แทนคอร์ดเต็ม
คอร์ดเต็ม:
D - F - A - C
Voicing แบบไม่มี Root:
F - C - E
การวิเคราะห์:
F = b3
C = b7
E = 9th
โน้ต F และ C ช่วยให้ผู้ฟังรับรู้คาแรคเตอร์ของ Minor 7 ได้ชัดเจน ส่วน E เพิ่มสีสันในฐานะ 9th โดยไม่เปลี่ยนหน้าที่หลักของคอร์ด
หากต้องการให้คอร์ดฟังเต็มขึ้น สามารถทดลองเพิ่ม G ซึ่งเป็น 11th ได้ แต่ควรฟังร่วมกับเมโลดี้และ Voicing ของเครื่องดนตรีอื่น ไม่จำเป็นต้องใส่ Tension ทุกตัวที่สามารถใช้ได้ลงในคอร์ดเดียว
G7 ใช้ 3rd, b7 และ 9th แทนคอร์ดเต็ม
คอร์ดเต็ม:
G - B - D - F
Voicing แบบไม่มี Root:
B - F - A
การวิเคราะห์:
B = 3rd
F = b7
A = 9th
โน้ต B และ F เป็นแกนสำคัญที่ทำให้ G7 มีแรงดึงแบบ Dominant ส่วน A เติมความโปร่งในฐานะ 9th เมื่อมือเบสเล่น G ผู้ฟังยังคงรับรู้ G7 ได้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องให้กีต้าร์หรือคีย์บอร์ดเล่นโน้ต G ซ้ำอีกครั้ง
ในเพลงที่ต้องการแรงตึงมากขึ้น สามารถเปลี่ยน A เป็น Ab เพื่อสร้าง b9 หรือเพิ่ม E เพื่อสร้าง 13th ได้ แต่ควรเช็คก่อนว่า 3rd และ b7 ยังคงได้ยินชัดเจน และโน้ตที่เพิ่มเข้ามาไม่ชนกับทำนองหลัก
ใช้ Rootless Voicing กับทางเดินคอร์ด ii-V-I
ทางเดินคอร์ด ii-V-I ในคีย์ C Major เป็นตัวอย่างที่เหมาะสำหรับการฝึก เพราะช่วยให้เห็นหน้าที่ของ 3rd, 7th และ Tension รวมถึงการนำเสียงระหว่างคอร์ดได้อย่างชัดเจน
ทางเดินคอร์ด:
Dm7 - G7 - Cmaj7
ตัวอย่าง Voicing แบบไม่มี Root:
Dm7 = F - C - E
G7 = B - F - A
Cmaj7 = E - B - D
Voicing ทั้งสามชุดยังคงบอกชนิดของคอร์ดได้ครบ แต่ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องเรียงโน้ตตามลำดับที่เขียนไว้ทุกครั้ง สามารถสลับตำแหน่งของโน้ตหรือเปลี่ยน Tension บางตัว เพื่อให้โน้ตในแต่ละแนวเคลื่อนอยู่ใกล้กันมากขึ้น
ตัวอย่างที่เน้นการนำเสียง:
Dm7 = F - C - E
G7 = F - B - E
Cmaj7 = E - B - D
จาก Dm7 ไป G7 โน้ต F และ E สามารถค้างไว้เป็นเสียงร่วม หรือ Common Tone ขณะที่ C เลื่อนลงครึ่งเสียงไปหา B
เมื่อเข้าสู่ Cmaj7 โน้ต B สามารถค้างอยู่ที่เดิม ส่วน F เลื่อนลงครึ่งเสียงไปหา E และ E เลื่อนลงหนึ่งเสียงเต็มไปหา D
การเคลื่อนในลักษณะนี้ทำให้โน้ตหลายแนวขยับเพียงครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียงเต็ม Harmony จึงฟังต่อเนื่องและลื่นไหลกว่าเดิม โดยไม่ทำให้รู้สึกว่าผู้เล่นกำลังย้ายรูปคอร์ดทั้งก้อนไปมา
ใน G7 ชุดที่สอง โน้ต E ทำหน้าที่เป็น 13th แทน A ซึ่งเป็น 9th ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า Tension สามารถเปลี่ยนตามทิศทางของ Voice Leading ได้ ตราบใดที่ 3rd และ b7 ซึ่งเป็นแกนของคอร์ด Dominant ยังคงได้ยินชัดเจน
แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับ Voice Leading โดยตรง แต่เป้าหมายของบทนี้คือการนำเสียงเหล่านั้นมารวมเป็นคอร์ดที่ใช้เล่นได้จริง ไม่ได้เน้นการสร้าง Guide Tone Line ให้เป็นแนวทำนองแยกออกมาเพียงอย่างเดียว
ฟังเสียงบนสุดให้เหมือนเมโลดี้อีกหนึ่งแนว
เสียงบนสุดของ Voicing สามารถทำหน้าที่คล้ายเมโลดี้รองได้ หากเลือกให้เคลื่อนเป็นขั้นหรือพัฒนาเป็น Motif สั้น ๆ คอร์ดจะฟังเชื่อมต่อกันมากกว่าการเปลี่ยนรูปแบบที่กระโดดไปมาโดยไม่มีทิศทาง
ตัวอย่างเสียงบนสุด:
Dm7 ใช้ E
G7 ใช้ F
Cmaj7 ใช้ G หรือ D
การเลือก E - F - G ทำให้เสียงบนสุดไต่ขึ้นทีละขั้น ส่วน E - F - D ให้ความรู้สึกเหมือนไต่ขึ้นแล้วคลี่ลง ผู้เล่นจึงควรฟังทั้งเสียงคอร์ดในแนวตั้งและการเคลื่อนของโน้ตแต่ละแนวในแนวนอนพร้อมกัน
วิธีจัดคอร์ดไม่มี Root สำหรับมือกีต้าร์
มือกีต้าร์ไม่จำเป็นต้องจับคอร์ดครบ 5-6 สายทุกครั้ง เมื่อมีมือเบสเล่น Root อยู่แล้ว การเลือกเล่นเพียง 3 เสียงบนสายกลางหรือสายบนอาจทำให้คอร์ดชัดเจน และเหมาะกับเสียงโดยรวมของวงมากกว่า
ขั้นแรกให้หา 3rd และ 7th บนคอกีต้าร์ จากนั้นเลือกเติม 9th, 11th หรือ 13th เพียงหนึ่งเสียง โดยหลีกเลี่ยงการวางโน้ตบนสายต่ำจนซ้อนกับย่านเสียงของมือเบสมากเกินไป
ตัวอย่างการเลือกโน้ต:
Cmaj7 ใช้ E - B - D
Dm7 ใช้ F - C - E
G7 ใช้ B - F - A
โน้ตเหล่านี้สามารถกระจายอยู่บนสาย 2-4 หรือสาย 1-3 ตาม Register หรือช่วงเสียงที่เหมาะกับเพลง ไม่จำเป็นต้องเรียงจากต่ำไปสูงตามลำดับที่เขียน และไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจับคอร์ดเดิมตลอดทั้งเพลง
ใช้สายกลางเมื่อเสียงจากสายบนแหลมเกินไป
การเล่นคอร์ดแบบไม่มี Root บนสายบนทั้งหมดอาจทำให้เสียงบางหรือแหลมเกินไปในเพลงบางแนว ขณะที่การเล่นบนสายต่ำมากเกินไปอาจเข้าไปทับพื้นที่ของมือเบส
สายกลางจึงเหมาะกับการเล่น Comping ในหลายสถานการณ์ เพราะยังให้เสียงที่อุ่น แต่ไม่ครอบครองย่านต่ำมากเกินไป
แนวคิดนี้ต่อยอดจากการฝึก Comping ให้คอร์ดไม่รกและไม่ชนกับเบส กลอง และทำนองหลัก การเลือก 3rd, 7th และ Tension อย่างเป็นระบบจึงให้ผลที่ละเอียดกว่าการลดจำนวนสายเพียงอย่างเดียว
เว้นช่องไฟให้จังหวะทำงาน
แม้จะเลือกโน้ตใน Voicing ได้ดี แต่ถ้าเล่นคอร์ดถี่ตลอดทุก Beat เสียงโดยรวมของวงก็ยังอาจรกได้ มือกีต้าร์จึงควรฟัง Pattern ของมือกลองและทิศทางของ Bass Line แล้วเลือกจังหวะที่จะเล่นและจังหวะที่จะเว้นให้สัมพันธ์กับ Groove
บางช่วงอาจเล่นเพียง 3rd และ 7th ด้วยเสียงสั้น ๆ แล้วค่อยเติม Tension ในช่วงท้ายห้อง หรือปล่อยให้คอร์ดค้างยาวขึ้นในจุดที่ Arrangement เปิดพื้นที่ไว้
วิธีนี้ช่วยให้เครื่องดนตรีที่เล่นคอร์ดทำงานร่วมกับภาคจังหวะของวงได้ดีขึ้น แทนที่จะเล่นเสียงทับเครื่องดนตรีอื่นอยู่ตลอดเวลา
หากต้องการฝึกเลือกจังหวะ เว้นช่องไฟ และลดเสียงคอร์ดที่ซ้ำกับเครื่องดนตรีอื่น ควรอ่านเรื่อง ฝึก Comping ให้คอร์ดไม่รกและไม่ชนกับเบส กลอง และทำนองหลัก ควบคู่กัน
วิธีจัดคอร์ดไม่มี Root สำหรับคีย์บอร์ด
คีย์บอร์ดมีช่วงเสียงกว้าง จึงมีโอกาสเข้าไปชนกับมือเบสได้ง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อมือซ้ายเล่น Root ซ้ำเป็นคู่ Octave ในย่านต่ำทุกคอร์ด ขณะที่มือเบสกำลังเล่นโน้ตเดียวกันอยู่แล้ว
เมื่อเล่นร่วมวง ผู้เล่นคีย์บอร์ดสามารถลดบทบาทของมือซ้ายลง หรือให้มือซ้ายเล่น 3rd กับ 7th ในช่วงเสียงกลาง ส่วนมือขวาเติม 9th, 11th หรือ 13th และจัดแนวเสียงบนให้เชื่อมต่อกับเมโลดี้
ตัวอย่างการแบ่งมือสำหรับคอร์ด G7:
มือซ้าย = B - F
มือขวา = A - E
โน้ต B และ F ช่วยให้คาแรคเตอร์ของ Dominant 7 ชัดเจน ส่วน A และ E ทำหน้าที่เป็น 9th และ 13th โดยไม่จำเป็นต้องกด G ซ้ำกับมือเบส
ระวัง Voicing ที่อยู่ต่ำและวางเสียงแน่นเกินไป
ในช่วงเสียงต่ำ โน้ตแต่ละตัวควรมีระยะห่างมากกว่าช่วงเสียงสูง หากนำ B, F, A และ E ไปวางรวมกันใกล้เกินไปในย่านต่ำ เสียงอาจขุ่น แม้โน้ตทุกตัวจะถูกต้องตามทฤษฎีก็ตาม
วิธีแก้คือย้ายโน้ตบางตัวขึ้นหนึ่ง Octave กระจายเสียงให้กว้างขึ้น หรือเริ่มจากการเล่นเพียง 3 เสียงก่อน
การแบ่ง Register หรือช่วงเสียงระหว่างคีย์บอร์ด กีต้าร์ และเบส ควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดไลน์เครื่องดนตรีในวงเล็ก ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการลดระดับความดังเพียงอย่างเดียว
หากต้องการมองภาพรวมว่า กีต้าร์ คีย์บอร์ด และเบสควรแบ่งช่วงเสียงและจังหวะกันอย่างไร ควรอ่านเรื่อง จัดไลน์เครื่องดนตรีในวงเล็ก ควบคู่กัน เพื่อให้แต่ละเครื่องมีพื้นที่ของตัวเองชัดเจนขึ้น
อย่าเติม Tension ทุกเสียงพร้อมกัน
คีย์บอร์ดสามารถเล่นโน้ตได้หลายเสียงพร้อมกัน จึงเกิดปัญหาใส่ทุกโน้ตที่อยู่ใน Chord Scale หรือสเกลประจำคอร์ดลงไปใน Voicing เดียวได้ง่าย เช่น เล่นทั้ง 9th, 11th และ 13th โดยไม่ได้ฟังเมโลดี้และเครื่องดนตรีอื่น
การมีโน้ตมากไม่ได้หมายความว่าคอร์ดจะสมบูรณ์หรือไพเราะกว่าเสมอ ควรเริ่มจาก 3rd และ 7th แล้วเลือก Tension เพียงหนึ่งหรือสองเสียงที่ช่วยเสริมอารมณ์ของเพลงจริง ๆ
หากต้องการศึกษาแนวคิดการจัดคอร์ดที่ใช้โครงสร้างต่างออกไป สามารถเปรียบเทียบกับ Quartal Voicing ซึ่งเน้นการวางเสียงเป็นช่วงคู่ 4 มากกว่าการเลือกเสียงจาก 3rd, 7th และ Tension
แบบฝึกสร้าง Voicing แบบไม่มี Root จากคอร์ดที่ใช้อยู่จริง
การฝึกที่ได้ผลควรเริ่มจากเพลงหรือทางเดินคอร์ดที่เล่นอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการจำรูปแบบการจับคอร์ดจำนวนมากในครั้งเดียว เพราะเป้าหมายคือการเข้าใจหน้าที่ของโน้ต ไม่ใช่จดจำรูปคอร์ดโดยไม่รู้ว่าเสียงแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร
ขั้นที่ 1 เขียนโน้ตของคอร์ดเต็ม
เลือกทางเดินคอร์ดประมาณ 3-4 คอร์ด แล้วเขียนโน้ตของแต่ละคอร์ดออกมา
ตัวอย่าง:
Am7 = A - C - E - G
D7 = D - F# - A - C
Gmaj7 = G - B - D - F#
การเขียนโน้ตออกมาช่วยลดการเดาจากรูปแบบการจับคอร์ด และทำให้เห็นชัดว่าโน้ตตัวใดเป็น Root, 3rd, 5th และ 7th
ขั้นที่ 2 ตัด Root และ 5th ออกชั่วคราว
ให้เหลือเฉพาะ 3rd และ 7th เป็นโครงหลักของคอร์ด
Am7 = C - G
D7 = F# - C
Gmaj7 = B - F#
ลองเล่นคู่เสียงเหล่านี้พร้อมกับ Bass Line ก่อน แล้วเช็คว่ายังสามารถแยกได้หรือไม่ว่าแต่ละคอร์ดเป็น Minor 7, Dominant 7 หรือ Major 7
ขั้นที่ 3 เติม Tension ทีละเสียง
เริ่มจากการเพิ่ม 9th เพียงหนึ่งเสียง
Am7 = C - G - B
D7 = F# - C - E
Gmaj7 = B - F# - A
จากนั้นอัดเสียงหรือเปิดลูปเสียงเบสและกลอง แล้วเปรียบเทียบระหว่างคอร์ดเต็มกับ Voicing แบบไม่มี Root
ขณะเปรียบเทียบควรรักษาระดับความดังของทั้งสองแบบให้ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ได้ยินความแตกต่างที่เกิดจากการจัดเสียงจริง ไม่ใช่รู้สึกว่าแบบหนึ่งดีกว่าเพียงเพราะดังหรือเบากว่า
อย่าตัดสินจากเสียงกีต้าร์หรือคีย์บอร์ดเพียงลำพัง เพราะ Voicing ประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับเสียงของเครื่องดนตรีทั้งวง
ขั้นที่ 4 ปรับลำดับเสียงให้เคลื่อนใกล้กัน
ทดลองสลับลำดับโน้ต หรือย้ายเสียงบางตัวขึ้นหรือลงหนึ่ง Octave เพื่อลดการกระโดดระหว่างคอร์ด
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกเสียงอยู่นิ่ง แต่เป็นการทำให้เสียงแต่ละแนวเคลื่อนอย่างมีเหตุผล โน้ตที่เป็น Common Tone สามารถค้างไว้ ส่วนโน้ตที่สร้างแรงตึงควรเคลื่อนไปหาเสียงคลี่คลายอย่างชัดเจน
วิธีเช็คว่า Rootless Voicing ใช้ได้จริง
การจัดเสียงคอร์ดที่ดีควรเช็คจากเสียงโดยรวมของวง ไม่ใช่ดูเพียงว่าโน้ตถูกต้องตามสูตรหรือไม่ เพราะ Voicing ที่ถูกต้องตามทฤษฎีอาจยังไม่เหมาะกับช่วงเสียง เมโลดี้ หรือ Arrangement ของเพลงนั้น
เปิดเสียงเบสแล้วคอร์ดยังฟังออกว่าเป็นคอร์ดอะไร
เมื่อมือเบสเล่น Root ผู้ฟังควรแยกได้ว่าคอร์ดนั้นเป็น Maj7, m7 หรือ Dominant 7
หากคาแรคเตอร์ของคอร์ดยังไม่ชัดเจน ให้กลับมาเช็คว่า 3rd และ 7th อยู่ครบหรือไม่ และวางอยู่ในช่วงเสียงที่ได้ยินชัดเพียงพอหรือเปล่า
ย่านต่ำของวงฟังโปร่งขึ้น
ลองเปรียบเทียบการเล่นคอร์ดเต็มที่มี Root กับ Voicing แบบไม่มี Root โดยใช้ระดับความดังที่ใกล้เคียงกัน
หากเสียงกลองกระเดื่องและมือเบสชัดขึ้น โดย Harmony ไม่บางจนเกินไป แสดงว่าการแบ่งพื้นที่ระหว่างเครื่องดนตรีเริ่มทำงานได้ดี
เสียงของมือเบสไม่ถูกกีต้าร์หรือคีย์บอร์ดกลบ
ฟัง Attack หรือความชัดของหัวเสียง รวมถึงทิศทางของ Bass Line ว่ายังคงได้ยินชัดเจนหรือไม่ หากโน้ตเบสฟังเหมือนถูกกลุ่มเสียงคอร์ดทับ ให้ย้าย Voicing ขึ้น ลดจำนวนโน้ตในย่านต่ำ หรือเพิ่มช่องว่างทางจังหวะ
ปิดเบสแล้วคอร์ดบางลงได้โดยไม่ถือว่าผิด
หากปิดเสียงเบสแล้วไม่สามารถระบุ Root ได้ชัดเจน นั่นอาจเป็นธรรมชาติของการจัดเสียงคอร์ดลักษณะนี้
เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้กีต้าร์หรือคีย์บอร์ดฟังสมบูรณ์เมื่อเล่นเดี่ยว แต่อยู่ที่การทำให้เสียงโดยรวมของวงสมบูรณ์เมื่อเครื่องดนตรีทุกชิ้นเล่นร่วมกัน
เติม Tension แล้วคอร์ดต้องไม่เสียคาแรคเตอร์เดิม
หากเติม 9th, 11th หรือ 13th แล้วคอร์ดเริ่มฟังไม่ชัดเจนหรือหลุดจาก Harmony ให้ถอด Tension ออกก่อน แล้วกลับมาเล่นเฉพาะ 3rd และ 7th
เมื่อแกนของคอร์ดชัดเจนแล้ว จึงค่อยทดลองเติมสีสันใหม่ทีละเสียง พร้อมเช็คเมโลดี้ทุกครั้ง เพราะ Tension ที่อยู่ในสเกลเดียวกับคอร์ดอาจยังชนกับโน้ตทำนอง หรือสิ่งที่เครื่องดนตรีอื่นกำลังเล่นอยู่ได้
การตัด Root ต้องเลือกเสียงที่จำเป็น ไม่ใช่ลดโน้ตแบบสุ่ม
การจัดเสียงแบบไม่มี Root ไม่ได้ทำให้ Harmony มีข้อมูลน้อยลง แต่เป็นการแบ่งหน้าที่ของเสียงให้กระจายอยู่ในเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นอย่างเหมาะสม
Root ยังคงได้รับการยืนยันจากมือเบสหรือบริบทของทางเดินคอร์ด ส่วนกีต้าร์และคีย์บอร์ดเลือกใช้ 3rd เพื่อบอกว่าเป็น Major หรือ Minor ใช้ 7th เพื่อกำหนดคาแรคเตอร์ของคอร์ด และเติม Tension เพื่อเพิ่มสีสันเท่าที่จำเป็น
จุดเริ่มต้นที่เหมาะคือการฝึกกับทางเดินคอร์ด ii-V-I โดยเล่น 3rd กับ 7th ให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงค่อยเติม 9th, 11th หรือ 13th ทีละเสียง พร้อมฟัง Voice Leading ช่วงเสียง และพื้นที่ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น
เมื่อฝึกจนได้ยินหน้าที่ของโน้ตแต่ละตัว การจัดคอร์ดแบบไม่มี Root จะไม่ใช่เพียงรูปคอร์ดอีกชุดหนึ่ง แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ Harmony ชัดเจน เสียงวงโปร่ง และเปิดพื้นที่ให้มือเบสสร้าง Groove ได้อย่างเต็มที่






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น