เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร? เลือกใช้ให้เข้ากับหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลง

Pedalboard ที่รวม เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด วางข้างกีต้าร์ไฟฟ้าและแอมป์ในห้องซ้อม

     เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด มีหน้าที่แตกต่างกัน ไม่ได้ต่างกันเพียงว่าเสียงหนึ่ง “แตก” อีกเสียงหนึ่ง “ก้อง” หรืออีกเสียงหนึ่ง “หมุน” เท่านั้น เพราะเอฟเฟคแต่ละกลุ่มเข้าไปเปลี่ยนองค์ประกอบของเสียงกีต้าร์คนละด้าน บางชนิดช่วยควบคุมความดังและความเบา บางชนิดสร้างเสียงแตก บางชนิดทำให้เสียงเกิดการเคลื่อนไหว บางชนิดสร้างเสียงซ้ำหรือเพิ่มความรู้สึกของพื้นที่ และบางชนิดสร้างระดับเสียงใหม่จากโน้ตที่เราเล่น


     ดังนั้น การเลือกเอฟเฟคกีต้าร์ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เพลงแนวนี้ต้องใช้ก้อนไหน” แต่ควรเริ่มจากการฟังว่าเสียงกีต้าร์ในช่วงนั้นยังขาดอะไร เช่น ระดับของโน้ตยังไม่สม่ำเสมอ เสียงยังบางเกินไป ต้องการเสียงแตกมากขึ้น ต้องการให้เสียงมีการเคลื่อนไหว ต้องการเสียงซ้ำ หรือต้องการเพิ่มความลึกให้กับเสียง เมื่อรู้ว่าเราต้องการเปลี่ยนอะไร การเลือกประเภทของเอฟเฟคก็จะง่ายขึ้นและสอดคล้องกับหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลงมากกว่าเดิม


เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด ต่างกันตรงไหน และทำไมไม่ควรเลือกจากแนวเพลงอย่างเดียว

     ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของเอฟเฟคแต่ละประเภทคือ “เอฟเฟคนั้นเข้าไปเปลี่ยนส่วนใดของเสียงเดิม”


     Compressor ใช้ควบคุม Dynamic Range หรือช่วงความแตกต่างระหว่างเสียงดังกับเสียงเบา ส่วน Overdrive, Distortion และ Fuzz ทำให้สัญญาณเกิดเสียงแตกในลักษณะที่ต่างกัน พร้อมทั้งเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของเสียงตามระดับ Gain และลักษณะการออกแบบของเอฟเฟคแต่ละประเภท


     Chorus, Phaser, Flanger และ Tremolo ทำให้เสียงเกิดการเคลื่อนไหวในรูปแบบที่ต่างกัน ขณะที่ Delay สร้างเสียงซ้ำตามหลังเสียงต้นฉบับ ส่วน Reverb สร้างความรู้สึกว่าเสียงกีต้าร์กำลังดังอยู่ในห้องหรือพื้นที่แบบใดแบบหนึ่ง สำหรับ Octave และ Pitch Shifter จะใช้สร้างหรือเลื่อนระดับเสียงจากโน้ตที่เราเล่น


     เพราะเหตุนี้ คำถามว่า “เล่น Rock ต้องใช้เอฟเฟคอะไร” จึงยังกว้างเกินไป เพลง Rock เพลงหนึ่งอาจใช้เสียงคลีนใน Verse ใช้เสียงแตกแบบ Crunch ใน Chorus และเติม Delay ในช่วงโซโล่ก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่ากีต้าร์ในแต่ละช่วงของเพลงต้องทำหน้าที่อะไร


     คำถามที่นำไปใช้ได้จริงมากกว่าคือ “กีต้าร์ในช่วงนี้ทำหน้าที่อะไร และเสียงยังขาดอะไรอยู่”


     เมื่อเริ่มคิดจากหน้าที่ของกีต้าร์ แนวเพลงจะกลายเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่กฎตายตัวว่าเพลงแนวหนึ่งจะต้องใช้เอฟเฟคชนิดใดเสมอไป


เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด แบ่งเป็นกลุ่มตามสิ่งที่เปลี่ยนในเสียงอย่างไร

     แทนที่จะจำชื่อเอฟเฟคทีละตัว เราสามารถทำความเข้าใจภาพรวมได้ง่ายขึ้นด้วยการแบ่งเอฟเฟคตามสิ่งที่มันเข้าไปเปลี่ยนในเสียง โดยแบ่งได้ประมาณ 6 กลุ่มหลัก

  • 1. Dynamics / Level — Compressor และ Boost ใช้ควบคุมความแตกต่างของระดับเสียง หรือเพิ่มระดับของสัญญาณ
  • 2. Gain / Distortion — Overdrive, Distortion และ Fuzz ใช้สร้างเสียงแตก รวมถึงเปลี่ยนความอิ่มและความรุนแรงของเสียง
  • 3. Filter — Wah, Envelope Filter และ EQ ใช้เปลี่ยนว่าย่านความถี่ใดของเสียงจะเด่นขึ้นหรือถูกลดลง
  • 4. Modulation — Chorus, Phaser, Flanger, Tremolo และ Vibrato ใช้ทำให้เสียงเกิดการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
  • 5. Time-Based — Delay และ Reverb ใช้สร้างเสียงซ้ำ เพิ่มความลึก และสร้างความรู้สึกของพื้นที่
  • 6. Pitch — Octave, Pitch Shifter และ Harmonizer ใช้สร้างหรือเลื่อนระดับเสียงจากโน้ตต้นฉบับ


     ส่วน Noise Gate ควรมองว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยควบคุมสัญญาณ มากกว่าจะเป็นเอฟเฟคที่ใช้สร้างสีเสียงโดยตรง หน้าที่หลักคือช่วยลดหรือปิดสัญญาณเมื่อระดับเสียงต่ำกว่าค่าที่กำหนด จึงมักพบในระบบที่ใช้ Gain สูงและมีเสียงรบกวนชัดเจนในช่วงที่หยุดเล่น


     ผู้ที่ต้องการดูภาพรวมจากแหล่งผู้ผลิตเพิ่มเติม สามารถอ่าน คู่มือ Guitar Effects ของ Fender ซึ่งอธิบายหน้าที่พื้นฐานของเอฟเฟคหลายกลุ่มในมุมการใช้งานกับกีต้าร์


     การแบ่งเอฟเฟคตามหน้าที่แบบนี้ช่วยให้มือกีต้าร์ไม่ต้องจำชื่อเอฟเฟคอย่างกระจัดกระจาย เช่น ถ้าเสียงคลีนมีระดับโน้ตไม่สม่ำเสมอ ก็อาจเริ่มพิจารณา Compressor แต่ถ้าต้องการให้เสียงมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นโดยไม่เพิ่มเสียงแตก ก็อาจเริ่มจากกลุ่ม Modulation แทน


Compressor และ Boost ควบคุมความดังกับระดับสัญญาณต่างกันอย่างไร

     Compressor มักถูกพูดถึงว่าเป็นเอฟเฟคที่ช่วยเพิ่ม Sustain หรือทำให้เสียงค้างยาวขึ้น แต่หน้าที่พื้นฐานที่สำคัญกว่าคือการควบคุม Dynamic Range หรือช่วงความแตกต่างระหว่างเสียงที่ดังกับเสียงที่เบา


     เมื่อโน้ตที่ดังมากถูกลดระดับลง แล้วมีการชดเชยระดับเสียงโดยรวมภายหลัง ความแตกต่างระหว่างโน้ตที่ดังกับโน้ตที่เบาจะลดลง ผู้เล่นจึงอาจรู้สึกว่าโน้ตแต่ละตัวมีระดับใกล้เคียงกันมากขึ้น การดีด Arpeggio ฟังสมดุลขึ้น และเสียงค้างของโน้ตอาจฟังยาวขึ้นในบางการตั้งค่า


     Compressor จึงเหมาะกับ Clean Rhythm, Funk Picking, Arpeggio หรือ Clean Lead ที่ต้องการให้ระดับของโน้ตสม่ำเสมอขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเสียงแตก


     หากต้องการดูตัวอย่างการทำงานของ Compressor ในเอฟเฟคก้อนจริง สามารถอ่านต่อที่บท ทำความรู้จัก เอฟเฟคกีต้าร์ Keeley K2 Compressor Plus เพื่อดูว่าการควบคุมความดังและความเบาถูกนำไปใช้กับเสียงกีต้าร์อย่างไร


     Boost ทำหน้าที่ต่างออกไป เพราะหน้าที่หลักคือเพิ่มระดับของสัญญาณที่ส่งต่อไปยังอุปกรณ์ตัวถัดไป


     ถ้าสัญญาณถูกส่งเข้าอุปกรณ์ที่ยังรองรับระดับสัญญาณได้มากขึ้นโดยไม่เริ่มแตก หรือที่เรียกว่ามี Headroom เพียงพอ เราอาจได้ความดังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ถ้าสัญญาณถูกส่งเข้าแอมป์หรือภาค Gain ที่เริ่มอิ่มตัวอยู่แล้ว การใช้ Boost อาจทำให้เสียงแตกและเกิดการบีบอัดสัญญาณมากขึ้น ขณะที่ความดังจริงอาจเพิ่มขึ้นไม่มากนัก


     ดังนั้น Boost ไม่ได้หมายความว่า “เปิดแล้วเสียงจะต้องดังขึ้นเสมอ” เพราะผลที่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ตัวถัดไปรับและตอบสนองต่อสัญญาณที่แรงขึ้นอย่างไร


Overdrive, Distortion และ Fuzz ต่างกันอย่างไร

     Overdrive, Distortion และ Fuzz อยู่ในกลุ่มเสียงแตกเหมือนกัน แต่ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงลำดับจาก Gain น้อยไปหา Gain มาก เพราะลักษณะของเสียงแตก ความรู้สึกขณะเล่น และคาแรคเตอร์ของเสียงสามารถแตกต่างกันได้มาก

มือกีต้าร์ทดลอง เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด ในกลุ่ม Overdrive Distortion และ Fuzz บน Pedalboard

ประเภท ลักษณะโดยทั่วไป หน้าที่ที่พบบ่อย
Overdrive เสียงแตกตั้งแต่น้อยถึงปานกลาง มักยังได้ยินความแตกต่างของน้ำหนักมือชัดเจน Crunch, Rhythm, Boost, Lead
Distortion เสียงแตกชัดและหนาแน่นขึ้น มักมี Compression และ Sustain มากขึ้น Rock Rhythm, เสียงแตกหนัก, Lead
Fuzz เนื้อเสียงจัด หนา สาก หรือฟุ้งได้ Psychedelic, Alternative, Experimental


     เส้นแบ่งระหว่างเอฟเฟคทั้งสามไม่ได้ตายตัว เอฟเฟคบางรุ่นอาจให้เสียงที่คาบเกี่ยวกัน และ Overdrive บางรุ่นก็ให้ Gain ได้มากกว่าที่หลายคนคาด ดังนั้น ควรฟังจากคาแรคเตอร์ของเสียงจริง มากกว่าตัดสินจากชื่อประเภทเพียงอย่างเดียว


Overdrive เหมาะเมื่อยังต้องการได้ยินน้ำหนักมือ

     Overdrive โดยทั่วไปให้เสียงแตกแบบ Crunch หรือ Drive ที่ยังเก็บรายละเอียดของการดีดไว้ได้ดี ในหลายการตั้งค่า เมื่อดีดเบา เสียงจะแตกน้อยลง และเมื่อดีดแรงขึ้น เสียงแตกจะชัดขึ้น ผู้เล่นจึงยังสามารถควบคุมอารมณ์ของเสียงผ่านน้ำหนักมือได้


     เอฟเฟคชนิดนี้จึงใช้ได้ทั้งกับ Rhythm และ Lead รวมถึงใช้ดันแอมป์หรือเอฟเฟคเสียงแตกตัวอื่นให้เกิด Gain เพิ่มขึ้น


     Overdrive พบได้บ่อยใน Blues, Classic Rock และ Pop Rock แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ Gain ต่ำเสมอ เพราะแต่ละวงจรมีช่วง Gain และคาแรคเตอร์ของเสียงแตกต่างกัน


     หากต้องการเห็นภาพว่า Overdrive จริงตอบสนองต่อน้ำหนักมือและนำไปใช้กับเสียงกีต้าร์อย่างไร สามารถอ่านต่อที่บท Wampler Moxie Overdrive ซึ่งเจาะการใช้งานเอฟเฟคประเภทนี้โดยเฉพาะ


Distortion เหมาะเมื่อเสียงแตกต้องเป็นส่วนหลักของโทนกีต้าร์

     Distortion โดยทั่วไปให้เสียงแตกที่ชัดกว่า Overdrive และมักมี Compression กับ Sustain มากขึ้น ทำให้เสียงกีต้าร์รู้สึกแน่นและต่อเนื่องกว่าเดิม


     จึงเหมาะกับช่วงที่ต้องการให้เสียงแตกเป็นโทนหลักของกีต้าร์ Rhythm หรือ Lead เช่น Rock, Hard Rock และ Metal


     อย่างไรก็ตาม Distortion ไม่ได้มีไว้สำหรับ Metal เท่านั้น และการเพิ่ม Gain มากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เสียงหนักขึ้นเสมอไป หาก Gain มากเกินไป Attack หรือหัวโน้ตอาจไม่ชัด รายละเอียดระหว่างโน้ตอาจถูกรวมเข้าด้วยกันจน Riff ฟังไม่คมเท่าที่ควร


Fuzz เน้นเนื้อเสียงและบุคลิกของเสียงแตก

     Fuzz ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง Distortion ที่มี Gain มากกว่า เพราะจุดเด่นของ Fuzz อยู่ที่ลักษณะการบิดสัญญาณและเนื้อเสียงที่มีบุคลิกชัดเจน


     เสียงที่ได้อาจหนา สาก ฟุ้ง หรืออิ่มแน่นมาก จึงเหมาะกับ Psychedelic, Alternative, Stoner หรือช่วงที่ต้องการให้คาแรคเตอร์ของเสียงแตกกลายเป็นส่วนสำคัญของการเรียบเรียงเพลง


     ดังนั้น เวลาเลือกใช้ Fuzz คำถามที่มีประโยชน์กว่าการถามว่า “ต้องการ Gain มากแค่ไหน” คือ “ต้องการให้เนื้อเสียงและบุคลิกของกีต้าร์ออกมาในลักษณะใด”


Wah และ Filter เปลี่ยนย่านที่เด่นของเสียงอย่างไร

     เอฟเฟคกลุ่ม Filter ทำหน้าที่เปลี่ยนว่าย่านความถี่ส่วนใดของเสียงจะเด่นขึ้นหรือถูกลดลง โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเสียงแตกหรือเสียงสะท้อนเพิ่มเข้ามา


     Wah ใช้การเลื่อนย่านความถี่ที่ถูกเน้น เพื่อสร้างคาแรคเตอร์คล้ายเสียง “วาห์” ผู้เล่นจึงสามารถใช้เท้าควบคุมการเปลี่ยนโทนได้ขณะเล่น เหมาะกับ Funk Rhythm, Riff หรือโซโล่ที่ต้องการเพิ่มอารมณ์และการเคลื่อนไหวให้กับเสียง


     Envelope Filter มีแนวคิดคล้ายกัน แต่ในหลายรูปแบบจะใช้ความแรงของสัญญาณเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนของ Filter ทำให้เอฟเฟคตอบสนองตามแรงดีดของผู้เล่นโดยอัตโนมัติ


     EQ เป็นตัวอย่างที่ดีว่าเอฟเฟคกีต้าร์ไม่ได้มีไว้สร้างเสียงแปลกหรือหวือหวาเสมอไป เพราะเพียงเพิ่มหรือลดย่านความถี่บางส่วน ก็สามารถช่วยลดความขุ่น ทำให้เสียงกีต้าร์บางลง หรือเพิ่มย่านกลางเพื่อช่วยให้ Lead เด่นขึ้นเมื่อเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีอื่น


Chorus, Phaser และ Flanger ต่างกันอย่างไร

     Chorus, Phaser และ Flanger อยู่ในกลุ่ม Modulation เหมือนกัน และล้วนทำให้เสียงเกิดความเคลื่อนไหว แต่ลักษณะของการเคลื่อนไหวที่หูได้ยินแตกต่างกัน

เอฟเฟค สิ่งที่หูมักรับรู้
Chorus เสียงเหมือนมีหลายชั้นซ้อนกัน กว้าง นุ่ม และมีการไหว
Phaser เสียงเหมือนกำลังหมุนหรือกวาดผ่านย่านความถี่
Flanger การกวาดชัดกว่า และอาจให้ความรู้สึกคล้ายเสียงโลหะหรือเสียงเครื่องบินพุ่งผ่าน


     คำอธิบายเหล่านี้เป็นเพียงภาพรวม เพราะเอฟเฟคแต่ละรุ่นสามารถตั้งค่าได้กว้างมาก และบางการตั้งค่าอาจทำให้คาแรคเตอร์ของเสียงเข้าใกล้กันได้


Chorus ทำให้เสียงรู้สึกเหมือนมีชั้นเสียงเพิ่มขึ้น

     Chorus ใช้สัญญาณที่ถูกหน่วงเวลาเล็กน้อยและมีการเปลี่ยน Pitch เพียงเล็กน้อยมาผสมกับเสียงต้นฉบับ ทำให้หูรู้สึกคล้ายมีหลายแหล่งเสียงเล่นสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ได้ตรงกันสนิททั้งด้านเวลาและระดับเสียง


     ผลที่ได้คือเสียงมีความรู้สึกกว้าง นุ่ม และมีการไหวมากขึ้น จึงเหมาะกับ Clean Chord, Arpeggio, Pop, Ballad หรือช่วงที่ต้องการเพิ่มบรรยากาศให้กับเสียงกีต้าร์


     Chorus ไม่จำเป็นต้องให้ผลแบบ Stereo เสมอไป เพราะแม้ใช้งานในระบบ Mono ก็ยังคงได้คาแรคเตอร์ของ Chorus เช่นกัน


Phaser ให้ความรู้สึกเหมือนเสียงกำลังหมุนหรือกวาด

     Phaser ทำให้ความสัมพันธ์ของ Phase หรือเฟสของสัญญาณเปลี่ยนไปตามเวลา ส่งผลให้บางย่านความถี่ถูกเสริมขึ้น ขณะที่บางย่านถูกลดลง


     สิ่งที่หูได้ยินจึงมักคล้ายเสียงกำลังหมุนหรือกวาดผ่านย่านต่าง ๆ สามารถใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อทำให้ Rhythm มีชีวิตชีวามากขึ้น หรือใช้ให้เห็นผลชัดเจนขึ้นใน Funk, Rock และ Psychedelic ได้


Flanger ให้การกวาดที่ชัดและมีคาแรคเตอร์เด่นกว่า

     Flanger ใช้สัญญาณที่ถูกหน่วงเวลาเพียงเล็กน้อยมากมาผสมกับเสียงต้นฉบับ ทำให้บางย่านความถี่เสริมกัน ขณะที่บางย่านหักล้างกัน เกิดเป็นรูปแบบของเสียงที่เคลื่อนไปตามเวลา


     ผลที่ได้จึงมักมีการกวาดที่เด่นกว่า Phaser และในบางการตั้งค่าอาจให้เสียงคล้ายโลหะหรือคล้ายเสียงเครื่องบินพุ่งผ่าน


     Flanger จึงเหมาะกับ Riff, Intro, ช่วงเปลี่ยนระหว่างท่อน หรือช่วงที่ต้องการคาแรคเตอร์ของเสียงที่โดดเด่นเป็นพิเศษ มากกว่าการเปิดไว้ตลอดทั้งเพลงโดยไม่มีหน้าที่ชัดเจน


Tremolo กับ Vibrato ไม่ใช่เอฟเฟคแบบเดียวกัน

     ความแตกต่างระหว่าง Tremolo กับ Vibrato จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น หากดูว่า “ส่วนใดของเสียงกำลังเปลี่ยน”


     Tremolo เปลี่ยน Amplitude หรือระดับความดังของเสียงขึ้นลงตามเวลา จึงได้ยินเป็นเสียงดัง–เบา–ดัง–เบาอย่างต่อเนื่อง


     Vibrato เปลี่ยน Pitch หรือระดับเสียงสูงต่ำ ทำให้โน้ตแกว่งขึ้นและลง โดยไม่ได้เน้นเปลี่ยนความดังเป็นหลัก


     แม้อุปกรณ์หรือแอมป์บางรุ่นในอดีตจะเคยใช้ชื่อ Tremolo และ Vibrato สลับจากความหมายทางเทคนิค แต่ถ้าจำจากสิ่งที่เกิดกับเสียง หลักง่าย ๆ คือ Tremolo เปลี่ยนความดัง ส่วน Vibrato เปลี่ยนระดับเสียงสูงต่ำ


Delay กับ Reverb ต่างกันอย่างไร และใช้พร้อมกันได้ไหม

     Delay และ Reverb อยู่ในกลุ่มเอฟเฟคที่เกี่ยวข้องกับเวลาเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผู้ฟังรับรู้จากเอฟเฟคทั้งสองชนิดแตกต่างกันค่อนข้างชัด


     Delay สร้างสำเนาของเสียงให้ดังตามหลังเสียงต้นฉบับ ผู้ฟังจึงสามารถได้ยินเป็น Echo หรือ Repeat ที่แยกออกจากโน้ตเดิมได้ในหลายการตั้งค่า


     มือกีต้าร์สามารถใช้ Delay เพื่อเพิ่มความลึกให้โซโล่ สร้างเสียงซ้ำให้สัมพันธ์กับจังหวะ ทำ Slapback หรือสร้างชั้นบรรยากาศโดยไม่จำเป็นต้องเล่นโน้ตทุกตัวซ้ำด้วยมือ


     Reverb ทำงานต่างออกไป เพราะสร้างเสียงสะท้อนย่อยจำนวนมากจนหูรับรู้รวมกันเป็นความรู้สึกของห้อง พื้นที่ บรรยากาศ หรือหางเสียง มากกว่าจะได้ยินเป็นเสียงซ้ำที่แยกออกมาทีละครั้ง

มือกีต้าร์นั่งเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าผ่าน Delay และ Reverb ที่ต่อกับแอมป์ภายในสตูดิโอ

     จึงสามารถใช้ช่วยให้เสียงกีต้าร์คลีนไม่แห้งเกินไป เพิ่มความลึกให้ Lead หรือสร้างพื้นที่กว้างในเพลงที่ต้องการบรรยากาศมากขึ้น


     Delay กับ Reverb สามารถใช้พร้อมกันได้ แต่ควรแยกหน้าที่ของแต่ละตัวให้ชัด เช่น ให้ Delay สร้างเสียงซ้ำ ส่วน Reverb ทำให้เสียงทั้งหมดรู้สึกเชื่อมโยงอยู่ในพื้นที่เดียวกัน


     ถ้าใช้ทั้งสองมากเกินไป Attack หรือหัวโน้ต จังหวะ และ Phrase หรือวลีดนตรีอาจเริ่มพร่า โดยเฉพาะกีต้าร์ Rhythm ที่ต้องการช่องไฟชัดและต้องเล่นให้สัมพันธ์กับมือกลองและมือเบสอย่างแม่นยำ


Octave, Pitch Shifter และ Harmonizer ใช้ทำอะไร

     เอฟเฟคกลุ่ม Pitch ทำหน้าที่เปลี่ยนหรือสร้างระดับเสียงเพิ่มเติมจากโน้ตต้นฉบับ


     Octave สร้างเสียงที่สูงหรือต่ำกว่าโน้ตเดิมเป็นช่วงคู่แปด ตามความสามารถของอุปกรณ์ จึงช่วยให้ Riff หรือ Lead มีช่วงเสียงที่สูงหรือต่ำกว่าเดิมได้


     Pitch Shifter มีขอบเขตกว้างกว่า เพราะสามารถเลื่อนระดับเสียงเป็นช่วงอื่นนอกเหนือจากคู่แปดได้ เช่น สร้างเสียงที่สูงหรือต่ำกว่าโน้ตเดิมตามช่วงเสียงที่กำหนด


     Harmonizer เน้นสร้างแนวเสียงประสานกับโน้ตที่เราเล่น และบางระบบสามารถนำ Key หรือ Scale มาช่วยกำหนดว่าเสียงประสานควรเป็นโน้ตใด


     เอฟเฟคกลุ่มนี้จึงใช้ได้กับ Lead, Riff, แนวเสียงประสาน การเพิ่มความหนาของเสียง หรือการสร้างเสียงที่แตกต่างจากเสียงกีต้าร์ตามปกติอย่างชัดเจน


     หากต้องการศึกษาความแตกต่างของ Pitch Shifter, Octave และ Harmony ให้ละเอียดขึ้น สามารถอ่านต่อที่บท เอฟเฟคกีต้าร์ M-VAVE DIG Pitch ซึ่งอธิบายการนำเอฟเฟคกลุ่ม Pitch ไปใช้กับกีต้าร์โดยเฉพาะ


Noise Gate มีไว้ทำอะไร และทำไมไม่ได้ลบ Noise ทุกอย่าง

     Noise Gate มีประโยชน์กับระบบที่ใช้ Gain สูง เพราะเมื่อระดับสัญญาณต่ำกว่าค่า Threshold หรือระดับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ Gate จะลดหรือปิดสัญญาณตามลักษณะการทำงานของอุปกรณ์


     ผลคือช่วงที่มือกีต้าร์หยุดเล่นสามารถเงียบและชัดขึ้น จึงเหมาะกับชุดเสียงที่ใช้ Gain สูง หรือ Riff ที่ต้องการให้ช่วงหยุดระหว่างโน้ตคมและเป็นระเบียบ


     อย่างไรก็ตาม Noise Gate ไม่ได้แยกเสียงรบกวนออกจากเสียงกีต้าร์แล้วลบทิ้งทั้งหมด


     เมื่อมือกีต้าร์กำลังเล่นและระดับสัญญาณสูงกว่า Threshold เสียงรบกวนที่ปะปนอยู่กับสัญญาณกีต้าร์ก็ยังสามารถผ่านออกมาได้


     ดังนั้น หน้าที่ของ Noise Gate คือช่วยควบคุมว่าช่วงใดควรปล่อยสัญญาณผ่าน และช่วงใดควรลดระดับสัญญาณลง ไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถกำจัด Noise ทุกชนิดออกจากเสียงได้อย่างสมบูรณ์


ตารางสรุป เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด และหน้าที่ในเพลง

เอฟเฟค เปลี่ยนอะไร ใช้เมื่อ ระวังอะไร
Compressor ความแตกต่างระหว่างเสียงดังกับเสียงเบา ต้องการให้ระดับโน้ตสม่ำเสมอขึ้น ใช้มากเกินไปอาจทำให้ความหนักเบาของการเล่นลดลง
Boost ระดับสัญญาณ / แรงที่ส่งเข้าภาค Gain ต้องการเพิ่มระดับสัญญาณหรือดันภาค Gain ไม่ได้ทำให้ความดังเพิ่มขึ้นเสมอ
Overdrive Gain / เสียงแตก ต้องการ Crunch, Rhythm หรือ Drive ไม่ได้หมายถึง Gain ต่ำเสมอ
Distortion Gain / เสียงแตกที่ชัดขึ้น ต้องการเสียงแตกหลักสำหรับ Rhythm หรือ Lead Gain มากเกินไปอาจทำให้หัวโน้ตไม่ชัด
Fuzz รูปร่างของสัญญาณ / ความอิ่มของเสียง ต้องการเนื้อเสียงและคาแรคเตอร์จัด อาจกินพื้นที่ของเครื่องดนตรีอื่น
Wah ย่านความถี่ที่เด่น ต้องการเพิ่มอารมณ์และการเคลื่อนไหวของโทน ใช้มากเกินไปอาจแย่งจุดสนใจ
Chorus การหน่วงและการเปลี่ยน Pitch เล็กน้อย ต้องการเสียงกว้างและมีการไหว ใช้มากเกินไปอาจทำให้เสียงรู้สึกไม่นิ่ง
Phaser ความสัมพันธ์ของ Phase ต้องการเสียงหมุนหรือกวาด ใช้ชัดเกินไปอาจบดรายละเอียดของไลน์กีต้าร์
Flanger การหน่วงเวลาที่สั้นมาก ต้องการเสียงกวาดหรือคาแรคเตอร์พิเศษ เสียงอาจเด่นเกินหน้าที่ของกีต้าร์
Tremolo ระดับความดัง ต้องการเสียงดังเบาเป็นจังหวะ ควรฟังให้สัมพันธ์กับจังหวะของเพลง
Delay เวลา ต้องการเสียงซ้ำ จังหวะ หรือความลึก ใช้มากเกินไปทำให้วลีดนตรีไม่ชัด
Reverb เสียงสะท้อนและหางเสียง ต้องการพื้นที่และบรรยากาศ ใช้มากเกินไปทำให้หัวโน้ตพร่า
Octave / Pitch ระดับเสียง ต้องการเพิ่มช่วงเสียงหรือสร้างเสียงประสาน เสียงซ้อนมากเกินไปอาจทำให้ไลน์หนาแน่น
Noise Gate ระดับสัญญาณที่ต่ำกว่า Threshold ต้องการควบคุมช่วงเงียบในระบบ Gain สูง ไม่ได้ลบเสียงรบกวนขณะกำลังเล่นทั้งหมด


     ตารางนี้ควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นจากคำถามว่า “เราต้องการเปลี่ยนอะไรในเสียง” ไม่ใช่อ่านเป็นสูตรว่าเอฟเฟคชนิดใดจะต้องใช้คู่กับแนวดนตรีใด


เลือก เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด จากหน้าที่ในเพลงแทนการจำตามแนวดนตรี

     วิธีที่นำไปใช้กับเพลงได้หลากหลายกว่าคือ เริ่มจากฟังเสียงกีต้าร์ที่ยังไม่ใส่เอฟเฟค แล้วพิจารณาว่าเสียงนั้นยังขาดอะไร


     ถ้าต้องการให้เสียงคลีนมีระดับโน้ตสม่ำเสมอขึ้น ให้เริ่มพิจารณา Compressor


     ถ้าต้องการเสียง Crunch แต่ยังอยากได้ยินความแตกต่างของน้ำหนักมือ ให้ลองพิจารณา Overdrive


     ถ้าต้องการให้เสียงแตกเป็นโทนหลักของกีต้าร์ Rhythm ให้พิจารณา Distortion หรือ Gain จากแอมป์ตามระบบที่ใช้


     ถ้าต้องการเสียงแตกที่มีเนื้อเสียงดิบและคาแรคเตอร์จัด Fuzz อาจตรงกับความต้องการมากกว่า


     ถ้าต้องการให้เสียงมีการเคลื่อนไหว ให้พิจารณา Chorus, Phaser, Flanger หรือ Tremolo


     ถ้าต้องการเสียงซ้ำ ให้พิจารณา Delay


     ถ้าต้องการเพิ่มความรู้สึกของพื้นที่และหางเสียง ให้พิจารณา Reverb


     ถ้าต้องการเพิ่มช่วงเสียงหรือสร้างระดับเสียงใหม่ ให้พิจารณา Octave หรือ Pitch Shifter


     วิธีคิดแบบนี้ทำให้เอฟเฟคกลายเป็นเครื่องมือสำหรับแก้โจทย์ของเสียง แทนที่จะเป็นรายการอุปกรณ์ที่ต้องซื้อหรือเปิดใช้ให้ครบทุกชนิด


Clean Verse

     สมมติว่า Verse ของเพลง Pop ใช้กีต้าร์คลีนเล่น Arpeggio และมีเสียงร้องเป็นองค์ประกอบหลักของช่วงนั้น


     หน้าที่ของกีต้าร์อาจเป็นการสร้างพื้นหลังที่มีทั้งจังหวะและบรรยากาศ โดยไม่แย่งพื้นที่จากเสียงร้อง เราจึงอาจต้องการให้โน้ตแต่ละตัวมีระดับใกล้เคียงกัน มีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย และมีหางเสียงพอให้เสียงไม่แห้งจนเกินไป


     ในสถานการณ์นี้อาจทดลองใช้ Compressor เพียงเล็กน้อย ร่วมกับ Chorus ในระดับที่ไม่เด่นเกินไป แล้วเติม Reverb เท่าที่จำเป็น โดยยังต้องรักษาหัวโน้ตของ Arpeggio ให้ชัดเจน


     นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการเลือกเอฟเฟคตามหน้าที่ของกีต้าร์ ไม่ใช่สูตรตายตัวสำหรับเสียงกีต้าร์ Pop


Rock Rhythm

     ถ้ากีต้าร์ Rhythm ต้องมีหัวคอร์ดชัด มีเสียงแตกแบบ Crunch และช่วยสร้างพลังให้เพลง จุดเริ่มต้นอาจเป็น Overdrive หรือ Distortion ในระดับที่เหมาะกับการเรียบเรียงเพลง


     Delay และ Reverb ยังสามารถใช้ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้หางเสียงจากคอร์ดก่อนหน้าลากมาทับคอร์ดถัดไปจนจังหวะฟังพร่า


     วิธีเช็คง่าย ๆ คือฟังว่าหลังเปิดเอฟเฟคแล้ว หัวคอร์ดยังชัด ช่องไฟระหว่างการเล่นยังฟังออก และกีต้าร์ยังทำงานร่วมกับมือกลองและมือเบสได้ดีหรือไม่


Metal Riff

     Metal Riff ที่ต้องการหัวโน้ตคมและช่วงหยุดชัด อาจใช้ Distortion หรือแอมป์ที่ให้ Gain สูงเป็นพื้นฐาน บางระบบอาจใช้ Overdrive ช่วยเพิ่มระดับสัญญาณเข้าไปยังภาค Gain และใช้ Noise Gate ช่วยควบคุมเสียงในช่วงที่หยุดเล่น


     สิ่งที่ควรเช็คคือความชัดของแต่ละโน้ต เพราะ Gain ที่มากเกินไปสามารถเพิ่ม Compression จนหัวโน้ตไม่ชัด และรายละเอียดของ Riff เริ่มรวมเข้าด้วยกัน


     ถ้าลด Gain ลงเล็กน้อยแล้ว Riff ฟังแน่นขึ้น แยกโน้ตได้ชัดขึ้น และช่วงหยุดระหว่างโน้ตฟังเด่นขึ้น การตั้งค่าแบบนั้นอาจเหมาะกับเพลงมากกว่าการเพิ่ม Gain ต่อไป


Lead / โซโล่

     โซโล่อาจต้องการเด่นขึ้นจากกีต้าร์ Rhythm มี Sustain พอเหมาะ และไม่ฟังแห้งจนเกินไป


     Boost หรือ Overdrive สามารถช่วยเพิ่มระดับเสียงหรือเพิ่ม Drive ขณะที่ Delay ช่วยเติมเสียงซ้ำ และ Reverb ช่วยเพิ่มความลึกกับบรรยากาศรอบเสียง

มือกีต้าร์กำลังโซโล่ร่วมกับมือกลองและมือเบส โดยมี Pedalboard วางอยู่ด้านหน้าในห้องซ้อม

     แต่การทำให้โซโล่เด่นไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Gain เพียงอย่างเดียว ระดับความดัง ย่านกลาง การเรียบเรียงเพลง และน้ำหนักมือของมือกีต้าร์ล้วนมีผลต่อความชัดเจนของโซโล่


     ถ้าเพิ่ม Gain แล้วโซโล่ยังไม่เด่น ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เสียงแตก แต่อาจเกิดจากระดับเสียงยังไม่เหมาะสม หรือย่านความถี่ของกีต้าร์ทับกับเครื่องดนตรีอื่นมากเกินไป


Ambient / Intro / Interlude

     ช่วง Intro, Interlude หรือช่วงที่ต้องการบรรยากาศกว้าง สามารถเปิดพื้นที่ให้ Modulation, Delay, Reverb หรือ Pitch Effect ทำงานมากกว่าช่วง Rhythm ปกติได้


     อย่างไรก็ตาม เอฟเฟคแต่ละตัวควรมีหน้าที่ของตัวเอง เช่น Delay ใช้สร้างเสียงซ้ำ ขณะที่ Reverb ช่วยทำให้เสียงเหล่านั้นรู้สึกอยู่ในพื้นที่ที่กว้างขึ้น


     ถ้าเอฟเฟคหลายตัวกำลังทำหน้าที่ใกล้เคียงกันจนเสียงเริ่มขุ่น หรือรายละเอียดของกีต้าร์หายไป การลดเอฟเฟคบางตัวลงอาจทำให้บรรยากาศของเพลงชัดเจนและน่าสนใจกว่าเดิม


เอฟเฟคหนึ่งประเภทไม่ได้มีเสียงเพียงแบบเดียว

     ชื่อประเภทของเอฟเฟคเป็นเพียงการบอกว่าเอฟเฟคนั้นอยู่ในกลุ่มใด ไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์ทุกตัวในกลุ่มเดียวกันจะให้เสียงเหมือนกัน


     Delay สามารถตั้งให้เสียงซ้ำเบาจนแทบไม่สังเกต หรือทำให้เสียงซ้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะได้ ส่วน Reverb มีตั้งแต่หางเสียงสั้นที่แนบกับโน้ต ไปจนถึงหางเสียงยาวที่กลายเป็นส่วนสำคัญของบรรยากาศเพลง


     Chorus สามารถตั้งให้บางจนรู้สึกเพียงว่าเสียงมีการไหวเล็กน้อย หรือปรับให้ชัดจนกลายเป็นคาแรคเตอร์หลักของโทนกีต้าร์ได้


     Overdrive, Distortion และ Fuzz แต่ละรุ่นก็สามารถให้สีสันของเสียงแตกต่างกันมาก แม้จะถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกันก็ตาม


     นอกจากตัวเอฟเฟคแล้ว ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับการตั้งค่า กีต้าร์ ปิ๊กอัพ แอมป์ น้ำหนักมือ และหน้าที่ของกีต้าร์ในเพลง


     จึงไม่มีข้อกำหนดว่า Metal ต้องใช้ Distortion, Blues ต้องใช้ Overdrive หรือ Pop ต้องใช้ Chorus เสมอไป เอฟเฟคชนิดเดียวกันสามารถนำไปใช้กับหลายแนวดนตรีได้ หากหน้าที่ของเอฟเฟคนั้นเหมาะกับสิ่งที่เพลงต้องการ


ควรเปิดเอฟเฟคกี่ตัวพร้อมกันจึงจะพอดี

     ไม่มีจำนวนตายตัวว่าในช่วงหนึ่งของเพลงควรเปิดเอฟเฟคกี่ตัว แต่เอฟเฟคทุกตัวที่เปิดควรตอบได้ว่า “ตัวนี้กำลังช่วยอะไรให้เสียงกีต้าร์”


     ถ้า Compressor ช่วยให้ Clean Arpeggio มีระดับโน้ตสม่ำเสมอขึ้น นั่นคือหน้าที่ที่ชัดเจน


     ถ้า Delay ช่วยเพิ่มความลึกให้โซโล่ นั่นก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่ง


     แต่ถ้าเปิด Chorus, Phaser, Delay และ Reverb พร้อมกันโดยไม่มีหน้าที่แยกจากกันอย่างชัดเจน เสียงอาจซับซ้อนขึ้น แต่บทบาทของกีต้าร์กลับไม่ชัดเจนกว่าเดิม


     วิธีเช็คง่าย ๆ คือปิดเอฟเฟคทีละตัว แล้วฟังว่าเพลงหรือเสียงกีต้าร์สูญเสียสิ่งสำคัญอะไรไปหรือไม่


     ถ้าปิดเอฟเฟคตัวใดแล้วกีต้าร์ยังทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม หรือเสียงกลับชัดขึ้น แสดงว่าเอฟเฟคนั้นอาจไม่จำเป็นในช่วงนั้น


     หลักคิดนี้เรียกว่า Arrangement First หมายถึงการให้ความสำคัญกับหน้าที่ของเสียงและการเรียบเรียงเพลงก่อนจำนวนเอฟเฟคที่เปิดใช้


ลำดับเอฟเฟคสำคัญไหม

     ลำดับเอฟเฟคมีผลต่อเสียง เพราะเอฟเฟคตัวหลังจะได้รับสัญญาณที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากเอฟเฟคตัวก่อนหน้าแล้ว


     ลำดับที่พบได้บ่อย เช่น Dynamics / Wah → Drive → Modulation → Delay → Reverb

Pedalboard ต่อ เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด เรียงเป็น Signal Chain ระหว่างกีต้าร์กับแอมป์

     ลำดับนี้ไม่ใช่กฎตายตัว การสลับตำแหน่งของเอฟเฟคสามารถทำให้คาแรคเตอร์ของเสียงเปลี่ยนไป และบางเสียงที่น่าสนใจก็เกิดจากการตั้งใจจัดลำดับให้แตกต่างจากรูปแบบทั่วไป


     หากต้องการศึกษาเรื่องลำดับเอฟเฟคต่อโดยเฉพาะ สามารถอ่าน คู่มือ Signal Chain ของ BOSS เพื่อดูว่าการเปลี่ยนตำแหน่งของ Drive, Modulation, Delay และ Reverb ส่งผลต่อเสียงอย่างไร


     สำหรับบทนี้ สิ่งสำคัญกว่าเรื่องลำดับคือการเข้าใจก่อนว่าเอฟเฟคแต่ละกลุ่มเปลี่ยนอะไรในเสียง ส่วนการจัด Signal Chain หรือการเรียงลำดับอุปกรณ์ในทางเดินสัญญาณแบบละเอียด สามารถแยกศึกษาเป็นอีกหัวข้อหนึ่งได้


     นอกจากนี้ Pedal ไม่ได้หมายถึง Effect เสมอไป เพราะบน Pedalboard อาจมี Tuner, Switcher, Expression Pedal, Volume Pedal หรือ Power Supply ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่สร้างสีเสียงโดยตรง


     เอฟเฟคชนิดเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปก้อนแยกเท่านั้น เพราะสามารถอยู่ใน Multi-Effects, Plugin, แอมป์ หรือ Processor ได้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่ควรเข้าใจก่อนเลือกรูปแบบอุปกรณ์คือ เอฟเฟคนั้นทำหน้าที่อะไร และตรงกับสิ่งที่เสียงกีต้าร์ต้องการหรือไม่


สรุป เอฟเฟคกีต้าร์แต่ละชนิด ควรเลือกจากหน้าที่ของเสียง ไม่ใช่ชื่อแนวเพลง

     การทำความเข้าใจประเภทของเอฟเฟคกีต้าร์ ไม่ใช่การจำว่าแนวดนตรีใดต้องใช้ก้อนไหน แต่คือการฟังว่าเสียงกีต้าร์ในช่วงนั้นต้องการอะไร เช่น ต้องการควบคุมความดังและความเบา เพิ่ม Gain สร้างการเคลื่อนไหว เติมเสียงซ้ำ เพิ่มความลึก หรือสร้างระดับเสียงใหม่


     เมื่อรู้ว่าเสียงกำลังขาดอะไร มือกีต้าร์จะเลือกกลุ่มเอฟเฟคได้ตรงกับหน้าที่มากขึ้น และไม่จำเป็นต้องเปิดเอฟเฟคมากกว่าที่การเรียบเรียงเพลงต้องการ


     Compressor, Drive, Filter, Modulation, Delay, Reverb และ Pitch Effect จึงควรถูกมองเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กีต้าร์ทำหน้าที่ในเพลงได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่รายการอุปกรณ์ที่ยิ่งมีมากหรือเปิดพร้อมกันมากเท่าไร เสียงจะยิ่งดีขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น