การจูนสายกีต้าร์แบบต่าง ๆ มักทำให้หลายคนสงสัยเมื่อเปิด TAB ของเพลงแล้วพบคำว่า “Tuning: Drop D” บางเพลงใช้ “Eb Standard” ขณะที่เพลง Rock หรือ Metal บางเพลงระบุว่าเป็น “Drop C” ทั้งที่กีต้าร์ทั่วไปตั้งสายเป็น E A D G B E แล้วทำไมแต่ละเพลงจึงเลือกตั้งสายไม่เหมือนกัน?
เหตุผลคือ การเปลี่ยน Tuning ไม่ได้มีผลเพียงทำให้ระดับเสียงของกีต้าร์สูงขึ้นหรือต่ำลงเท่านั้น การตั้งสายบางแบบยังเปลี่ยนความสัมพันธ์ของโน้ตระหว่างสายด้วย จึงส่งผลต่อรูปคอร์ด วิธีเล่น Riff ความตึงของสาย ช่วงเสียงที่เล่นได้ และคาแรคเตอร์ของกีต้าร์ การเข้าใจหลักของ Tuning แต่ละแบบจึงมีประโยชน์มากกว่าการจำเพียงว่าสายแต่ละเส้นต้องตั้งเป็นโน้ตอะไร
การจูนสายกีต้าร์แบบต่าง ๆ คืออะไร และทำไมต้องเปลี่ยนจาก Standard Tuning
กีต้าร์ 6 สายโดยทั่วไปใช้ Standard Tuning โดยเรียงจากสาย 6 ซึ่งเป็นสายใหญ่ที่สุด ไปจนถึงสาย 1 ซึ่งเป็นสายเล็กที่สุด ดังนี้
สาย 6 → E
สาย 5 → A
สาย 4 → D
สาย 3 → G
สาย 2 → B
สาย 1 → E
หรือเขียนแบบย่อว่า E A D G B E
เมื่อเปลี่ยน Tuning มือกีต้าร์อาจลดระดับเสียงของทุกสายลงเท่ากัน หรือเปลี่ยนเฉพาะบางสายก็ได้ เหตุผลในการเลือกใช้การตั้งสายแบบอื่นมีหลายอย่าง เช่น ต้องการเพิ่มช่วงเสียงต่ำ ปรับระดับเสียงของเพลงให้เหมาะกับช่วงเสียงของนักร้อง เปลี่ยนความรู้สึกของสายขณะเล่น หรือทำให้ Riff และคอร์ดบางรูปเล่นได้สะดวกขึ้น
คำว่า Alternate Tuning เป็นคำกว้างที่ใช้เรียกการตั้งสายซึ่งแตกต่างจาก Standard Tuning แต่ประเด็นสำคัญของบทนี้คือการแยกให้ออกว่า แบบใดเป็นการลดระดับเสียงของทุกสายลงเท่ากัน และแบบใดเป็น Drop Tuning เพราะสองแนวทางนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสาย รูปนิ้ว และวิธีเล่นแตกต่างกัน
Standard Tuning E A D G B E เป็นจุดอ้างอิงอย่างไร
ในบทนี้เราจะใช้ Standard Tuning เป็นจุดอ้างอิง เพื่อให้เห็นชัดว่า Tuning แบบอื่นเปลี่ยนอะไรไปจากเดิม ไม่ได้หมายความว่า Standard Tuning เป็นการตั้งสายที่ดีที่สุดสำหรับทุกเพลง
Standard: E A D G B E
เมื่อใช้ Standard เป็นจุดตั้งต้น จะเห็นได้ว่า Eb Standard และ D Standard เป็นการลดระดับเสียงของทุกสายลงพร้อมกัน ส่วน Drop D ลดเฉพาะสายต่ำสุด ขณะที่ Drop C จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นหากเริ่มจาก D Standard แล้วลดสาย 6 ลงไปอีก
หากต้องการเข้าใจต่อว่าโน้ตของสายเปิดเหล่านี้เชื่อมโยงกับตำแหน่งต่าง ๆ บนคอกีต้าร์อย่างไร สามารถอ่านเรื่อง โน้ตบนคอกีต้าร์ เพิ่มเติมได้ เพราะเมื่อเปลี่ยน Tuning จุดอ้างอิงของโน้ตบนสายที่ถูกปรับเสียงก็เปลี่ยนตามไปด้วย
Eb Standard คืออะไร ทำไมทุกสายลดลงครึ่งเสียง
Eb Standard คือการลดโน้ตของทุกสายจาก Standard ลงครึ่งเสียง หรือ 1 Semitone
Standard: E A D G B E
เมื่อลดทุกสายลงครึ่งเสียง จะได้ Eb Standard: Eb Ab Db Gb Bb Eb
จุดสำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างสายยังคงเหมือนเดิม มือกีต้าร์จึงสามารถใช้รูปคอร์ด รูปสเกล และรูปนิ้วแบบเดียวกับที่ใช้ใน Standard ได้ เพียงแต่เสียงจริงที่ออกมาจะต่ำลงครึ่งเสียง
ตัวอย่างเช่น หากจับรูป E Major แบบเดียวกับที่ใช้ใน Standard Tuning แต่กีต้าร์ถูกจูนเป็น Eb Standard เสียงจริงที่ได้จะเป็น Eb Major แม้ว่ารูปนิ้วที่จับจะยังเหมือนเดิมก็ตาม
Eb Standard มักถูกเลือกใช้เมื่อต้องการลดระดับเสียงของกีต้าร์ลงเล็กน้อย ต้องการให้สายรู้สึกนิ่มขึ้น หรือปรับระดับเสียงของเพลงให้เหมาะกับช่วงเสียงของนักร้องและคาแรคเตอร์ของเพลง
อย่างไรก็ตาม Eb Standard ไม่ได้หมายถึง “Drop Eb” เพราะ Eb Standard เป็นการลดทุกสายลงเท่ากัน ส่วน Drop Tuning ใช้หลักการต่างออกไป
D Standard ต่างจาก Eb Standard อย่างไร
ถ้าลดทุกสายจาก Standard ลง 1 Whole Step หรือหนึ่งเสียงเต็ม จะได้ D Standard
Standard: E A D G B E
↓
Eb Standard: Eb Ab Db Gb Bb Eb
↓
D Standard: D G C F A D
D Standard จึงใช้หลักเดียวกับ Eb Standard คือทุกสายถูกลดลงในระยะเท่ากัน เพียงแต่ D Standard ต่ำกว่า Standard หนึ่งเสียงเต็ม
รูปคอร์ดและรูปนิ้วยังคงใช้แบบเดิมได้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสายไม่ได้เปลี่ยน แต่ระดับเสียงจริงของคอร์ดจะต่ำลงหนึ่งเสียง ตัวอย่างเช่น หากจับรูป E Major เสียงจริงที่ได้จะเป็น D Major
นี่คือจุดที่ทำให้ D Standard แตกต่างจาก Drop D อย่างชัดเจน แม้ว่าทั้งสองแบบจะมีสาย 6 เป็นโน้ต D เหมือนกันก็ตาม
การจูนสายกีต้าร์แบบต่าง ๆ ในกลุ่ม Down-Tuning กับ Drop Tuning ต่างกันอย่างไร
จุดนี้เป็นเรื่องที่หลายคนสับสน เพราะ Tuning สองแบบอาจมีโน้ตของสายต่ำสุดเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าสายอื่นจะตั้งเหมือนกันด้วย
D Standard คือ D G C F A D หมายความว่า ทุกสายถูกลดจาก Standard ลงหนึ่งเสียงเต็ม
ส่วน Drop D คือ D A D G B E โดยเริ่มจาก Standard แล้วลดเฉพาะสาย 6 จาก E ลงเป็น D ขณะที่สาย 5 ถึงสาย 1 ยังคงตั้งเหมือน Standard
ดังนั้น แม้สาย 6 ของ D Standard และ Drop D จะเป็นโน้ต D เหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสายของการตั้งสายสองแบบนี้แตกต่างกัน
D Standard = ลดทุกสายลงเท่ากัน
Drop D = ลดเฉพาะสาย 6 จาก Standard
ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อรูปคอร์ดและการวางนิ้ว โดยเฉพาะคอร์ดหรือ Riff ที่ใช้สาย 6
Drop D คืออะไร และทำไมพบได้บ่อยใน Rock กับ Metal
Drop D มีโน้ตของสายเปิดดังนี้ D A D G B E
เมื่อเทียบกับ Standard ซึ่งเป็น E A D G B E จะเห็นว่าเปลี่ยนเพียงสาย 6 จาก E → D
เมื่อสาย 6 ถูกลดจาก E ลงเป็น D โน้ตของสาย 6, 5 และ 4 จะกลายเป็น D A D
ความสัมพันธ์แบบนี้ทำให้ Power Chord ที่มีโน้ตราก (Root) อยู่บนสาย 6 บางรูปสามารถกดสาย 6–5–4 ที่เฟร็ตเดียวกันได้ จึงช่วยให้เล่น Riff ที่สลับระหว่างโน้ตต่ำ สายเปิด และคอร์ดได้สะดวกขึ้น
Drop D ยังเพิ่มโน้ต D ต่ำที่ไม่มีใน Standard ทำให้มือกีต้าร์มีช่วงเสียงต่ำเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลดระดับเสียงของสายอื่นทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ Drop Tuning จึงพบได้บ่อยในเพลง Rock, Alternative และ Metal แต่ไม่ได้หมายความว่าเพลงแนวเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ Drop Tuning เสมอไป เพลงจำนวนมากยังใช้ Standard, Eb Standard, D Standard หรือ Tuning แบบอื่นได้ตามความเหมาะสมของเพลง
Drop C คืออะไร และต่างจาก Drop D อย่างไร
Drop C ที่ใช้กันทั่วไปมีโน้ตของสายเปิดดังนี้ C G C F A D
วิธีทำความเข้าใจ Drop C ที่ง่ายกว่าการท่องจำ คือเริ่มจาก D Standard ซึ่งตั้งสายเป็น D G C F A D
จากนั้นลดเฉพาะสาย 6 ลงอีก 1 Whole Step หรือหนึ่งเสียงเต็ม จาก D → C จึงได้ Drop C เป็น C G C F A D
ดังนั้น Drop C ไม่ใช่การนำ Standard E A D G B E แล้วลดเฉพาะสาย 6 จาก E ลงเป็น C เพราะหากทำเช่นนั้นจะได้ C A D G B E ซึ่งเป็นการตั้งสายอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ Drop C ที่กล่าวถึงในบทนี้
หากต้องการตรวจเทียบโน้ตของสายเปิด สามารถดู คู่มือ Drop C ของ Fender ซึ่งระบุการตั้งสายเป็น C G C F A D และอธิบายการลดระดับเสียงของแต่ละสายไว้โดยตรง
วิธีจำที่เข้าใจง่ายคือ Standard → ลดทุกสายหนึ่งเสียง → D Standard แล้วจึงลดสาย 6 ลงอีกหนึ่งเสียง → Drop C
เมื่อเข้าใจหลักนี้ เราไม่จำเป็นต้องท่องโน้ตของ Drop C ทีละสาย เพราะสามารถเริ่มจาก D Standard แล้วดูได้ว่าสายใดถูกลดระดับเสียงเพิ่มเติม
ตารางเปรียบเทียบ Standard, Eb Standard, D Standard, Drop D และ Drop C
| Tuning | สาย 6 → 1 | เปลี่ยนอย่างไร |
|---|---|---|
| Standard | E A D G B E | จุดอ้างอิง |
| Eb Standard | Eb Ab Db Gb Bb Eb | ทุกสายลดลงครึ่งเสียง |
| D Standard | D G C F A D | ทุกสายลดลงหนึ่งเสียงเต็ม |
| Drop D | D A D G B E | ลดเฉพาะสาย 6 จาก Standard |
| Drop C | C G C F A D | เริ่มจาก D Standard แล้วลดสาย 6 ลงอีกหนึ่งเสียง |
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจำชื่อโน้ต แต่ต้องมองให้ออกว่า Eb Standard และ D Standard เป็นการลดระดับเสียงของทุกสายลงเท่ากัน ส่วน Drop D และ Drop C จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของสายต่ำด้วย
การจูนสายกีต้าร์แบบต่าง ๆ ส่งผลต่อรูปคอร์ดอย่างไร
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราเปลี่ยน Tuning แบบใด
ถ้าเป็น Eb Standard หรือ D Standard ความสัมพันธ์ระหว่างสายยังเหมือน Standard รูปคอร์ดและรูปนิ้วจึงยังใช้แบบเดิมได้ เพียงแต่เสียงจริงของคอร์ดจะต่ำลงตามระดับที่จูนไว้
แต่ถ้าเป็น Drop D หรือ Drop C ความสัมพันธ์ระหว่างสาย 6 กับสายอื่นจะเปลี่ยนไป รูปคอร์ดที่ใช้สาย 6 จึงอาจต้องเปลี่ยนตาม
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคอร์ดทุกแบบจะใช้ไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ใน Drop D สาย 1–5 ยังคงตั้งเหมือน Standard ดังนั้นคอร์ดที่ไม่ใช้สาย 6 อาจเล่นด้วยรูปเดิมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนการวางนิ้ว
Capo ไม่เหมือนกับการจูนต่ำ เพราะ Capo ทำให้ส่วนของสายที่สั่นสั้นลง ส่งผลให้โน้ตที่ได้สูงขึ้น ส่วนการ Down-Tune คือการลดระดับเสียงของสายลง
ทำไมการจูนต่ำลงทำให้ความตึงของสายเปลี่ยน
หากใช้สายชุดเดิมกับกีต้าร์ตัวเดิมแล้วลดระดับเสียงของสายลง ความตึงของสายนั้นก็จะลดลงตาม
สิ่งที่มือกีต้าร์อาจรู้สึกได้ เช่น
- สายนิ่มขึ้น
- Bend ได้ง่ายขึ้น
- ความรู้สึกขณะดีดสายเปลี่ยนไป
- สายแกว่งมากขึ้น
- หากดีดแรงมาก ระดับเสียงอาจแกว่งขึ้นลงชัดขึ้นในบางกรณี
การที่สายรู้สึกนิ่มลงไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่เป็นลักษณะการตอบสนองของสายที่เปลี่ยนไป ผู้เล่นบางคนชอบความรู้สึกนิ่มเมื่อจูนต่ำ ขณะที่บางคนต้องการให้สายยังคงมีความตึงใกล้เคียงกับตอนใช้ Standard
นี่เป็นเหตุผลที่เมื่อจูนต่ำมากขึ้น เช่น Drop C ผู้เล่นบางคนเลือกใช้สายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อช่วยชดเชยความตึงที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีเบอร์สายใดที่เหมาะกับ Drop C สำหรับทุกคน เพราะความรู้สึกของสายยังขึ้นอยู่กับความยาวสเกลของกีต้าร์ น้ำหนักมือ วิธีดีด ระดับความตึงที่ผู้เล่นชอบ และการตั้งค่าของกีต้าร์แต่ละตัว
เปลี่ยนเป็น Drop C ต้องเปลี่ยนเบอร์สายหรือ Setup หรือไม่
คำตอบไม่ควรเป็น “ต้อง” หรือ “ไม่ต้อง” แบบตายตัว เพราะต้องพิจารณาว่าการเปลี่ยน Tuning ทำให้ความตึงของสายแตกต่างจากเดิมมากเพียงใด
การสลับระหว่าง Standard กับ Drop D ชั่วคราวบนกีต้าร์บางตัวอาจทำได้ค่อนข้างง่าย เพราะเปลี่ยนระดับเสียงเพียงสาย 6
แต่ถ้าเปลี่ยนจาก Standard ไปใช้ Drop C เป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนเบอร์สายพร้อมกัน อาจต้องเช็คหลายจุด เช่น
- ขนาดสาย
- Neck Relief หรือความโค้งของคอกีต้าร์
- แอคชั่น (Action)
- Intonation
- Nut หรือร่องรองสายบริเวณหัวกีต้าร์
- สมดุลของระบบ Tremolo ถ้ามี
เมื่อความตึงรวมของสายเปลี่ยนไปมาก การตั้งค่าที่เคยเหมาะกับสายชุดเดิมอาจไม่เหมาะกับ Tuning และสายชุดใหม่อีกต่อไป
ถ้าหลังจากเปลี่ยน Tuning หรือเปลี่ยนเบอร์สายแล้วพบว่าสายเปิดตั้งตรง แต่เมื่อกดคอร์ดกลับฟังเพี้ยน ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากการตั้งสายเพียงอย่างเดียว เพราะ Intonation แอคชั่น (Action) แรงกดสาย และการตั้งค่าของกีต้าร์ล้วนมีผลต่อระดับเสียงขณะกดสาย
Fixed Bridge กับ Tremolo เปลี่ยน Tuning ยากต่างกันอย่างไร
กีต้าร์ที่ใช้ Fixed Bridge หรือบริดจ์แบบยึดอยู่กับที่ โดยทั่วไปเปลี่ยน Tuning ไปมาได้ง่ายกว่า เพราะตำแหน่งของบริดจ์ไม่ได้อาศัยสมดุลระหว่างแรงดึงของสายกับแรงของสปริง
แต่ถ้าเป็น Floating Tremolo หรือระบบ Tremolo แบบลอย แรงดึงของสายจะสมดุลกับแรงของสปริง เมื่อความตึงของสายหนึ่งเส้นหรือหลายเส้นเปลี่ยน ตำแหน่งของบริดจ์ก็อาจขยับตาม และอาจทำให้ระดับเสียงของสายอื่นเปลี่ยนไปด้วย
ดังนั้น การเปลี่ยนจาก Standard เป็น Drop D บนกีต้าร์ Fixed Bridge อาจทำได้โดยลดเฉพาะสาย 6 ลงเป็น D แต่กีต้าร์ที่ใช้ Floating Tremolo บางระบบอาจต้องปรับสมดุลของระบบเพิ่มเติม
ไม่ได้หมายความว่ากีต้าร์ที่ใช้ Tremolo จะใช้ Drop Tuning ไม่ได้ เพียงแต่ระบบบริดจ์มีผลต่อความสะดวกในการเปลี่ยน Tuning และควรนำมาพิจารณาหากต้องสลับการตั้งสายบ่อย ๆ
จูนต่ำไม่ได้แปลว่าเสียงหนักขึ้นโดยอัตโนมัติ
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือ “เสียงที่ต่ำลง” กับ “ความรู้สึกหนักของเพลง” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
Drop C ทำให้กีต้าร์มีช่วงเสียงต่ำกว่า Standard จริง แต่ความรู้สึกว่าดนตรีหนัก ดุดัน หรือแน่น ยังเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกัน เช่น
- Riff
- รูปแบบจังหวะ
- Gain
- น้ำหนักการดีด
- เสียงเบส
- รูปแบบการเล่นของกลอง
- การเรียบเรียงเพลง
เพลงที่ใช้ Drop C จึงไม่ได้กลายเป็น Metal เพียงเพราะจูนต่ำ และในทางกลับกัน เพลง Metal ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Drop C หรือ Drop Tuning เสมอไป
Tuning เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยกำหนดช่วงเสียง รูปนิ้ว และแนวทางการเล่นของมือกีต้าร์ ส่วนความรู้สึกหนักของเพลงยังขึ้นอยู่กับการแต่ง Riff จังหวะ วิธีเล่น เสียงของเครื่องดนตรีอื่น และการเรียบเรียงเพลงร่วมกัน
การจูนสายกีต้าร์แบบต่าง ๆ ควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับเพลง
ไม่มี Tuning แบบใดดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์ สิ่งที่ควรถามคือเราต้องการเปลี่ยนอะไรจาก Standard และการเปลี่ยนนั้นช่วยให้เล่นเพลงได้เหมาะสมขึ้นอย่างไร
| ถ้าต้องการ | พิจารณา |
|---|---|
| เล่นเพลงทั่วไปหรือเรียนพื้นฐานกีต้าร์ | Standard |
| ลดเสียงลงเล็กน้อยแต่ยังใช้รูปนิ้วแบบเดิม | Eb Standard |
| ลดกีต้าร์ทั้งชุดลงหนึ่งเสียง | D Standard |
| ต้องการโน้ตต่ำ D และรูปแบบการเล่นแบบ Drop | Drop D |
| ต้องการช่วงเสียงต่ำกว่า Drop D และยังคงโครงสร้างแบบ Drop | Drop C |
ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะเพลงเดียวกันสามารถนำมาเรียบเรียงใหม่ด้วย Tuning อื่นได้ และมือกีต้าร์แต่ละคนอาจเลือกต่างกันตามช่วงเสียงของนักร้อง ความรู้สึกของสาย วิธีเล่น และคาแรคเตอร์ของเพลงที่ต้องการ
สรุปการจูนสายกีต้าร์แบบต่าง ๆ: Standard, Eb Standard, D Standard, Drop D และ Drop C
หัวใจสำคัญคือการเข้าใจว่า Tuning แต่ละแบบเปลี่ยนอะไรไปจาก Standard
Standard คือ E A D G B E
Eb Standard ลดทุกสายลงครึ่งเสียง เป็น Eb Ab Db Gb Bb Eb
D Standard ลดทุกสายลงหนึ่งเสียงเต็ม เป็น D G C F A D
Drop D ลดเฉพาะสาย 6 จาก Standard ลงเป็น D จึงได้ D A D G B E
ส่วน Drop C สามารถทำความเข้าใจได้จาก D Standard แล้วลดสาย 6 จาก D ลงเป็น C อีกหนึ่งเสียง จึงได้ C G C F A D
เมื่อเข้าใจหลักนี้ การตั้งสายแต่ละแบบจะไม่ใช่เพียงชุดโน้ตที่ต้องท่องจำ แต่จะช่วยให้เห็นว่า Tuning แต่ละแบบส่งผลต่อช่วงเสียง รูปคอร์ด ความตึงของสาย และวิธีเล่นอย่างไร
Eb Standard และ D Standard เหมาะกับกรณีที่ต้องการลดระดับเสียงของกีต้าร์โดยยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสายแบบ Standard ส่วน Drop D และ Drop C เปลี่ยนความสัมพันธ์ของสายต่ำ จึงทำให้รูปนิ้วและวิธีเล่น Riff บางลักษณะแตกต่างออกไป
ไม่มี Tuning ใดดีที่สุดสำหรับทุกเพลง มีเพียง Tuning ที่เหมาะกับช่วงเสียง วิธีเล่น และคาแรคเตอร์ที่เพลงนั้นต้องการมากกว่า





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น