บทความนี้จะช่วยให้คุณ อ่าน Lead Sheet ได้อย่างเข้าใจมากขึ้น โดยมองเห็นว่า Melody, Chord Symbol และ Form ทำงานร่วมกันอย่างไร เพื่อให้นำความรู้เรื่องโน้ต คอร์ด และโครงสร้างเพลงไปใช้กับการเล่นเพลงจริงได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมกับวง การฝึกเพลงใหม่ การอัดเดโม หรือการแกะเพลงสากลด้วยตัวเอง หลายคนอ่านโน้ตบนบรรทัด 5 เส้นได้แล้ว รู้จักคอร์ดพื้นฐานแล้ว แต่เมื่อเจอ Lead Sheet กลับยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มดูจาก Melody, Chord Symbol หรือ Form ก่อน บทความนี้จึงเรียบเรียงลำดับการมองให้ชัดขึ้น เพื่อให้นำไปใช้กับดนตรีจริงได้อย่างเป็นระบบ
อ่าน Lead Sheet ต้องดูอะไรเป็นอันดับแรก
Lead Sheet คือเอกสารดนตรีที่สรุปข้อมูลสำคัญของเพลงไว้แบบกระชับ โดยทั่วไปจะมี Melody เขียนอยู่บนบรรทัด 5 เส้น มี Chord Symbol อยู่เหนือแนวทำนอง และมีคำหรือสัญลักษณ์บอกโครงสร้างเพลง เช่น Intro, Verse, Chorus, Bridge, ท่อนโซโล่ หรือ Outro
แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำอธิบายของ Berklee ที่อธิบายว่า Lead Sheet โดยพื้นฐานจะมีแนว Melody และ Chord Symbol เป็นข้อมูลหลัก เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีสร้างพาร์ตของตัวเองในบริบทของวง
จุดเด่นของ Lead Sheet คือไม่ได้เขียนรายละเอียดของทุกเครื่องดนตรีเหมือน Full Score แต่ให้ข้อมูลแกนหลักของเพลง เพื่อให้นักดนตรีแต่ละคนตีความและเล่นตามบทบาทของตัวเองได้
เมื่อได้ Lead Sheet เพลงใหม่ สิ่งที่ควรดูก่อนเริ่มเล่นคือ
- Key Signature หรือคีย์เพลง
- Time Signature หรือเครื่องหมายกำหนดจังหวะ
- Melody หลัก
- Chord Symbol
- Form ของเพลง
- สัญลักษณ์ Repeat, Ending, D.S., D.C. หรือ Coda
ถ้าเช็คข้อมูลเหล่านี้ให้ครบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสหลงเพลง เล่นผิดท่อน หรือเปลี่ยนคอร์ดไม่ทัน เพราะเราจะเห็นภาพรวมของเพลงก่อนลงรายละเอียดทีละจุด
Lead Sheet ต่างจากโน้ตเพลงแบบเต็มอย่างไร
Full Score จะเขียนรายละเอียดของหลายเครื่องดนตรีไว้ค่อนข้างครบ เช่น แนวร้อง แนวเครื่องสาย ไลน์เปียโน ไลน์เบส ไลน์กลอง หรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ ตามการเรียบเรียงเพลง
แต่ Lead Sheet จะให้เฉพาะข้อมูลหลัก ได้แก่
- Melody หลักของเพลง
- Chord Symbol
- คีย์และจังหวะ
- Form หรือโครงสร้างเพลง
ดังนั้นผู้เล่นต้องใช้ความเข้าใจเรื่อง Harmony, Rhythm, Phrase และบทบาทของเครื่องดนตรีเข้ามาช่วยตีความ ไม่ใช่เล่นตามกระดาษอย่างเดียว
หากยังไม่แม่นเรื่องการอ่านโน้ตบนบรรทัด 5 เส้น ควรฝึกวิธีอ่านโน้ตดนตรีสากลควบคู่กันไปด้วย เพราะ Melody ใน Lead Sheet มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าใจเพลงทั้งเพลงได้ง่ายขึ้น
ถ้าต้องการทบทวนพื้นฐานการอ่านโน้ตบนบรรทัด 5 เส้นก่อนฝึก Lead Sheet สามารถเริ่มจากบทความ วิธีการอ่านโน้ตดนตรี เพื่อให้เข้าใจตำแหน่งโน้ตและค่าจังหวะได้แม่นขึ้น
อ่าน Lead Sheet ผ่าน Melody ให้เห็นภาพเพลงเร็วขึ้น
หลายคนรีบมองคอร์ดก่อน แต่จริง ๆ แล้ว Melody คือส่วนที่บอกลักษณะเด่นของเพลงได้เร็วมาก เพราะ Melody ทำให้รู้ว่าเพลงเคลื่อนไปทางไหน มีประโยคดนตรีแบบใด และโน้ตสำคัญกำลังสร้างอารมณ์อย่างไร
เมื่อเริ่มดู Melody ให้สังเกต 4 เรื่องนี้ก่อน
- ช่วงเสียงของ Melody กว้างหรือแคบ
- Rhythm ของ Melody ใช้โน้ตยาวหรือโน้ตสั้นมากกว่า
- Phrase มีลักษณะถาม-ตอบ หรือเล่นต่อเนื่อง
- โน้ตสำคัญมักอยู่บนจังหวะหนักหรือจังหวะยก
การสังเกตสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจเพลงเร็วกว่าไล่อ่านโน้ตทีละตัว เพราะเราจะเริ่มเห็น “รูปทรงของทำนอง” ไม่ใช่เห็นเพียงชื่อโน้ตบนกระดาษ
มอง Phrase ให้เป็นกลุ่มแทนการอ่านทีละตัว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการอ่านโน้ตทีละตัวเหมือนกำลังสะกดคำ วิธีนี้อาจทำให้อ่านได้ถูก แต่ยังไม่ช่วยให้เห็นภาพรวมของประโยคดนตรี
วิธีที่ดีกว่าคือมอง Melody เป็น Phrase หรือประโยคดนตรี แล้วสังเกตว่าแต่ละช่วงของทำนองกำลังรับ ส่ง หรือพัฒนาแนวคิดทางดนตรีอย่างไร
ตัวอย่างสิ่งที่ควรมองหา ได้แก่
- Motif ที่เล่นซ้ำ
- ประโยคถาม
- ประโยคตอบ
- รูปแบบ Rhythm ที่กลับมาอีกครั้ง
- ทิศทาง Melody ที่ไต่ขึ้นหรือลงต่อเนื่อง
เมื่อเริ่มเห็นรูปแบบเหล่านี้ การเรียนเพลงใหม่จะเร็วขึ้นมาก และช่วยให้เล่นออกมาเป็นดนตรีมากกว่าการกดโน้ตตามตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
เช็คความสัมพันธ์ระหว่าง Melody และคอร์ด
เมื่อดู Melody ควรสังเกตว่าโน้ตสำคัญของทำนองสัมพันธ์กับคอร์ดอย่างไร เพราะจุดนี้จะบอกได้ว่า Melody กำลังให้ความรู้สึกมั่นคง สร้างความตึง หรือรอการคลี่คลาย
ตัวอย่างเช่น
คอร์ด Cmaj7
โน้ตในคอร์ดคือ
- C
- E
- G
- B
ถ้า Melody ลงจบที่ C, E, G หรือ B มักให้ความรู้สึกมั่นคง เพราะเป็น Chord Tone
แต่ถ้า Melody ลงบน D, F# หรือ A อาจให้สีสันแบบ Tension และควรฟังต่อว่าโน้ตนั้นจะคลี่คลายไปทางใด
การเช็คความสัมพันธ์ระหว่าง Melody กับคอร์ดช่วยให้เข้าใจเพลงลึกขึ้น เพราะทำให้รู้ว่าโน้ตแต่ละตัวกำลังทำหน้าที่เป็น Chord Tone, Passing Tone หรือ Tension ในบริบทจริง
อ่าน Chord Symbol ให้เข้าใจมากกว่าการจับคอร์ด
Chord Symbol ไม่ใช่แค่ชื่อคอร์ดให้มือกีต้าร์หรือคีย์บอร์ดจับตามรูปทรง แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่บอกโครงสร้าง Harmony ของเพลง
สำหรับผู้ที่อยากดูระบบสัญลักษณ์คอร์ดในเชิงทฤษฎีเพิ่มเติม แหล่งเรียนรู้ Music Theory ของ University of Puget Sound อธิบาย Lead-Sheet Symbols ไว้ชัดเจน โดยเฉพาะการใช้สัญลักษณ์คอร์ดเป็นภาษาย่อในเพลงป๊อปและแจ๊ส
ตัวอย่างเช่น
Cmaj7
Am7
Dm7
G7
ถ้ามองแค่ชื่อคอร์ด ผู้เล่นอาจจับคอร์ดได้ถูก แต่ยังไม่เข้าใจว่าคอร์ดเหล่านั้นกำลังพาเพลงไปทางไหน
แต่ถ้ามองด้วยมุม Harmony จะเริ่มเห็นว่าแต่ละคอร์ดมีหน้าที่ในคีย์ และมีแรงดึงให้เพลงเคลื่อนไปสู่คอร์ดถัดไป
มองหน้าที่ของคอร์ดด้วย Functional Harmony
ในคีย์ C Major
Cmaj7 = Tonic
Dm7 = Predominant
G7 = Dominant
เมื่อเข้าใจหน้าที่เหล่านี้ ผู้เล่นจะคาดเดาทิศทางของเพลงได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง Progression:
Dm7 → G7 → Cmaj7
Progression นี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเคลื่อนกลับบ้าน เพราะ Dm7 เตรียมทางไปหา G7 และ G7 สร้างแรงดึงกลับไปหา Cmaj7
นี่คือเหตุผลที่การศึกษา Functional Harmony ช่วยให้ใช้ Lead Sheet ได้ดีขึ้น เพราะเราไม่ได้จำเพียงชื่อคอร์ด แต่เข้าใจบทบาทของคอร์ดในเพลงจริง
ถ้าต้องการมองคอร์ดในเพลงป๊อปให้ลึกขึ้นกว่าแค่ชื่อคอร์ด บทความ Functional Harmony ในเพลงป๊อป จะช่วยอธิบายบทบาทของคอร์ดและแรงดึงในเพลงจริงได้ชัดขึ้น
รู้จัก Chord Quality ที่พบบ่อย
ในการดู Chord Symbol ควรคุ้นเคยกับ Chord Quality ที่พบได้บ่อย เช่น
- Major
- Minor
- Dominant 7
- Major 7
- Minor 7
- Half Diminished
- Diminished
- Suspended
- Altered Chord
ตัวอย่าง Chord Symbol:
Cmaj7
Cm7
C7
Csus4
C7alt
เมื่อเห็นสัญลักษณ์เหล่านี้ ควรพอจะตีความเสียงและอารมณ์ของคอร์ดได้ เช่น Cmaj7 ให้ความรู้สึกนิ่งและเปิดกว่า C7 ส่วน C7 มักมีแรงดึงไปหาคอร์ดอื่นมากกว่า
ถ้าเข้าใจโน้ตในคอร์ดกีต้าร์มาก่อน จะช่วยให้มอง Chord Symbol บน Lead Sheet เป็นเสียงจริงบนเครื่องดนตรีได้เร็วขึ้น ไม่ใช่เห็นเป็นเพียงชื่อคอร์ดให้จับตามรูปทรงเท่านั้น
สำหรับมือกีต้าร์ที่ต้องการเข้าใจว่า Chord Symbol แต่ละตัวประกอบด้วยโน้ตอะไรบ้าง บทความ เจาะลึกเรื่องคอร์ดกีต้าร์ จะช่วยให้เห็นโครงสร้าง 1-3-5 และนำไปต่อยอดกับการอ่านคอร์ดใน Lead Sheet ได้ง่ายขึ้น
อ่าน Form ของเพลงให้เป็นก่อนเริ่มเล่น
นักดนตรีจำนวนมากเล่นผิดเพราะมัวแต่ดูโน้ตและคอร์ด แต่ลืมดู Form ของเพลง
Form คือแผนที่ของเพลง ถ้าไม่รู้ว่ากำลังอยู่ส่วนใดของเพลง ต่อให้อ่านโน้ตถูกหรือจับคอร์ดถูก ก็ยังหลงเพลงได้ง่าย
ก่อนเริ่มเล่น ควรมองภาพรวมของเพลงก่อนว่าเพลงแบ่งเป็นส่วนใดบ้าง และแต่ละส่วนย้อนกลับมาซ้ำตรงไหน
ตัวอย่าง Form ที่พบบ่อย:
Intro → Verse → Chorus → Verse → Chorus → Bridge → Chorus → Outro
หรือในเพลงแจ๊สบางเพลงอาจเจอโครงสร้างแบบนี้:
A A B A
เมื่อรู้ Form แล้ว การเล่นจะมั่นคงขึ้น เพราะเราจะรู้ว่าควรเตรียม Dynamics, Groove และพลังของแต่ละท่อนอย่างไร
สัญลักษณ์ Form ที่พบบ่อยใน Lead Sheet
ใน Lead Sheet มักพบคำหรือสัญลักษณ์เหล่านี้
- Intro
- Verse
- Pre-Chorus
- Chorus
- Bridge
- ท่อนโซโล่
- Outro
- Repeat Sign
- First Ending
- Second Ending
- D.S.
- D.C.
- Coda
สัญลักษณ์เหล่านี้ช่วยย่อกระดาษโน้ตให้สั้นลง แต่ก็ทำให้ผู้เล่นหลงทางได้ง่าย หากไม่ดูเส้นทางของเพลงให้ครบก่อนเริ่มเล่น
วิธีเช็คเส้นทางของเพลงก่อนซ้อม
ก่อนเล่นจริง ให้ใช้ดินสอวงหรือทำเครื่องหมายไว้ที่จุดสำคัญ เช่น
- จุดเริ่มซ้ำ
- ห้องที่ต้องกระโดดข้าม
- First Ending
- Second Ending
- จุดเข้า Coda
- ห้องสุดท้ายของเพลง
วิธีนี้ดูเรียบง่าย แต่ช่วยได้มากเมื่อเล่นกับวง เพราะทุกคนจะมองเส้นทางของเพลงตรงกัน และลดปัญหาคนหนึ่งไป Chorus แต่อีกคนยังอยู่ Verse
วิธีฝึก อ่าน Lead Sheet ให้ใช้ได้จริงกับวงดนตรี
การใช้ Lead Sheet ให้คล่องต้องฝึกมากกว่าการมองโน้ตบนกระดาษ เพราะเป้าหมายจริงคือดูแล้วเล่นได้ ฟังวงได้ และไม่หลง Form
ขั้นที่ 1 อ่านภาพรวมโดยไม่เล่นเครื่องดนตรี
เริ่มจากดูภาพรวมของ Lead Sheet ทั้งแผ่นโดยไม่เล่นเครื่องดนตรีก่อน
ให้ดูว่าเพลงอยู่คีย์อะไร ใช้จังหวะแบบใด มี Form แบบไหน และ Chord Symbol ซ้ำเป็นกลุ่มหรือไม่
ขั้นนี้ช่วยให้เห็นโครงสร้างใหญ่ของเพลงก่อน ไม่ใช่เริ่มเล่นแล้วค่อยแก้ปัญหาระหว่างทาง
ขั้นที่ 2 ร้องหรือเคาะ Rhythm ของ Melody
ลองร้อง Melody เบา ๆ หรือเคาะ Rhythm ตามโน้ตก่อน
เป้าหมายคือเข้าใจ Phrase และ Timing ของทำนอง
อย่าเพิ่งเร่งความเร็ว ให้เน้นความแม่นของ Pulse และ Subdivision ก่อน เพราะถ้า Rhythm ของ Melody ไม่มั่นคง เวลาเล่นกับวงจะหลุด Groove ได้ง่าย
ถ้ายังอ่านค่าจังหวะของโน้ตไม่มั่นใจ ควรทบทวนเรื่อง ตัวเขบ็จ และเครื่องหมายหยุด เพิ่มเติม เพราะจังหวะของ Melody เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเล่นจาก Lead Sheet ตรง Groove มากขึ้น
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์ Chord Progression
จดหรือมองหากลุ่มคอร์ดที่ซ้ำกัน เช่น
ii - V - I
I - vi - IV - V
หรือ Cadence แบบต่าง ๆ
การเห็นโครงสร้างคอร์ดจะช่วยให้จำเพลงได้เร็วขึ้น และทำให้รู้ว่าคอร์ดใดเป็นจุดพัก คอร์ดใดเป็นจุดสร้างแรงดึง และคอร์ดใดกำลังเตรียมพาเพลงไปท่อนถัดไป
ขั้นที่ 4 เล่นพร้อมเมโทรนอม
เมื่อเริ่มเล่นจริง ให้ใช้เมโทรนอมเพื่อเช็ค Timing
ถ้าเล่นแล้วหลุด ให้แยกดูว่าปัญหาเกิดจากอะไร
- Rhythm ยังไม่แม่น
- เปลี่ยนคอร์ดช้า
- มอง Form ไม่ทัน
- ไม่เข้าใจ Repeat Sign
- ยังไม่รู้ตำแหน่งโน้ตบนเครื่องดนตรี
การแยกสาเหตุแบบนี้ทำให้ซ้อมได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะจะรู้ว่าควรแก้เรื่องจังหวะ คอร์ด การอ่านโน้ต หรือการจำโครงสร้างเพลง
ขั้นที่ 5 เล่นกับ Backing Track หรือเดโม
หลังจากเริ่มเล่นได้ในระดับหนึ่ง ให้ลองเล่นกับ Backing Track หรือเดโมเพลง
วิธีนี้ช่วยฝึกหลายอย่างพร้อมกัน เช่น
- Groove
- Timing
- Dynamics
- การฟังคอร์ดในบริบทจริง
- การจับ Form ระหว่างที่เพลงดำเนินต่อเนื่อง
ขั้นนี้ช่วยให้การอ่านโน้ตเพลงสากลเชื่อมกับการเล่นดนตรีจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการอ่านข้อมูลบนกระดาษ
ตัวอย่างการแบ่งบทบาทจาก Lead Sheet ในวงจริง
เมื่อใช้ Lead Sheet กับวงดนตรีจริง นักดนตรีแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเล่นข้อมูลเดียวกันทั้งหมด
นักร้องหรือเครื่องดนตรีที่เล่นแนวหลักควรยึด Melody เป็นแกน เพื่อรักษาทำนองและ Phrase ของเพลงให้ชัด
มือกีต้าร์และคีย์บอร์ดควรดู Chord Symbol เพื่อเลือก Voicing ที่เหมาะกับช่วงเสียง และหลีกเลี่ยงการเล่นทับกันจนเสียงแน่นหรือรกเกินไป
มือเบสควรดู Root Motion และทิศทางของ Harmony เพื่อวางไลน์เบสให้พาเพลงเดินไปข้างหน้า
มือกลองควรดู Form เพื่อวาง Groove, Fill และ Dynamics ให้สัมพันธ์กับ Verse, Chorus และ Bridge
ถ้าทุกคนใช้ Lead Sheet ตามบทบาทของตัวเอง วงจะเล่นเพลงเดียวกันได้แน่นขึ้น แม้ไม่มีโน้ตแยกทุกเครื่องดนตรี
สิ่งที่นักดนตรีมักพลาดเมื่อใช้ Lead Sheet
แม้ Lead Sheet จะดูเรียบง่าย แต่มีจุดที่ทำให้เล่นผิดได้บ่อย โดยเฉพาะเวลาซ้อมกับวงหรือเล่นเพลงที่ยังไม่คุ้น
ข้อผิดพลาดที่พบมากคือ
- มองเฉพาะคอร์ด ไม่สนใจ Melody
- มองเฉพาะ Melody แต่ไม่วิเคราะห์ Harmony
- ไม่ดู Form ก่อนเริ่มเล่น
- ไม่เช็ค Repeat Sign และ Coda
- ไม่ฟังบทบาทของเครื่องดนตรีอื่นในวง
- จำเพลงด้วยสายตาแทนการเข้าใจโครงสร้าง
วิธีแก้คือฝึกมอง Lead Sheet เป็นภาพรวมเสมอ
ก่อนเล่นควรถามตัวเองว่า
เพลงนี้อยู่คีย์อะไร
Melody มี Phrase แบบไหน
คอร์ดหลักเคลื่อนไปทางใด
Form ซ้ำตรงไหน
มีจุดที่ต้องระวังเรื่อง Repeat หรือ Coda หรือไม่
เมื่อเริ่มตอบคำถามเหล่านี้ได้ การเล่นเพลงใหม่จะมั่นคงขึ้นอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้พึ่งความจำเพียงอย่างเดียว แต่เข้าใจโครงสร้างของเพลงจริง ๆ
การใช้ Lead Sheet กับการอัดเดโมและการเรียบเรียงเพลง
Lead Sheet ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการเล่นสด แต่ยังใช้เป็นโครงหลักของการอัดเดโมและการเรียบเรียงเพลงได้ดีมาก
ในการอัดเดโม นักแต่งเพลงอาจเริ่มจาก Melody และ Chord Symbol ก่อน แล้วค่อยพัฒนาเป็น Arrangement เต็มรูปแบบภายหลัง
เมื่อ Melody และ Chord Progression แข็งแรงแล้ว จึงค่อยคิดต่อว่า
- มือกีต้าร์ควรเล่น Strumming หรือ Arpeggio
- คีย์บอร์ดควรใช้ Voicing แบบกว้างหรือแคบ
- มือเบสควรเดินตาม Root หรือเพิ่ม Passing Note
- มือกลองควรเริ่ม Groove เบาหรือเต็มตั้งแต่ต้น
- ท่อน Chorus ควรเพิ่ม Layer อะไรให้พลังมากขึ้น
การมอง Lead Sheet เป็นโครงหลักของเพลงช่วยให้การเรียบเรียงเพลงเป็นระบบขึ้น เพราะทุกการตัดสินใจจะอ้างอิงจาก Melody, Harmony และ Form ไม่ใช่เพิ่มเครื่องดนตรีไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทิศทาง
ลำดับฝึก อ่าน Lead Sheet แบบใช้ได้จริง
ถ้าต้องการฝึกให้เป็นระบบ ลองใช้ลำดับนี้กับเพลงใหม่ทุกเพลง
- ดู Key Signature และ Time Signature
- ดู Form ทั้งเพลงก่อน
- ร้องหรือเคาะ Melody โดยยังไม่เล่นเครื่องดนตรี
- วิเคราะห์ Chord Symbol และหาจุด Cadence
- เช็คความสัมพันธ์ระหว่าง Melody กับคอร์ด
- เล่นช้า ๆ พร้อมเมโทรนอม
- เล่นกับ Backing Track หรือวงจริง
- จดจุดที่หลง Form หรือเปลี่ยนคอร์ดไม่ทัน
- กลับไปซ้อมเฉพาะจุดที่ผิด
วิธีนี้ช่วยให้การฝึกกับ Lead Sheet ไม่กระจัดกระจาย และทำให้รู้ว่าปัญหาจริงอยู่ที่การอ่านโน้ต การตีความคอร์ด การนับจังหวะ หรือการมอง Form
สรุป
การฝึกใช้ Lead Sheet ไม่ใช่แค่การอ่านโน้ตหรือจำชื่อคอร์ด แต่คือการเข้าใจ Melody, Chord Symbol และ Form ให้ทำงานร่วมกันเป็นภาพเดียว เมื่อมองเห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทั้งสามได้ชัดขึ้น ผู้เล่นจะเรียนเพลงใหม่ได้เร็วขึ้น เล่นกับวงได้มั่นใจขึ้น และต่อยอดไปสู่ Functional Harmony การเรียบเรียงเพลง และการอัดเดโมได้เป็นระบบมากขึ้น
หากฝึกอย่างสม่ำเสมอโดยเริ่มจากการดูภาพรวมของเพลง อ่าน Melody เป็น Phrase วิเคราะห์ Chord Symbol เป็นหน้าที่ทาง Harmony และเช็ค Form ก่อนเล่น Lead Sheet จะทำให้การอ่านโน้ตดนตรีสากลเชื่อมกับการเล่นเพลงจริงได้ชัดเจนกว่าเดิม และช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจเพลงทั้งในมุมทำนอง คอร์ด และโครงสร้างไปพร้อมกัน





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น