Natural Harmonics กับ Pinch Harmonics เป็นเทคนิคการสร้างเสียงฮาร์โมนิกบนกีต้าร์ที่อาศัยหลักการสั่นของสายเช่นเดียวกัน แต่มีวิธีเล่นแตกต่างกัน Natural Harmonics ใช้ปลายนิ้วแตะสายเบา ๆ ตรงตำแหน่งที่เหมาะสม ส่วน Pinch Harmonics ใช้ปิ๊กดีดสายแล้วให้ขอบนิ้วโป้งสัมผัสสายอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเสียงฮาร์โมนิกแหลมสูงที่มือกีต้าร์มักเรียกกันว่าเสียงกัดปิ๊ก
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเล่นบนสายเส้นเดิมและกดเฟรตเดียวกัน แต่เมื่อเปลี่ยนจุดดีดหรือจุดที่แตะสาย เสียงที่ได้ก็อาจเปลี่ยนไป บางตำแหน่งให้เสียงฮาร์โมนิกแหลมชัดเจน บางตำแหน่งทำให้คาแรคเตอร์ของเสียงเปลี่ยนไป ขณะที่บางตำแหน่งแทบไม่เกิดเสียงฮาร์โมนิกเลย บทความนี้จะอธิบายสาเหตุของความแตกต่างเหล่านั้น พร้อมแนะนำวิธีจับปิ๊ก การค้นหาจุดที่ทำให้เสียงออกง่าย วิธีฝึกกัดปิ๊กให้ได้เสียงสม่ำเสมอ และการนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับริฟฟ์และโซโล่กีต้าร์
Natural Harmonics กับ Pinch Harmonics ต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างสำคัญของทั้งสองเทคนิคอยู่ที่ วิธีแตะสายและจังหวะที่นิ้วสัมผัสสาย โดยทั้งสองวิธีเกี่ยวข้องกับ Harmonic Node หรือจุดบนสายที่ไม่เคลื่อนที่ หรือเคลื่อนที่น้อยมาก เมื่อสายสั่นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
Natural Harmonics โดยทั่วไปใช้มือที่ทำหน้าที่กดเฟรตแตะสายเปิดเบา ๆ ตรงตำแหน่ง Node จากนั้นใช้มืออีกข้างดีดสาย เมื่อเสียงฮาร์โมนิกดังขึ้นจึงยกนิ้วที่แตะออก เพื่อปล่อยให้เสียงกังวานต่อไป
ส่วน Pinch Harmonics ใช้มือที่จับปิ๊กทำหน้าที่ทั้งดีดสายและแตะสายในการเคลื่อนไหวครั้งเดียว สำหรับผู้เล่นที่ถนัดขวา โดยทั่วไปมือซ้ายจะกดสายลงบนเฟรต ส่วนมือขวาจะใช้ปิ๊กดีดสายแล้วให้ขอบนิ้วโป้งสัมผัสสายอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเสียงฮาร์โมนิก
| ประเด็น | Natural Harmonics | Pinch Harmonics |
|---|---|---|
| วิธีสร้างเสียง | แตะสายเบา ๆ ตรง Node แล้วดีด | ดีดด้วยปิ๊กแล้วใช้ขอบนิ้วโป้งแตะสาย |
| มือที่แตะสาย | โดยทั่วไปเป็นมือที่ใช้กดเฟรต | มือที่จับปิ๊ก |
| ลักษณะการเล่น | มักเล่นบนสายเปิด | มักเล่นบนสายที่กดเฟรต |
| ลักษณะเสียง | ใส กังวาน คล้ายเสียงระฆัง | แหลม คม พุ่ง หรือคล้ายเสียงหวีด |
| ตำแหน่งที่แตะสาย | มีจุดอ้างอิงใกล้เฟรตที่จดจำได้ง่าย | ต้องหาจุดที่สัมพันธ์กับโน้ตที่กด |
| ความยาก | เริ่มฝึกได้ค่อนข้างง่าย | ต้องควบคุมปิ๊ก นิ้วโป้ง และตำแหน่งดีดให้สัมพันธ์กัน |
| การนำไปใช้ | อินโทร เสียงประดับ และสร้างบรรยากาศ | เน้นโน้ตในริฟฟ์และโซโล่ |
ลักษณะเสียงในตารางเป็นเพียงแนวโน้มที่พบได้บ่อย ไม่ได้หมายความว่า Natural Harmonics จะต้องให้เสียงใสเสมอไป หรือ Pinch Harmonics จะต้องเล่นผ่านเสียงแตกเท่านั้น เพราะวิธีเล่น การตั้งค่าแอมป์ และเอฟเฟคที่ใช้ ล้วนส่งผลต่อเสียงที่ได้ยิน
อีกเรื่องที่ควรเข้าใจคือ Pinch Harmonics เป็นเทคนิคหนึ่งในกลุ่ม Artificial Harmonics หรือการสร้างเสียงฮาร์โมนิกโดยใช้จุดสัมผัสที่สัมพันธ์กับโน้ตที่กดอยู่ อย่างไรก็ตาม Artificial Harmonics ยังมีวิธีเล่นอื่นด้วย เช่น Touch Harmonics และ Harp Harmonics ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าใจว่าคำว่า Artificial Harmonics หมายถึงการกัดปิ๊กเพียงอย่างเดียว
ทำไมสายกีต้าร์เส้นเดียวจึงสร้างเสียงฮาร์โมนิกได้หลายระดับ
เมื่อดีดสายกีต้าร์ สายไม่ได้สั่นด้วยความถี่เพียงค่าเดียว แต่สามารถสั่นได้หลายรูปแบบพร้อมกัน การสั่นเหล่านี้ทำให้เสียงมีองค์ประกอบของความถี่หลายค่า โดยความถี่ของ Harmonic แต่ละลำดับจะสัมพันธ์กับความถี่พื้นฐานของสาย
การสั่นแต่ละรูปแบบมีตำแหน่งสำคัญสองชนิด ได้แก่ Node ซึ่งเป็นจุดที่สายไม่เคลื่อนที่ หรือเคลื่อนที่น้อยมาก และ Antinode ซึ่งเป็นบริเวณที่สายเคลื่อนที่มากที่สุดสำหรับรูปแบบการสั่นนั้น
เมื่อใช้นิ้วแตะสายเบา ๆ ตรงตำแหน่ง Node การสัมผัสจะขัดขวางรูปแบบการสั่นที่ต้องมีการเคลื่อนที่ ณ จุดนั้น ขณะที่รูปแบบการสั่นซึ่งมี Node อยู่ตรงตำแหน่งเดียวกันยังสามารถเกิดขึ้นได้ จึงทำให้ Harmonic บางลำดับเด่นขึ้น และอาจได้ยินเป็นเสียงที่สูงกว่าโน้ตปกติ
หากต้องการนำหลักการนี้มาใช้กับกีต้าร์ มีตำแหน่งสำคัญสามอย่างที่ต้องแยกให้ออก
- จุดดีดสาย (Excitation Point): ตำแหน่งที่ปิ๊กหรือนิ้วดีดสายให้เริ่มสั่น มีผลต่อความแรงและสัดส่วนของ Harmonic แต่ละลำดับที่เกิดขึ้น
- จุดแตะสาย (Touch Point): ตำแหน่งที่ใช้นิ้วสัมผัสสายเบา ๆ เพื่อขัดขวางการสั่นบางรูปแบบ และทำให้ Harmonic บางลำดับเด่นขึ้น
- ความยาวสายที่สั่นจริง (Vibrating Length): ระยะของสายที่สามารถสั่นได้ เช่น ระหว่าง Nut กับ Saddle เมื่อเล่นสายเปิด หรือระหว่างเฟรตที่กดกับ Saddle เมื่อเล่นโน้ตบนเฟรต
ตำแหน่งทั้งสามมีความสัมพันธ์กัน แต่ทำหน้าที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนจุดแตะสายอาจทำให้ Harmonic คนละลำดับเด่นขึ้น จนได้ยินเสียงที่มีระดับสูงต่ำหรือ Pitch ต่างกัน ส่วนการเปลี่ยนจุดดีดเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เสียงคมหรือนุ่มขึ้น โดยที่ระดับโน้ตหลักยังคงเดิม
หากต้องการศึกษาเรื่องความถี่พื้นฐาน Fundamental, Partial, Overtone และความสัมพันธ์ของความถี่ต่าง ๆ ภายในเสียง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ หลักการของ Harmonic Series ซึ่งอธิบายพื้นฐานเหล่านี้ไว้แล้ว
สำหรับการฝึกในบทนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ตำแหน่ง Node ไม่ได้อยู่คงที่บนตัวกีต้าร์เสมอไป แต่สัมพันธ์กับความยาวของสายที่กำลังสั่น และ Harmonic ลำดับที่ต้องการสร้าง
Natural Harmonics ใช้จุดแตะสายสร้างเสียงอย่างไร
Natural Harmonics เป็นวิธีที่ช่วยให้เข้าใจเรื่อง Node ได้ง่าย เพราะตำแหน่งที่ใช้สร้างเสียงฮาร์โมนิกบนสายเปิดหลายจุดอยู่ใกล้เฟรตที่เราคุ้นเคย
ลองใช้กีต้าร์ที่จูนสายมาตรฐาน E–A–D–G–B–E แล้วเลือกสาย 3 หรือสาย G ซึ่งเมื่อดีดสายเปิดตามปกติจะได้โน้ต G3
ใช้ปลายนิ้วมือซ้ายแตะสายเบา ๆ บริเวณเหนือแท่งโลหะของเฟรต โดยไม่กดสายลงจนติดเฟรต จากนั้นใช้มือขวาดีดสาย เมื่อได้ยินเสียงฮาร์โมนิกแล้วให้ยกนิ้วที่แตะออกอย่างนุ่มนวล เพื่อปล่อยให้เสียงกังวานต่อไป
การสร้าง Natural Harmonics ต้องแตะสายเบา ๆ เหนือแท่งโลหะของเฟรต โดยไม่กดสายลงจนติดฟิงเกอร์บอร์ด
ลองเปรียบเทียบเสียงจากตำแหน่งต่อไปนี้
| จุดแตะบนสาย G เปิด | Harmonic ที่เด่น | ระดับเสียงโดยประมาณ |
|---|---|---|
| เหนือเฟรต 12 | 2nd Harmonic | G4 |
| เหนือเฟรต 7 | 3rd Harmonic | D5 |
| เหนือเฟรต 5 | 4th Harmonic | G5 |
ตำแหน่งในตารางอยู่ใกล้กับ Node ของสายเปิด โดยเฉพาะจุดเหนือเฟรต 7 ซึ่งให้ 3rd Harmonic ที่มีระดับเสียงสูงกว่าโน้ต D5 ตามระบบ Equal Temperament อยู่เล็กน้อย ระบบดังกล่าวเป็นการแบ่งช่วงเสียงหนึ่งคู่แปดออกเป็น 12 ครึ่งเสียงเท่า ๆ กัน ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในดนตรีสากล
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุก Node จะอยู่ตรงกับเฟรตพอดี และบางตำแหน่งก็เป็น Node ร่วมของ Harmonic หลายลำดับ เสียงที่ได้ยินจึงขึ้นอยู่กับว่า Harmonic ลำดับใดเด่นกว่ากัน
เมื่อลองเล่นทั้งสามตำแหน่ง จะสังเกตได้ว่าแม้ไม่ได้เปลี่ยนสายหรือกดโน้ตใหม่ แต่การเปลี่ยนจุดแตะสายเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ได้ยินเสียงสูงต่ำต่างกัน
สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาวิธีแตะสายและสร้าง Natural Harmonics เพิ่มเติม สามารถดูบทเรียน Show Me: Natural Harmonics ของ Fender Play ซึ่งสอนการเล่นเสียงฮาร์โมนิกจากตำแหน่งเหนือเฟรต 12, 7 และ 5 รวมถึงจุดอื่นบนคอกีต้าร์
หลักการนี้เป็นพื้นฐานของ Pinch Harmonics เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากการใช้มือซ้ายแตะสาย มาเป็นการใช้ขอบนิ้วโป้งของมือที่จับปิ๊กแทน
Pinch Harmonics คืออะไร ทำไมแตะสายด้วยขอบนิ้วโป้งแล้วเกิดเสียงแหลม
Pinch Harmonics หรือเทคนิคกัดปิ๊ก เป็นวิธีสร้างเสียงฮาร์โมนิกโดยใช้ปิ๊กดีดสาย แล้วให้ขอบนิ้วโป้งที่จับปิ๊กสัมผัสสายเบา ๆ ทันทีหลังจากปิ๊กดีดผ่าน
การเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนดูเหมือนเป็นการดีดเพียงครั้งเดียว แต่หากแยกตามหน้าที่แล้ว จะมีขั้นตอนสำคัญสามอย่าง
- ปิ๊กดีดสาย: ทำให้สายเริ่มสั่นและเกิดองค์ประกอบความถี่หลายลำดับ
- ขอบนิ้วโป้งแตะสาย: สัมผัสบริเวณ Node เพื่อขัดขวางการสั่นบางรูปแบบ
- ปล่อยให้สายสั่นต่อ: เมื่อนิ้วโป้งพ้นจากสาย Harmonic ที่ยังมีพลังงานมากพอจะดังต่อไป
การกัดปิ๊กใช้ปลายปิ๊กดีดสายก่อน แล้วให้ขอบนิ้วโป้งสัมผัสสายอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างเสียงฮาร์โมนิก
หากขอบนิ้วโป้งแตะถูกตำแหน่ง และสายมีการสั่นของ Harmonic ลำดับนั้นมากพอ ก็จะได้ยินเสียงฮาร์โมนิกเด่นขึ้นมาแทนเสียงโน้ตปกติ
แต่หากนิ้วโป้งแตะผิดจุด ใช้แรงมากเกินไป หรือปล่อยให้นิ้วโป้งค้างอยู่บนสายนานเกินไป เสียงอาจสั้นลง อับ หรือเงียบไปเลย เพราะนิ้วโป้งขัดขวางการสั่นของสายมากเกินไป
ดังนั้น การกัดปิ๊กไม่ได้หมายถึงการดีดให้แรงที่สุดหรือบีบปิ๊กให้แน่นที่สุด สิ่งสำคัญกว่าคือการควบคุมให้ขอบนิ้วโป้งสัมผัสสายตรงตำแหน่ง และแตะเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ อย่างเหมาะสม
ทำไมเปลี่ยนจุดดีดแล้ว Pinch Harmonics จึงให้เสียงต่างกัน
เมื่อมือกีต้าร์เลื่อนตำแหน่งที่ดีดไปตามความยาวสาย เสียงที่ได้อาจเปลี่ยนไปสองลักษณะ
ลักษณะแรกคือเสียงมีความคมหรือนุ่มต่างกัน เพราะตำแหน่งดีดส่งผลต่อสัดส่วนของ Harmonic ภายในเสียง แม้โน้ตหลักจะยังเป็นตัวเดิม
อีกลักษณะหนึ่งคือขอบนิ้วโป้งย้ายไปสัมผัส Node ของ Harmonic คนละลำดับ ทำให้เสียงฮาร์โมนิกที่เด่นขึ้นมี Pitch หรือระดับเสียงสูงต่ำต่างจากเดิม
ความเปลี่ยนแปลงทั้งสองอย่างอาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่เลื่อนมือดีด ระดับเสียงจะต้องเปลี่ยนตามเสมอไป
ทำไมตำแหน่ง Node จึงเปลี่ยนเมื่อกดเฟรตต่างกัน
เมื่อเล่นสายเปิด ส่วนของสายที่สั่นจะอยู่ระหว่าง Nut หรือส่วนรองรับสายบริเวณหัวกีต้าร์ กับ Saddle หรือส่วนรองรับสายบนสะพานสาย
แต่เมื่อใช้นิ้วกดสายที่เฟรต 7 ส่วนของสายที่สั่นจริงจะเริ่มจากเฟรต 7 ไปจนถึง Saddle แทน
จึงสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้
เมื่อเล่นสายเปิด: Nut → ส่วนของสายที่สั่น → Saddle
เมื่อกดเฟรต 7: เฟรต 7 → ส่วนของสายที่สั่น → Saddle
เมื่อความยาวสายเปลี่ยน ตำแหน่ง Node ของ Harmonic แต่ละลำดับก็เปลี่ยนตามไปด้วย
ตัวอย่างเช่น เมื่อกดสาย G ที่เฟรต 7 จะได้โน้ต D4 หากพิจารณาเฉพาะส่วนของสายระหว่างเฟรต 7 กับ Saddle จะสามารถประมาณตำแหน่ง Node ของ Harmonic บางลำดับได้ดังนี้
- 3rd Harmonic: มี Node ที่ระยะประมาณหนึ่งในสามของความยาวสาย วัดจาก Saddle
- 4th Harmonic: มี Node ที่ระยะประมาณหนึ่งในสี่ของความยาวสาย วัดจาก Saddle
- 5th Harmonic: มี Node ที่ระยะประมาณหนึ่งในห้าของความยาวสาย วัดจาก Saddle
จุดเหล่านี้เป็นเพียงบางตำแหน่งที่สามารถใช้สร้าง Harmonic แต่ละลำดับได้ เพราะ Harmonic หนึ่งลำดับอาจมี Node อยู่หลายจุดตลอดส่วนของสายที่สั่น
สำหรับโน้ต D4 หากคำนวณตามแบบจำลองของสายอุดมคติ 3rd Harmonic จะให้เสียงใกล้ A5 ส่วน 4th Harmonic จะได้เสียง D6
เมื่อเปลี่ยนจากเฟรต 7 ไปกดเฟรต 9 ส่วนของสายที่สั่นจะสั้นลง ทำให้ตำแหน่ง Node เมื่อเทียบกับตัวกีต้าร์เปลี่ยนไปด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจุดที่เคยกัดปิ๊กแล้วได้เสียงชัดบนโน้ตหนึ่ง อาจไม่ให้ผลเหมือนเดิมเมื่อย้ายไปกดอีกเฟรต แม้จะใช้ปิ๊กแบบเดิมและตั้ง Gain เท่าเดิมก็ตาม
ทำไมดีดใกล้ Bridge กับดีดห่างจาก Bridge จึงได้เสียงไม่เหมือนกัน
ตำแหน่งดีดมีผลต่อคาแรคเตอร์เสียงกีต้าร์ โดยทั่วไป การดีดใกล้ Bridge หรือสะพานสายมักให้เสียงที่คมและสว่างกว่า ส่วนการดีดห่างจาก Bridge ออกไปทางคอกีต้าร์อาจให้เสียงที่กลมและนุ่มกว่า
การเลื่อนตำแหน่งดีดไปตามสายกีต้าร์อาจทำให้ความคมและคาแรคเตอร์ของเสียงเปลี่ยนไป แม้ยังเล่นโน้ตเดิม
สำหรับ Pinch Harmonics นอกจากตำแหน่งที่ปิ๊กดีดสายจะเปลี่ยนแล้ว จุดที่ขอบนิ้วโป้งสัมผัสสายก็มักเปลี่ยนตามไปด้วย
ลองเปรียบเทียบสองสถานการณ์ต่อไปนี้
สถานการณ์ A — เปลี่ยนจุดดีด แต่ยังเล่นเป็นโน้ตปกติ
กดโน้ต D4 ค้างไว้ แล้วลองดีดสายบริเวณใกล้ Bridge จากนั้นเลื่อนมือไปดีดใกล้คอกีต้าร์มากขึ้น
สิ่งที่อาจได้ยินคือเสียง D4 ที่มีความคม ความสว่าง และลักษณะเสียงในช่วงเริ่มดีด หรือ Attack แตกต่างกัน แต่ระดับโน้ตหลักยังคงเป็น D4
สถานการณ์ B — เปลี่ยนจุดที่นิ้วโป้งแตะจนได้ Harmonic คนละลำดับ
ยังคงกดโน้ต D4 เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนมาใช้เทคนิค Pinch Harmonics แล้วลองเลื่อนมือไปยังตำแหน่งแตะสายที่ต่างกัน
หากตำแหน่งแรกทำให้ 3rd Harmonic เด่นขึ้น และอีกตำแหน่งทำให้ 4th Harmonic เด่นขึ้น จะได้ยินเสียงฮาร์โมนิกที่มีระดับสูงต่ำต่างกัน ทั้งที่มือซ้ายยังคงกดเฟรตเดิม
อย่างไรก็ตาม หากนิ้วโป้งแตะไม่ตรงกับ Node ที่เหมาะสม หรือ Harmonic ที่ต้องการมีความแรงน้อยเกินไป ก็อาจไม่ได้ยินเสียงฮาร์โมนิกชัดเจน
ดังนั้น เวลาทดลองเลื่อนมือดีด ควรตั้งใจฟังว่าเสียงเปลี่ยนระดับสูงต่ำจริง ๆ หรือเพียงมีความคม ความสว่าง และคาแรคเตอร์ต่างจากเดิม
หากยังแยกไม่ออกว่าเสียงเปลี่ยนระดับสูงต่ำ หรือเพียงมีความคมและคาแรคเตอร์ต่างจากเดิม สามารถฝึกฟังเพิ่มเติมจากบทความ Timbre Ear Training ซึ่งแนะนำวิธีสังเกต Attack และ Harmonics เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างของเสียงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ตำแหน่งปิ๊กอัพมีผลต่อความชัดของเสียง Harmonic อย่างไร
ปิ๊กอัพแม่เหล็กของกีต้าร์ไฟฟ้าทำงานโดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กเมื่อสายกีต้าร์สั่น แล้วเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังแอมป์หรือระบบขยายเสียง
ตำแหน่งของปิ๊กอัพจึงมีผลต่อเสียงที่รับได้ เพราะขณะที่สายสั่น แต่ละตำแหน่งบนสายไม่ได้เคลื่อนที่มากเท่ากัน อีกทั้ง Harmonic แต่ละลำดับยังมีตำแหน่ง Node และ Antinode แตกต่างกันด้วย
หากปิ๊กอัพอยู่ใกล้ Node ของ Harmonic ลำดับใดลำดับหนึ่ง สัญญาณของ Harmonic นั้นอาจเบากว่าเมื่อรับจากบริเวณที่สายสั่นมากกว่า
ในการเล่นจริง ปิ๊กอัพบริเวณ Bridge มักให้เสียงที่คมและชัด เหมาะกับการทดลองฟัง Pinch Harmonics ส่วนปิ๊กอัพบริเวณคอจะให้คาแรคเตอร์และสัดส่วนความถี่ของเสียงแตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม ปิ๊กอัพไม่ได้เป็นตัวกำหนดหรือย้ายตำแหน่ง Node ของสาย และปิ๊กอัพบริเวณ Bridge ก็ไม่ได้ทำให้ Harmonic ทุกลำดับดังที่สุดเสมอไป
วิธีทดลองที่ง่ายที่สุดคือกดโน้ตเดิม กัดปิ๊กที่ตำแหน่งเดิม แล้วลองสลับปิ๊กอัพทีละตำแหน่ง เพื่อฟังว่าเสียงฮาร์โมนิกเปลี่ยนความดังหรือคาแรคเตอร์ไปอย่างไร
วิธีฝึก Pinch Harmonics ให้เสียงออกชัดและเล่นซ้ำได้สม่ำเสมอ
การฝึก Pinch Harmonics ควรเริ่มจากการทำให้เสียงฮาร์โมนิกออกก่อน แล้วค่อยฝึกควบคุมให้เล่นซ้ำได้อย่างแม่นยำ ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการดีดเร็วหรือเปิด Distortion หนัก ๆ
เป้าหมายในช่วงแรกคือการกัดปิ๊กบนโน้ตตัวเดิมให้ได้เสียงฮาร์โมนิกหลายครั้งติดต่อกัน โดยพยายามรักษาตำแหน่งมือและการตั้งค่าอุปกรณ์ให้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด
ขั้นที่ 1 — เลือกสายและโน้ตที่ต้องการฝึก
เริ่มจากกีต้าร์ไฟฟ้าที่จูนสายมาตรฐาน โดยใช้ตำแหน่งต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง
- เลือกสาย 3 หรือสาย G
- กดสายที่เฟรต 7
- โน้ตที่กดคือ D4
- ใช้ปิ๊กดีดสาย
- ตั้ง Gain ในระดับปานกลาง หรือใช้เสียง Clean เพื่อให้ได้ยินรายละเอียดของเสียงชัดเจน
สาย 3 เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับทดลอง เพราะอยู่บริเวณกลางชุดสาย ทำให้มองเห็นตำแหน่งมือดีดและฝึกควบคุมการสัมผัสสายได้สะดวก
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าสาย 3 จะง่ายที่สุดสำหรับทุกคน หากถนัดสาย 4 มากกว่า ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้สาย 4 เฟรต 7 ซึ่งเป็นโน้ต A3 ได้ แต่ต้องค้นหาตำแหน่งแตะสายที่เหมาะกับโน้ตนั้นใหม่ด้วย
ก่อนเริ่มฝึกกัดปิ๊ก ให้ลองดีดโน้ตธรรมดาหลายครั้ง เพื่อเช็คว่าเสียงออกชัด สายไม่เกิดเสียง Buzz หรือเสียงกระทบเฟรตผิดปกติ และมือซ้ายสามารถกดเฟรตได้มั่นคง
ขั้นที่ 2 — ปรับการจับปิ๊กให้ขอบนิ้วโป้งแตะสายได้
การจับปิ๊กสำหรับ Pinch Harmonics ต่างจากการดีดทั่วไปเล็กน้อย เพราะต้องให้ขอบนิ้วโป้งอยู่ใกล้สายมากพอที่จะสัมผัสได้ทันทีหลังจากปิ๊กดีดผ่าน
เริ่มจากจับปิ๊กด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ตามปกติ แล้วขยับปิ๊กเข้ามาในมือเล็กน้อย เพื่อลดส่วนปลายปิ๊กที่ยื่นออกมา
ไม่จำเป็นต้องซ่อนปลายปิ๊กจนเกือบหมด เพียงให้ขอบนิ้วโป้งอยู่ใกล้แนวที่ปิ๊กจะสัมผัสสายก็พอ
เมื่อดีดลงไป ปลายปิ๊กจะสัมผัสและดีดผ่านสายก่อน จากนั้นขอบนิ้วโป้งจะสัมผัสสายตามมาอย่างรวดเร็ว
ให้สังเกตสามเรื่องต่อไปนี้
- ปลายปิ๊กยังสามารถดีดสายได้อย่างชัดเจน
- ขอบนิ้วโป้งอยู่ใกล้สายและสัมผัสสายหลังจากปิ๊กดีดผ่านได้
- หลังจากสัมผัสสายแล้ว นิ้วโป้งไม่ค้างทับสายจนทำให้เสียงหยุด
ไม่จำเป็นต้องบิดข้อมือหรือเกร็งนิ้วมากเกินไป เพราะอาจทำให้ควบคุมปิ๊กได้ยากขึ้น และส่งผลต่อความแม่นยำในการเล่นโน้ตถัดไป
ขั้นที่ 3 — ฝึกแยกเสียงปกติออกจากเสียงกัดปิ๊ก
เริ่มจากกดโน้ต D4 บนสาย 3 เฟรต 7 แล้วดีดตามปกติหนึ่งครั้ง จากนั้นลองดีดซ้ำโดยให้ขอบนิ้วโป้งสัมผัสสายหลังจากปิ๊กดีดผ่าน
ลองฟังความแตกต่างของเสียงที่เกิดขึ้นในสามกรณี
แบบ A — นิ้วโป้งไม่สัมผัสสาย
จะได้ยินเสียงโน้ตปกติ เพราะไม่มีการใช้นิ้วโป้งแตะสายเพื่อทำให้ Harmonic ลำดับใดเด่นขึ้นเป็นพิเศษ
แบบ B — นิ้วโป้งแตะสายพอดีและอยู่ใกล้ Node
อาจได้ยินเสียงฮาร์โมนิกแหลมเด่นออกมา หากตำแหน่งที่แตะตรงกับ Node ของ Harmonic ที่สายกำลังสั่นอยู่
แบบ C — นิ้วโป้งแตะสายแรงหรือนานเกินไป
เสียงอาจสั้น อับ หรือเงียบลง เพราะนิ้วโป้งขัดขวางการสั่นของสายมากเกินไป
ในช่วงแรกยังไม่จำเป็นต้องระบุให้ได้ว่าเสียงฮาร์โมนิกที่เกิดขึ้นเป็นโน้ตอะไร ให้ฝึกฟังความแตกต่างระหว่างเสียงโน้ตปกติ เสียงฮาร์โมนิก และเสียงที่ถูกนิ้วโป้งหยุดไว้ให้ชัดเจนก่อน
เมื่อเริ่มกัดปิ๊กแล้วได้เสียงฮาร์โมนิก จึงค่อยฝึกควบคุมตำแหน่งให้แม่นยำมากขึ้น
ขั้นที่ 4 — เลื่อนมือดีดเพื่อค้นหา Sweet Spot
Sweet Spot ในที่นี้หมายถึงตำแหน่งที่ทำให้กัดปิ๊กแล้วได้เสียงฮาร์โมนิกชัดเจน และสามารถเล่นซ้ำได้ค่อนข้างง่าย
ให้กดสาย 3 เฟรต 7 ค้างไว้ แล้วทดลองตามขั้นตอนต่อไปนี้
- เริ่มดีดบริเวณระหว่าง Bridge Pickup กับ Neck Pickup หรือเลือกบริเวณที่มือดีดได้สะดวก
- ลองกัดปิ๊กหนึ่งครั้ง แล้วฟังว่าได้ยินเสียงฮาร์โมนิกหรือไม่
- หากยังไม่ได้เสียง ให้เลื่อนมือดีดไปตามแนวสายทีละเล็กน้อย
- ทดลองอีกครั้งโดยพยายามใช้มุมปิ๊กและแรงดีดใกล้เคียงเดิม
- เมื่อพบจุดที่เสียงออกชัด ให้ลองกัดปิ๊กซ้ำหลายครั้ง
- จดจำตำแหน่งนั้น โดยใช้ขอบปิ๊กอัพหรือส่วนประกอบบนตัวกีต้าร์เป็นจุดอ้างอิง
การค้นหา Sweet Spot ควรทดลองเลื่อนจุดดีดทีละเล็กน้อย โดยรักษามุมปิ๊กและแรงดีดให้ใกล้เคียงเดิม
ระหว่างค้นหา Sweet Spot ไม่ควรเปลี่ยน Gain, Volume หรือสลับปิ๊กอัพไปพร้อมกัน เพราะจะทำให้แยกไม่ออกว่าเสียงที่เปลี่ยนไปเกิดจากตำแหน่งมือหรือการตั้งค่าอุปกรณ์
อีกวิธีหนึ่งคือดีดโน้ตให้ดังขึ้นก่อน แล้วใช้ปลายนิ้วของมือดีดแตะสายเบา ๆ ตามตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อสังเกตว่าจุดใดทำให้ได้ยินเสียงฮาร์โมนิกชัด จากนั้นจึงลองใช้ปิ๊กและขอบนิ้วโป้งสร้างเสียงที่ตำแหน่งเดียวกัน
เมื่อพบจุดที่เล่นได้ดีแล้ว ให้ลองย้ายจากเฟรต 7 ไปกดเฟรต 9 โดยยังใช้สายเดิม แล้วสังเกตว่าต้องเลื่อนมือดีดเพื่อค้นหาจุดใหม่หรือไม่
การฝึกแบบนี้ช่วยให้เข้าใจว่าการกัดปิ๊กไม่ได้เกิดจากความบังเอิญเพียงอย่างเดียว แต่สามารถฝึกควบคุมตำแหน่งเพื่อให้ได้เสียงตามต้องการได้
หากต้องการเข้าใจวิธีค้นหา Sweet Spot ให้ละเอียดขึ้น สามารถศึกษาบทเรียน Pinch Harmonics with Nick Bowcott ของ Sweetwater ซึ่งอธิบายการหาตำแหน่ง Node การใช้ขอบนิ้วโป้งแตะสาย และการควบคุมจุดดีดเพื่อสร้างเสียงฮาร์โมนิก
ขั้นที่ 5 — เพิ่ม Vibrato และ Bend หลังจากกัดปิ๊กได้แล้ว
เมื่อกัดปิ๊กจนได้เสียงฮาร์โมนิกสม่ำเสมอแล้ว จึงค่อยเพิ่ม Vibrato หรือการขยับสายเพื่อให้ระดับเสียงสั่นขึ้นลงเล็กน้อย
เริ่มจากสร้างเสียงฮาร์โมนิกให้ชัดก่อน แล้วใช้มือซ้ายทำ Vibrato เบา ๆ โดยยังไม่ต้องรีบสั่นให้กว้างหรือเร็ว
ลองฟังว่าเสียงฮาร์โมนิกยังดังต่อเนื่องหรือไม่ และสามารถควบคุมการเปลี่ยนระดับเสียงได้ตามต้องการหรือเปล่า
จากนั้นจึงลองใช้ Bend หรือการดันสายเพื่อเพิ่มระดับเสียง หลังจากสร้าง Pinch Harmonic สำเร็จแล้ว
เมื่อดันสาย ความตึงของสายจะเปลี่ยนไป ส่งผลให้ระดับเสียงของ Harmonic ที่กำลังดังเปลี่ยนตาม
สิ่งสำคัญคือควรฝึกสร้างเสียงฮาร์โมนิกให้ได้ก่อน แล้วจึงเพิ่ม Bend หรือ Vibrato เพื่อให้แยกออกได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการกัดปิ๊กหรือการควบคุมระดับเสียงด้วยมือซ้าย
แบบฝึก Natural Harmonics กับ Pinch Harmonics บนสายกีต้าร์จริง
แบบฝึกต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่แตะสาย เสียงฮาร์โมนิกที่เกิดขึ้น และวิธีนำเทคนิคไปใช้กับการเล่นกีต้าร์จริง
ใช้กีต้าร์ที่จูนมาตรฐาน E–A–D–G–B–E และตั้งระดับเสียงแอมป์ให้ได้ยินชัดโดยไม่ดังเกินไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Gain มากในช่วงแรก
แบบฝึกที่ 1 — เปรียบเทียบ Natural Harmonics บนสายเปิด
เป้าหมาย: ฝึกฟังว่าเมื่อเปลี่ยนจุดแตะสาย Harmonic ที่เด่นขึ้นจะทำให้ได้ยินเสียงสูงต่ำต่างกันอย่างไร
ใช้สาย 3 เปิด ซึ่งมีโน้ตพื้นฐานเป็น G3
เล่นตามลำดับต่อไปนี้
- ดีดสาย G เปิด แล้วฟังเสียง G3
- แตะสายเบา ๆ เหนือเฟรต 12 แล้วดีดให้เกิดเสียง G4
- ย้ายไปแตะเหนือเฟรต 7 แล้วฟังเสียงที่ใกล้ D5
- แตะสายเหนือเฟรต 5 แล้วฟังเสียง G5
- กลับไปเล่น Harmonic เหนือเฟรต 12 อีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบ
พยายามใช้แรงดีดใกล้เคียงกันในแต่ละครั้ง และไม่เปลี่ยนการจูนสายระหว่างฝึก
ให้ตั้งใจฟังความแตกต่างของระดับเสียง มากกว่าสนใจเพียงว่าเสียงใดดังหรือเบากว่า
วิธีเช็คผล: ควรฟังออกว่า Harmonic เหนือเฟรต 12 มีระดับเสียงต่ำกว่า Harmonic ที่เล่นเหนือเฟรต 7 และ 5 หากใช้เครื่องวิเคราะห์ความถี่ช่วยตรวจ ควรดูว่าความถี่ใดเด่นที่สุดในเสียง ไม่ควรใช้เพียงชื่อโน้ตที่เครื่องตั้งสายแสดงเป็นข้อสรุปในทุกกรณี
แบบฝึกที่ 2 — ค้นหา Pinch Harmonics สองตำแหน่งบนโน้ตเดียวกัน
เป้าหมาย: ฝึกสร้างเสียงฮาร์โมนิกต่างระดับ โดยยังคงกดโน้ตตัวเดิม
ใช้สาย 3 เฟรต 7 ซึ่งเป็นโน้ต D4
ก่อนเริ่ม ให้พิจารณาตำแหน่ง Node สองจุดบนส่วนของสายที่สั่นอยู่ระหว่างเฟรต 7 กับ Saddle
| จุดแตะสายโดยประมาณ | Harmonic เป้าหมาย | ระดับเสียงตามแบบจำลอง |
|---|---|---|
| ห่างจาก Saddle ประมาณ 1/3 ของความยาวสาย | 3rd Harmonic | ใกล้ A5 |
| ห่างจาก Saddle ประมาณ 1/4 ของความยาวสาย | 4th Harmonic | D6 |
ระยะเหล่านี้วัดจาก Saddle ย้อนขึ้นไปทางเฟรตที่กด ไม่ได้หมายถึงการกดเฟรต 3 หรือเฟรต 4 บนคอกีต้าร์
เริ่มจากดีดโน้ต D4 ตามปกติหนึ่งครั้ง แล้วลองกัดปิ๊กใกล้ตำแหน่งแรก หากยังไม่ได้เสียง ให้ค่อย ๆ เลื่อนจุดดีดจนพบตำแหน่งที่ทำให้เสียงฮาร์โมนิกเด่นขึ้น
เมื่อพบจุดที่เล่นได้ชัดแล้ว ให้ลองเล่นซ้ำอย่างน้อย 5 ครั้ง เพื่อฝึกจดจำตำแหน่งมือ
จากนั้นเลื่อนไปค้นหาจุดที่สอง โดยยังคงกดโน้ต D4 เหมือนเดิม
ลองเปรียบเทียบว่าเสียงฮาร์โมนิกจากทั้งสองตำแหน่งมีระดับสูงต่ำและคาแรคเตอร์แตกต่างกันอย่างไร
หากตำแหน่งใดยังสร้างเสียงได้ไม่ชัด ไม่ต้องรีบเพิ่มแรงดีดหรือ Gain ให้กลับไปเช็คตำแหน่งนิ้วโป้งและมุมปิ๊กก่อน
วิธีเช็คผล: เมื่อสามารถสร้าง Harmonic ได้ทั้งสองตำแหน่งแล้ว ให้ลองสลับจุดกัดปิ๊กโดยไม่เปลี่ยนเฟรต หากทำให้ Harmonic คนละลำดับเด่นขึ้นได้ ก็จะได้ยินความแตกต่างของระดับเสียงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันตามตำแหน่งดีด ปิ๊กอัพ และลักษณะการสั่นของสาย จึงไม่จำเป็นว่าทุกครั้งที่แตะใกล้ตำแหน่งในตารางจะต้องได้เสียงตามที่ระบุเสมอไป
แบบฝึกที่ 3 — นำ Pinch Harmonics ไปใช้ในริฟฟ์สองห้องเพลง
เป้าหมาย: ฝึกสลับระหว่างโน้ตปกติกับเสียงกัดปิ๊ก โดยยังรักษาจังหวะของริฟฟ์ให้ต่อเนื่อง
แบบฝึกนี้เป็นริฟฟ์ที่แต่งขึ้นเพื่อฝึกเทคนิคโดยเฉพาะ ใช้กีต้าร์จูนมาตรฐาน เล่นในอัตราจังหวะ 4/4 ที่ความเร็วประมาณ 80 BPM
โน้ตที่ใช้มีดังนี้
- สาย 4 เฟรต 5 = G3
- สาย 4 เฟรต 7 = A3
- สาย 3 เฟรต 3 = B♭3
- สาย 3 เฟรต 5 = C4
- สาย 3 เฟรต 7 = D4 ก่อนสร้างเสียง Pinch Harmonic
Guitar TAB — Original Pinch Harmonics Practice Riff
โน้ตทุกตัวในตัวอย่างนี้มีค่าเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น (Eighth Note) และเครื่องหมาย * ใช้ระบุตำแหน่งที่ต้องเล่น P.H. หรือ Pinch Harmonic
นับ: 1 & 2 & 3 & 4 &
ห้อง 1
e|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
B|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
G|---- ---- --5- --7- --7* --5- ---- --7-|
D|--5- --5- ---- ---- ---- ---- --5- ----|
A|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
E|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
นับ: 1 & 2 & 3 & 4 &
ห้อง 2
e|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
B|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
G|---- ---- --5- --7* --5- --3- ---- --7*|
D|--5- --7- ---- ---- ---- ---- --5- ----|
A|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
E|---- ---- ---- ---- ---- ---- ---- ----|
ใน TAB นี้ เครื่องหมาย 7* หมายถึงให้กดสาย 3 เฟรต 7 ตามปกติ แต่ใช้วิธีกัดปิ๊กเพื่อสร้างเสียงฮาร์โมนิก ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนไปกดเฟรตอื่น
ตำแหน่งที่ต้องเล่น P.H. ได้แก่
- ห้องแรก: จังหวะ 3
- ห้องที่สอง: จังหวะ 2 ยก (2&) และจังหวะ 4 ยก (4&)
ในช่วงแรก ให้ใช้ Sweet Spot ตำแหน่งเดียวกันกับโน้ต D4 ทั้งสามจุด เพื่อฝึกให้เสียงฮาร์โมนิกมีความสม่ำเสมอ
เมื่อเล่นได้คล่องแล้ว สามารถลองเปลี่ยนจุดกัดปิ๊กของโน้ตตัวสุดท้าย เพื่อให้ Harmonic อีกลำดับเด่นขึ้นได้ หากสามารถสร้างเสียงนั้นได้จริงบนกีต้าร์ที่ใช้
วิธีเช็คผล: ต้องเล่นโน้ตทั้ง 8 ตัวในแต่ละห้องได้ตรงจังหวะ โดยไม่หยุดมือหรือเสียจังหวะเมื่อถึงโน้ตที่ต้องกัดปิ๊ก
หากยังเล่นไม่ต่อเนื่อง ให้ฝึกริฟฟ์ทั้งหมดด้วยเสียงโน้ตปกติก่อน แล้วค่อยเพิ่ม Pinch Harmonics ทีละตำแหน่ง
กัดปิ๊กแล้วเสียงไม่ออก เกิดจากอะไรและควรเช็คจุดไหนก่อน
ปัญหาที่มือกีต้าร์มักพบคือสามารถดีดโน้ตปกติได้ชัดเจน แต่พอเปลี่ยนมากัดปิ๊กกลับไม่ได้ยินเสียงฮาร์โมนิก บางครั้งเสียงเงียบลงทันที หรือมีเพียงเสียงโน้ตปกติออกมา
การหาสาเหตุควรแยกเป็นสามส่วน ได้แก่ วิธีใช้มือ ตำแหน่งที่แตะสาย และระบบรับหรือขยายสัญญาณเสียง
| อาการหรือสาเหตุ | จุดที่ควรเช็ค | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| ปลายปิ๊กยื่นออกมามากเกินไป | ขอบนิ้วโป้งอยู่ห่างจากสายหรือไม่ | ขยับปิ๊กเข้ามาในมือเล็กน้อย |
| นิ้วโป้งไม่สัมผัสสาย | มุมปิ๊กและตำแหน่งนิ้วโป้ง | ปรับมุมมือให้ขอบนิ้วโป้งสัมผัสสายหลังดีด |
| นิ้วโป้งแตะแรงหรือนานเกินไป | เสียงอับหรือเงียบทันทีหรือไม่ | ลดแรงและแตะให้สั้นลง |
| ดีดไม่ตรง Sweet Spot | เลื่อนจุดดีดแล้วเสียงเปลี่ยนหรือไม่ | ค่อย ๆ เลื่อนมือเพื่อค้นหาจุดที่เหมาะสม |
| เปลี่ยนเฟรตแล้วเสียงไม่ออก | ยังใช้จุดดีดเดิมอยู่หรือไม่ | ค้นหาตำแหน่ง Node ของโน้ตใหม่ |
| เพิ่ม Gain แล้วก็ยังไม่ได้เสียง | สร้าง Harmonic ด้วยมือได้หรือยัง | ฝึกการจับปิ๊กและแตะสายก่อนปรับเอฟเฟค |
| เสียงฮาร์โมนิกเบามาก | Volume, ปิ๊กอัพ และการต่ออุปกรณ์ | เช็คระดับสัญญาณและการตั้งค่าแอมป์ |
แยกให้ออกว่าเป็นปัญหาจากวิธีเล่นหรือตำแหน่งแตะสาย
หากนิ้วโป้งสัมผัสสายแล้วเสียงเงียบลงทันที อาจเป็นเพราะแตะแรงเกินไป หรือปล่อยให้นิ้วโป้งค้างอยู่บนสายนานเกินไป
แต่หากได้ยินเป็นเสียงโน้ตปกติแทบทุกครั้ง ให้ลองเช็คก่อนว่านิ้วโป้งสัมผัสสายจริงหรือไม่ และอยู่ใกล้ Node ที่เหมาะสมหรือเปล่า
หากกัดปิ๊กได้ชัดบนโน้ตหนึ่ง แต่พอย้ายไปกดอีกเฟรตแล้วเสียงไม่ออก ควรลองหาตำแหน่งแตะสายใหม่ก่อนคิดว่าอุปกรณ์มีปัญหา
วิธีเช็คง่าย ๆ คือกลับไปเล่นโน้ตเดิมที่เคยกัดปิ๊กสำเร็จ หากยังได้เสียงฮาร์โมนิกชัดเหมือนเดิม ก็มีแนวโน้มว่าเทคนิคพื้นฐานและระบบขยายเสียงยังทำงานได้ตามปกติ ปัญหาจึงอาจเกิดจากตำแหน่ง Node ของโน้ตใหม่ที่ไม่ตรงกับจุดดีดเดิม
ทำไมกัดปิ๊กแล้วได้เสียงฮาร์โมนิกเบามาก
บางครั้งผู้เล่นสามารถสร้างเสียงฮาร์โมนิกได้แล้ว แต่เสียงที่เกิดขึ้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงรบกวนหรือเสียงเครื่องดนตรีอื่นอยู่รอบข้าง
สาเหตุอาจเกิดจากการดีดที่ทำให้ Harmonic มีความแรงไม่มากพอ ตำแหน่งปิ๊กอัพ หรือการตั้งค่าแอมป์และเอฟเฟคที่ทำให้ความถี่บางช่วงของเสียงไม่เด่น
หากเริ่มได้ยินเสียงฮาร์โมนิกเบา ๆ แล้ว ควรทดลองปรับตำแหน่งดีดและการแตะสายก่อน เพื่อหาจุดที่ทำให้เสียงออกชัดขึ้น
จากนั้นจึงค่อยเช็ค Volume ของกีต้าร์ การเลือกปิ๊กอัพ และระดับสัญญาณในระบบขยายเสียง
ไม่ควรเร่ง Volume จนดังเกินไปเพียงเพื่อให้เสียงกัดปิ๊กชัดขึ้น เพราะการเพิ่มความดังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการแตะสายผิดตำแหน่ง
Gain, Distortion, ปิ๊กอัพ และสายกีต้าร์ มีผลต่อ Pinch Harmonics อย่างไร
แม้ Pinch Harmonics จะเป็นเทคนิคที่พบได้บ่อยในดนตรี Rock และ Metal แต่การสร้างเสียงฮาร์โมนิกไม่จำเป็นต้องใช้ Distortion หรือเสียงแตกเสมอไป
หากดีดและแตะสายในตำแหน่งที่เหมาะสม สายกีต้าร์ก็สามารถสร้างเสียงฮาร์โมนิกได้โดยไม่ต้องพึ่งเอฟเฟค ส่วน Gain, Distortion, ปิ๊กอัพ และแอมป์จะมีผลต่อความดัง ความชัด และคาแรคเตอร์ของเสียงที่เราได้ยิน
Gain และ Distortion ช่วยให้เสียงกัดปิ๊กเด่นขึ้นอย่างไร
Gain เกี่ยวข้องกับระดับการขยายสัญญาณเสียงในแต่ละส่วนของระบบกีต้าร์
เมื่อสัญญาณผ่านวงจร Overdrive หรือ Distortion รูปร่างของสัญญาณจะเปลี่ยนไป ทำให้มีองค์ประกอบความถี่เพิ่มขึ้น และส่งผลต่อคาแรคเตอร์ของเสียงที่ได้ยิน
สำหรับ Pinch Harmonics การใช้ Gain หรือ Distortion ในระดับที่เหมาะสมอาจช่วยให้เสียงฮาร์โมนิกฟังเด่นขึ้น มี Sustain หรือระยะเวลาที่เสียงดังต่อเนื่องมากขึ้น และให้คาแรคเตอร์ที่หนักแน่นกว่าเสียง Clean
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่างเสียงฮาร์โมนิกที่เกิดจากการสั่นของสายโดยตรง กับองค์ประกอบความถี่ที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานของวงจร Distortion
การเปิด Gain สูงจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการแตะสายผิดตำแหน่งโดยตรง หากนิ้วโป้งไม่สัมผัส Node ที่เหมาะสม ก็อาจยังสร้างเสียงฮาร์โมนิกตามต้องการไม่ได้
หากต้องการเข้าใจว่าเอฟเฟคเสียงแตกเปลี่ยน Attack, Harmonics และความชัดของโน้ตอย่างไร สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากบทความ Fuzz กับ Distortion ต่างกันอย่างไร ซึ่งอธิบายผลของเสียงแตกต่อคาแรคเตอร์กีต้าร์และการเล่นริฟฟ์หรือโซโล่
หากต้องการเช็คว่าตนเองกัดปิ๊กได้ถูกต้องหรือไม่ ควรลองฝึกด้วยเสียง Clean หรือ Overdrive อ่อน ๆ เป็นระยะ เพื่อฟังว่าเสียงฮาร์โมนิกเกิดจากการควบคุมมือจริงหรือไม่
ปิ๊กอัพแต่ละตำแหน่งทำให้เสียงต่างกันอย่างไร
ปิ๊กอัพแต่ละตำแหน่งรับการสั่นของสายแตกต่างกัน อีกทั้งตัวปิ๊กอัพเองก็อาจมีการตอบสนองต่อความถี่เสียงไม่เหมือนกันด้วย
เมื่อเปลี่ยนจาก Neck Pickup ไปเป็น Bridge Pickup อาจพบว่า Harmonic บางลำดับมีเสียงชัดขึ้น ขณะที่บางลำดับไม่ได้เด่นขึ้นเท่ากัน
นอกจากนี้ ความสูงของปิ๊กอัพ ลักษณะการพันขดลวด และการตั้งค่า Tone ยังมีผลต่อเสียงที่ได้ยิน
ดังนั้น หากต้องการรู้ว่าปิ๊กอัพตำแหน่งใดเหมาะกับการกัดปิ๊กมากกว่า ควรทดลองเล่นด้วยโน้ตและวิธีดีดเดียวกัน แล้วฟังเปรียบเทียบจริง ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าปิ๊กอัพตำแหน่งใดดีที่สุดสำหรับ Harmonic ทุกลำดับ
สายกีต้าร์และปิ๊กมีผลต่อการกัดปิ๊กหรือไม่
สายกีต้าร์แต่ละชนิดมีความหนา วัสดุ ความตึง และการตอบสนองต่อแรงดีดแตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อเสียงในช่วงเริ่มดีด ระยะเวลาที่เสียงกังวาน และความชัดของ Harmonic บางลำดับ
ส่วนปิ๊กมีผลต่อความรู้สึกขณะดีดและการควบคุมตำแหน่งขอบนิ้วโป้ง ปิ๊กที่มีรูปร่างหรือความหนาต่างกันอาจทำให้ผู้เล่นรู้สึกจับถนัดไม่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนปิ๊กหรือซื้อสายกีต้าร์ใหม่เพียงเพื่อฝึกเทคนิคนี้ หากอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ยังมีสภาพดีและสามารถควบคุมได้
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนคือการฝึกให้มือสร้างเสียงฮาร์โมนิกได้อย่างสม่ำเสมอ และรู้ว่าตำแหน่งใดบนสายทำให้ได้เสียงตามต้องการ
นำ Natural Harmonics กับ Pinch Harmonics ไปใช้กับเพลงจริงอย่างไร
เมื่อเข้าใจวิธีสร้างเสียงฮาร์โมนิกแล้ว ขั้นต่อไปคือการเลือกใช้เทคนิคให้เหมาะกับเพลง ไม่ใช่เพียงเล่นเพื่อให้เกิดเสียงแปลกหรือแสดงความสามารถทางเทคนิคเท่านั้น
Harmonic สามารถใช้เป็นเสียงประดับ ช่วยเน้นจังหวะ หรือทำให้โน้ตสำคัญในท่อนดนตรีเด่นขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะวางเสียงเหล่านั้นไว้ตรงไหนของเพลง
ใช้ Natural Harmonics สร้างบรรยากาศและเพิ่มมิติให้เพลง
Natural Harmonics เหมาะกับท่อนที่ต้องการเสียงใส กังวาน หรือเสียงที่แตกต่างจากการเล่นโน้ตกีต้าร์ตามปกติ
ตัวอย่างเช่น ในอินโทรเพลงช้า สามารถใช้ Natural Harmonics บนสายเปิดเล่นโน้ตที่ปล่อยให้เสียงกังวานอยู่เหนือเสียงคอร์ดของเครื่องดนตรีอื่น
หากเรียบเรียงให้มือเบสเล่นโน้ตพื้นฐานของคอร์ด และกีต้าร์อีกตัวเล่นคอร์ดเบา ๆ เสียง Natural Harmonics ก็อาจช่วยเพิ่มเสียงในช่วงสูง ทำให้เพลงฟังดูมีมิติมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเล่นโน้ตจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เสียงฮาร์โมนิกอาจถูกเครื่องดนตรีอื่นกลบได้ หากมีเครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นเสียงจำนวนมากอยู่ในช่วงเสียงเดียวกัน
จึงควรจัดช่องไฟ ความดัง และความยาวของโน้ตให้เหมาะกับการเรียบเรียงเพลงโดยรวม
ใช้ Pinch Harmonics เน้นโน้ตสำคัญในริฟฟ์
Pinch Harmonics สามารถใช้สร้างความแตกต่างระหว่างโน้ตที่เล่นซ้ำกันได้
ตัวอย่างเช่น หากมีริฟฟ์ที่เล่นโน้ต D4 สองครั้งติดต่อกัน อาจเล่นโน้ตแรกด้วยเสียงปกติ แล้วเปลี่ยนโน้ตที่สองเป็น Pinch Harmonic เพื่อให้เกิดจุดเน้น
แม้มือซ้ายจะกดเฟรตเดิม แต่เสียงฮาร์โมนิกที่เด่นขึ้นอาจทำให้โน้ตครั้งที่สองฟังพุ่งและสะดุดหูมากกว่าเดิม
การใช้ลักษณะนี้ควรสัมพันธ์กับจังหวะและความหนักเบาของเพลง เพราะหากกัดปิ๊กทุกโน้ต ความแตกต่างที่เคยช่วยสร้างจุดเด่นก็อาจลดลง
บางครั้งการเลือกใช้ Pinch Harmonic เพียงโน้ตเดียวในริฟฟ์ อาจช่วยสร้างคาแรคเตอร์ได้ชัดเจนกว่าการใส่เสียงกัดปิ๊กตลอดทั้งท่อน
ใช้ Pinch Harmonics เพิ่มอารมณ์ให้โซโล่
ในการเล่นโซโล่ Pinch Harmonics สามารถช่วยให้โน้ตสำคัญมีเสียงแหลมพุ่ง คล้ายเสียงร้องหรือเสียงหวีด โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ Vibrato และ Bend
ลองนึกถึง Phrase หรือประโยคดนตรีที่เริ่มจากโน้ตสั้นหลายตัว แล้วจบด้วยโน้ตยาวหนึ่งตัว
ผู้เล่นอาจใช้เสียงปกติตลอดช่วงต้นของ Phrase แล้วเลือกกัดปิ๊กที่โน้ตสุดท้าย เพื่อให้ตอนจบของประโยคดนตรีมีความเข้มข้นมากขึ้น
การเล่นโซโล่ในช่วงเฟรตสูงสามารถเพิ่มความเข้มข้นของประโยคดนตรีได้ด้วยการควบคุมเทคนิคและน้ำหนักการเล่น
สิ่งสำคัญคือการเลือกว่าต้องการให้เสียงฮาร์โมนิกทำหน้าที่อะไร เช่น สร้างความตึงเครียด เน้นจุดสูงสุดของโซโล่ หรือทำให้เสียงช่วงท้ายแตกต่างจากโน้ตก่อนหน้า
นอกจากนี้ ยังต้องควบคุม Dynamics หรือความหนักเบาของการเล่นให้เหมาะสม เพราะแม้จะกัดปิ๊กได้เสียงชัด แต่หากเล่นดังหรือเน้นหนักผิดจังหวะ ก็อาจทำให้ประโยคดนตรีฟังไม่เป็นธรรมชาติ
สรุป Natural Harmonics กับ Pinch Harmonics และวิธีเลือกใช้ให้เหมาะกับเสียงที่ต้องการ
เทคนิคฮาร์โมนิกทั้งสองแบบอาศัยหลักการสั่นของสายและตำแหน่ง Harmonic Node เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่วิธีแตะสายและการควบคุมเสียง
Natural Harmonics มักใช้การแตะสายเปิดเบา ๆ ตรง Node ด้วยมือที่ใช้กดเฟรต เหมาะกับการสร้างเสียงใส กังวาน หรือเพิ่มบรรยากาศให้เพลง
ส่วน Pinch Harmonics ใช้ปิ๊กและขอบนิ้วโป้งของมือดีดทำงานร่วมกัน โดยต้องแตะสายให้ตรงกับ Node ที่เหมาะกับโน้ตที่กดอยู่ จึงเหมาะกับการสร้างจุดเน้นในริฟฟ์และเพิ่มอารมณ์ให้โซโล่
สิ่งที่ควรจำคือ การเลื่อนจุดดีดอาจทำให้คาแรคเตอร์เสียงเปลี่ยนไปโดยที่ระดับโน้ตหลักยังเหมือนเดิม แต่ถ้าการเลื่อนมือทำให้ Harmonic คนละลำดับเด่นขึ้น ระดับเสียงที่ได้ยินก็อาจเปลี่ยนตามด้วย
สำหรับการฝึก ควรเริ่มจากกดโน้ตเดียวแล้วค้นหาจุดที่กัดปิ๊กได้เสียงชัด จากนั้นฝึกเล่นซ้ำโดยไม่เปลี่ยน Gain หรือปิ๊กอัพ เมื่อควบคุมเสียงได้แล้วจึงค่อยย้ายไปฝึกโน้ตอื่น และนำไปใช้กับริฟฟ์หรือโซโล่จริง
เมื่อมือกีต้าร์เข้าใจความแตกต่างระหว่างจุดดีด จุดแตะสาย และตำแหน่ง Node ก็จะสามารถควบคุมเสียงฮาร์โมนิกได้แม่นยำขึ้น แทนที่จะอาศัยการกัดปิ๊กแบบลองผิดลองถูกเพียงอย่างเดียว และสามารถเลือกใช้เสียงเหล่านี้เพื่อสร้างคาแรคเตอร์และอารมณ์ให้กับการเล่นดนตรีได้ตามต้องการ






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น