Strophic Form คืออะไร คำตอบคือ รูปแบบเพลงที่นำทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักชุดเดิมมาใช้กับเนื้อร้องหลายบท แม้เนื้อร้องแต่ละบทจะมีข้อความแตกต่างกัน แต่ทำนอง การแบ่งวลี และทางเดินคอร์ดยังคงมีรูปแบบเดิมหรือใกล้เคียงเดิม ผู้ฟังจึงจดจำทำนองที่กลับมาได้ ขณะเดียวกันก็สามารถติดตามเรื่องราวที่ดำเนินต่อไปผ่านเนื้อร้องชุดใหม่
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์โครงสร้างเพลงไม่ได้พิจารณาเพียงว่ามีองค์ประกอบใดซ้ำกันบ้าง เพราะการใช้ทำนองเดิม คอร์ดเดิม หรือกลุ่มโน้ตสั้น ๆ ซ้ำ ไม่ได้หมายความว่าเพลงเหล่านั้นจะมีโครงสร้างประเภทเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการฟังให้ได้ว่า ดนตรีส่วนใดกลับมา ส่วนใดเปลี่ยนไป และการซ้ำที่เกิดขึ้นมีความสำคัญต่อโครงสร้างเพลงมากน้อยเพียงใด หลักการนี้จะช่วยให้เราแยกรูปแบบ Strophic, Through-Composed และ Verse-Chorus ได้อย่างมีเหตุผล
Strophic Form คืออะไร และทำไมต้องฟังสิ่งที่กลับมาก่อนตั้งชื่อท่อน
Strophic Form เป็นรูปแบบเพลงที่นำทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักชุดเดียวกันมาใช้กับเนื้อร้องหลายบท พบได้ในเพลงพื้นบ้าน เพลงร้อง และบทเพลงประเภทอื่นที่ใช้ดนตรีชุดเดิมรองรับเนื้อร้องซึ่งเปลี่ยนไปในแต่ละบท
ตัวอย่างโครงสร้างพื้นฐานมีดังนี้
- เนื้อร้องบทที่ 1 → ดนตรี A
- เนื้อร้องบทที่ 2 → ดนตรี A
- เนื้อร้องบทที่ 3 → ดนตรี A
เมื่อเขียนเป็นแผนผัง จะได้ A–A–A โดยตัวอักษร A แทนทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักที่นำกลับมาใช้ซ้ำ ไม่ได้หมายความว่าเนื้อร้องจะต้องเหมือนกันทุกครั้ง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำอธิบายเรื่อง Strophic Form ใน Open Music Theory ซึ่งอธิบายว่ารูปแบบ AAA เกิดจากการนำท่อนดนตรีหลักกลับมาใช้ซ้ำ และท่อนที่กลับมาอาจมีรายละเอียดแตกต่างจากเดิมได้
ลองนึกถึงเพลงที่มีเนื้อร้องสามบท แต่ละบทเล่าเรื่องราวต่างกัน ขณะที่ทำนอง ความยาวของวลี และทางเดินคอร์ดยังคงเหมือนเดิม ผู้ฟังจะรู้สึกคุ้นเคยกับดนตรี แม้จะได้ยินเนื้อร้องที่แตกต่างจากครั้งก่อนก็ตาม
หลักสำคัญคือ New Words ≠ New Music หรือการเปลี่ยนเนื้อร้องไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนทำนองและโครงสร้างดนตรีตามไปด้วย เพราะเนื้อร้องบทใหม่อาจยังใช้ดนตรีหลักชุดเดิมทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ การวิเคราะห์รูปแบบเพลงจึงไม่ควรเริ่มจากการรีบเรียกแต่ละส่วนว่า Verse หรือ Chorus แต่ควรฟังก่อนว่าทำนองและองค์ประกอบทางดนตรีส่วนใดกลับมา และส่วนใดเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งก่อน
การซ้ำในดนตรีมีหลายระดับ ต้องแยกให้ออกก่อนวิเคราะห์โครงสร้างเพลง
Repetition หมายถึงการนำสิ่งที่เคยปรากฏแล้วกลับมาใช้อีกครั้ง แต่ในการวิเคราะห์ดนตรี เราต้องพิจารณาให้ละเอียดกว่านั้นว่า สิ่งที่ซ้ำเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ หรือเป็นการกลับมาของท่อนดนตรีทั้งท่อน
ตัวอย่างเช่น เพลงหนึ่งอาจใช้ทางเดินคอร์ดเดิมเกือบตลอดเพลง แต่เปลี่ยนทำนองในแต่ละท่อน ส่วนอีกเพลงอาจนำกลุ่มโน้ตสั้น ๆ กลับมาใช้หลายครั้ง ทั้งที่ทำนองส่วนใหญ่และโครงสร้างเพลงเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้วิเคราะห์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น เราสามารถแบ่งลักษณะการซ้ำออกเป็นหกระดับ ดังนี้
1. การซ้ำของเนื้อร้อง (Lyrics Repetition)
เริ่มจากสังเกตว่าเพลงนำเนื้อร้องเดิมกลับมาร้องอีกครั้ง หรือเปลี่ยนเป็นข้อความใหม่
ใน Strophic Form เนื้อร้องแต่ละบทมักแตกต่างกัน แต่ยังใช้ทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักชุดเดิม ดังนั้น การมีเนื้อร้องใหม่จึงไม่ใช่หลักฐานว่าเพลงเริ่มท่อนดนตรีใหม่เสมอไป
2. การซ้ำของทำนอง (Melody Repetition)
ฟังว่าทำนองที่เคยได้ยินกลับมาหรือไม่ โดยสังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ของโน้ต จุดเริ่มต้นของวลี และตำแหน่งที่ทำนองพักหรือจบลง
ทำนองที่กลับมาอาจมีการเพิ่มโน้ตประดับหรือเปลี่ยนโน้ตบางตัว แต่หากยังฟังออกว่าเป็นทำนองเดิม ก็ถือเป็นหลักฐานว่ามีการนำทำนองที่เคยใช้แล้วกลับมาอีกครั้ง
3. การซ้ำของคอร์ด (Harmony Repetition)
สังเกตว่าทางเดินคอร์ดเดิมกลับมาหรือไม่ รวมถึงลำดับการเปลี่ยนคอร์ดมีลักษณะใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้ามากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม การใช้คอร์ดเหมือนกันไม่ได้หมายความว่าทั้งสองช่วงเป็นท่อนดนตรีเดียวกัน เพราะทำนอง จังหวะ และบทบาทของแต่ละท่อนในเพลงอาจแตกต่างกันอย่างชัดเจน
4. การซ้ำของจังหวะและลักษณะเสียงประกอบ (Rhythmic / Textural Repetition)
บางเพลงใช้รูปแบบการเล่นกลอง เบส หรือกีต้าร์คล้ายเดิมในหลายช่วง แม้ทำนองจะเปลี่ยนไป เช่น ใช้จังหวะกลองแบบเดิม แต่เปลี่ยนทำนองร้องและแนวการเล่นของเครื่องดนตรีอื่น
การซ้ำในลักษณะนี้ช่วยให้เพลงมีความต่อเนื่อง แต่การใช้จังหวะหรือดนตรีประกอบเหมือนเดิมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าท่อนดนตรีเดิมกลับมา
5. การกลับมาของท่อนดนตรี (Section Repetition)
การซ้ำในระดับนี้มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์โครงสร้างเพลง เพราะเราต้องพิจารณาว่าท่อนดนตรีขนาดใหญ่ที่เคยได้ยินกลับมาอีกครั้งหรือไม่
ตัวอย่างเช่น เมื่อเพลงดำเนินไปช่วงหนึ่งแล้วกลับเข้าสู่ทำนองและรูปแบบของท่อนก่อนหน้า ผู้ฟังอาจรับรู้ได้ว่าเป็นการกลับมาของท่อนเดิม แม้รายละเอียดการเล่นบางอย่างจะเปลี่ยนไปก็ตาม
6. การกลับมาของรูปแบบดนตรีหลัก (Musical Setting Repetition)
Musical Setting ในบริบทนี้หมายถึงการจัดวางทำนอง การแบ่งวลี คอร์ด จังหวะ และดนตรีประกอบให้สัมพันธ์กับเนื้อร้อง
หากองค์ประกอบหลักเหล่านี้กลับมาใช้กับเนื้อร้องบทใหม่ในรูปแบบเดิมหรือใกล้เคียงเดิม ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนว่าเพลงมีรูปแบบ Strophic
ประเด็นที่ต้องแยกให้ออกคือ การกลับมาของ Motif หรือกลุ่มโน้ตสั้น ๆ ไม่ได้หมายความว่าท่อนดนตรีทั้งท่อนกลับมาด้วย เพราะเพลงอาจนำทำนองเพียงบางส่วนกลับมาใช้ ขณะที่ดนตรีส่วนใหญ่ยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป
Strophic Form คืออะไร เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อร้องกับดนตรี
หัวใจของการวิเคราะห์ Strophic ไม่ใช่การนับว่าเพลงมีเนื้อร้องกี่บท แต่เป็นการพิจารณาว่าเนื้อร้องที่เปลี่ยนไปยังคงใช้ทำนองและรูปแบบดนตรีหลักชุดเดิมอยู่หรือไม่
ลองเลือกฟังเนื้อร้องสองบทที่อยู่คนละช่วงของเพลง แล้วเปรียบเทียบองค์ประกอบต่อไปนี้
- Melody: ทำนองหลักกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่
- Phrase Length: ความยาวและการแบ่งวลีใกล้เคียงเดิมหรือไม่
- Harmony: ทางเดินคอร์ดหลักยังดำเนินไปในรูปแบบเดิมหรือไม่
- Cadence: จุดพักหรือจุดจบของวลีเกิดขึ้นในตำแหน่งใกล้เคียงเดิมหรือไม่
- Accompaniment: รูปแบบการเล่นดนตรีประกอบยังคงใช้แนวทางเดิมหรือไม่
- Lyrics: เนื้อร้องเปลี่ยนไป แต่ทำนองและรูปแบบดนตรียังคงเดิมหรือไม่
การซ้อมร้องกับเปียโนช่วยให้เปรียบเทียบได้ว่า เนื้อร้องแต่ละบทใช้ทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักชุดเดิมหรือไม่
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเพลงมีเนื้อร้องบทละ 8 ห้อง และใช้ทางเดินคอร์ดดังนี้
- ห้อง 1–2: บทที่ 1 ใช้ C → G และบทที่ 2 ใช้ C → G
- ห้อง 3–4: บทที่ 1 ใช้ Am → F และบทที่ 2 ใช้ Am → F
- ห้อง 5–6: บทที่ 1 ใช้ C → G และบทที่ 2 ใช้ C → G
- ห้อง 7–8: บทที่ 1 ใช้ F → C และบทที่ 2 ใช้ F → C
ถ้าทั้งสองบทใช้ทำนองหลัก การแบ่งวลี และตำแหน่งที่ทำนองพักหรือจบลงคล้ายกัน แม้เนื้อร้องจะแตกต่างกันทั้งหมด ก็เป็นหลักฐานที่สนับสนุนว่าเพลงมีรูปแบบ Strophic
อย่างไรก็ตาม ทางเดินคอร์ดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ เราจึงต้องฟังทำนองและองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ไม่ควรตัดสินจากการใช้คอร์ดเหมือนกันเพียงอย่างเดียว
Strophic ไม่จำเป็นต้องเล่นเหมือนเดิมทุกโน้ต
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าเพลงแบบ Strophic ต้องเล่นเหมือนเดิมทุกโน้ต ทุกครั้งที่ทำนองกลับมา
ในความเป็นจริง เนื้อร้องบทถัดไปอาจมีรายละเอียดทางดนตรีเปลี่ยนไป เช่น
- เพิ่ม Ornament หรือโน้ตประดับทำนอง
- เปลี่ยนเครื่องดนตรีที่ใช้เล่นประกอบ
- เพิ่มหรือลดความดังของเสียง
- เปลี่ยน Register หรือช่วงเสียงที่ใช้
- ปรับรูปแบบการเล่นประกอบบางส่วน
- เปลี่ยนรายละเอียดของคอร์ดให้เข้ากับอารมณ์ของเนื้อร้อง
หากทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักยังคงกลับมาในลักษณะที่ผู้ฟังจดจำได้ ก็ยังสามารถวิเคราะห์ว่าเพลงใช้หลักการของ Strophic
ในบางกรณีที่มีการปรับรายละเอียดของดนตรีแต่ละรอบมากขึ้น แต่ยังรักษาทำนองหรือโครงสร้างหลักเดิมไว้ อาจเรียกรูปแบบดังกล่าวว่า Modified Strophic หรือเพลงแบบ Strophic ที่มีการดัดแปลงรายละเอียดในแต่ละรอบ
ดังนั้น การกลับมาของดนตรีเดิมไม่ได้หมายความว่าต้องเล่นเหมือนครั้งก่อนทุกโน้ต แต่ต้องพิจารณาว่าองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังจดจำดนตรีชุดนั้นได้ยังคงอยู่หรือไม่
Through-Composed Form คืออะไร และต่างจาก Strophic อย่างไร
Through-Composed Form เป็นรูปแบบเพลงที่ดนตรีค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามเนื้อร้องหรือเรื่องราว โดยไม่ได้อาศัยการกลับมาของท่อนดนตรีขนาดใหญ่ชุดเดิมเป็นโครงสร้างหลักเหมือน Strophic
กล่าวอีกอย่างคือ เมื่อเนื้อร้องหรือเรื่องราวดำเนินไป ทำนอง คอร์ด และลักษณะของดนตรีอาจเปลี่ยนตาม เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาและอารมณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง
ความแตกต่างสำคัญคือ
- Strophic: เนื้อร้องเปลี่ยน แต่ทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักกลับมา
- Through-Composed: เนื้อร้องหรือเรื่องราวดำเนินต่อไป และดนตรีก็เปลี่ยนแปลงตามเนื้อหาเป็นหลัก
ในเพลงร้องแบบ Through-Composed ดนตรีสามารถพัฒนาไปตามเนื้อร้องและเรื่องราว โดยไม่ต้องนำท่อนใหญ่เดิมกลับมาเป็นโครงสร้างหลัก
ตำรา Open Music Theory ในหัวข้อ Vocal Music: Song Forms อธิบายความแตกต่างของ Strophic, Modified Strophic และ Through-Composed โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อร้องกับดนตรีที่ใช้ประกอบแต่ละบท จึงช่วยให้เห็นหลักการจำแนกรูปแบบเพลงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
Through-Composed สามารถมี Motif ซ้ำได้หรือไม่
ได้ เพราะ Through-Composed ไม่ได้หมายความว่าเพลงจะต้องใช้ทำนองใหม่ทุกโน้ตตั้งแต่ต้นจนจบ หรือห้ามนำแนวคิดทางดนตรีเดิมกลับมาใช้
เพลงรูปแบบนี้ยังสามารถมีองค์ประกอบที่กลับมาซ้ำได้ เช่น
- Motif หรือกลุ่มโน้ตสั้น ๆ ที่เคยได้ยิน
- รูปแบบจังหวะบางช่วง
- ทางเดินคอร์ดที่มีลักษณะคล้ายกัน
- ทำนองสั้น ๆ ที่นำกลับมาเพื่อให้ผู้ฟังนึกถึงช่วงก่อนหน้า
- แนวคิดทางดนตรีที่ช่วยเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ของเพลงเข้าด้วยกัน
สิ่งสำคัญคือ แม้องค์ประกอบเหล่านี้จะกลับมา แต่โครงสร้างหลักของเพลงยังคงพัฒนาไปข้างหน้า โดยไม่ได้อาศัยการกลับมาของท่อนดนตรีขนาดใหญ่ชุดเดิมเป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น เพลงอาจมีกลุ่มโน้ตสี่ตัวปรากฏซ้ำหลายครั้ง แต่แต่ละครั้งถูกนำไปใช้กับทำนองและคอร์ดที่แตกต่างกัน จึงไม่ได้ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าท่อนดนตรีเดิมกลับมาทั้งท่อน
วิธีฟังว่าเพลงมีแนวโน้มเป็น Through-Composed หรือไม่
ลองฟังเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วพิจารณาคำถามต่อไปนี้
- เมื่อเนื้อร้องหรือเรื่องราวเปลี่ยน ดนตรีเปลี่ยนตามหรือไม่
- มีท่อนดนตรีขนาดใหญ่จากช่วงก่อนหน้ากลับมาหรือไม่
- มีแนวทำนองใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด
- ทางเดินคอร์ดและลักษณะของดนตรีประกอบกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางใหม่ หรือกลับมาใช้รูปแบบเดิม
- ระหว่างฟัง เรากำลังรอให้ท่อนเดิมกลับมา หรือกำลังติดตามว่าดนตรีจะเปลี่ยนไปอย่างไรต่อ
หากเพลงนำเสนอและพัฒนาดนตรีใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้ใช้การกลับมาของท่อนใหญ่เดิมเป็นโครงสร้างหลัก ก็มีแนวโน้มเป็น Through-Composed
Strophic Form คืออะไร และต่างจาก Verse-Chorus อย่างไร
หลายคนอาจเข้าใจว่าเพลงที่มี Verse หลายท่อนเป็น Strophic เสมอ แต่ความจริงต้องพิจารณาด้วยว่าเพลงมีท่อนดนตรีประเภทอื่นที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจนหรือไม่
Strophic Form เน้นการนำทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักชุดเดิมกลับมาใช้กับเนื้อร้องแต่ละบท
ส่วน Verse-Chorus Form มีท่อนดนตรีอย่างน้อยสองลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น Verse และ Chorus โดยท่อนเหล่านี้กลับมาปรากฏอีกครั้งตามโครงสร้างของเพลง
ตัวอย่างโครงสร้างมีดังนี้
- Strophic: A → A → A โดยแต่ละ A ใช้ดนตรีหลักชุดเดียวกัน แต่เนื้อร้องอาจเปลี่ยนไป
- Verse-Chorus: A → B → A′ → B โดย A และ B มีลักษณะทางดนตรีแตกต่างกัน ส่วน A′ หมายถึงการกลับมาของ A ที่อาจมีรายละเอียดเปลี่ยนไป
การเปรียบเทียบ Strophic กับ Verse-Chorus ต้องฟังการกลับมาของทำนองและความแตกต่างระหว่างท่อน ไม่ใช่ตัดสินจากชนิดหรือจำนวนเครื่องดนตรี
ดังนั้น การที่ Verse กลับมาอีกครั้งไม่ได้ทำให้เพลงเป็น Strophic โดยอัตโนมัติ เพราะหากเพลงมี Chorus ที่แตกต่างจาก Verse อย่างชัดเจน และ Chorus กลับมาเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้าง เพลงนั้นก็มีลักษณะของ Verse-Chorus Form
หากต้องการศึกษาว่า Verse, Chorus และ Bridge มีหน้าที่อย่างไรในการแต่งเพลง สามารถอ่านเรื่อง โครงสร้างเพลง Verse, Chorus และ Bridge เพิ่มเติมได้ โดยแยกการวางท่อนเพื่อแต่งเพลงออกจากการฟังเพื่อวิเคราะห์รูปแบบเพลง
สำหรับการวิเคราะห์ในบทความนี้ สิ่งที่ต้องสังเกตคือ
- Strophic: ทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักชุดเดิมกลับมาใช้กับเนื้อร้องใหม่
- Verse-Chorus: มีท่อนดนตรีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และมีการกลับมาของ Chorus เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้าง
ทำไมใช้คอร์ดเหมือนกัน จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นท่อนดนตรีเดียวกัน
ในการวิเคราะห์โครงสร้างเพลง Harmony หรือความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดเป็นหลักฐานสำคัญ แต่ไม่ควรใช้ทางเดินคอร์ดเป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว
สมมติว่า Section A และ Section B ใช้ทางเดินคอร์ดเหมือนกัน คือ
C → G → Am → F
หากดูเฉพาะคอร์ด เราอาจคิดว่าทั้งสองท่อนใช้ดนตรีเหมือนกัน แต่เมื่อฟังทำนอง จังหวะ และการแบ่งวลีจริง ๆ อาจพบว่าทั้งสองท่อนมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตัวอย่างทำนองต่างกัน แม้ใช้ทางเดินคอร์ดเดียวกัน
ลองพิจารณาตัวอย่างสมมติในคีย์ C Major โดยใช้เครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะ 4/4 ให้แต่ละคอร์ดมีความยาวหนึ่งห้อง และโน้ตทุกตัวเป็น Quarter Note หรือโน้ตตัวดำ ซึ่งมีความยาวหนึ่งจังหวะในตัวอย่างนี้
Section A ใช้ทางเดินคอร์ด C → G → Am → F และมีทำนองดังนี้
- C: C4–D4–E4–G4
- G: B4–A4–G4–D4
- Am: A4–C5–B4–A4
- F: A4–G4–F4–E4
ทำนองของ Section A มีทั้งการเคลื่อนขึ้นและลง โดยหลายช่วงเคลื่อนไปยังโน้ตที่อยู่ใกล้กัน ทำให้แนวทำนองมีความต่อเนื่องและค่อย ๆ เปลี่ยนระดับเสียง
Section B ใช้ทางเดินคอร์ด C → G → Am → F เช่นเดียวกัน แต่มีทำนองดังนี้
- C: G4–G4–E4–C4
- G: D5–B4–G4–D4
- Am: E5–C5–A4–E4
- F: F4–A4–C5–A4
Section B ใช้คอร์ดชุดเดียวกัน แต่ทำนองมีการกระโดดข้ามช่วงเสียงมากขึ้น และมีจุดเริ่มต้นของแต่ละวลีแตกต่างจาก Section A
เมื่อลองเล่นหรือร้องเปรียบเทียบกัน จะได้ยินว่าทำนองทั้งสองชุดมีลักษณะต่างกัน แม้คอร์ดประกอบจะเหมือนกันทุกห้อง
อย่างไรก็ตาม การมีทำนองต่างกันไม่ได้ยืนยันว่าเป็นท่อนใหม่เสมอไป เพราะบางครั้งอาจเป็นเพียงการดัดแปลงทำนองเดิม เราจึงต้องฟังการแบ่งวลี จังหวะ ลักษณะของดนตรีประกอบ และความสัมพันธ์กับส่วนอื่นของเพลงร่วมด้วย
ข้อสรุปคือ การใช้คอร์ดเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นท่อนดนตรีเดียวกัน
เพิ่มเครื่องดนตรีหรือเปลี่ยนความดัง ไม่ได้แปลว่าโครงสร้างเพลงเปลี่ยนเสมอไป
ลองนึกถึงเพลงที่เนื้อร้องบทแรกมีเพียงเสียงร้องกับกีต้าร์
เมื่อเข้าสู่เนื้อร้องบทที่สอง อาจเพิ่มเสียงเบส กลอง หรือ Backing Vocal ทำให้ดนตรีโดยรวมมีเสียงจากเครื่องดนตรีหลายชิ้นมากขึ้น และฟังดูเต็มขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าทำนอง การแบ่งวลี และโครงสร้างดนตรีหลักยังเหมือนเดิม ก็อาจเป็นการนำดนตรีชุดเดิมกลับมาโดยเปลี่ยนรายละเอียดการเรียบเรียงเท่านั้น
เช่นเดียวกัน การที่เสียงดังขึ้นหรือมีเครื่องดนตรีเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเพลงเข้าสู่ Chorus หรือท่อนใหม่ทันที
เราจึงควรแยกความหมายของสองเรื่องนี้ออกจากกัน
- Form: รูปแบบการจัดท่อนดนตรีและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของเพลง
- Arrangement: การจัดวางเครื่องดนตรี ช่วงเสียง และวิธีเล่นภายในโครงสร้างเพลงนั้น
การเปลี่ยน Arrangement อาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าดนตรีแตกต่างจากเดิมมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า Form จะเปลี่ยนตามทุกครั้ง
เปรียบเทียบ Strophic, Through-Composed และ Verse-Chorus
ทั้งสามรูปแบบมีลักษณะสำคัญที่แตกต่างกัน ดังนี้
- Strophic: ใช้ดนตรีหลักชุดเดิมกับเนื้อร้องบทใหม่ ผู้ฟังจึงคาดหวังการกลับมาของทำนองและโครงสร้างที่คุ้นเคย
- Through-Composed: ดนตรีเปลี่ยนแปลงไปตามเนื้อหาหรือเรื่องราว การกลับมาของท่อนใหญ่เดิมไม่ใช่โครงสร้างหลักของเพลง
- Verse-Chorus: มีท่อนดนตรีต่างลักษณะที่สลับกันกลับมา โดย Chorus มักเป็นท่อนสำคัญที่ผู้ฟังคาดหวังว่าจะได้ยินอีกครั้ง
การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้มองเห็นความแตกต่างโดยรวม แต่ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะเพลงจริงอาจนำลักษณะของหลายรูปแบบมาใช้ร่วมกัน
เมื่อต้องวิเคราะห์เพลงที่มีลักษณะผสม ควรอธิบายสิ่งที่ได้ยินให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงเลือกชื่อ Form ที่เหมาะสมที่สุด
วิธีวิเคราะห์โครงสร้างเพลงด้วย Timeline โดยไม่ต้องรีบตั้งชื่อท่อน
วิธีฝึกที่ช่วยลดการคาดเดาคือการสร้าง Timeline หรือเส้นเวลาของเพลง แล้วใช้ตัวอักษรแทนดนตรีแต่ละส่วนก่อน โดยยังไม่จำเป็นต้องเรียกว่า Verse, Chorus หรือ Bridge
อาจเริ่มจาก A, B, C หรือใช้ชื่อ Material 1, Material 2 และ Material 3 เพื่อแยกดนตรีแต่ละส่วนที่ได้ยินออกจากกัน
ขั้นที่ 1 ฟังเพลงตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อหาจุดที่ดนตรีเปลี่ยนหรือกลับมา
เปิดเพลงฟังตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่หยุดบ่อย เพื่อให้ได้ยินภาพรวมของโครงสร้างก่อน
ระหว่างฟัง ให้จดเวลาที่รู้สึกว่าดนตรีเริ่มเปลี่ยนหรือมีบางส่วนกลับมา เช่น
- 0:00 → เริ่มดนตรีชุดที่ 1
- 0:32 → ดนตรีเริ่มเปลี่ยน
- 1:04 → ได้ยินทำนองที่คุ้นเคยกลับมา
- 1:36 → เริ่มดนตรีอีกลักษณะหนึ่ง
รอบแรกยังไม่ต้องตัดสินว่าจุดเหล่านั้นเป็น Verse หรือ Chorus ให้สังเกตเพียงว่า ช่วงไหนฟังแล้วรู้สึกว่าเคยได้ยินดนตรีลักษณะนี้มาก่อน
ขั้นที่ 2 ย้อนฟังและเปรียบเทียบท่อนที่คิดว่ากลับมา
เลือกช่วงที่สงสัยว่าเป็นดนตรีเดิม แล้วลองฟังเปรียบเทียบกับครั้งแรก
สิ่งที่ควรเช็ค ได้แก่
- ทำนองและทิศทางการเคลื่อนที่ของโน้ต
- ทางเดินคอร์ด
- ความยาวของวลี
- จุดพักหรือจุดจบของทำนอง
- รูปแบบจังหวะ
- ลักษณะของดนตรีประกอบ
- เนื้อร้อง
- เครื่องดนตรีที่ใช้
หากมีบางองค์ประกอบเปลี่ยนไป ให้พิจารณาว่าการเปลี่ยนนั้นเป็นเพียงรายละเอียดเพิ่มเติม หรือแตกต่างมากพอที่จะทำให้รู้สึกว่าเป็นท่อนดนตรีอีกชุดหนึ่ง
ขั้นที่ 3 แยกการเปลี่ยนเนื้อร้องออกจากการเปลี่ยนท่อนดนตรี
ขั้นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในการวิเคราะห์ Strophic
ถ้าเนื้อร้องเปลี่ยน แต่ทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักกลับมาเหมือนเดิม เราอาจกำลังฟังดนตรีชุดเดิมที่ใช้กับเนื้อร้องอีกบทหนึ่ง
แต่ถ้าทำนอง การแบ่งวลี และลักษณะสำคัญของดนตรีเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ก็อาจเป็นการเริ่มท่อนดนตรีใหม่
ขั้นที่ 4 เขียนแผนผังด้วยตัวอักษรก่อนตั้งชื่อ Form
หลังจากฟังและเปรียบเทียบแล้ว อาจได้แผนผัง เช่น
- A → A → A
- A → B → C → D
- A → B → A′ → B
จากนั้นจึงพิจารณาว่าความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนสอดคล้องกับ Form ประเภทใดมากที่สุด
ต้องจำไว้ว่า ตัวอักษร A ไม่ได้หมายถึง Verse และ B ไม่ได้หมายถึง Chorus โดยอัตโนมัติ
ตัวอักษรเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องหมายที่ช่วยให้เราติดตามความสัมพันธ์ของดนตรีแต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปใช้กับโครงสร้างประเภทอื่น เช่น AABA ได้เช่นกัน
การสร้าง Timeline เริ่มจากฟังเพลงและจดช่วงที่ดนตรีเปลี่ยนหรือกลับมา ก่อนตรวจทำนอง คอร์ด และการแบ่งวลีเพื่อยืนยันรูปแบบเพลง
หากต้องการนำความเข้าใจเรื่อง Form ไปใช้กับการเล่นดนตรีจริง สามารถศึกษาเรื่อง การอ่าน Lead Sheet เพื่อฝึกติดตามทำนอง คอร์ด และสัญลักษณ์กำกับท่อนเพลงจากกระดาษโน้ตได้
แบบฝึกฟังเพื่อแยก Form ทั้งสามประเภทด้วยวิธีเดียวกัน
แบบฝึกต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง Timeline สมมติ เพื่อให้เห็นวิธีวิเคราะห์เพลงทั้งสามประเภทโดยใช้หลักการเดียวกัน
ก่อนสรุปผล ควรมองว่าแต่ละกรณีเป็นเพียงตัวอย่างที่มีแนวโน้มจะเข้ากับ Form ประเภทหนึ่ง จนกว่าจะตรวจสอบองค์ประกอบทางดนตรีครบแล้ว
แบบฝึก A — วิเคราะห์เพลงที่มีแนวโน้มเป็น Strophic
สมมติว่าเพลงมี Timeline ดังนี้
- 0:00 → A
- 0:30 → A
- 1:00 → A
- 1:30 → A
สมมติว่าเนื้อร้องเปลี่ยนไปในแต่ละรอบ ให้ฟังเปรียบเทียบว่าทำนอง การแบ่งวลี ทางเดินคอร์ด และโครงสร้างดนตรีหลักกลับมาหรือไม่
ถ้าดนตรีหลักชุดเดิมกลับมาใช้กับเนื้อร้องใหม่อย่างต่อเนื่อง ก็มีหลักฐานสนับสนุนว่าเพลงมีแนวโน้มเป็น Strophic
แบบฝึก B — วิเคราะห์เพลงที่มีแนวโน้มเป็น Through-Composed
สมมติว่าเพลงมี Timeline ดังนี้
- 0:00 → A
- 0:25 → B
- 0:52 → C
- 1:21 → D
- 1:55 → E
อย่าเพิ่งสรุปจากการเห็นตัวอักษรที่แตกต่างกัน เพราะต้องตรวจว่าดนตรีแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ลองฟังว่ามีท่อนใหญ่จากช่วงก่อนหน้ากลับมาหรือไม่ หรือเพลงกำลังนำเสนอและพัฒนาทำนองใหม่ตามลำดับของเรื่องราว
ถ้าดนตรีส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่อเนื่องไปตลอดเพลง แม้จะมี Motif บางส่วนกลับมา ก็อาจจัดเป็น Through-Composed ได้
แบบฝึก C — วิเคราะห์เพลงที่มีแนวโน้มเป็น Verse-Chorus
สมมติว่าเพลงมี Timeline ดังนี้
A → B → A′ → B
ให้ตรวจว่า A กับ B มีทำนองและลักษณะทางดนตรีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนหรือไม่ จากนั้นฟังว่า B กลับมาในฐานะท่อนสำคัญที่ผู้ฟังจดจำได้หรือเปล่า
หากเพลงมีการสลับระหว่างท่อนที่มีลักษณะแตกต่างกัน และมี Chorus กลับมาอย่างชัดเจน ก็มีแนวโน้มเป็น Verse-Chorus
วิธีเช็คว่าการจำแนก Form มีหลักฐานเพียงพอหรือยัง
หลังฟังจบ ให้ลองอธิบายสิ่งที่ได้ยินโดยยังไม่ต้องใช้ชื่อ Form เช่น
- เนื้อร้องเปลี่ยน แต่ทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักกลับมาทุกครั้ง
- เพลงค่อย ๆ เปลี่ยนทำนองและคอร์ดไปตามเรื่องราว แม้มี Motif บางส่วนซ้ำ
- มีท่อนดนตรีสองลักษณะที่แตกต่างกัน และท่อนหนึ่งกลับมาเป็นจุดสำคัญของเพลง
ถ้าสามารถอธิบายลักษณะทางดนตรีได้ชัดเจน แล้วจึงเลือกชื่อ Form ที่สอดคล้องกับสิ่งที่ได้ยิน แสดงว่าการวิเคราะห์มีเหตุผลรองรับมากกว่าการเดาจากชื่อท่อนเพลง
Form แต่ละแบบทำให้ผู้ฟังคาดหวังอะไรต่างกัน
โครงสร้างเพลงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับการวิเคราะห์บนกระดาษ แต่ยังส่งผลต่อความรู้สึกและความคาดหวังของผู้ฟังระหว่างที่เพลงดำเนินไปด้วย
Strophic ทำให้ผู้ฟังคุ้นเคยกับทำนองและโครงสร้างดนตรี
เมื่อทำนองและทางเดินคอร์ดหลักกลับมาเป็นรอบ ผู้ฟังจะเริ่มจดจำการแบ่งวลี ทิศทางการเปลี่ยนคอร์ด และตำแหน่งที่ทำนองพักหรือจบลงได้
เมื่อดนตรีกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยแล้ว ผู้ฟังอาจหันไปสนใจเนื้อร้องใหม่ วิธีถ่ายทอดอารมณ์ หรือรายละเอียดการเล่นที่เปลี่ยนไปในแต่ละรอบมากขึ้น
จึงอาจกล่าวได้ว่า Strophic ช่วยให้ผู้ฟังติดตามเรื่องราวใหม่ผ่านดนตรีที่คุ้นเคย
Through-Composed ทำให้ผู้ฟังติดตามการเปลี่ยนแปลงของดนตรี
ในเพลงแบบ Through-Composed ผู้ฟังอาจไม่ได้รอว่าท่อนเดิมจะกลับมาเมื่อไร แต่สนใจว่าดนตรีจะเปลี่ยนไปทางไหนต่อ
ความสนใจจึงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของเรื่องราว ทำนอง คอร์ด และลักษณะของดนตรีประกอบที่ค่อย ๆ พัฒนาไปตลอดเพลง
Verse-Chorus ทำให้ผู้ฟังคาดหวังการกลับมาของท่อนที่จดจำได้
เมื่อผู้ฟังเริ่มแยกความแตกต่างระหว่าง Verse กับ Chorus ได้แล้ว การกลับมาของ Chorus จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ฟังคาดการณ์ได้มากขึ้น
ความรู้สึกคุ้นเคยนี้เกิดจากการที่เพลงนำท่อนดนตรีที่มีลักษณะเด่นชัดกลับมาอีกครั้ง หลังจากผ่านท่อนอื่นที่แตกต่างกัน
ดังนั้น การวิเคราะห์ Form จึงไม่ได้ดูเพียงว่าผู้ประพันธ์จัดวางท่อนเพลงอย่างไร แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ฟังจดจำอะไรได้ และคาดหวังว่าจะได้ยินอะไรกลับมา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวิเคราะห์โครงสร้างเพลง
- คิดว่าเนื้อร้องใหม่หมายถึงท่อนดนตรีใหม่: ควรเช็คว่าเนื้อร้องชุดใหม่ยังใช้ทำนองและโครงสร้างดนตรีเดิมหรือไม่
- คิดว่า Through-Composed ต้องไม่มีสิ่งใดซ้ำเลย: ต้องแยกการซ้ำของ Motif สั้น ๆ ออกจากการกลับมาของท่อนดนตรีขนาดใหญ่
- เห็น Verse หลายท่อนแล้วสรุปว่าเป็น Strophic: ควรตรวจด้วยว่าเพลงมี Chorus หรือท่อนอื่นที่มีลักษณะทางดนตรีแตกต่างกันและกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหรือไม่
- ใช้ทางเดินคอร์ดเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว: ต้องฟังทำนอง การแบ่งวลี จังหวะ ดนตรีประกอบ และความสัมพันธ์กับท่อนอื่นร่วมด้วย
- คิดว่าการเพิ่มเครื่องดนตรีทำให้เกิดท่อนใหม่เสมอ: บางครั้งเป็นเพียงการเปลี่ยนรายละเอียดการเรียบเรียง โดยยังคงทำนองและโครงสร้างหลักเดิม
- รีบเรียกทุกท่อนว่า Verse หรือ Chorus ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง: ควรใช้ A, B หรือ C แทนดนตรีแต่ละส่วนก่อน แล้วค่อยจำแนกชื่อ Form หลังจากวิเคราะห์ความสัมพันธ์ครบแล้ว
- คิดว่าท่อนเดิมที่กลับมาต้องเหมือนครั้งก่อนทุกโน้ต: ท่อนดนตรีสามารถมีรายละเอียดแตกต่างจากเดิมได้ โดยยังรักษาลักษณะสำคัญที่ทำให้ผู้ฟังจดจำว่าเป็นท่อนเดิม
เพลงจริงอาจมีรูปแบบผสม ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสามประเภทนี้เสมอไป
Strophic, Through-Composed และ Verse-Chorus เป็นรูปแบบสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจการซ้ำและการเปลี่ยนแปลงในเพลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเพลงทุกเพลงจะต้องอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งเท่านั้น
เพลงจริงอาจนำองค์ประกอบหลายรูปแบบมาใช้ร่วมกัน เช่น มีเนื้อร้องหลายบทที่ใช้ทำนองเดิม แต่เพิ่ม Refrain หรือวลีร้องสั้น ๆ ที่กลับมาซ้ำระหว่างบท
บางเพลงอาจใช้ Verse-Chorus เป็นโครงสร้างหลัก แต่มีช่วงหนึ่งที่ทำนองและคอร์ดเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง โดยไม่กลับเข้าสู่ท่อนเดิมทันที
นอกจากนี้ วิธีเรียกและจำแนก Form ยังอาจแตกต่างกันตามบริบทของดนตรี Classical, Art Song, Folk, Popular Music หรือ Jazz
จึงไม่ควรพยายามบังคับให้เพลงทุกเพลงต้องตรงกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งทั้งหมด แต่ควรอธิบายให้ได้ว่าดนตรีมีการซ้ำ การกลับมา และการเปลี่ยนแปลงอย่างไรตลอดทั้งเพลง
สรุป Strophic Form คืออะไร และใช้จำแนกโครงสร้างเพลงอย่างไร
เมื่อเข้าใจหลักการของ Strophic Form แล้ว การวิเคราะห์จะไม่หยุดเพียงการบอกว่าเพลงมีดนตรีซ้ำ แต่จะมองลึกลงไปว่าเนื้อร้องใหม่สัมพันธ์กับทำนองและโครงสร้างดนตรีเดิมอย่างไร รวมถึงการกลับมาของดนตรีนั้นมีความสำคัญต่อโครงสร้างเพลงมากเพียงใด
วิธีวิเคราะห์ที่ควรใช้คือ
ฟังเพลงทั้งเพลง
→ หาท่อนที่กลับมา
→ เปรียบเทียบท่อนต่าง ๆ
→ ตรวจความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อร้องกับดนตรี
→ ใช้รายละเอียดทางดนตรียืนยันผล
เริ่มจากฟังภาพรวมก่อน แล้วจึงตรวจทำนอง คอร์ด การแบ่งวลี จังหวะ และลักษณะของดนตรีประกอบ เพื่อดูว่าส่วนใดเป็นการกลับมาของดนตรีเดิม และส่วนใดเป็นการเปลี่ยนไปสู่ดนตรีใหม่
สรุปความแตกต่างสำคัญได้ดังนี้
- Strophic: นำทำนองและโครงสร้างดนตรีหลักเดิมกลับมาใช้กับเนื้อร้องบทใหม่
- Through-Composed: ดนตรีเปลี่ยนแปลงไปตามเนื้อหาหรือเรื่องราว โดยไม่ได้พึ่งการกลับมาของท่อนใหญ่เดิมเป็นโครงสร้างหลัก
- Verse-Chorus: มีท่อนดนตรีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และมีการกลับมาของ Chorus เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้าง
สิ่งที่ควรจำคือ รูปแบบเพลงไม่ได้เกิดจากชื่อท่อนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่กลับมาและสิ่งที่เปลี่ยนไป
เมื่อฟังออกว่าดนตรีส่วนไหนกลับมา ส่วนไหนเปลี่ยน และผู้ฟังคาดหวังอะไรในแต่ละช่วง เราจะสามารถวิเคราะห์โครงสร้างเพลงได้อย่างมีเหตุผล โดยไม่ต้องอาศัยเพียงชื่อ Verse, Chorus หรือทางเดินคอร์ดเป็นตัวตัดสิน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น