เพลงที่มีเสียงร้องหลักและ Hook ชัดเจนอยู่แล้ว อาจฟังรกขึ้นทันทีเมื่อเติมทำนองรองมากเกินไป หากต้องการ เขียน Counter Melody ให้ช่วยเสริมเพลง สิ่งแรกที่ควรทำจึงไม่ใช่การแต่งทำนองใหม่อีกหนึ่งแนวแล้วเล่นทับเสียงร้อง แต่ควรฟังก่อนว่าเมโลดี้หลักเว้นช่องตรงไหน คำใดสำคัญ และช่วงใดของ Hook ที่ควรโดดเด่นที่สุด จากนั้นจึงค่อยเติมทำนองรองในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อช่วยสานต่ออารมณ์ของเพลงโดยไม่แย่งความสนใจจากเสียงร้องหลัก
เขียน Counter Melody ให้เสริมเสียงร้องหลักต้องเริ่มจากช่องว่าง
Counter Melody หรือทำนองรอง คือแนวทำนองอีกแนวหนึ่งที่ทำหน้าที่สนับสนุนเมโลดี้หลัก อาจเล่นด้วยกีต้าร์ คีย์บอร์ด เครื่องสาย เครื่องเป่า หรือใช้เสียงร้องเสริมในบางช่วงก็ได้ ไม่ว่าจะใช้เครื่องดนตรีหรือเสียงร้อง หลักสำคัญคือทำนองรองต้องไม่เด่นจนทำให้ผู้ฟังสับสนว่าแนวทำนองใดเป็นจุดสำคัญของเพลง
ในเชิงทฤษฎี แนวคิดนี้สัมพันธ์กับหลัก Voice Leading และ Counterpoint ซึ่งศึกษาว่าแนวทำนองตั้งแต่สองแนวขึ้นไปจะเคลื่อนไหวร่วมกันอย่างไร โดยแต่ละแนวยังคงมีความเป็นอิสระและไม่รบกวนหน้าที่ของกันและกัน
หากแยกหน้าที่ของแต่ละส่วนอย่างง่าย สามารถมองได้ดังนี้
- เสียงร้องหลัก = ทำนองที่ผู้ฟังควรติดตามเป็นอันดับแรก
- Hook = จุดเด่นของเพลงที่ควรติดหูและจดจำได้ง่าย
- Counter Melody = ทำนองรองที่เข้ามาเติมช่องว่าง ตอบรับเสียงร้อง หรือช่วยเสริมอารมณ์ของเมโลดี้หลัก
ดังนั้น ก่อนแต่งทำนองรอง ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะใส่โน้ตอะไรดี” แต่ควรถามว่า “ตรงไหนของเสียงร้องยังเหลือพื้นที่ให้ทำนองอีกแนวเข้ามา โดยไม่รบกวนสิ่งที่ผู้ฟังควรจดจำ”
แนวคิดนี้ต่างจากการเพิ่มเสียงประกอบในการเรียบเรียงเพลงโดยทั่วไป เพราะการเรียบเรียงเพลงต้องมองภาพรวมว่าแต่ละท่อนควรเพิ่มหรือลดเครื่องดนตรีอย่างไร แต่เมื่อทำงานกับ Counter Melody เราต้องพิจารณาละเอียดลงไปถึงระดับวลีทำนอง หรือ Phrase ว่าทำนองรองควรเข้าตรงไหน ควรตอบเสียงร้องช่วงใด และควรหยุดเมื่อใด
หากยังไม่แน่ใจว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นควรเข้าหรือเว้นตรงไหนของเพลง การทบทวนเรื่อง เรียบเรียงเดโมเพลงแรก จะช่วยให้เห็นภาพรวมของพื้นที่ในแต่ละท่อน ก่อนลงรายละเอียดว่าทำนองรองควรเข้ามาตรงจุดใด
ขั้นที่ 1 ฟังเมโลดี้หลักก่อนแต่งทำนองรอง
ก่อนหยิบกีต้าร์หรือคีย์บอร์ดมาเล่นทำนองเพิ่ม ลองเปิดเฉพาะเสียงร้องหลักกับคอร์ด แล้วฟังซ้ำหลายรอบโดยยังไม่ต้องรีบเล่นอะไรตาม
ระหว่างฟัง ให้สังเกตอย่างน้อยสามเรื่อง
- เสียงร้องหยุด เว้นหายใจ หรือจบ Phrase ตรงไหน
- คำใดเป็นคำสำคัญของประโยค
- Hook อยู่ตรงคำหรือโน้ตใดของท่อน
สมมติว่าเสียงร้องมีประโยคว่า
“ฉันยังรออยู่ตรงนี้”
ถ้าคำว่า “ตรงนี้” เป็นคำที่ต้องการให้ผู้ฟังจดจำ การให้ทำนองรองเคลื่อนไหวต่อเนื่องตั้งแต่คำว่า “ฉัน” ไปจนถึงคำว่า “ตรงนี้” อาจทำให้ผู้ฟังต้องติดตามทำนองสองแนวพร้อมกันมากเกินไป จนความเด่นของประโยคเสียงร้องลดลง
แต่ถ้าปล่อยให้เสียงร้องจบคำว่า “ตรงนี้” ก่อน แล้วจึงให้ทำนองรองตอบด้วย Phrase สั้น ๆ ผู้ฟังจะได้ยินประโยคหลักอย่างชัดเจนก่อน หลังจากนั้นทำนองรองจึงค่อยเข้ามาช่วยสานต่ออารมณ์ของประโยค
นี่คือเหตุผลที่ Counter Melody ที่ดีมักเริ่มจากการฟัง “ช่องว่าง” มากกว่าการพยายามเติมโน้ตลงไปในทุกช่วงของเพลง
ขั้นที่ 2 เลือกช่องว่างแทนการเล่นทับเสียงร้องตลอด
Counter Melody ไม่จำเป็นต้องปรากฏในทุกห้องเพลง และไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปพร้อมกับเสียงร้องทุกพยางค์
วิธีที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ทันทีคือแนวคิด Call and Response หรือการให้ทำนองแนวหนึ่งนำก่อน แล้วให้อีกแนวหนึ่งตอบกลับ ตัวอย่างเช่น ปล่อยให้เสียงร้องร้องประโยคให้จบก่อน แล้วจึงให้ทำนองรองเข้ามาตอบในช่วงที่เสียงร้องเว้น
ตัวอย่างเสียงร้อง:
“ฉันยังรออยู่ตรงนี้”
Counter Melody: พัก — พัก — พัก — แล้วเล่น Phrase สั้น 3-4 โน้ตหลังคำว่า “ตรงนี้”
หากจำเป็นต้องมีทำนองรองในขณะที่นักร้องยังร้องอยู่ ควรลดการเคลื่อนไหวของทำนองลง เช่น ใช้โน้ตยาวเพียงหนึ่งตัว หรือเล่นโน้ตสั้น ๆ ในจังหวะที่ไม่ชนกับคำสำคัญของเนื้อร้อง
คำว่า “ช่องว่าง” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะช่วงที่ไม่มีเสียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงช่วงที่เสียงร้องไม่ได้กำลังเน้นคำสำคัญ หรือเล่น Phrase ที่ต้องการความสนใจจากผู้ฟังเป็นพิเศษ
Rhythm ของ Counter Melody ควรหลบคำสำคัญของเสียงร้อง
ปัญหาที่ทำให้ทำนองรองฟังรกไม่ได้เกิดจากการเลือกโน้ตผิดเสมอไป หลายครั้งเกิดจากจังหวะของทำนองรองไปซ้อนกับจังหวะสำคัญของเสียงร้อง
ถ้าเสียงร้องมี Syncopation หรือการเน้นจังหวะที่อยู่นอกตำแหน่งเน้นตามปกติ และมีคำสำคัญอยู่ตรงจังหวะนั้น ทำนองรองไม่ควรเข้ามาด้วย Accent หรือการเน้นเสียงที่เด่นกว่าในตำแหน่งเดียวกัน เพราะผู้ฟังจะต้องแบ่งความสนใจไปยังสองแนวทำนองพร้อมกัน
ลองใช้หลักง่าย ๆ ดังนี้
- เสียงร้องเคลื่อนไหวมาก = ทำนองรองควรเคลื่อนไหวน้อยลง
- เสียงร้องพัก = ทำนองรองมีพื้นที่ตอบกลับได้มากขึ้น
- เสียงร้องกำลังเน้นคำสำคัญ = ทำนองรองควรลดความเด่นลง
หลายครั้งเพียงจัดจังหวะของทำนองทั้งสองแนวไม่ให้ชนกัน เพลงก็ฟังโปร่งและชัดขึ้นได้ โดยแทบไม่ต้องเปลี่ยนโน้ตเลย
ขั้นที่ 3 เขียน Counter Melody ด้วย Motif สั้น ๆ
วิธีสร้างทำนองรองที่ควบคุมได้ง่ายคือเริ่มจาก Motif หรือกลุ่มโน้ตสั้น ๆ เพียง 3-5 โน้ต แทนที่จะสร้าง Phrase ที่ยาวใกล้เคียงกับเสียงร้องหลัก
สมมติว่า Hook หลักยาว 2 ห้องเพลง ทำนองรองอาจใช้พื้นที่เพียงครึ่งห้องในช่วงที่เสียงร้องหยุด แล้วจึงกลับมาอีกครั้งในจุดที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็ช่วยเติมรายละเอียดให้เพลงได้แล้ว
ตัวอย่างในคีย์ C Major
ทางเดินคอร์ด: C | Am | F | G
สมมติว่าเสียงร้องหลักมี Phrase ที่เคลื่อนไหวค่อนข้างต่อเนื่อง ทำนองรองอาจใช้เพียง G – E – D แล้วพัก
เมื่อทำนองรองกลับมาอีกครั้ง อาจปรับโน้ตเล็กน้อยเป็น A – G – E แล้วพักอีกครั้ง
การใช้ Phrase สั้นช่วยให้ Counter Melody ทำหน้าที่เป็นสีสันที่ช่วยเสริมเพลง โดยไม่เด่นจนกลายเป็น Hook ใหม่อีกชุดหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ
หากต้องการเข้าใจว่ากลุ่มโน้ตสั้น ๆ สามารถนำไปพัฒนาหรือดัดแปลงต่อได้อย่างไร แนวคิดเรื่อง Melodic Motif สามารถนำมาใช้ต่อยอดได้ แต่ในบริบทนี้ Motif มีหน้าที่ช่วยเสริมเสียงร้อง ไม่ใช่พัฒนาให้กลายเป็นเมโลดี้หลักอีกแนวหนึ่ง
ปรับ Motif เล็กน้อยโดยยังรักษาลักษณะเดิมของทำนอง
Counter Melody ไม่จำเป็นต้องเล่นโน้ตเหมือนเดิมทุกครั้ง เราสามารถเปลี่ยนโน้ตตัวสุดท้าย หรือปรับ Rhythm เล็กน้อยให้เข้ากับคอร์ดที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ทำนองยังคุ้นหูโดยไม่ซ้ำจนแข็งทื่อ
สิ่งที่ควรรักษาไว้คือรูปแบบบางอย่างที่ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกว่ายังเป็นทำนองชุดเดียวกัน เช่น
- ขึ้น 2 โน้ต แล้วลง 1 โน้ต
- เล่นโน้ตซ้ำก่อนกระโดดขึ้น
- เริ่มด้วยโน้ตยาว แล้วจบด้วยโน้ตสั้นสองตัว
ลักษณะการขึ้นลงของทำนองเกี่ยวข้องกับแนวคิด Melodic Contour หรือทิศทางของทำนอง แต่เป้าหมายในที่นี้ไม่ใช่การออกแบบเมโลดี้หลักใหม่ เราเพียงต้องการให้ทำนองรองมีทิศทางของตัวเอง และไม่เคลื่อนตามเสียงร้องทุกจังหวะ
ขั้นที่ 4 เลือกช่วงเสียงไม่ให้ Counter Melody ชนกับนักร้อง
แม้จะเลือกโน้ตที่เข้ากับคอร์ดทุกตัว แต่ถ้าทำนองรองอยู่ใน Register หรือช่วงเสียงใกล้กับนักร้องมากเกินไปตลอดทั้งท่อน เสียงทั้งสองแนวก็อาจฟังเบียดกันได้
สมมติว่าเสียงร้องหลักอยู่ในช่วงเสียงกลาง หากกีต้าร์เล่นทำนองรองอยู่ในช่วงเสียงใกล้เคียงกัน และทำนองทั้งสองแนวยังเคลื่อนไหวพร้อมกัน ผู้ฟังอาจแยกได้ยากว่าเสียงใดควรเป็นจุดเด่น
ลองเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง
- วาง Counter Melody ให้สูงกว่าเสียงร้องอย่างชัดเจน
- วางให้ต่ำกว่าเสียงร้องจนแยกออกจากกันได้ง่าย
- ใช้ช่วงเสียงใกล้กันเฉพาะตอนที่เสียงร้องหยุด
- หากจำเป็นต้องอยู่ในช่วงเสียงใกล้กัน ให้ลดจำนวนโน้ตและเพิ่มช่วงพักระหว่าง Phrase
หลักสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าทำนองรองต้องสูงหรือต่ำกว่าเสียงร้องเสมอ แต่ควรแยกช่วงเสียงออกจากกันมากพอให้ผู้ฟังรับรู้ได้ว่าแต่ละแนวทำนองมีหน้าที่ต่างกัน
ขั้นที่ 5 ใช้ Chord Tone ช่วยให้ทำนองรองเข้ากับคอร์ด
Counter Melody ไม่จำเป็นต้องใช้โน้ตจำนวนมาก โดยเฉพาะ Phrase สั้น ๆ การเลือกโน้ตที่ใช้พักหรือจบ Phrase ให้สัมพันธ์กับคอร์ด จะช่วยให้ทำนองรองกลมกลืนกับ Harmony หรือเสียงประสานของเพลงได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างทางเดินคอร์ด: C | Am | F | G
โน้ตในแต่ละคอร์ดคือ C = C E G, Am = A C E, F = F A C และ G = G B D
สมมติว่าทำนองรองเริ่มตอบในช่วงคอร์ด Am และต้องเชื่อมต่อไปยังคอร์ด F เราอาจใช้ Phrase E – C – A
E และ C เป็น Chord Tone หรือโน้ตในคอร์ด Am ส่วน A สามารถใช้เป็นโน้ตสุดท้ายของ Phrase ได้ และเมื่อคอร์ดเปลี่ยนเป็น F โน้ต A ก็ยังเป็น Chord Tone ของคอร์ด F
การเลือกโน้ตลักษณะนี้ช่วยให้ทำนองเคลื่อนจากคอร์ดหนึ่งไปสู่อีกคอร์ดหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มโน้ตจำนวนมาก
ถ้ายังเลือก Chord Tone ได้ไม่คล่อง ควรทบทวนเรื่องโน้ตในคอร์ดก่อน เพราะเมื่อรู้ว่าแต่ละคอร์ดประกอบด้วยโน้ตใด การเลือกโน้ตพักและโน้ตปลาย Phrase ของทำนองรองจะทำได้ง่ายขึ้น
ส่วนหลักการจากบทเขียนเมโลดี้จากคอร์ดก็นำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน เพียงแต่ครั้งนี้เราไม่ได้สร้างเมโลดี้หลัก แต่กำลังเลือกโน้ตให้ทำนองรองช่วยสนับสนุนเสียงร้อง
Non-Chord Tone ใช้ได้ถ้าพาไปหาโน้ตเป้าหมายอย่างชัดเจน
Counter Melody ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะ Chord Tone เท่านั้น การใช้ Passing Tone หรือโน้ตผ่าน และ Neighbor Tone หรือโน้ตข้างเคียง สามารถช่วยให้ Phrase ฟังลื่นและเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือผู้ฟังควรรู้สึกได้ว่าโน้ตที่อยู่นอกคอร์ดกำลังเคลื่อนไปหาโน้ตใด ไม่ใช่หยุดค้างจนฟังเหมือนหลุดออกจาก Harmony ของเพลง
ตัวอย่างบนคอร์ด C: G – F – E
ในคอร์ด C โน้ต F ไม่ใช่ Chord Tone แต่เมื่อทำนองเคลื่อนจาก G ผ่าน F แล้วลงมาจบที่ E ผู้ฟังจะรับรู้ F เป็นโน้ตผ่านก่อนที่จะลงสู่ E ซึ่งเป็นโน้ตในคอร์ด C
ยิ่งทำนองรองอยู่ในช่วงเสียงใกล้กับนักร้องมากเท่าไร การใช้ Tension หรือเสียงที่ทำให้รู้สึกตึง และการคลี่กลับไปหา Resolution หรือจุดที่เสียงฟังผ่อนคลาย ยิ่งต้องระมัดระวัง เพราะผู้ฟังจะได้ยินความสัมพันธ์ระหว่างทำนองทั้งสองแนวชัดขึ้น
ตัวอย่าง Counter Melody ก่อนและหลังแก้ปัญหาเสียงร้องถูกแย่ง
ลองใช้ประโยคเสียงร้องเดิม “ฉันยังรออยู่ตรงนี้”
แบบที่ทำให้เพลงฟังรก
กีต้าร์เริ่มเล่น Phrase ยาวตั้งแต่คำว่า “ฉัน” แล้วเคลื่อนไหวต่อเนื่องไปพร้อมกับเสียงร้องจนถึงคำว่า “ตรงนี้”
ผลคือทั้งเสียงร้องและกีต้าร์มีทำนองที่เด่นพร้อมกันมากเกินไป ผู้ฟังจึงต้องแบ่งความสนใจระหว่างทำนองสองแนว และคำสำคัญใน Hook อาจไม่เด่นเท่าที่ควร
แบบที่ช่วยเสริมเสียงร้อง
ปล่อยให้เสียงร้องร้องประโยค “ฉันยังรออยู่ตรงนี้” ให้จบก่อน
หลังคำว่า “ตรงนี้” ให้กีต้าร์ตอบด้วย Phrase 3-4 โน้ต เช่น G – A – G – E
อีกวิธีหนึ่งคือใช้โน้ตยาวเพียงหนึ่งตัวที่เข้ากับคอร์ดในขณะนั้น แล้วปล่อยให้เสียงร้องเป็นแนวทำนองที่เคลื่อนไหวมากกว่า
จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าทำนองรองต้องมีโน้ตที่ไพเราะกว่าเดิม แต่อยู่ที่การเลือกจังหวะให้ทำนองรองเข้ามาในตำแหน่งที่ช่วยส่งเสริมเสียงร้อง แทนที่จะรบกวนหรือแย่งความสนใจ
วาง Counter Melody ใน Verse, Pre-Chorus, Chorus และ Outro อย่างไร
Counter Melody ไม่ควรมีความหนาแน่นเท่ากันตลอดทั้งเพลง เพราะ Verse, Pre-Chorus, Chorus และ Outro ต่างมีหน้าที่ของตัวเอง
Verse ใช้น้อยเพื่อเปิดพื้นที่ให้เนื้อร้อง
Verse มักเป็นช่วงที่ใช้เล่าเรื่องหรือบอกข้อมูลสำคัญของเพลง ถ้าใส่ทำนองรองมากเกินไปตั้งแต่ต้น ผู้ฟังอาจให้ความสนใจกับเสียงเครื่องดนตรีมากจนติดตามเนื้อร้องได้ไม่เต็มที่
Verse แรกจึงอาจแทบไม่ต้องมี Counter Melody เลย แล้วค่อยเพิ่ม Phrase สั้น ๆ ใน Verse ถัดไป เพื่อให้เพลงค่อย ๆ พัฒนาโดยไม่ต้องเพิ่มองค์ประกอบจำนวนมาก
Pre-Chorus เริ่มใช้ Motif เพื่อเพิ่มอารมณ์ก่อนเข้า Chorus
Pre-Chorus เป็นช่วงที่เหมาะกับการเริ่มนำ Motif สั้น ๆ เข้ามา เพราะหน้าที่ของท่อนนี้คือค่อย ๆ เพิ่มแรงส่งก่อนเข้าสู่ Chorus
Counter Melody อาจเข้ามาตอบหลังเสียงร้องแต่ละ Phrase หรือค่อย ๆ ขยับสูงขึ้น เพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเพลงกำลังมุ่งเข้าสู่จุดสำคัญ โดยยังไม่ควรเด่นจนกลายเป็น Hook ใหม่
Chorus ต้องระวังไม่ให้ Counter Melody แย่ง Hook
Chorus คือช่วงที่ Hook และเสียงร้องหลักควรได้รับความสนใจมากที่สุด ดังนั้นตำแหน่งของ Counter Melody ในท่อนนี้จึงต้องเลือกอย่างระมัดระวัง
หาก Hook สำคัญอยู่ในช่วงครึ่งแรกของห้อง อาจปล่อยช่วงนั้นให้โล่ง แล้วให้ทำนองรองเข้ามาตอบในช่วงครึ่งหลัง
หลักสำคัญคือเสียงอื่น ๆ ในเพลงควรช่วยให้ผู้ฟังจำส่วนสำคัญของท่อนได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มทำนองอีกแนวจนผู้ฟังไม่รู้ว่าควรจดจำส่วนใด
ก่อนตัดสินใจว่าทำนองรองควรเด่นมากแค่ไหน ควรย้อนเช็คหลักการสร้างท่อนฮุคก่อนว่า คำ โน้ต หรือ Phrase ใดคือจุดจำหลักของเพลง แล้วเปิดพื้นที่ให้ส่วนนั้นเด่นกว่าทำนองรองเสมอ
Outro นำทำนองรองกลับมาเพื่อทิ้งอารมณ์ไว้ท้ายเพลง
เมื่อเสียงร้องหลักจบหน้าที่แล้ว Counter Melody สามารถมีพื้นที่มากขึ้นได้ เช่น นำ Motif ที่เคยตอบเสียงร้องใน Chorus กลับมาเล่นเป็น Phrase ที่ยาวและสมบูรณ์กว่าเดิม
วิธีนี้ช่วยให้ Outro เชื่อมโยงกับสิ่งที่ผู้ฟังเคยได้ยินมาตลอดเพลง แทนที่จะสร้างทำนองใหม่ขึ้นมาในช่วงท้ายจนทำให้รู้สึกว่าเพลงกำลังเริ่มแนวคิดใหม่อีกครั้ง
หากกำลังวางตอนจบของเพลง หลักคิดจากบทเขียนท่อน Outro จะช่วยให้ตัดสินได้ว่าควรนำทำนองเดิมกลับมาใช้มากน้อยเพียงใด จึงจะช่วยทิ้งอารมณ์ของเพลงไว้ได้โดยไม่ทำให้ช่วงจบยืดเยื้อเกินความจำเป็น
เขียน Counter Melody อย่างไรไม่ให้แย่ง Hook
Counter Melody ที่ดีไม่ได้วัดจากความไพเราะเมื่อหยิบมาเล่นเดี่ยว ๆ แต่ต้องพิจารณาว่าเมื่ออยู่ร่วมกับเสียงร้องแล้ว ทำนองรองช่วยให้ส่วนสำคัญของเพลงชัดขึ้นหรือไม่
มีข้อควรระวังหลักดังนี้
- อย่าเล่นทับคำสำคัญของ Hook หากคำใดเป็นคำที่ผู้ฟังควรจดจำ ควรเปิดพื้นที่ให้คำนั้นเด่น และหากจำเป็นต้องมีทำนองรองอยู่ด้วย ก็ควรใช้โน้ตที่เรียบและไม่ดึงความสนใจออกจากเสียงร้อง
- อย่าใช้ Rhythm ที่เด่นกว่าเสียงร้องหลัก เพราะ Phrase ที่มี Syncopation ถี่ หรือมี Accent ชัดมาก อาจดึงความสนใจออกจากนักร้อง แม้ว่าโน้ตทั้งหมดจะเข้ากับคอร์ดก็ตาม
- อย่าทำให้ทำนองรองจำง่ายกว่า Hook หากฟังเพลงเพียงหนึ่งหรือสองรอบแล้วกลับจำ Counter Melody ได้ชัดกว่า Hook หลัก นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าทำนองรองกำลังเด่นเกินหน้าที่
- อย่าใส่ Counter Melody ตลอดทั้งเพลง เพราะพื้นที่ว่างช่วยให้ตอนที่ Counter Melody กลับเข้ามาอีกครั้งรู้สึกเด่นและมีน้ำหนักมากขึ้น
- อย่าใช้ช่วงเสียงเดียวกับนักร้องตลอดเวลา หากทั้งจังหวะและช่วงเสียงของทำนองทั้งสองแนวซ้อนกันมากเกินไป เพลงอาจฟังแน่นและแยกแต่ละแนวได้ยาก แม้ว่าโน้ตทุกตัวจะเข้ากับคอร์ดก็ตาม
วิธีตรวจสอบว่า Counter Melody ใช้ได้จริงหรือกำลังทำให้เพลงรก
หลังแต่งเสร็จ อย่าตรวจสอบเฉพาะตอนเล่น Counter Melody เดี่ยว ๆ เพราะหน้าที่ของทำนองรองต้องพิจารณาจากตอนที่อยู่ร่วมกับเสียงร้องหลัก
ลองตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไปนี้
ปิด Counter Melody แล้วฟังเพลงก่อน
เริ่มจากฟังเฉพาะเสียงร้องกับคอร์ด เพลงควรยังถ่ายทอดอารมณ์ได้ และ Hook ควรโดดเด่นได้ด้วยตัวเอง
ถ้าปิด Counter Melody แล้วรู้สึกว่าเพลงเหมือนขาดทำนองหลักไป อาจแสดงว่าเราให้ทำนองรองรับหน้าที่มากเกินไป
เปิด Counter Melody กลับเข้ามาแล้วเปรียบเทียบ
ลองเปิดเสียงทำนองรองกลับมา แล้วถามตัวเองว่า Hook ชัดขึ้นหรือฟังยากขึ้น
ถ้าทำนองรองช่วยเติมช่วงพักของเสียงร้อง ทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง Phrase ลื่นขึ้น หรือช่วยสานต่ออารมณ์หลังคำสำคัญ โดยที่เสียงร้องยังคงเด่นเหมือนเดิม แสดงว่าทำนองรองกำลังทำหน้าที่ได้ดี
ลองฮัม Hook หลังฟังจบหนึ่งรอบ
หลังฟังเพลงหนึ่งรอบ ลองหยุดเสียงแล้วฮัม Hook หลัก
ถ้ายังจำ Hook ได้ง่าย แสดงว่าลำดับความเด่นของทำนองยังชัดเจน
แต่ถ้ากลับจำ Counter Melody ได้ง่ายกว่า ควรลองลดจำนวนโน้ต ลด Accent ย้ายตำแหน่ง Phrase หรือตัดบางส่วนออก
การลบโน้ตที่ไม่จำเป็นจึงสำคัญพอ ๆ กับการเติมโน้ตใหม่ เพราะทำนองรองที่ดีไม่จำเป็นต้องมีโน้ตมาก แต่ควรเข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม
แบบฝึกสร้างทำนองรองจาก Hook เพียงหนึ่งประโยค
แบบฝึกนี้สามารถใช้กีต้าร์ คีย์บอร์ด หรือเครื่องดนตรีชนิดอื่นที่เล่นทำนองได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องเรียบเรียงทั้งเพลง
แบบฝึกที่ 1 หาช่องว่างของเสียงร้อง
เลือก Hook เพียงหนึ่งประโยค แล้วเขียนเนื้อร้องออกมา
จากนั้นฟังเสียงร้องและทำเครื่องหมายตรงจุดที่นักร้องหยุด เว้นหายใจ หรือลากโน้ตยาวจนเกิดพื้นที่ว่าง
ขั้นนี้ยังไม่ต้องรีบแต่งทำนองรอง เป้าหมายคือฝึกมองหาตำแหน่งที่ทำนองอีกแนวสามารถเข้ามาได้โดยไม่รบกวนเสียงร้อง
แบบฝึกที่ 2 สร้าง Phrase เพียง 3-5 โน้ต
เลือกช่องว่างเพียงหนึ่งจุด แล้วสร้าง Phrase สั้น ๆ จำนวน 3-5 โน้ต
พยายามให้โน้ตตัวแรกหรือตัวสุดท้ายสัมพันธ์กับคอร์ด และอย่าเพิ่งสร้าง Phrase ที่ยาวใกล้เคียงกับ Hook
เป้าหมายของแบบฝึกนี้คือฝึกให้ทำนองรองใช้เฉพาะโน้ตที่จำเป็น
แบบฝึกที่ 3 อัดเสียงแล้วฟังพร้อมเสียงร้อง
เล่นทำนองรองด้วยกีต้าร์หรือคีย์บอร์ด แล้วอัดเสียงพร้อมกับเมโลดี้หลัก
เมื่อฟังย้อนหลัง อย่าตรวจสอบเพียงว่าทำนองรองไพเราะหรือไม่ แต่ให้ฟังว่าเสียงร้องยังเป็นส่วนที่เด่นที่สุดอยู่หรือไม่ และคำสำคัญใน Hook ยังได้ยินชัดเจนเพียงใด
แบบฝึกที่ 4 ลบโน้ตที่ไม่จำเป็นออก
ลองตัดโน้ตออกจาก Phrase ทีละหนึ่งหรือสองตัว
ถ้าตัดแล้วทำนองรองยังทำหน้าที่ได้ครบ แสดงว่าโน้ตเหล่านั้นอาจไม่จำเป็น
ทำซ้ำจนเหลือ Phrase ที่สั้นพอจะเติมช่องว่าง แต่ยังมีลักษณะเฉพาะชัดเจนพอที่จะช่วยให้เพลงมีมิติมากขึ้น
เขียน Counter Melody ให้ดีคือรู้ว่าเมื่อไรควรเล่นและเมื่อไรควรหยุด
หัวใจของการสร้าง Counter Melody ไม่ใช่การทำให้เพลงมีแนวทำนองมากขึ้น แต่คือการเลือกทำนองรองให้เหมาะกับเสียงร้อง เริ่มจากฟังช่องว่าง ใช้ Motif สั้น แยกช่วงเสียง วาง Rhythm ให้หลบคำสำคัญ และเลือก Chord Tone หรือ Target Note ให้สัมพันธ์กับคอร์ดและ Harmony ของเพลง
เมื่อ Counter Melody ทำหน้าที่ได้ดี ผู้ฟังอาจไม่ได้สังเกตโดยตรงว่ามีทำนองรองอยู่ แต่จะรู้สึกว่าเพลงเต็มขึ้นอย่างพอดี ช่วงพักของเสียงร้องยังมีอารมณ์ต่อเนื่อง และ Hook ยังคงเป็นส่วนที่จดจำได้ชัดที่สุด นั่นคือสัญญาณว่าทำนองรองกำลังช่วยให้เมโลดี้หลักเด่นขึ้น แทนที่จะเข้ามาแข่งขันกับเสียงร้อง





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น