Harmonic Rhythm คืออะไร เปลี่ยนคอร์ดตรงไหนแล้วอารมณ์และแรงเคลื่อนของเพลงต่างกันอย่างไร

นักดนตรีฝึก Harmonic Rhythm บนคีย์บอร์ด โดยมีเมโทรนอมและกีต้าร์โปร่งในห้องซ้อม

     ลองเล่น Chord Progression เดียวกันคือ C – Am – F – G หลายรอบ แล้วเปลี่ยนเฉพาะ Harmonic Rhythm รอบแรกให้แต่ละคอร์ดอยู่ 2 ห้อง รอบที่สองให้คอร์ดละ 1 ห้อง และรอบที่สามเปลี่ยนคอร์ดทุก 2 Beats โดยใช้ Tempo เท่าเดิมตลอด คุณจะสังเกตได้ว่า Phrase หรือวลีดนตรีให้ความรู้สึกเคลื่อนไปข้างหน้าไม่เหมือนกัน ทั้งที่ลำดับคอร์ดและความเร็วของเพลงยังเหมือนเดิม


     สิ่งที่เปลี่ยนคือจังหวะเวลาที่คอร์ดแต่ละตัวเข้ามาและระยะเวลาที่คอร์ดนั้นค้างอยู่ แนวคิดนี้จึงไม่ได้ถามเพียงว่าเพลงใช้คอร์ดอะไร แต่ยังถามต่อว่า คอร์ดแต่ละตัวเริ่มตรงไหน อยู่นานเท่าไร และการเปลี่ยน Harmony ในแต่ละช่วงทำให้ Phrase รู้สึกนิ่ง กว้าง เคลื่อนต่อเนื่อง หรือมุ่งเข้าสู่จุดคลี่คลายมากขึ้นอย่างไร


Harmonic Rhythm คืออะไร และต่างจาก Chord Progression ตรงไหน

     แนวคิดนี้หมายถึงอัตราและรูปแบบตามเวลาที่คอร์ดหรือ Harmony เปลี่ยนไป เช่น คอร์ดหนึ่งตัวอาจอยู่ 2 ห้อง อยู่ 1 ห้อง หรือเปลี่ยนเป็นคอร์ดใหม่ทุก 2 Beats


     หากต้องการศึกษาตัวอย่างจากแหล่งอ้างอิงทางวิชาการเพิ่มเติม สามารถดู ตัวอย่างจากตำราทฤษฎีดนตรีเพิ่มเติม ของ University of Puget Sound ซึ่งเปรียบเทียบคอร์ดที่อยู่ 4 Beats กับคอร์ดที่อยู่ 2 Beats ช่วยให้เห็นความแตกต่างของอัตราการเปลี่ยนคอร์ดได้ชัดเจน


     ความแตกต่างสำคัญคือ Chord Progression บอกว่าเพลงใช้คอร์ดอะไรและเรียงคอร์ดอย่างไร ส่วนจังหวะการเปลี่ยน Harmony บอกว่าคอร์ดเหล่านั้นเข้ามาเมื่อไรและแต่ละคอร์ดอยู่นานเท่าไร


     ตัวอย่างเช่น

     C → Am → F → G


     ข้อมูลนี้บอก Chord Progression เพราะเรารู้ว่ามีคอร์ดอะไรบ้างและคอร์ดเหล่านั้นเรียงต่อกันอย่างไร


     แต่ถ้าเพิ่มข้อมูลว่า

     C = 2 Bars
     Am = 2 Bars
     F = 1 Bar
     G = 1 Bar


     เราจะรู้เพิ่มว่าแต่ละคอร์ดอยู่นานเท่าไรก่อนเปลี่ยนไปยังคอร์ดถัดไป นี่คือข้อมูลด้านเวลา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเลือกชื่อคอร์ดและลำดับคอร์ด


     ดังนั้นเวลาวิเคราะห์เพลงควรแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน หากต้องการทบทวนว่าลำดับคอร์ดคืออะไรและคอร์ดแต่ละตัวเรียงต่อกันอย่างไร สามารถอ่านเรื่อง ความรู้เรื่อง Chord Progression เบื้องต้น ก่อน แล้วจึงกลับมาพิจารณาว่าคอร์ดแต่ละตัวในลำดับนั้นอยู่นานเท่าไร


Chord Duration ใน Harmonic Rhythm คือระยะเวลาที่คอร์ดหนึ่งตัวค้างอยู่

     Chord Duration หมายถึงระยะเวลาที่คอร์ดหนึ่งตัวถูกเล่นหรือค้างไว้ ก่อนจะเปลี่ยนไปยังคอร์ดถัดไป


     ลองใช้ลำดับคอร์ดเดิม

     C – Am – F – G


     แล้วเล่นในอัตราจังหวะ 4/4 โดยรักษา Tempo เดิมไว้ตลอดทุกตัวอย่าง


แบบที่ 1 คอร์ดละ 2 ห้อง

     C = 2 Bars
     Am = 2 Bars
     F = 2 Bars
     G = 2 Bars

     ลำดับคอร์ดหนึ่งรอบใช้เวลาทั้งหมด 8 ห้อง


     รูปแบบนี้ทำให้ผู้ฟังมีเวลาได้ยินลักษณะของคอร์ดแต่ละตัวนานขึ้น ทำนองและจังหวะจึงสามารถเปลี่ยนรายละเอียดได้หลายอย่าง ขณะที่คอร์ดรองรับยังคงเดิม


แบบที่ 2 คอร์ดละ 1 ห้อง

     | C | Am | F | G |

     ลำดับคอร์ดหนึ่งรอบใช้เวลา 4 ห้อง


     คอร์ดและลำดับยังเหมือนเดิม แต่ทั้งสี่คอร์ดถูกเล่นครบภายในเวลาครึ่งหนึ่งของแบบแรก ผู้ฟังจึงรับรู้การเคลื่อนจากคอร์ดหนึ่งไปยังอีกคอร์ดหนึ่งได้ถี่ขึ้น


แบบที่ 3 คอร์ดละ 2 Beats

     | C Am | F G |

     ลำดับคอร์ดหนึ่งรอบใช้เวลาเพียง 2 ห้อง


     จุดสำคัญคือ Tempo ยังคงเท่าเดิม และ Beat ยังเดินด้วยความเร็วเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือภายในช่วงเวลาเดียวกันมีการเปลี่ยนคอร์ดเกิดขึ้นมากกว่าเดิม


     เพราะฉะนั้นคำว่า “เพลงเร็วขึ้น” กับ “คอร์ดเปลี่ยนถี่ขึ้น” จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพลงสามารถใช้ Tempo เท่าเดิม แต่เปลี่ยนคอร์ดถี่ขึ้นหรือห่างลงได้

มือผู้เล่นกดคอร์ดบนคีย์บอร์ด ข้างเมโทรนอมและหมุดไม้ที่จัดระยะห่างต่างกัน

อัตราการเปลี่ยน Harmony บอกว่าคอร์ดเปลี่ยนถี่เพียงใด

     Rate of Harmonic Change หรืออัตราการเปลี่ยน Harmony คือการดูว่าภายในช่วงเวลาหนึ่งมีการเปลี่ยนคอร์ดเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด


     ตัวอย่างง่าย ๆ ได้แก่

  • 1 คอร์ดต่อ 2 ห้อง
  • 1 คอร์ดต่อ 1 ห้อง
  • 2 คอร์ดต่อ 1 ห้อง
  • 1 คอร์ดต่อ 1 Beat


     ไม่มีอัตราใดดีกว่าอีกอัตราหนึ่งในทุกสถานการณ์ จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใส่คอร์ดให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกว่าในช่วงนั้นของ Phrase เราต้องการให้ Harmony เคลื่อนมากหรือน้อยเพียงใด


     เมื่อคอร์ดเปลี่ยนห่างขึ้น ผู้ฟังจะมีเวลารับรู้เสียงของคอร์ดเดิมนานขึ้น ขณะเดียวกันทำนอง จังหวะ หรือ Voicing หรือการจัดเสียงภายในคอร์ด ก็สามารถเปลี่ยนรายละเอียดได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคอร์ดใหม่


     เมื่อคอร์ดเปลี่ยนถี่ขึ้น ผู้ฟังจะรับรู้การเคลื่อนจากคอร์ดหนึ่งไปยังอีกคอร์ดหนึ่งต่อเนื่องมากขึ้น จึงมีแนวโน้มทำให้ Phrase รู้สึกเดินหน้าอย่างกระชับกว่าเดิม


     อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความเป็นสูตรว่า “คอร์ดเปลี่ยนช้า = เพลงเศร้า” หรือ “คอร์ดเปลี่ยนเร็ว = เพลงสนุก” เพราะความรู้สึกจริงยังขึ้นอยู่กับ Tempo, Melody, Rhythm, Voicing, Dynamics, รูปแบบดนตรี และหน้าที่ของคอร์ดร่วมกัน


ตำแหน่ง Chord Change ใน Harmonic Rhythm สำคัญพอ ๆ กับความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ด

     การวิเคราะห์จังหวะการเปลี่ยน Harmony ไม่ได้ถามเพียงว่า “เปลี่ยนคอร์ดบ่อยแค่ไหน” แต่ต้องดูด้วยว่า คอร์ดใหม่เข้ามาตรง Beat ใดของห้อง


     สมมติว่าเพลงอยู่ในอัตราจังหวะ 4/4 และใช้เพียง C กับ Am


     แบบแรก

     C เริ่มที่ Beat 1 และอยู่ครบทั้งห้อง
     Am เริ่มที่ Beat 1 ของห้องถัดไป


     ในกรณีนี้คอร์ดเปลี่ยนตรงต้นห้องพอดี จุดเปลี่ยนของ Harmony จึงตรงกับจุดเริ่มต้นของห้องใหม่อย่างชัดเจน


     จากนั้นลองเปลี่ยนเป็น

     C เริ่มที่ Beat 1
     Am เข้ามาตั้งแต่ Beat 3 ของห้องเดียวกัน


     ตอนนี้ Am เข้ามาก่อนถึงห้องใหม่ แม้คอร์ดที่ใช้ยังเป็น C และ Am เหมือนเดิม แต่ Phrase อาจให้ความรู้สึกว่าเริ่มเคลื่อนออกจาก C เร็วขึ้น เพราะ Harmony ใหม่เริ่มขึ้นตั้งแต่กลางห้อง

มือกีต้าร์ฝึก Harmonic Rhythm ด้วยเมโทรนอมและหมุดไม้ เพื่อสังเกตตำแหน่งการเปลี่ยนคอร์ด

     ดังนั้นเวลาแกะเพลงหรืออ่าน Lead Sheet อย่าดูเพียงชื่อคอร์ด ควรสังเกตด้วยว่าคอร์ดใหม่เข้ามาตรง Beat ไหน


     คำถามว่า “ใช้คอร์ดอะไร” กับ “เปลี่ยนคอร์ดตรงไหน” ให้ข้อมูลคนละด้านของเพลง และทั้งสองอย่างมีผลต่อวิธีที่เรารับรู้การเคลื่อนของ Phrase


Harmonic Rhythm แบบสม่ำเสมอกับแบบไม่สม่ำเสมอ

     การเปลี่ยน Harmony ไม่จำเป็นต้องใช้อัตราเดียวกันตลอดทั้ง Phrase


     รูปแบบสม่ำเสมออาจเป็น

     | C | Am | F | G |


     ทุกคอร์ดอยู่ 1 ห้องเท่ากัน ผู้ฟังจึงคาดเดาจังหวะการเปลี่ยนคอร์ดได้ค่อนข้างง่าย เพราะคอร์ดใหม่เข้ามาเป็นช่วง ๆ อย่างสม่ำเสมอ


     แต่เราสามารถทำให้รูปแบบไม่สม่ำเสมอได้ เช่น

     | C | Am |
     | F G | C |


     ช่วงต้น C และ Am อยู่ค่อนข้างนาน แต่เมื่อถึงห้องที่สาม F และ G แบ่งพื้นที่กันคอร์ดละครึ่งห้อง ก่อนกลับมาที่ C


     ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การวิเคราะห์การเคลื่อนของ Harmony ไม่ควรดูเพียงค่าเฉลี่ยว่าหนึ่งคอร์ดอยู่กี่ห้อง เพราะความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ดสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงภายใน Phrase เดียวกันได้


     Phrase หนึ่งอาจเริ่มด้วยคอร์ดที่ค้างนาน แล้วค่อยเพิ่ม Rate of Harmonic Change ในช่วงท้าย หรือทำกลับกัน คือเริ่มด้วยการเปลี่ยนคอร์ดถี่ แล้วปล่อยคอร์ดสุดท้ายค้างไว้นานขึ้น


     ดังนั้นสิ่งที่ควรฟังไม่ใช่เพียงว่า “คอร์ดเปลี่ยนเร็วหรือช้า” แต่ควรสังเกตด้วยว่า ตลอดทั้ง Phrase การเปลี่ยน Harmony มีทิศทางอย่างไร


การเร่งการเปลี่ยน Harmony ใกล้ Cadence ช่วยเพิ่มแรงเคลื่อนได้อย่างไร

     ลองเล่นตัวอย่างนี้

     | C | Am |
     | Dm G | C |


     ช่วงแรก C และ Am อยู่คอร์ดละ 1 ห้อง แต่เมื่อเข้าใกล้การกลับมาที่ C เราให้ Dm และ G อยู่คอร์ดละ 2 Beats


     ช่วง Dm → G จึงมีการเปลี่ยนคอร์ดถี่กว่าสองห้องแรก ทำให้ Phrase มีแนวโน้มรู้สึกเหมือนกำลังเคลื่อนเข้าสู่ C อย่างกระชับขึ้น

มือผู้เล่นกดคีย์บอร์ด ขณะหมุดบนแผงค่อย ๆ วางถี่ขึ้นใกล้เมโทรนอม เพื่อสื่อการเร่งเปลี่ยนคอร์ด

     อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดจากความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ดเพียงอย่างเดียว เพราะหน้าที่ของคอร์ดเองก็มีส่วนด้วย ในตัวอย่างนี้ G มีแรงดึงกลับไปหา C ตามความสัมพันธ์ของคอร์ดในบริบทนั้น


     หากต้องการเข้าใจว่าทำไมคอร์ดบางตัวให้ความรู้สึกเป็นจุดพัก ขณะที่บางตัวสร้างแรงดึงไปยังคอร์ดถัดไป สามารถศึกษาเรื่อง หน้าที่ของคอร์ดใน Functional Harmony เพิ่มเติมได้ ส่วนในบทนี้เราจะสนใจว่าคอร์ดเหล่านั้นถูกวางไว้ตรงไหนและอยู่นานเท่าไร


     แต่ไม่ใช่กฎว่าทุก Cadence ต้องเร่งการเปลี่ยนคอร์ด บางครั้งการค้างคอร์ดที่มีแรงดึงไว้นานก็ช่วยยืดความรู้สึกค้างคา ก่อนจะคลี่คลายเข้าสู่คอร์ดปลายทางได้เช่นกัน


การปล่อย Harmony ค้างก็เป็นส่วนหนึ่งของจังหวะการเปลี่ยนคอร์ด

     เมื่อพูดถึงความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ด หลายคนอาจเผลอคิดว่าถ้าอยากให้ Harmony น่าสนใจ ต้องเพิ่มจำนวนคอร์ดให้มากขึ้น


     แต่ความจริงแล้ว การไม่เปลี่ยนคอร์ดก็เป็นการตัดสินใจเรื่องเวลาอย่างหนึ่ง


     ถ้า C ถูกค้างไว้ 2 หรือ 4 ห้อง ไม่ได้หมายความว่าเพลง “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” แต่หมายถึงเราตั้งใจรักษาคอร์ดเดิมไว้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้องค์ประกอบอื่นทำงานเหนือคอร์ดนั้น


     การค้างคอร์ดไว้นานขึ้นสามารถ

  • เปิดพื้นที่ให้ทำนองเดินผ่านโน้ตหลายตัวเหนือคอร์ดเดียว
  • ทำให้จังหวะเปลี่ยนรูปแบบได้โดยไม่ต้องพึ่งการเปลี่ยนคอร์ด
  • เปิดโอกาสให้ผู้ฟังรับรู้ลักษณะของคอร์ดได้นานขึ้น
  • ทำให้ช่วงที่คอร์ดเริ่มเปลี่ยนถี่ขึ้นในเวลาต่อมารู้สึกแตกต่างชัดเจนกว่าเดิม


     ดังนั้นการจัดจังหวะการเปลี่ยนคอร์ดที่ดีไม่ได้หมายถึงต้องให้ Harmony เคลื่อนอยู่ตลอด แต่รวมถึงการรู้ว่าช่วงไหนควรปล่อยคอร์ดค้าง เพื่อให้พื้นที่กับทำนอง จังหวะ หรือองค์ประกอบอื่นของเพลงด้วย


Harmonic Rhythm ไม่ใช่ Tempo

     Tempo คือความเร็วของ Beat ที่ใช้เป็นจังหวะอ้างอิงของเพลง ส่วนจังหวะการเปลี่ยน Harmony บอกว่า ภายใต้ Tempo เดิมนั้น คอร์ดเปลี่ยนบ่อยเพียงใด


     ตัวอย่างเช่น ที่ 80 BPM เราสามารถเล่นได้ทั้ง

     1 คอร์ดต่อ 2 ห้อง

     หรือ

     2 คอร์ดต่อ 1 ห้อง


     ในทั้งสองแบบ Metronome ยังคงอยู่ที่ 80 BPM และ Beat ยังเดินด้วยความเร็วเท่าเดิม สิ่งที่ต่างกันคือจำนวนครั้งที่คอร์ดเปลี่ยนภายในช่วงเวลาเดียวกัน

Harmonic Rhythm แสดงการเปลี่ยนคอร์ดสองความถี่ด้วยหมุดไม้สองฝั่ง โดยใช้เมโทรนอมเป็นจังหวะอ้างอิง

     เพราะฉะนั้นเวลาฟังตัวอย่าง อย่าถามเพียงว่า “แบบไหนฟังเร็วกว่า” เพราะคำว่าเร็วอาจทำให้สับสนกับ Tempo


     คำถามที่ตรงประเด็นกว่าคือ

     “ในช่วงเวลาเท่ากัน คอร์ดเปลี่ยนบ่อยขึ้นหรือน้อยลง?”


การเปลี่ยน Harmony ไม่ใช่ Subdivision

     Subdivision หรือการแบ่งจังหวะย่อย คือการแบ่งหนึ่ง Beat ออกเป็นส่วนย่อย ส่วนการเปลี่ยน Harmony เป็นเรื่องของเวลาที่คอร์ดใหม่เข้ามา


     สองเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นร่วมกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องเดียวกัน


     ตัวอย่างเช่น เราอาจเล่น Rhythm ที่มีโน้ตถี่มาก แต่คอร์ดยังคงเป็นคอร์ดเดิมต่อเนื่องหลายห้องก็ได้


     ในทางกลับกัน Pattern การเล่นอาจเรียบง่ายมาก แต่คอร์ดเปลี่ยนทุก 2 Beats ก็ได้เช่นกัน


     ดังนั้นเวลาแกะเพลงหรือวิเคราะห์เพลง ควรแยกให้ชัดระหว่าง ความถี่ของโน้ตที่เล่น กับ ความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ด เพราะสองอย่างนี้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในเพลงคนละด้าน


Progression เดียวกันสามารถใช้พื้นที่ของ Phrase ต่างกันหลายเท่า

     กลับมาที่ C – Am – F – G อีกครั้ง


     ถ้าคอร์ดละ 2 ห้อง

     C = 2 Bars
     Am = 2 Bars
     F = 2 Bars
     G = 2 Bars


     ลำดับคอร์ดหนึ่งรอบใช้ 8 ห้อง


     ถ้าคอร์ดละ 1 ห้อง ลำดับคอร์ดเดิมจะใช้ 4 ห้อง


     และถ้าคอร์ดละ 2 Beats ลำดับคอร์ดหนึ่งรอบจะใช้เพียง 2 ห้อง


     นั่นหมายความว่า ลำดับคอร์ดชุดเดียวกันสามารถใช้พื้นที่ของ Phrase ต่างกันได้หลายเท่า โดยไม่ต้องเปลี่ยนชื่อคอร์ดหรือลำดับคอร์ดเลย


     ผลที่ตามมาคือ ทำนองมีพื้นที่ในการเคลื่อนต่างกัน จุดหายใจของ Phrase อาจอยู่คนละตำแหน่ง และ Cadence หรือจุดพักทางดนตรีอาจมาถึงเร็วหรือช้าต่างกัน


     เพราะฉะนั้นเวลาแต่ง เรียบเรียง หรือวิเคราะห์เพลง การรู้เพียงว่าใช้ Chord Progression อะไรยังไม่พอ ต้องดูด้วยว่าลำดับคอร์ดนั้นถูกวางลงบนเวลาอย่างไร


ความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ดมีผลต่อพื้นที่ของ Melody อย่างไร

     เมื่อ Harmony เปลี่ยนช้า Melody จะมีเวลาสร้างแนวทำนองหลายโน้ตเหนือคอร์ดเดียว ก่อนที่คอร์ดข้างใต้จะเปลี่ยนไป


     ตัวอย่างเช่น ถ้า C อยู่ 2 ห้อง ทำนองจะมีพื้นที่ค่อนข้างมากในการเคลื่อน โดยยังมี C เป็นคอร์ดที่รองรับอยู่ด้านล่าง


     แต่ถ้าเล่น

     C → Am → F → G


     โดยเปลี่ยนทุก 2 Beats Melody จะพบการเปลี่ยนคอร์ดบ่อยขึ้น โน้ตตัวเดิมจึงอาจมีความสัมพันธ์กับคอร์ดข้างใต้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วกว่าเดิม


     ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า Melody ต้องลง Chord Tone ทุกครั้งที่คอร์ดเปลี่ยน แต่หมายความว่า ผู้เล่นหรือนักแต่งเพลงควรรับรู้ว่าคอร์ดที่รองรับทำนองเปลี่ยนตรงไหน


     ยิ่งคอร์ดเปลี่ยนถี่ จุดเปลี่ยนของ Harmony ก็ยิ่งมีผลต่อความรู้สึกของ Phrase มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำนองต้องเชื่อมผ่านคอร์ดหลายตัวภายในเวลาสั้น ๆ


แบบฝึกที่ 1 ใช้ลำดับคอร์ดเดิม แต่เปลี่ยนความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ด

     ตั้ง Metronome ไว้ที่ Tempo เดียวตลอดแบบฝึก แล้วใช้

     C – Am – F – G


     เล่นสามรอบดังนี้

     รอบที่ 1

     2 Bars ต่อ Chord


     รอบที่ 2

     1 Bar ต่อ Chord


     รอบที่ 3

     2 Beats ต่อ Chord


     ในช่วงแรก พยายามใช้ Pattern การเล่นเดิมให้มากที่สุด เพื่อให้สิ่งที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ด


     จากนั้นอัดเสียงทั้งสามแบบแล้วฟังย้อนหลัง


     ลองสังเกตว่า

  • แบบไหนทำให้ได้ยินลักษณะของคอร์ดแต่ละตัวนานกว่า
  • แบบไหนทำให้ Harmony รู้สึกเคลื่อนต่อเนื่องกว่า
  • การคิด Phrase ของ Melody บนแต่ละแบบให้ความรู้สึกต่างกันหรือไม่
  • จุดที่รู้สึกว่า Chord Progression “ครบหนึ่งรอบ” มาถึงเร็วต่างกันแค่ไหน


     อย่าตอบเพียงว่าแบบที่สาม “เร็วกว่า” เพราะ Tempo ไม่ได้เปลี่ยน สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือ Rate of Harmonic Change หรืออัตราการเปลี่ยน Harmony


แบบฝึกที่ 2 เลื่อนจุดเปลี่ยนคอร์ดจาก Beat 1 มาเป็น Beat 3

     สร้าง Phrase ในอัตราจังหวะ 4/4 ง่าย ๆ ด้วย C และ Am


     รอบแรก

     ห้องที่ 1 = C ทั้งห้อง
     ห้องที่ 2 = Am ทั้งห้อง


     จากนั้นลองอีกรอบโดยเปลี่ยนเป็น

     ห้องที่ 1

     Beat 1–2 = C
     Beat 3–4 = Am


     รักษา Tempo และ Pattern การเล่นให้ใกล้เคียงรอบแรกมากที่สุด


     จากนั้นฟังว่า เมื่อ Am เข้ามาตั้งแต่ Beat 3 ความรู้สึกของ Phrase ต่างจากการรอให้ Am เริ่มที่ Beat 1 ของห้องถัดไปอย่างไร


     แบบฝึกนี้ช่วยให้ได้ยินชัดว่า การวิเคราะห์จังหวะเปลี่ยนคอร์ดไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “คอร์ดหนึ่งตัวอยู่นานกี่ห้อง” แต่ยังรวมถึง “คอร์ดใหม่เข้ามาตรง Beat ไหน” ด้วย


แบบฝึกที่ 3 เร่งการเปลี่ยนคอร์ดก่อนเข้าสู่ Cadence

     ลองเล่น

     | C | Am |
     | F G | C |


     ให้ C และ Am อยู่คอร์ดละ 1 ห้อง จากนั้นให้ F และ G อยู่คอร์ดละ 2 Beats ก่อนกลับสู่ C


     ต่อมาลองอีกแบบโดยให้ทุกคอร์ดอยู่ 1 ห้องเท่ากัน แล้วฟังเปรียบเทียบกับตัวอย่างแรก


     สังเกตว่า

  • ช่วงใดของ Phrase เริ่มรู้สึกเคลื่อนมากขึ้น
  • การกลับมาที่ C ตอนท้ายให้ความรู้สึกต่างกันหรือไม่
  • ความแตกต่างยังได้ยินอยู่หรือไม่ เมื่อไม่ได้เพิ่มความดังและไม่ได้เปลี่ยน Tempo


     ถ้าต้องเพิ่ม Dynamics อย่างมากจึงจะได้ยินความแตกต่าง ลองกลับไปเล่นด้วยน้ำหนักใกล้เคียงกันก่อน เพื่อแยกผลของการเปลี่ยนคอร์ดออกจากผลของความดัง

มือกีต้าร์อัดเดโมในโฮมสตูดิโอ โดยใช้เมโทรนอมและ Audio Interface เปรียบเทียบการเปลี่ยนคอร์ดหลายแบบ

     เมื่อเริ่มฟังความแตกต่างของจังหวะการเปลี่ยนคอร์ดได้แล้ว สามารถดู ตัวอย่างการนำแนวคิดนี้ไปใช้กับเพลง Pop Rock เพื่อสังเกตว่าการเปลี่ยนคอร์ดถี่หรือห่างสามารถช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างช่วงต่าง ๆ ของเพลงได้อย่างไร


วิธีประเมินว่าเข้าใจ Harmonic Rhythm จากเพลงจริงหรือยัง

     เมื่อแกะเพลงหรือดู Chord Chart อย่าหยุดเพียงแค่ถามว่าเพลงใช้คอร์ดอะไร แต่ลองตอบคำถามต่อไปนี้ด้วย

     1. Chord Progression มีคอร์ดอะไร และเรียงตามลำดับอย่างไร

     2. คอร์ดแต่ละตัวอยู่กี่ Beat หรือกี่ Bar

     3. ช่วงใดของ Phrase ที่คอร์ดค้างอยู่นานที่สุด

     4. ช่วงใดมีการเปลี่ยนคอร์ดถี่ที่สุด

     5. คอร์ดเปลี่ยนตรง Beat 1 เสมอ หรือมีการเปลี่ยนกลางห้องด้วย

     6. มีช่วงใดที่ความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ดเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าใกล้ Cadence หรือไม่

     7. Tempo เปลี่ยนจริง หรือเป็นเพียงคอร์ดที่เปลี่ยนถี่ขึ้น

     8. ถ้าคง Chord Progression เดิมไว้ แต่เปลี่ยน Chord Duration ความรู้สึกของ Phrase เปลี่ยนไปอย่างไร


     ถ้าสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้จากการฟังหรือจากการเล่น Chord Progression สั้น ๆ ด้วยตัวเอง แสดงว่าเริ่มมอง Harmony ในมิติของเวลาได้แล้ว ไม่ได้มองคอร์ดเป็นเพียงชื่อที่เรียงต่อกันบนกระดาษ


     ท้ายที่สุด แนวคิดนี้ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องเปลี่ยนคอร์ดช้าหรือเร็ว การค้างคอร์ด การเปลี่ยนคอร์ดอย่างสม่ำเสมอ การให้คอร์ดใหม่เข้ามากลางห้อง หรือการเพิ่มความถี่ในการเปลี่ยนคอร์ดช่วงท้าย Phrase ล้วนให้ความรู้สึกต่างกันได้


     สิ่งสำคัญคือฟังให้ออกว่า คอร์ดแต่ละตัวเข้ามาเมื่อไร อยู่นานเท่าไร และรูปแบบการเปลี่ยนเหล่านั้นกำลังพา Phrase เคลื่อนไปทางใด เมื่อเข้าใจมุมมองนี้แล้ว Chord Progression เดิมก็สามารถให้ความรู้สึกแตกต่างกันได้หลายแบบ เพียงเปลี่ยนช่วงเวลาที่แต่ละคอร์ดเข้ามาและค้างอยู่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนคอร์ดแม้แต่ตัวเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น