Diminished และ Augmented Chord ต่างก็ทำให้ Harmony ฟังไม่มั่นคงเท่าคอร์ด Major หรือ Minor ทั่วไป แต่แรงตึงของคอร์ดทั้งสองชนิดเกิดขึ้นต่างกัน Diminished มักทำให้รู้สึกว่าเสียงภายในคอร์ดกำลังถูกดึงเข้าหาโน้ตเป้าหมายอย่างชัดเจน ส่วน Augmented มักทำให้รู้สึกว่าเสียงบางตัวกำลังขยับออกจากตำแหน่งเดิม และพร้อมจะเคลื่อนไปยังเสียงถัดไป
ดังนั้น การทำความเข้าใจคอร์ดสองชนิดนี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจำสูตร แต่ควรฝึกฟังว่าโน้ตตัวใดเปลี่ยน โน้ตตัวใดยังคงอยู่ และโน้ตตัวใดเป็นต้นเหตุของแรงตึง เมื่อเริ่มได้ยินการเคลื่อนของเสียงเหล่านี้ เราจะเข้าใจ Voice Leading หรือการนำเสียงได้ชัดเจนขึ้น และเลือกใช้คอร์ดตามทิศทางของเสียงได้อย่างมีเหตุผล แทนที่จะเลือกเพียงเพราะต้องการให้ทางเดินคอร์ดฟังแปลกหรือซับซ้อนขึ้น
Diminished และ Augmented Chord ต่างกันตรง Tension อย่างไร
หากพิจารณาเฉพาะโครงสร้างของ Triad หรือคอร์ดสามเสียง ความแตกต่างพื้นฐานของคอร์ดสองชนิดนี้ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก
Diminished Triad
Root – Minor 3rd – Diminished 5th
Augmented Triad
Root – Major 3rd – Augmented 5th
โครงสร้างของคอร์ดทั้งสองชนิดนี้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้จาก บทเรียนเรื่อง Triads ของ Open Music Theory ซึ่งอธิบายความแตกต่างของ Major, Minor, Diminished และ Augmented จากช่วงเสียงภายในคอร์ด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการจำสูตร คือการฟังว่าเมื่อเปลี่ยนโน้ตเพียงตัวเดียว ลักษณะเสียงของคอร์ดและทิศทางของ Harmony เปลี่ยนไปอย่างไร
ลองเริ่มจาก C Minor
Cm = C – Eb – G
จากนั้นลดเสียงลำดับที่ 5 ลงครึ่งเสียง
Cdim = C – Eb – Gb
เสียงที่เปลี่ยนคือ
G → Gb
ส่วน C และ Eb ยังคงเดิม
ในทางกลับกัน หากเริ่มจาก C Major
C = C – E – G
แล้วเพิ่มเสียงลำดับที่ 5 ขึ้นครึ่งเสียง
Caug = C – E – G#
เสียงที่เปลี่ยนคือ
G → G#
ขณะที่ C และ E ยังคงเดิม
จะเห็นได้ว่า เพียงขยับโน้ตตัวเดียวครึ่งเสียง ลักษณะของคอร์ดก็เปลี่ยนไปทันที ที่สำคัญคือแรงตึงและทิศทางที่หูคาดว่าจะได้ยินต่อจากคอร์ดนั้นก็เปลี่ยนตามไปด้วย
หากยังไม่คุ้นกับการแยก Root, 3rd และ 5th ออกจากรูปจับคอร์ด การทบทวนเรื่องโน้ตในคอร์ดและโครงสร้างคอร์ดกีต้าร์จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า เหตุใดการเปลี่ยน Chord Tone เพียงตัวเดียวจึงทำให้คาแรคเตอร์ของคอร์ดเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
หากยังแยกหน้าที่ของ Root, 3rd และ 5th ได้ไม่คล่อง สามารถทบทวนเรื่องโครงสร้างโน้ต 1-3-5 ในคอร์ดกีต้าร์ก่อน เพื่อให้เห็นชัดขึ้นว่าโน้ตแต่ละตัวมีผลต่อลักษณะของคอร์ดอย่างไร
Tension ของ Diminished มาจากอะไร
เมื่อเปลี่ยน Minor Triad ให้เป็น Diminished Triad จุดสำคัญอยู่ที่เสียงลำดับที่ 5 ซึ่งเดิมเป็น Perfect 5th แล้วถูกลดลงครึ่งเสียงจนกลายเป็น Diminished 5th หรือ ♭5
ตัวอย่าง
Cm = C – Eb – G
Cdim = C – Eb – Gb
ใน Cm ระยะห่างจาก C ถึง G เป็น Perfect 5th ซึ่งให้ความรู้สึกค่อนข้างมั่นคง แต่เมื่อ G ลดลงเป็น Gb ระยะห่างระหว่าง C กับ Gb จะกลายเป็น Tritone ทำให้คอร์ดฟังไม่มั่นคงมากขึ้น และเกิดแรงตึงที่ทำให้หูคาดหวังว่าจะมีการเคลื่อนของเสียงต่อไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรฝึกฟังไม่ใช่เพียงว่า “Diminished ฟังตึง” แต่ควรถามต่อว่า โน้ตตัวใดเป็นต้นเหตุของแรงตึง และโน้ตนั้นมีแนวโน้มจะเคลื่อนไปหาเสียงใด
Diminished สร้างแรงดึงเมื่อเสียงภายใน Resolve เข้าหาเป้าหมาย
ลองเล่น
D#dim → Em
โน้ตภายในคอร์ดคือ
D#dim = D# – F# – A
Em = E – G – B
จากนั้นแยกฟังการเคลื่อนของแต่ละเสียง
D# → E = ขึ้นครึ่งเสียง
F# → G = ขึ้นครึ่งเสียง
A → B = ขึ้นหนึ่งเสียง
จะเห็นว่า D# และ F# ขยับขึ้นเพียงครึ่งเสียงก็เข้าสู่โน้ตของ Em ได้ทันที การเคลื่อนในระยะสั้นเช่นนี้ทำให้หูรับรู้ได้ชัดว่า D#dim มีแรงดึงไปหา Em
แทนที่จะจำเพียงว่า Diminished ต้องเคลื่อนไปหาคอร์ดใด ให้ลองร้อง
D# → E
และ
F# → G
แยกทีละแนวเสียงก่อน
จากนั้นค่อยกลับมาเล่น D#dim → Em เต็มคอร์ด เราจะเริ่มได้ยินว่าทิศทางของทางเดินคอร์ดเกิดจากการเคลื่อนของเสียงแต่ละแนว ไม่ได้เกิดจากชื่อคอร์ดเพียงอย่างเดียว
หากต้องการศึกษาต่อ แนวคิดนี้สามารถเชื่อมไปสู่ Secondary Leading-Tone Chord และ Functional Harmony ได้ แต่สำหรับบทนี้ สิ่งสำคัญกว่าการจำชื่อหน้าที่ทางทฤษฎี คือการฟังให้ออกว่าเสียงใดกำลังสร้างแรงตึง และเสียงนั้นคลี่คลายไปสู่โน้ตใด
Diminished ไม่ได้มีหน้าที่เป็น Passing Chord เพียงอย่างเดียว
Diminished มักถูกนำมาใช้เป็นคอร์ดเชื่อม เพราะโน้ตภายในหลายตัวสามารถขยับเพียงครึ่งเสียงเข้าสู่โน้ตของคอร์ดข้างเคียงได้ง่าย จึงช่วยให้ทางเดินคอร์ดฟังต่อเนื่องและมีทิศทางมากขึ้น
แต่หากมอง Diminished เพียงในฐานะ Passing Chord เราอาจมองข้ามคุณสมบัติสำคัญของคอร์ดชนิดนี้ นั่นคือความสามารถในการสร้างแรงตึงและกำหนดทิศทางของเสียงภายใน
ดังนั้น คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“จะวาง Diminished ระหว่างคอร์ดไหน”
แต่ควรถามว่า
“เสียงตัวใดกำลังสร้างแรงตึง และเสียงนั้นกำลังจะเคลื่อนไปทางไหน”
ส่วนการสร้าง Diminished Passing Chord มีหลักการเฉพาะของมันเอง จึงควรแยกศึกษาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อให้บทนี้ยังคงมุ่งเน้นการฟัง Tension และการคลี่คลายของเสียงเป็นหลัก
หากต้องการนำแรงดึงแบบนี้ไปใช้เป็นคอร์ดเชื่อมโดยตรง สามารถศึกษาวิธีใช้ Diminished Passing Chord ต่อได้ โดยเน้นการเชื่อมคอร์ดผ่าน Common Tone และการขยับเสียงในระยะใกล้
Tension ของ Augmented มาจากอะไร
Augmented สร้างจากโครงสร้างแบบ Major แล้วเพิ่มเสียงลำดับที่ 5 ขึ้นครึ่งเสียง จาก Perfect 5th ให้กลายเป็น Augmented 5th หรือ #5
C = C – E – G
Caug = C – E – G#
เมื่อ C และ E ยังคงเดิม หูจะจับการเปลี่ยนของเสียง
G → G#
ได้ค่อนข้างชัด
ตรงนี้คือจุดที่แรงตึงของ Augmented แตกต่างจาก Diminished
Diminished มักทำให้ได้ยินว่าเสียงภายในกำลังถูกดึงเข้าหาเป้าหมาย ส่วน Augmented มักทำให้รู้สึกว่าเสียงหนึ่งถูกยกออกจากตำแหน่งเดิม จนเกิดความคาดหวังว่าเสียงนั้นจะเคลื่อนไปทางใดต่อ
สิ่งสำคัญคือ G# ไม่จำเป็นต้องคลี่คลายไปในทิศทางเดียวเสมอ
มันอาจขยับขึ้นไป A
อาจกลับลงมา G
หรืออาจกลายเป็น Chord Tone ของคอร์ดถัดไปโดยไม่ต้องขยับอีก
ลักษณะเช่นนี้ทำให้ Augmented เหมาะกับการสร้าง Voice Leading แบบ Chromatic หรือการนำเสียงที่ค่อย ๆ เคลื่อนทีละครึ่งเสียงภายใน Harmony
ใช้ Augmented สร้างการเคลื่อนเสียงแบบ Chromatic อย่างไร
ตัวอย่างที่ช่วยให้ได้ยินหน้าที่ของ Augmented ได้ชัดคือ
C → Caug → Am/C
หากแยกโน้ตของแต่ละคอร์ดออกมา จะได้
C = C – E – G
Caug = C – E – G#
Am/C = C – E – A
จะเห็นว่า C และ E ไม่เปลี่ยนเลยตลอดทั้งสามคอร์ด
เสียงที่เคลื่อนมีเพียง
G → G# → A
แนวเสียงแบบ Chromatic นี้ทำให้ Harmony มีทิศทาง แม้โน้ตอีกสองตัวจะยังคงอยู่ที่เดิม
C และ E ทำหน้าที่เป็น Common Tone หรือโน้ตร่วม ส่วน G ค่อย ๆ เคลื่อนไปหา A โดยมี G# เป็นเสียงเชื่อมระหว่างกลาง
หากฟังคอร์ดทั้งหมดพร้อมกันตั้งแต่แรก เราอาจรับรู้เพียงว่า Caug ฟังแตกต่างจาก C แต่ยังไม่รู้ชัดว่าความแตกต่างนั้นเกิดจากเสียงใด
ลองร้อง
G → G# → A
แยกออกมาก่อน แล้วจึงเล่นทางเดินคอร์ดเต็ม วิธีนี้จะช่วยให้ได้ยินชัดขึ้นว่า Caug ทำหน้าที่เชื่อมแนวเสียงระหว่าง G กับ A อย่างไร
หลักการค้าง Common Tone ไว้ แล้วให้อีกเสียงหนึ่งขยับในระยะใกล้ เป็นแนวคิดสำคัญของ Voice Leading และสามารถนำไปใช้ได้ทั้งกับกีต้าร์ คีย์บอร์ด และการเรียบเรียงเสียงประสาน
หากต้องการต่อยอดวิธีค้าง Common Tone แล้วขยับเสียงอื่นให้น้อยที่สุด การฝึก Voice Leading กีต้าร์ จะช่วยให้เห็นหลักการนี้จากการเปลี่ยนคอร์ดจริงได้ชัดขึ้น
Augmented สามารถคลี่คลายกลับลงมาได้
ลองเปลี่ยนทางเดินคอร์ดเป็น
C → Caug → C
เสียงที่เปลี่ยนจะเคลื่อนเป็น
G → G# → G
คราวนี้ G# ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทางผ่านขึ้นไปหา A แต่ทำหน้าที่สร้างแรงตึงชั่วคราว โดยขยับขึ้นครึ่งเสียงแล้วกลับลงมาที่ G ซึ่งเป็นเสียงเดิม
ลองเปรียบเทียบสองตัวอย่าง
C → Caug → Am/C
G → G# → A
ในตัวอย่างนี้ G# ทำหน้าที่พาแนวเสียงเคลื่อนขึ้นต่อไปยัง A
ส่วน
C → Caug → C
G → G# → G
ในตัวอย่างนี้ G# สร้างแรงตึงชั่วคราว ก่อนจะกลับมาคลี่คลายที่ G
ดังนั้น #5 ของ Augmented ไม่ได้บังคับว่าต้องเคลื่อนขึ้นเสมอไป คอร์ดถัดไป เมโลดี้ และแนวการนำเสียงต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่าโน้ตนั้นควรเคลื่อนไปทางใด
เปรียบเทียบ Diminished และ Augmented Chord ผ่าน Voice Leading
วิธีที่นำไปใช้ได้จริงมากกว่าการจำว่า Diminished หรือ Augmented ให้อารมณ์แบบใด คือการฟังว่าโน้ตที่เปลี่ยนกำลังเชื่อมโยงไปหาคอร์ดถัดไปอย่างไร
Diminished เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการให้เสียงภายในมีแรงดึงเข้าสู่ Chord Tone ของคอร์ดเป้าหมายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีหลายเสียงขยับเพียงครึ่งเสียง
ส่วน Augmented เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการค้าง Common Tone บางเสียงไว้ แล้วให้อีกเสียงหนึ่งค่อย ๆ ขยับแบบ Chromatic ผ่าน #5
ตัวอย่าง
C → Caug → Am/C
สิ่งที่ควรฟังไม่ใช่เพียงชื่อ Caug แต่คือแนวเสียง
G → G# → A
ส่วน
D#dim → Em
สิ่งที่ควรฟังคือ
D# → E
F# → G
เมื่อเริ่มคิดในลักษณะนี้ วิธีเลือกคอร์ดจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากคำถามว่า
“ตรงนี้ควรใส่คอร์ดอะไรให้ฟังแปลกขึ้น”
เป็น
“ผมต้องการให้เสียงนี้เคลื่อนไปหาโน้ตตัวไหน”
แนวคิดเช่นนี้นำไปใช้กับ Harmony และการเรียบเรียงเพลงได้กว้างกว่าการจำทางเดินคอร์ดสำเร็จรูป เพราะเราเริ่มกำหนดทิศทางของเสียงจากโน้ตภายในคอร์ดได้โดยตรง
Resolution ไม่ได้หมายถึง V → I เท่านั้น
Resolution ในบทนี้หมายถึงการที่เสียงซึ่งกำลังสร้างแรงตึงเคลื่อนไปสู่เสียงที่ฟังมั่นคงกว่าในบริบทของทางเดินคอร์ดนั้น
ดังนั้น Resolution จึงไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะใน Cadence แบบ V → I
ตัวอย่างเช่น G# ใน Caug สามารถขยับขึ้นไปหา A เมื่อเข้าสู่ Am/C
G# ยังสามารถกลับลงมาหา G เมื่อคอร์ดกลับเข้าสู่ C
ส่วน D# ใน D#dim สามารถขยับขึ้นไปหา E เมื่อเข้าสู่ Em
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การจำว่าเสียงหนึ่งต้องเคลื่อนไปยังปลายทางใดเสมอ แต่คือการฟังให้ได้ว่าโน้ตตัวใดกำลังสร้างแรงตึง และคอร์ดถัดไปช่วยให้เสียงนั้นคลี่คลายอย่างไร
คำว่า Tension ในบทนี้จึงหมายถึงแรงตึงของ Harmony ที่เกิดจากระยะห่างระหว่างเสียงและการเคลื่อนของโน้ต ไม่ได้ใช้ในความหมายของ Chord Tension อย่าง 9, 11 หรือ 13 เป็นหลัก
Common Tone ช่วยให้เมโลดี้ต่อเนื่องขณะที่ Harmony เคลื่อน
การใช้ Diminished หรือ Augmented ไม่ได้หมายความว่าเมโลดี้ต้องเปลี่ยนตามทุกเสียงของคอร์ด
กลับไปที่ตัวอย่าง
C → Caug → Am/C
โน้ต C และ E อยู่ในทั้งสามคอร์ด
หากเมโลดี้กำลังถือโน้ต E อยู่ เสียงร้องหรือเครื่องดนตรีที่เล่นทำนองสามารถคงโน้ต E ไว้ได้ ขณะที่เสียงอีกแนวหนึ่งใน Harmony เคลื่อนเป็น
G → G# → A
ผลที่ได้คือ เมโลดี้หลักยังคงต่อเนื่อง ขณะที่เสียงภายในคอร์ดสร้างแรงตึงและช่วยพาทางเดินคอร์ดเคลื่อนไปข้างหน้า
แนวคิดนี้มีประโยชน์มากในการเรียบเรียงเพลง เพราะเราไม่จำเป็นต้องให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นหรือทุกแนวเสียงเปลี่ยนพร้อมกัน
การค้าง Common Tone ไว้หนึ่งเสียงช่วยให้ผู้ฟังมีจุดยึด ขณะที่เสียงอื่นค่อย ๆ เคลื่อนไหวอยู่ภายใน ทำให้ Harmony มีรายละเอียดมากขึ้นโดยไม่ทำให้เมโลดี้หลักขาดความต่อเนื่อง
Voicing และ Register ทำให้ความเด่นของ Tension เปลี่ยนไป
แม้จะใช้โน้ตชุดเดียวกัน การเปลี่ยน Voicing หรือการจัดตำแหน่งเสียงภายในคอร์ด รวมถึง Register หรือช่วงเสียง ก็สามารถทำให้แรงตึงฟังเด่นชัดมากหรือน้อยแตกต่างกันได้
หากเล่น Caug แบบ
C – E – G#
โดยให้ G# เป็นเสียงบนสุด การเคลื่อน
G → G# → A
จะฟังออกได้ง่าย เพราะเสียงที่เปลี่ยนอยู่ในตำแหน่งที่หูสามารถจับได้เด่น
แต่หากนำ G# ไปไว้กลาง Voicing แล้วมีโน้ตอื่นอยู่ด้านบน การเคลื่อนทีละครึ่งเสียงนี้อาจกลมกลืนเข้าไปกับเสียงรวมของคอร์ดมากขึ้น
Diminished ก็ใช้หลักเดียวกัน
หากวางเสียงที่สร้างแรงตึงไว้ในช่วงเสียงที่เด่น ความรู้สึกไม่มั่นคงจะชัดขึ้น แต่ถ้ากระจาย Voicing ออก หรือให้เครื่องดนตรีอื่นค้าง Common Tone ไว้ แรงตึงนั้นอาจฟังนุ่มนวลและกลมกลืนมากขึ้น
จึงไม่ควรตีความว่า Diminished ต้องฟังน่ากลัว หรือ Augmented ต้องฟังลึกลับเสมอไป
คาแรคเตอร์ของคอร์ดที่ได้ยินจริงยังขึ้นอยู่กับ Voicing, Register, Melody, Dynamics รวมถึงคอร์ดที่มาก่อนและคอร์ดที่ตามมาด้วย
แบบฝึกฟัง Diminished และ Augmented Chord จากเสียงที่เปลี่ยน
การฝึกที่ได้ผลไม่ควรเริ่มจากการพยายามฟังคอร์ดทุกเสียงพร้อมกัน แต่ควรเลือกฟังเฉพาะโน้ตที่เปลี่ยนก่อน แล้วจึงกลับมาฟังเสียงรวมของคอร์ดอีกครั้ง
แบบฝึกที่ 1 ฟัง Major กับ Augmented แบบ A/B
เล่น
C = C – E – G
จากนั้นเปลี่ยนเป็น
Caug = C – E – G#
พยายามค้าง C และ E ไว้ แล้วฟังเฉพาะ
G → G#
เล่นกลับไปกลับมาช้า ๆ
C → Caug → C → Caug
เป้าหมายไม่ใช่การทายชื่อคอร์ด แต่คือการฟังให้ได้ว่าเสียงลำดับที่ 5 กำลังขยับขึ้นครึ่งเสียง
เมื่อเริ่มได้ยินการเปลี่ยนจาก G ไป G# อย่างชัดเจนแล้ว ค่อยกลับไปฟังคอร์ดเต็ม วิธีนี้จะช่วยให้เข้าใจว่าแรงตึงของ Augmented เกิดจากเสียงใด
แบบฝึกที่ 2 ฟัง Minor กับ Diminished แบบ A/B
เล่น
Cm = C – Eb – G
แล้วเปลี่ยนเป็น
Cdim = C – Eb – Gb
ค้าง C และ Eb ไว้ แล้วฟังเฉพาะ
G → Gb
จากนั้นเล่น
Cm → Cdim → Cm
จนสามารถร้อง
G → Gb → G
ตามได้โดยไม่ต้องมองนิ้วหรืออาศัยชื่อคอร์ดช่วยจำ
หากยังแยกเสียงของ Major, Minor หรือ Diminished ได้ไม่คล่อง การกลับไปฝึกฟัง Chord Quality ให้แม่นยำขึ้นก่อน จะช่วยให้ติดตามเสียงที่กำลังเปลี่ยนในแบบฝึกนี้ได้ง่ายขึ้น
แบบฝึกที่ 3 ร้อง G → G# → A ก่อนเล่นคอร์ดเต็ม
ยังไม่ต้องเล่นทางเดินคอร์ดเต็ม
ให้เล่นหรือร้องเพียง
G → G# → A
หลายรอบจนจำทิศทางของเสียงได้
จากนั้นจึงเล่น
C → Caug → Am/C
แล้วพยายามติดตามแนวเสียง
G → G# → A
ที่อยู่ภายในคอร์ด
เมื่อเริ่มได้ยินแนวเสียงนี้ชัด แสดงว่าหูกำลังเปลี่ยนจากการฟังคอร์ดเป็นเสียงก้อนเดียว ไปสู่การฟังว่าเสียงแต่ละแนวภายในคอร์ดกำลังเคลื่อนไปทางใด
แบบฝึกที่ 4 สร้างทางเดินคอร์ดจากเสียงเพียงหนึ่งแนว
เลือก Triad ธรรมดาหนึ่งคอร์ด แล้วเลือก Chord Tone เพียงหนึ่งเสียง
จากนั้นถามตัวเองว่า
ถ้ายกเสียงนี้ขึ้นครึ่งเสียง จะเกิดแรงตึงแบบใด
ถ้าลดเสียงนี้ลงครึ่งเสียง ลักษณะเสียงของคอร์ดจะเปลี่ยนไปอย่างไร
และเสียงใหม่นี้สามารถขยับต่อไปยัง Chord Tone ของคอร์ดถัดไปในระยะครึ่งเสียงได้หรือไม่
ตัวอย่างง่ายคือ
G → G# → A
จากนั้นค่อยหาคอร์ดที่รองรับเสียงแต่ละตำแหน่ง
C → Caug → Am/C
การเริ่มจากแนวเสียงก่อน แล้วค่อยเลือกคอร์ดมารองรับ จะช่วยให้เราคิดแบบ Voice Leading มากกว่าการเลือกคอร์ดจากชื่อหรือรูปจับเพียงอย่างเดียว
แบบฝึกที่ 5 เปลี่ยน Voicing และ Register แล้วฟังใหม่
เล่นทางเดินคอร์ดเดิมในช่วงเสียงกลางก่อน
จากนั้นย้ายเสียงที่สร้าง Tension ขึ้นไปไว้ด้านบนสุดของ Voicing
ตัวอย่างเช่น ทำให้
G → G# → A
เป็นเสียงบนสุดของแต่ละคอร์ด
แล้วเปรียบเทียบว่า การเคลื่อนทีละครึ่งเสียงฟังชัดขึ้นหรือไม่
ทั้งกีต้าร์และคีย์บอร์ดสามารถใช้แบบฝึกนี้ได้ เป้าหมายไม่ใช่การจำ Shape จำนวนมาก แต่คือการฟังให้ออกว่าเสียงตัวใดยังคงอยู่ เสียงตัวใดกำลังเคลื่อน และควรวางเสียงนั้นไว้ตรงไหนจึงจะได้ยินทิศทางของ Voice Leading ชัดที่สุด
จะเลือก Diminished หรือ Augmented ให้ดูจากเสียงที่จะไปต่อ
ก่อนเลือกคอร์ด ลองเริ่มจากคอร์ดเป้าหมาย แล้วมองย้อนกลับมาว่าเสียงในคอร์ดก่อนหน้าควรเคลื่อนอย่างไรจึงจะเข้าสู่คอร์ดนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หากต้องการให้เสียงหลายแนวเคลื่อนเข้าสู่ Chord Tone ของคอร์ดเป้าหมายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการขยับครึ่งเสียง Diminished เป็นตัวเลือกที่ควรลอง
หากต้องการค้าง Common Tone ไว้ แล้วให้อีกเสียงหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนแบบ Chromatic ผ่าน #5 Augmented สามารถช่วยสร้างทิศทางของเสียงได้อย่างน่าสนใจ
หากต้องการให้เมโลดี้คงอยู่ ขณะที่ Harmony ด้านล่างเปลี่ยน ให้หา Common Tone ก่อน แล้วออกแบบแนวเสียงอื่นให้เคลื่อนรอบโน้ตนั้น
แต่หากยังตอบไม่ได้ว่าโน้ตตัวใดกำลังสร้างแรงตึง และเสียงนั้นควรคลี่คลายไปทางใด การเพิ่ม Diminished หรือ Augmented เพียงเพราะต้องการให้ทางเดินคอร์ดฟังซับซ้อนขึ้น อาจยังไม่มีเหตุผลทางเสียงที่ชัดเจนพอ
เช็คว่าเข้าใจ Diminished และ Augmented Chord จาก Voice Leading แล้วหรือยัง
ลองไม่มองชื่อคอร์ดหรือรูปจับ แล้วเล่นตัวอย่างเดิมอีกครั้ง
หากเริ่มทำสิ่งต่อไปนี้ได้ แสดงว่าความเข้าใจกำลังไปไกลกว่าการจำสูตร
- ฟังออกว่า Major เปลี่ยนเป็น Augmented เพราะ 5th ถูกยกขึ้นครึ่งเสียง
- ฟังออกว่า Minor เปลี่ยนเป็น Diminished เพราะ 5th ถูกลดลงครึ่งเสียง
- บอกได้ว่าโน้ตตัวใดเป็นต้นเหตุสำคัญของ Tension
- ร้อง G → G# → A ก่อนเล่น C → Caug → Am/C ได้
- คาดเดาได้ว่าเสียงที่กำลังสร้างแรงตึงน่าจะเคลื่อนไปหาโน้ตใด
- หา Common Tone ที่สามารถค้างระหว่างคอร์ดได้
- เปลี่ยน Voicing แล้วยังติดตามเสียงที่กำลังคลี่คลายได้
- อธิบายได้ว่าแรงตึงเริ่มเกิดตรงไหนและคลายลงตรงไหนในทางเดินคอร์ด
วิธีเช็คความเข้าใจที่ง่ายและได้ผล คือก่อนเล่นคอร์ดถัดไปให้หยุด แล้วลองร้องโน้ตที่คิดว่าเสียงซึ่งกำลังสร้างแรงตึงจะเคลื่อนไปหา
หากสามารถร้องเสียงปลายทางได้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ แสดงว่าหูไม่ได้จำเพียงว่า “นี่คือ Diminished” หรือ “นี่คือ Augmented” แต่เริ่มได้ยินทิศทางของ Harmony และการเคลื่อนของเสียงภายในจริง ๆ
คอร์ดทั้งสองชนิดจึงมีประโยชน์มากกว่าการใช้เพียงเพื่อเพิ่มสีสันให้ทางเดินคอร์ด Diminished ช่วยสร้างแรงดึงเข้าสู่เสียงเป้าหมายได้ชัด ส่วน Augmented เหมาะกับการสร้างแนวเสียงแบบ Chromatic และช่วยพาโน้ตหนึ่งเสียงเคลื่อนไปยังเป้าหมาย โดยยังสามารถค้าง Common Tone ตัวอื่นไว้ได้
เมื่อเริ่มเลือกคอร์ดจากคำถามว่า “เสียงนี้ควรไปทางไหนต่อ” แทนคำถามว่า “จะใส่คอร์ดอะไรให้แปลกขึ้น” Tension, Resolution และ Voice Leading จะกลายเป็นเครื่องมือที่นำไปใช้กับการเล่น การวิเคราะห์เพลง และการเรียบเรียงเพลงได้จริง





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น