Chromatic Mediant คืออะไร ใช้ยังไงให้คอร์ดฟังลึกและคาดเดายากขึ้น

โต๊ะเรียนดนตรีพร้อมคีย์บอร์ด สมุดโน้ต และหูฟังสำหรับศึกษา Chromatic Mediant

     Chromatic Mediant เป็นแนวคิดด้าน Harmony ที่ช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดมีมิติมากขึ้น ฟังลึกขึ้น และคาดเดายากกว่าการเดินคอร์ดในคีย์ตามปกติ เหมาะกับผู้เล่นที่เข้าใจคอร์ดพื้นฐาน คีย์เพลง และความสัมพันธ์ของคอร์ดในสเกลแล้ว แต่อยากต่อยอดไปสู่การแต่งเพลง การเรียบเรียงดนตรี และการวิเคราะห์เพลงในระดับที่ลึกขึ้น


Chromatic Mediant คืออะไร

     แนวคิดนี้หมายถึงความสัมพันธ์ของคอร์ดที่รากคอร์ดอยู่ห่างกันเป็นขั้นที่ 3 หรือขั้นที่ 6 แต่มีโน้ตบางตัวอยู่นอกคีย์ จึงทำให้การเปลี่ยนคอร์ดมีอารมณ์แปลกใหม่กว่าการเดินคอร์ดแบบ Diatonic ตามปกติ


     อธิบายให้ง่ายขึ้น คือการขยับจากคอร์ดหนึ่งไปยังอีกคอร์ดหนึ่งที่ยังเกี่ยวข้องกันในเชิงระยะห่าง แต่มีโน้ตนอกคีย์เข้ามาเปลี่ยนลักษณะของเสียง ทำให้เพลงเคลื่อนออกจากบรรยากาศเดิมไปสู่อีกบรรยากาศหนึ่ง โดยยังไม่ฟังหลุดจากภาพรวมของเพลงมากเกินไป


     ตัวอย่างเช่น ถ้าเพลงอยู่ในคีย์ C Major คอร์ด C Major อาจเคลื่อนไปหา E Major, A Major, Ab Major หรือ Eb Major ได้ในบางบริบท แม้บางคอร์ดไม่ได้อยู่ในคีย์ C Major โดยตรง แต่ยังมีความสัมพันธ์ด้านระยะห่างและอารมณ์ของเสียงที่ทำให้ฟังต่อกันได้อย่างน่าสนใจ

มือกำลังเล่นคีย์บอร์ดเพื่อฝึกฟังเสียง Chromatic Mediant อย่างเป็นขั้นตอน

     ถ้ายังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างคอร์ดและโน้ตที่อยู่ในคอร์ดแต่ละแบบ ควรอ่านบทความ รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไร ควบคู่กัน จะช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ของคอร์ดได้ชัดขึ้น


ทำไม Chromatic Mediant ถึงทำให้คอร์ดฟังลึกขึ้น

     เสน่ห์ของแนวคิดนี้อยู่ที่การผสมกันระหว่างความคุ้นหูกับความไม่คาดคิด ผู้ฟังยังรู้สึกได้ว่าคอร์ดมีความเชื่อมโยงกันบางอย่าง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ยินอารมณ์ใหม่ที่ต่างจากการเดินคอร์ดในคีย์แบบตรงไปตรงมา


     คอร์ดลักษณะนี้อาจให้ความรู้สึกกว้าง ลึกลับ จริงจัง อบอุ่น หรือยิ่งใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนเพลงเลือกใช้คอร์ด Major หรือ Minor และวางคอร์ดนั้นไว้ในตำแหน่งใดของเพลง


ความลึกไม่ได้เกิดจากคอร์ดนอกคีย์เพียงอย่างเดียว

     การใช้คอร์ดนอกคีย์ไม่ได้แปลว่าเพลงจะฟังลึกขึ้นเสมอไป ถ้าเลือกใช้โดยไม่มีทิศทาง คอร์ดอาจฟังหลุด หรือทำให้เพลงเปลี่ยนอารมณ์แบบไม่มีเหตุผลรองรับ


     เทคนิคนี้จะได้ผลดีเมื่อผู้เล่นเข้าใจว่าแต่ละคอร์ดส่งผลต่ออารมณ์ของเพลงอย่างไร คอร์ดก่อนหน้าปูความรู้สึกแบบใด และคอร์ดถัดไปจะพาเพลงกลับเข้าศูนย์กลางเดิม หรือพาเพลงออกไปสู่อารมณ์ใหม่


ลักษณะของเสียงเกิดจากความสัมพันธ์ของโน้ตในคอร์ด

     แม้รากคอร์ดจะขยับออกจากทางเดินคอร์ดปกติ แต่บางครั้งคอร์ดสองตัวอาจมีโน้ตร่วมกัน หรือมีเสียงที่ขยับเพียงครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียง สิ่งนี้ช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดฟังต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น


     จุดนี้ทำให้แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการหยิบคอร์ดแปลกมาใส่ในเพลง แต่เป็นการออกแบบการเคลื่อนของเสียงให้เกิดอารมณ์ใหม่ โดยยังมีเหตุผลทางดนตรีรองรับ


     ถ้าอยากต่อยอดเรื่องการขยับโน้ตแต่ละเสียงให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้น ลองอ่าน Voice Leading สำหรับกีต้าร์และเปียโน ทำอย่างไรให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้น เพิ่มเติมได้


ความต่างจากคอร์ดนอกคีย์ทั่วไป

     คอร์ดนอกคีย์ทั่วไปอาจเกิดจากหลายเหตุผล เช่น Secondary Dominant, Borrowed Chord, Passing Chord หรือการเปลี่ยนคีย์ชั่วคราว แต่คอร์ดกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะตรงที่รากคอร์ดมักอยู่ห่างกันเป็นขั้นที่ 3 หรือขั้นที่ 6 และมีโน้ตนอกคีย์ที่เปลี่ยนอารมณ์ของเพลงอย่างชัดเจน


     ถ้าอยากแยกให้ชัดขึ้นว่าคอร์ดนอกคีย์แต่ละแบบทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ลองอ่าน การใช้ Secondary Dominant ให้คอร์ดเดินมีแรงดึงมากขึ้น ควบคู่กันได้


     ตัวอย่างเช่น จาก C Major ไป E Major จะให้ความรู้สึกสว่างและคมขึ้น เพราะ E Major มีโน้ต G# ซึ่งไม่ได้อยู่ในคีย์ C Major เสียง G# นี้ทำให้คอร์ดมีลักษณะเด่นขึ้น และมีแรงดึงทางอารมณ์มากกว่าการไปหา Em ซึ่งเป็นคอร์ดในคีย์ตามปกติ


Diatonic Mediant ต่างจากคอร์ดแบบโครมาติกยังไง

     Diatonic Mediant คือความสัมพันธ์ของคอร์ดขั้นที่ 3 ที่ยังอยู่ในคีย์เดียวกัน เช่น C Major ไป Em ในคีย์ C Major ทั้งสองคอร์ดยังใช้โน้ตจากสเกลเดียวกัน จึงฟังกลมกลืนและคาดเดาได้ง่ายกว่า


     ส่วนคอร์ดแบบโครมาติกจะเปลี่ยนคุณภาพของคอร์ด หรือเพิ่มโน้ตนอกคีย์เข้าไป เช่น C Major ไป E Major จึงให้ลักษณะเสียงที่ชัดกว่า เพราะมีโน้ตที่ไม่ได้อยู่ในคีย์หลักเข้ามาเปลี่ยนอารมณ์ของเสียง


     ถ้าต้องการอ่านคำอธิบายเชิงทฤษฎีเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ Mediant และ Chromatic Mediant สามารถดูหัวข้อ Mediants จาก Open Music Theory เพิ่มเติมได้


สิ่งสำคัญคือการฟังผลลัพธ์ ไม่ใช่จำสูตรอย่างเดียว

     การจำว่ารากคอร์ดอยู่ห่างกันเป็นขั้นที่ 3 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการฟังว่าคอร์ดที่เลือกให้อารมณ์แบบใด และเหมาะกับบริบทของเพลงหรือไม่


     ถ้าต้องการใช้แนวคิดนี้เพื่อให้เพลงฟังลึกขึ้น ควรถามตัวเองเสมอว่า คอร์ดนี้กำลังเพิ่มความตึงเครียด เพิ่มความกว้าง หรือสร้างจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ให้เพลงจริงหรือไม่


ตัวอย่างแนวคิดในคีย์ C Major

     ถ้าเริ่มจากคอร์ด C Major เราสามารถทดลองคอร์ดที่มีความสัมพันธ์แบบโครมาติกได้หลายแบบ เช่น E Major, A Major, Ab Major และ Eb Major


     แต่ละคอร์ดให้อารมณ์ต่างกัน แม้จะเริ่มจากคอร์ดเดียวกันก็ตาม การลองเล่นและฟังเปรียบเทียบทีละคู่ จะช่วยให้เข้าใจความต่างได้ชัดกว่าการอ่านทฤษฎีเพียงอย่างเดียว


C Major ไป E Major

     การเคลื่อนจาก C Major ไป E Major ให้ความรู้สึกสว่างขึ้น คมขึ้น และเหมือนเพลงกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ เสียง G# ในคอร์ด E Major เป็นเสียงสำคัญที่ทำให้คอร์ดมีลักษณะเด่น เพราะไม่ได้อยู่ในคีย์ C Major


     การใช้คอร์ดลักษณะนี้เหมาะกับช่วงที่ต้องการยกอารมณ์เพลงขึ้น หรือสร้างความประหลาดใจโดยยังรักษาความสวยงามของเสียงไว้ได้


C Major ไป Ab Major

     การเคลื่อนจาก C Major ไป Ab Major ให้ความรู้สึกลึก หนา และจริงจังกว่า เพราะ Ab Major มีอารมณ์ที่ห่างจากคีย์ C Major อย่างชัดเจน แต่ยังสามารถเชื่อมให้ฟังต่อเนื่องได้ ถ้าวางเสียงอย่างระมัดระวัง


     คอร์ดลักษณะนี้เหมาะกับเพลงที่ต้องการอารมณ์จริงจัง ลึกลับ หรือให้ความรู้สึกเหมือนบรรยากาศของเพลงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน


C Major ไป Eb Major

     C Major ไป Eb Major ให้ความรู้สึกอบอุ่น กว้าง และมีบรรยากาศแบบ Cinematic อยู่พอสมควร เพราะ Eb Major อยู่ห่างจากคีย์หลัก แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักหรือรุนแรงเท่าคอร์ดนอกคีย์บางแบบ


     ถ้าใช้ในท่อน Bridge หรือช่วงเปลี่ยนอารมณ์ของเพลง จะช่วยให้เพลงมีพื้นที่ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคีย์แบบเต็มรูปแบบ


วิธีใช้ Chromatic Mediant ให้คอร์ดฟังต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ

     ปัญหาของการใช้คอร์ดลักษณะนี้คือ ถ้าใส่คอร์ดที่มีอารมณ์แรงเกินไปโดยไม่เตรียมบริบท ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าคอร์ดเปลี่ยนแบบไม่มีเหตุผล วิธีแก้คือควบคุมการเชื่อมของเสียง และเลือกตำแหน่งวางคอร์ดให้เหมาะกับอารมณ์ของเพลง


     ถ้าอยากดูคำอธิบายอีกมุมเกี่ยวกับ Chromatic Mediants ในบริบทของการเปลี่ยนคีย์และ Common-Tone Modulation สามารถอ่านหัวข้อ Chromatic Mediants จาก Music Theory for the 21st-Century Classroom เพิ่มเติมได้


ใช้โน้ตร่วมเป็นตัวเชื่อม

     ถ้าคอร์ดสองตัวมีโน้ตร่วมกัน ให้ลองคงโน้ตนั้นไว้ในเสียงบนหรือเสียงกลาง เพราะจะช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคอร์ดทั้งสองยังมีความเกี่ยวข้องกัน


     ตัวอย่างเช่น C Major มีโน้ต C, E, G ส่วน Ab Major มีโน้ต Ab, C, Eb ทั้งสองคอร์ดมีโน้ต C ร่วมกัน การคงเสียง C ไว้จะช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดไม่กระโดดจนเกินไป


คุม Voice Leading ให้เสียงเคลื่อนน้อยที่สุด

     ถ้าเสียงในคอร์ดเคลื่อนแบบกระโดดไกลพร้อมกันทั้งหมด คอร์ดอาจฟังแข็งและหลุดจากเพลงได้ง่าย แต่ถ้าจัดให้บางเสียงขยับเพียงครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียง การเปลี่ยนคอร์ดจะฟังต่อเนื่องขึ้นมาก


     แนวคิดนี้สำคัญมากสำหรับคนเล่นเปียโน คีย์บอร์ด กีต้าร์ และคนเรียบเรียงดนตรี เพราะการวางเสียงที่ดีช่วยให้คอร์ดนอกคีย์ฟังมีเหตุผลมากขึ้นทันที


ใช้ในจุดที่เพลงต้องการเปลี่ยนอารมณ์

     คอร์ดลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้บ่อย การใช้เพียงครั้งเดียวในตำแหน่งสำคัญ เช่น ก่อนเข้าท่อน Hook, ช่วง Bridge, ช่วง Interlude หรือก่อนกลับเข้าท่อนหลัก อาจให้ผลทางอารมณ์ชัดกว่าการใช้หลายครั้งติดกัน


     ยิ่งคอร์ดมีลักษณะเฉพาะชัดเจนเท่าไร ยิ่งควรเลือกตำแหน่งใช้อย่างตั้งใจ เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคอร์ดนั้นมีความหมาย ไม่ใช่ใส่เข้ามาเพียงเพื่อให้เพลงดูซับซ้อน


วิธีฝึกด้วยเครื่องดนตรีให้เข้าใจเสียงจริง

     การเข้าใจแนวคิดนี้จากทฤษฎีอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะเรื่องนี้ต้องใช้หูและความรู้สึกทางเสียงร่วมด้วย วิธีที่ดีที่สุดคือเล่นคอร์ดจริง ฟังจริง และเปรียบเทียบอารมณ์ของแต่ละทางเลือกด้วยตัวเอง


เริ่มจากคีย์เดียวก่อน

     ให้เริ่มจากคีย์ C Major เพราะมองเห็นโครงสร้างได้ง่าย จากนั้นลองเล่น C Major ไปยัง E Major, A Major, Ab Major และ Eb Major แล้วฟังว่าแต่ละคอร์ดให้อารมณ์ต่างกันอย่างไร


     อย่าเพิ่งรีบแต่ง Progression ยาว ให้ฟังความสัมพันธ์ของคอร์ดทีละคู่ก่อน เพราะจะช่วยให้เข้าใจลักษณะของเสียงในแต่ละการเคลื่อนได้ชัดกว่า


ลองเปลี่ยน Major เป็น Minor

     เมื่อเริ่มคุ้นกับคอร์ด Major แล้ว ให้ลองเปลี่ยนคุณภาพของคอร์ด เช่น C Major ไป E Minor, C Major ไป E Major, C Minor ไป Ab Major หรือ C Minor ไป A Major


     การเปลี่ยนคุณภาพของคอร์ดจะทำให้เห็นว่า แค่เปลี่ยน Major หรือ Minor อารมณ์ของคอร์ดลักษณะนี้ก็เปลี่ยนไปมาก


อัดเสียงแล้วฟังย้อนกลับ

     การฟังขณะเล่นกับการฟังย้อนหลังมักให้มุมมองต่างกัน เมื่ออัดเสียงแล้วฟังซ้ำ ผู้เล่นจะได้ยินชัดขึ้นว่าคอร์ดไหนเชื่อมต่อกันได้ดี คอร์ดไหนให้อารมณ์แรงเกินไป และคอร์ดไหนเหมาะกับอารมณ์เพลงที่ต้องการจริง ๆ


     สำหรับคนที่ฝึกเรียบเรียงเพลง วิธีนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีกว่าการดูจากสูตรทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

ชุดอุปกรณ์อัดเสียงที่บ้านพร้อมคีย์บอร์ด หูฟัง และสายสัญญาณสำหรับฝึกดนตรี

การนำไปใช้ในการแต่งเพลงและเรียบเรียง

     คอร์ดลักษณะนี้สามารถใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งในเพลง Pop, Rock, Jazz, Fusion, Soundtrack และเพลงบรรเลง จุดสำคัญคือไม่ต้องใช้ให้ซับซ้อนเกินไป แต่ต้องใช้ให้ตรงกับอารมณ์ที่ต้องการสื่อ

นักดนตรีสองคนฝึกกีต้าร์และคีย์บอร์ดร่วมกันในห้องซ้อมขนาดเล็ก

ใช้สร้างท่อน Bridge ให้ต่างจากท่อนหลัก

     ถ้าท่อน Verse และ Hook ใช้คอร์ดในคีย์ค่อนข้างตรงไปตรงมา การใช้คอร์ดนอกคีย์แบบนี้ในท่อน Bridge จะช่วยให้เพลงมีพื้นที่ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคีย์แบบชัดเจนทั้งท่อน


     วิธีนี้เหมาะกับเพลงที่ต้องการให้ท่อน Bridge มีอารมณ์แยกออกจากส่วนอื่น แต่ยังสามารถกลับเข้าท่อนหลักได้อย่างเป็นธรรมชาติ


ใช้เพิ่มบรรยากาศแบบ Cinematic

     เพลงที่ต้องการความยิ่งใหญ่ ลึกลับ หรือมีภาพในหัว มักได้ประโยชน์จากการใช้คอร์ดที่มีความสัมพันธ์แบบขั้นคู่สามเชิงโครมาติก เพราะคอร์ดจะให้ความรู้สึกเหมือนฉากเปลี่ยน หรือทำให้อารมณ์ของเพลงกว้างขึ้น


     อย่างไรก็ตาม ควรระวังไม่ให้ใช้จนเพลงฟังเหมือนเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา เพราะถ้าไม่มีศูนย์กลางของคีย์ที่ชัด ผู้ฟังอาจจับอารมณ์หลักของเพลงได้ยาก


ใช้เป็นจุดเปลี่ยนก่อนกลับเข้าคอร์ดหลัก

     คอร์ดลักษณะนี้สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนชั่วคราวก่อนกลับเข้าคอร์ดหลักได้ดี เช่น ใช้คอร์ดที่มีอารมณ์เข้มขึ้นก่อนกลับมาหา Tonic เพื่อทำให้การกลับบ้านของคอร์ดมีน้ำหนักมากขึ้น


     เทคนิคนี้เหมาะกับคนที่ต้องการให้การวนคอร์ดเดิมไม่จำเจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างเพลงทั้งหมด


     ถ้าต้องการเห็นภาพกว้างขึ้นของการเปลี่ยนคอร์ดเพื่อเพิ่มสีสันให้เพลง ลองอ่าน Reharmonization เบื้องต้นถึงใช้งานจริง: เปลี่ยนคอร์ดยังไงไม่ให้เพลงเสียแกน เพิ่มเติมได้


ข้อผิดพลาดที่ควรระวังเมื่อใช้คอร์ดลักษณะนี้

     แม้เทคนิคนี้จะทำให้เพลงฟังน่าสนใจขึ้น แต่ถ้าใช้โดยไม่เข้าใจบริบท อาจทำให้เพลงเสียทิศทางได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าเพลงยังไม่มีทำนองหลักหรือ Groove ที่แข็งแรงพอรองรับ


ใช้คอร์ดแรงเกินไปโดยไม่มีการเตรียม

     ถ้าก่อนหน้าเพลงใช้คอร์ดเรียบง่ายมาก แล้วจู่ ๆ เปลี่ยนไปคอร์ดที่มีอารมณ์จัดโดยไม่มีการเตรียม ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าคอร์ดนั้นหลุดออกจากเพลง


     ทางแก้คือใช้ทำนองหลัก เสียงค้าง หรือ Voice Leading เป็นตัวเชื่อม เพื่อให้คอร์ดใหม่ฟังมีเหตุผลมากขึ้น


สนใจความแปลกมากกว่าหน้าที่ของคอร์ด

     คอร์ดที่แปลกไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ถ้าคอร์ดไม่ช่วยส่งอารมณ์ ไม่ช่วยพาเพลงไปข้างหน้า หรือไม่ช่วยเน้นจุดสำคัญของท่อนเพลง คอร์ดนั้นอาจทำให้เพลงฟังรกแทน


     ก่อนใช้ควรถามว่า คอร์ดนี้ช่วยเพลงตรงไหน ช่วยเพิ่มความลึก เพิ่มแรงดึง หรือสร้างจุดเปลี่ยนที่จำเป็นจริงหรือไม่


ใช้บ่อยจนลักษณะพิเศษของคอร์ดหมดความน่าสนใจ

     คอร์ดลักษณะนี้มีพลังเพราะไม่ใช่คอร์ดที่ผู้ฟังคาดเดาได้ง่าย ถ้าใช้บ่อยเกินไป ลักษณะพิเศษของคอร์ดจะเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ และเพลงอาจเสียจุดเด่นทางอารมณ์


     การใช้ให้น้อยแต่ชัดเจน มักให้ผลดีกว่าการใส่หลายคอร์ดเพียงเพื่อโชว์ความซับซ้อน


อุปกรณ์ที่ช่วยฝึกคอร์ดนอกคีย์ให้เข้าใจเสียงจริงมากขึ้น

     การฝึกคอร์ดนอกคีย์ให้ได้ผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำสูตรเพียงอย่างเดียว อุปกรณ์ที่ช่วยให้ได้ยินเสียงชัด อัดฟังซ้ำได้ และทดลองคอร์ดได้สะดวก จะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ของคอร์ดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเวลาต้องเปรียบเทียบอารมณ์ของคอร์ดหลายแบบในเพลงเดียวกัน

อุปกรณ์ฝึกดนตรีบนโต๊ะสำหรับช่วยเรียนรู้ Chromatic Mediant และการฟังเสียงคีย์บอร์ด

คีย์บอร์ดหรือ MIDI Keyboard สำหรับทดลองคอร์ดหลายรูปแบบ

  • เหมาะกับการลองคอร์ด Major, Minor, 7th และคอร์ดนอกคีย์หลายแบบในตำแหน่งเดียวกัน
  • ช่วยให้เห็นโครงสร้างโน้ตในคอร์ดชัดกว่าการเดาจากชื่อคอร์ดอย่างเดียว
  • เหมาะกับคนที่แต่งเพลง เรียบเรียงเพลง หรืออยากเข้าใจ Harmony ผ่านเสียงจริง
  • ถ้าใช้ MIDI Keyboard ร่วมกับโปรแกรมทำเพลง จะสามารถบันทึกคอร์ดไว้เปรียบเทียบได้ง่าย
  • รุ่นที่มีอย่างน้อย 49 คีย์ จะช่วยให้ทดลองคอร์ดสองมือได้สะดวกกว่า 25 คีย์


กีต้าร์และแอมป์ซ้อมสำหรับเช็คการวางเสียงของคอร์ด

  • เหมาะกับมือกีต้าร์ที่ต้องการฟังว่าคอร์ดนอกคีย์เมื่อนำมาเล่นจริงให้ความรู้สึกต่างจากคอร์ดในคีย์อย่างไร
  • การเปลี่ยนตำแหน่งจับคอร์ดบนคอกีต้าร์ช่วยให้ได้ลักษณะเสียงต่างกัน แม้ใช้ชื่อคอร์ดเดียวกัน
  • แอมป์ซ้อมที่ให้เสียงคลีนชัดจะช่วยให้ฟังโน้ตในคอร์ดได้ง่ายกว่าเสียงแตกหนัก ๆ
  • ควรลองเล่นคอร์ดเดียวกันทั้งตำแหน่งต่ำ กลาง และสูง เพื่อฟังว่าแต่ละตำแหน่งส่งผลต่ออารมณ์เพลงอย่างไร
  • ถ้าใช้กีต้าร์โปร่ง ควรฟังเสียงสายเปิดร่วมด้วย เพราะบางครั้งเสียงค้างจากสายเปิดช่วยให้คอร์ดเชื่อมกันต่อเนื่องขึ้น


Looper Pedal สำหรับฝึกฟังการเปลี่ยนคอร์ดแบบวนซ้ำ

  • ใช้อัดคอร์ดหลักวนไว้ก่อน แล้วทดลองเปลี่ยนคอร์ดนอกคีย์เข้าไปในจุดต่าง ๆ ของเพลง
  • ช่วยให้ฟังซ้ำได้หลายรอบโดยไม่ต้องเล่นใหม่ทุกครั้ง
  • เหมาะกับการฝึกว่าแต่ละคอร์ดควรอยู่ก่อน Hook, ช่วง Bridge หรือก่อนกลับเข้าคอร์ดหลักหรือไม่
  • ช่วยให้มือกีต้าร์ฝึกทั้งคอร์ดและทำนองทับบนคอร์ดวนได้ในเวลาเดียวกัน
  • ถ้า Looper มีหน่วยความจำหลายช่อง จะช่วยเก็บไอเดียคอร์ดหลายแบบไว้เปรียบเทียบภายหลังได้


Audio Interface และหูฟังมอนิเตอร์สำหรับอัดฟังรายละเอียด

  • Audio Interface ช่วยให้อัดเสียงกีต้าร์ คีย์บอร์ด หรือไมโครโฟนได้ชัดกว่าการอัดผ่านโทรศัพท์มือถือในหลายสถานการณ์
  • หูฟังมอนิเตอร์ช่วยให้ฟังการเคลื่อนของเสียงในคอร์ดได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะโน้ตที่ขยับครึ่งเสียง
  • เหมาะกับการเช็คว่า Voice Leading ของคอร์ดฟังต่อเนื่องหรือกระโดดเกินไป
  • การอัดเสียงแล้วฟังย้อนหลังช่วยให้ตัดสินได้ดีขึ้นว่าคอร์ดที่เลือกเหมาะกับอารมณ์เพลงจริงหรือไม่
  • ถ้าฝึกแต่งเพลงที่บ้าน การมีระบบอัดเสียงพื้นฐานจะช่วยเก็บไอเดียคอร์ดไว้พัฒนาต่อได้ง่าย


     ถ้าอยากฝึกฟังคุณภาพของคอร์ดให้แม่นขึ้นก่อนนำไปใช้แต่งเพลง ลองอ่าน ฝึกหูจับคุณภาพคอร์ด จากการฟังจริง ไม่ใช่ท่องจำอย่างเดียว ต่อได้เลย


สมุดจดคอร์ดหรือแอปพลิเคชันบันทึกไอเดียสำหรับเก็บ Progression

  • ใช้จดชุดคอร์ดที่ลองแล้วฟังดี เพื่อกลับมาพัฒนาต่อภายหลัง
  • ควรจดทั้งชื่อคอร์ด คีย์เพลง ตำแหน่งที่ใช้ และความรู้สึกของคอร์ดนั้น
  • ช่วยให้เห็นว่าแนวคอร์ดแบบไหนเหมาะกับเพลงที่มีอารมณ์สว่าง ลึกลับ จริงจัง หรืออบอุ่น
  • เหมาะกับคนที่แต่งเพลงบ่อย เพราะช่วยสร้างคลังไอเดียคอร์ดส่วนตัว
  • ถ้าใช้แอปพลิเคชันบันทึกเสียงร่วมด้วย จะช่วยจำทั้งเสียงและโครงสร้างคอร์ดได้แม่นขึ้น


สรุปการใช้ Chromatic Mediant ให้ได้ผลจริง

     เทคนิคคอร์ดแบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคนที่ต้องการทำให้ Harmony ฟังลึกขึ้น มีลักษณะเฉพาะมากขึ้น และคาดเดายากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคีย์แบบเต็มรูปแบบ


     หัวใจของการใช้เทคนิคนี้ไม่ใช่การจำชื่อคอร์ดให้ได้มากที่สุด แต่คือการเข้าใจความสัมพันธ์ของคอร์ด ฟังอารมณ์ของแต่ละการเปลี่ยน และควบคุม Voice Leading ให้คอร์ดใหม่เชื่อมกับบริบทเดิมได้อย่างมีเหตุผล


     สำหรับผู้เล่นที่มีพื้นฐานแล้ว การฝึกแนวคิดนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ทั้งในการแต่งเพลง แกะเพลง วิเคราะห์เพลง และเรียบเรียงดนตรี เพราะทำให้เห็นว่าคอร์ดนอกคีย์ไม่จำเป็นต้องฟังหลุดเสมอไป ถ้าเลือกใช้ในจังหวะที่เหมาะสมและเข้าใจอารมณ์ของเพลงอย่างแท้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น