Chromatic Mediant เป็นแนวคิดด้าน Harmony ที่ช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดมีมิติมากขึ้น ฟังลึกขึ้น และคาดเดายากกว่าการเดินคอร์ดในคีย์ตามปกติ เหมาะกับผู้เล่นที่เข้าใจคอร์ดพื้นฐาน คีย์เพลง และความสัมพันธ์ของคอร์ดในสเกลแล้ว แต่อยากต่อยอดไปสู่การแต่งเพลง การเรียบเรียงดนตรี และการวิเคราะห์เพลงในระดับที่ลึกขึ้น
Chromatic Mediant คืออะไร
แนวคิดนี้หมายถึงความสัมพันธ์ของคอร์ดที่รากคอร์ดอยู่ห่างกันเป็นขั้นที่ 3 หรือขั้นที่ 6 แต่มีโน้ตบางตัวอยู่นอกคีย์ จึงทำให้การเปลี่ยนคอร์ดมีอารมณ์แปลกใหม่กว่าการเดินคอร์ดแบบ Diatonic ตามปกติ
อธิบายให้ง่ายขึ้น คือการขยับจากคอร์ดหนึ่งไปยังอีกคอร์ดหนึ่งที่ยังเกี่ยวข้องกันในเชิงระยะห่าง แต่มีโน้ตนอกคีย์เข้ามาเปลี่ยนลักษณะของเสียง ทำให้เพลงเคลื่อนออกจากบรรยากาศเดิมไปสู่อีกบรรยากาศหนึ่ง โดยยังไม่ฟังหลุดจากภาพรวมของเพลงมากเกินไป
ตัวอย่างเช่น ถ้าเพลงอยู่ในคีย์ C Major คอร์ด C Major อาจเคลื่อนไปหา E Major, A Major, Ab Major หรือ Eb Major ได้ในบางบริบท แม้บางคอร์ดไม่ได้อยู่ในคีย์ C Major โดยตรง แต่ยังมีความสัมพันธ์ด้านระยะห่างและอารมณ์ของเสียงที่ทำให้ฟังต่อกันได้อย่างน่าสนใจ
ถ้ายังไม่แม่นเรื่องโครงสร้างคอร์ดและโน้ตที่อยู่ในคอร์ดแต่ละแบบ ควรอ่านบทความ รู้ตัวโน้ตในคอร์ดต่างๆ แล้วช่วยอะไร ควบคู่กัน จะช่วยให้มองเห็นความสัมพันธ์ของคอร์ดได้ชัดขึ้น
ทำไม Chromatic Mediant ถึงทำให้คอร์ดฟังลึกขึ้น
เสน่ห์ของแนวคิดนี้อยู่ที่การผสมกันระหว่างความคุ้นหูกับความไม่คาดคิด ผู้ฟังยังรู้สึกได้ว่าคอร์ดมีความเชื่อมโยงกันบางอย่าง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ยินอารมณ์ใหม่ที่ต่างจากการเดินคอร์ดในคีย์แบบตรงไปตรงมา
คอร์ดลักษณะนี้อาจให้ความรู้สึกกว้าง ลึกลับ จริงจัง อบอุ่น หรือยิ่งใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนเพลงเลือกใช้คอร์ด Major หรือ Minor และวางคอร์ดนั้นไว้ในตำแหน่งใดของเพลง
ความลึกไม่ได้เกิดจากคอร์ดนอกคีย์เพียงอย่างเดียว
การใช้คอร์ดนอกคีย์ไม่ได้แปลว่าเพลงจะฟังลึกขึ้นเสมอไป ถ้าเลือกใช้โดยไม่มีทิศทาง คอร์ดอาจฟังหลุด หรือทำให้เพลงเปลี่ยนอารมณ์แบบไม่มีเหตุผลรองรับ
เทคนิคนี้จะได้ผลดีเมื่อผู้เล่นเข้าใจว่าแต่ละคอร์ดส่งผลต่ออารมณ์ของเพลงอย่างไร คอร์ดก่อนหน้าปูความรู้สึกแบบใด และคอร์ดถัดไปจะพาเพลงกลับเข้าศูนย์กลางเดิม หรือพาเพลงออกไปสู่อารมณ์ใหม่
ลักษณะของเสียงเกิดจากความสัมพันธ์ของโน้ตในคอร์ด
แม้รากคอร์ดจะขยับออกจากทางเดินคอร์ดปกติ แต่บางครั้งคอร์ดสองตัวอาจมีโน้ตร่วมกัน หรือมีเสียงที่ขยับเพียงครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียง สิ่งนี้ช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดฟังต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
จุดนี้ทำให้แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการหยิบคอร์ดแปลกมาใส่ในเพลง แต่เป็นการออกแบบการเคลื่อนของเสียงให้เกิดอารมณ์ใหม่ โดยยังมีเหตุผลทางดนตรีรองรับ
ถ้าอยากต่อยอดเรื่องการขยับโน้ตแต่ละเสียงให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้น ลองอ่าน Voice Leading สำหรับกีต้าร์และเปียโน ทำอย่างไรให้คอร์ดเปลี่ยนลื่นขึ้น เพิ่มเติมได้
ความต่างจากคอร์ดนอกคีย์ทั่วไป
คอร์ดนอกคีย์ทั่วไปอาจเกิดจากหลายเหตุผล เช่น Secondary Dominant, Borrowed Chord, Passing Chord หรือการเปลี่ยนคีย์ชั่วคราว แต่คอร์ดกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะตรงที่รากคอร์ดมักอยู่ห่างกันเป็นขั้นที่ 3 หรือขั้นที่ 6 และมีโน้ตนอกคีย์ที่เปลี่ยนอารมณ์ของเพลงอย่างชัดเจน
ถ้าอยากแยกให้ชัดขึ้นว่าคอร์ดนอกคีย์แต่ละแบบทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ลองอ่าน การใช้ Secondary Dominant ให้คอร์ดเดินมีแรงดึงมากขึ้น ควบคู่กันได้
ตัวอย่างเช่น จาก C Major ไป E Major จะให้ความรู้สึกสว่างและคมขึ้น เพราะ E Major มีโน้ต G# ซึ่งไม่ได้อยู่ในคีย์ C Major เสียง G# นี้ทำให้คอร์ดมีลักษณะเด่นขึ้น และมีแรงดึงทางอารมณ์มากกว่าการไปหา Em ซึ่งเป็นคอร์ดในคีย์ตามปกติ
Diatonic Mediant ต่างจากคอร์ดแบบโครมาติกยังไง
Diatonic Mediant คือความสัมพันธ์ของคอร์ดขั้นที่ 3 ที่ยังอยู่ในคีย์เดียวกัน เช่น C Major ไป Em ในคีย์ C Major ทั้งสองคอร์ดยังใช้โน้ตจากสเกลเดียวกัน จึงฟังกลมกลืนและคาดเดาได้ง่ายกว่า
ส่วนคอร์ดแบบโครมาติกจะเปลี่ยนคุณภาพของคอร์ด หรือเพิ่มโน้ตนอกคีย์เข้าไป เช่น C Major ไป E Major จึงให้ลักษณะเสียงที่ชัดกว่า เพราะมีโน้ตที่ไม่ได้อยู่ในคีย์หลักเข้ามาเปลี่ยนอารมณ์ของเสียง
ถ้าต้องการอ่านคำอธิบายเชิงทฤษฎีเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ Mediant และ Chromatic Mediant สามารถดูหัวข้อ Mediants จาก Open Music Theory เพิ่มเติมได้
สิ่งสำคัญคือการฟังผลลัพธ์ ไม่ใช่จำสูตรอย่างเดียว
การจำว่ารากคอร์ดอยู่ห่างกันเป็นขั้นที่ 3 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการฟังว่าคอร์ดที่เลือกให้อารมณ์แบบใด และเหมาะกับบริบทของเพลงหรือไม่
ถ้าต้องการใช้แนวคิดนี้เพื่อให้เพลงฟังลึกขึ้น ควรถามตัวเองเสมอว่า คอร์ดนี้กำลังเพิ่มความตึงเครียด เพิ่มความกว้าง หรือสร้างจุดเปลี่ยนทางอารมณ์ให้เพลงจริงหรือไม่
ตัวอย่างแนวคิดในคีย์ C Major
ถ้าเริ่มจากคอร์ด C Major เราสามารถทดลองคอร์ดที่มีความสัมพันธ์แบบโครมาติกได้หลายแบบ เช่น E Major, A Major, Ab Major และ Eb Major
แต่ละคอร์ดให้อารมณ์ต่างกัน แม้จะเริ่มจากคอร์ดเดียวกันก็ตาม การลองเล่นและฟังเปรียบเทียบทีละคู่ จะช่วยให้เข้าใจความต่างได้ชัดกว่าการอ่านทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
C Major ไป E Major
การเคลื่อนจาก C Major ไป E Major ให้ความรู้สึกสว่างขึ้น คมขึ้น และเหมือนเพลงกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ เสียง G# ในคอร์ด E Major เป็นเสียงสำคัญที่ทำให้คอร์ดมีลักษณะเด่น เพราะไม่ได้อยู่ในคีย์ C Major
การใช้คอร์ดลักษณะนี้เหมาะกับช่วงที่ต้องการยกอารมณ์เพลงขึ้น หรือสร้างความประหลาดใจโดยยังรักษาความสวยงามของเสียงไว้ได้
C Major ไป Ab Major
การเคลื่อนจาก C Major ไป Ab Major ให้ความรู้สึกลึก หนา และจริงจังกว่า เพราะ Ab Major มีอารมณ์ที่ห่างจากคีย์ C Major อย่างชัดเจน แต่ยังสามารถเชื่อมให้ฟังต่อเนื่องได้ ถ้าวางเสียงอย่างระมัดระวัง
คอร์ดลักษณะนี้เหมาะกับเพลงที่ต้องการอารมณ์จริงจัง ลึกลับ หรือให้ความรู้สึกเหมือนบรรยากาศของเพลงเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
C Major ไป Eb Major
C Major ไป Eb Major ให้ความรู้สึกอบอุ่น กว้าง และมีบรรยากาศแบบ Cinematic อยู่พอสมควร เพราะ Eb Major อยู่ห่างจากคีย์หลัก แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักหรือรุนแรงเท่าคอร์ดนอกคีย์บางแบบ
ถ้าใช้ในท่อน Bridge หรือช่วงเปลี่ยนอารมณ์ของเพลง จะช่วยให้เพลงมีพื้นที่ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคีย์แบบเต็มรูปแบบ
วิธีใช้ Chromatic Mediant ให้คอร์ดฟังต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ
ปัญหาของการใช้คอร์ดลักษณะนี้คือ ถ้าใส่คอร์ดที่มีอารมณ์แรงเกินไปโดยไม่เตรียมบริบท ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าคอร์ดเปลี่ยนแบบไม่มีเหตุผล วิธีแก้คือควบคุมการเชื่อมของเสียง และเลือกตำแหน่งวางคอร์ดให้เหมาะกับอารมณ์ของเพลง
ถ้าอยากดูคำอธิบายอีกมุมเกี่ยวกับ Chromatic Mediants ในบริบทของการเปลี่ยนคีย์และ Common-Tone Modulation สามารถอ่านหัวข้อ Chromatic Mediants จาก Music Theory for the 21st-Century Classroom เพิ่มเติมได้
ใช้โน้ตร่วมเป็นตัวเชื่อม
ถ้าคอร์ดสองตัวมีโน้ตร่วมกัน ให้ลองคงโน้ตนั้นไว้ในเสียงบนหรือเสียงกลาง เพราะจะช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคอร์ดทั้งสองยังมีความเกี่ยวข้องกัน
ตัวอย่างเช่น C Major มีโน้ต C, E, G ส่วน Ab Major มีโน้ต Ab, C, Eb ทั้งสองคอร์ดมีโน้ต C ร่วมกัน การคงเสียง C ไว้จะช่วยให้การเปลี่ยนคอร์ดไม่กระโดดจนเกินไป
คุม Voice Leading ให้เสียงเคลื่อนน้อยที่สุด
ถ้าเสียงในคอร์ดเคลื่อนแบบกระโดดไกลพร้อมกันทั้งหมด คอร์ดอาจฟังแข็งและหลุดจากเพลงได้ง่าย แต่ถ้าจัดให้บางเสียงขยับเพียงครึ่งเสียงหรือหนึ่งเสียง การเปลี่ยนคอร์ดจะฟังต่อเนื่องขึ้นมาก
แนวคิดนี้สำคัญมากสำหรับคนเล่นเปียโน คีย์บอร์ด กีต้าร์ และคนเรียบเรียงดนตรี เพราะการวางเสียงที่ดีช่วยให้คอร์ดนอกคีย์ฟังมีเหตุผลมากขึ้นทันที
ใช้ในจุดที่เพลงต้องการเปลี่ยนอารมณ์
คอร์ดลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้บ่อย การใช้เพียงครั้งเดียวในตำแหน่งสำคัญ เช่น ก่อนเข้าท่อน Hook, ช่วง Bridge, ช่วง Interlude หรือก่อนกลับเข้าท่อนหลัก อาจให้ผลทางอารมณ์ชัดกว่าการใช้หลายครั้งติดกัน
ยิ่งคอร์ดมีลักษณะเฉพาะชัดเจนเท่าไร ยิ่งควรเลือกตำแหน่งใช้อย่างตั้งใจ เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคอร์ดนั้นมีความหมาย ไม่ใช่ใส่เข้ามาเพียงเพื่อให้เพลงดูซับซ้อน
วิธีฝึกด้วยเครื่องดนตรีให้เข้าใจเสียงจริง
การเข้าใจแนวคิดนี้จากทฤษฎีอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะเรื่องนี้ต้องใช้หูและความรู้สึกทางเสียงร่วมด้วย วิธีที่ดีที่สุดคือเล่นคอร์ดจริง ฟังจริง และเปรียบเทียบอารมณ์ของแต่ละทางเลือกด้วยตัวเอง
เริ่มจากคีย์เดียวก่อน
ให้เริ่มจากคีย์ C Major เพราะมองเห็นโครงสร้างได้ง่าย จากนั้นลองเล่น C Major ไปยัง E Major, A Major, Ab Major และ Eb Major แล้วฟังว่าแต่ละคอร์ดให้อารมณ์ต่างกันอย่างไร
อย่าเพิ่งรีบแต่ง Progression ยาว ให้ฟังความสัมพันธ์ของคอร์ดทีละคู่ก่อน เพราะจะช่วยให้เข้าใจลักษณะของเสียงในแต่ละการเคลื่อนได้ชัดกว่า
ลองเปลี่ยน Major เป็น Minor
เมื่อเริ่มคุ้นกับคอร์ด Major แล้ว ให้ลองเปลี่ยนคุณภาพของคอร์ด เช่น C Major ไป E Minor, C Major ไป E Major, C Minor ไป Ab Major หรือ C Minor ไป A Major
การเปลี่ยนคุณภาพของคอร์ดจะทำให้เห็นว่า แค่เปลี่ยน Major หรือ Minor อารมณ์ของคอร์ดลักษณะนี้ก็เปลี่ยนไปมาก
อัดเสียงแล้วฟังย้อนกลับ
การฟังขณะเล่นกับการฟังย้อนหลังมักให้มุมมองต่างกัน เมื่ออัดเสียงแล้วฟังซ้ำ ผู้เล่นจะได้ยินชัดขึ้นว่าคอร์ดไหนเชื่อมต่อกันได้ดี คอร์ดไหนให้อารมณ์แรงเกินไป และคอร์ดไหนเหมาะกับอารมณ์เพลงที่ต้องการจริง ๆ
สำหรับคนที่ฝึกเรียบเรียงเพลง วิธีนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีกว่าการดูจากสูตรทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
การนำไปใช้ในการแต่งเพลงและเรียบเรียง
คอร์ดลักษณะนี้สามารถใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งในเพลง Pop, Rock, Jazz, Fusion, Soundtrack และเพลงบรรเลง จุดสำคัญคือไม่ต้องใช้ให้ซับซ้อนเกินไป แต่ต้องใช้ให้ตรงกับอารมณ์ที่ต้องการสื่อ
ใช้สร้างท่อน Bridge ให้ต่างจากท่อนหลัก
ถ้าท่อน Verse และ Hook ใช้คอร์ดในคีย์ค่อนข้างตรงไปตรงมา การใช้คอร์ดนอกคีย์แบบนี้ในท่อน Bridge จะช่วยให้เพลงมีพื้นที่ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคีย์แบบชัดเจนทั้งท่อน
วิธีนี้เหมาะกับเพลงที่ต้องการให้ท่อน Bridge มีอารมณ์แยกออกจากส่วนอื่น แต่ยังสามารถกลับเข้าท่อนหลักได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ใช้เพิ่มบรรยากาศแบบ Cinematic
เพลงที่ต้องการความยิ่งใหญ่ ลึกลับ หรือมีภาพในหัว มักได้ประโยชน์จากการใช้คอร์ดที่มีความสัมพันธ์แบบขั้นคู่สามเชิงโครมาติก เพราะคอร์ดจะให้ความรู้สึกเหมือนฉากเปลี่ยน หรือทำให้อารมณ์ของเพลงกว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม ควรระวังไม่ให้ใช้จนเพลงฟังเหมือนเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา เพราะถ้าไม่มีศูนย์กลางของคีย์ที่ชัด ผู้ฟังอาจจับอารมณ์หลักของเพลงได้ยาก
ใช้เป็นจุดเปลี่ยนก่อนกลับเข้าคอร์ดหลัก
คอร์ดลักษณะนี้สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนชั่วคราวก่อนกลับเข้าคอร์ดหลักได้ดี เช่น ใช้คอร์ดที่มีอารมณ์เข้มขึ้นก่อนกลับมาหา Tonic เพื่อทำให้การกลับบ้านของคอร์ดมีน้ำหนักมากขึ้น
เทคนิคนี้เหมาะกับคนที่ต้องการให้การวนคอร์ดเดิมไม่จำเจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างเพลงทั้งหมด
ถ้าต้องการเห็นภาพกว้างขึ้นของการเปลี่ยนคอร์ดเพื่อเพิ่มสีสันให้เพลง ลองอ่าน Reharmonization เบื้องต้นถึงใช้งานจริง: เปลี่ยนคอร์ดยังไงไม่ให้เพลงเสียแกน เพิ่มเติมได้
ข้อผิดพลาดที่ควรระวังเมื่อใช้คอร์ดลักษณะนี้
แม้เทคนิคนี้จะทำให้เพลงฟังน่าสนใจขึ้น แต่ถ้าใช้โดยไม่เข้าใจบริบท อาจทำให้เพลงเสียทิศทางได้ง่าย โดยเฉพาะถ้าเพลงยังไม่มีทำนองหลักหรือ Groove ที่แข็งแรงพอรองรับ
ใช้คอร์ดแรงเกินไปโดยไม่มีการเตรียม
ถ้าก่อนหน้าเพลงใช้คอร์ดเรียบง่ายมาก แล้วจู่ ๆ เปลี่ยนไปคอร์ดที่มีอารมณ์จัดโดยไม่มีการเตรียม ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าคอร์ดนั้นหลุดออกจากเพลง
ทางแก้คือใช้ทำนองหลัก เสียงค้าง หรือ Voice Leading เป็นตัวเชื่อม เพื่อให้คอร์ดใหม่ฟังมีเหตุผลมากขึ้น
สนใจความแปลกมากกว่าหน้าที่ของคอร์ด
คอร์ดที่แปลกไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ถ้าคอร์ดไม่ช่วยส่งอารมณ์ ไม่ช่วยพาเพลงไปข้างหน้า หรือไม่ช่วยเน้นจุดสำคัญของท่อนเพลง คอร์ดนั้นอาจทำให้เพลงฟังรกแทน
ก่อนใช้ควรถามว่า คอร์ดนี้ช่วยเพลงตรงไหน ช่วยเพิ่มความลึก เพิ่มแรงดึง หรือสร้างจุดเปลี่ยนที่จำเป็นจริงหรือไม่
ใช้บ่อยจนลักษณะพิเศษของคอร์ดหมดความน่าสนใจ
คอร์ดลักษณะนี้มีพลังเพราะไม่ใช่คอร์ดที่ผู้ฟังคาดเดาได้ง่าย ถ้าใช้บ่อยเกินไป ลักษณะพิเศษของคอร์ดจะเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ และเพลงอาจเสียจุดเด่นทางอารมณ์
การใช้ให้น้อยแต่ชัดเจน มักให้ผลดีกว่าการใส่หลายคอร์ดเพียงเพื่อโชว์ความซับซ้อน
อุปกรณ์ที่ช่วยฝึกคอร์ดนอกคีย์ให้เข้าใจเสียงจริงมากขึ้น
การฝึกคอร์ดนอกคีย์ให้ได้ผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำสูตรเพียงอย่างเดียว อุปกรณ์ที่ช่วยให้ได้ยินเสียงชัด อัดฟังซ้ำได้ และทดลองคอร์ดได้สะดวก จะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ของคอร์ดเร็วขึ้น โดยเฉพาะเวลาต้องเปรียบเทียบอารมณ์ของคอร์ดหลายแบบในเพลงเดียวกัน
คีย์บอร์ดหรือ MIDI Keyboard สำหรับทดลองคอร์ดหลายรูปแบบ
- เหมาะกับการลองคอร์ด Major, Minor, 7th และคอร์ดนอกคีย์หลายแบบในตำแหน่งเดียวกัน
- ช่วยให้เห็นโครงสร้างโน้ตในคอร์ดชัดกว่าการเดาจากชื่อคอร์ดอย่างเดียว
- เหมาะกับคนที่แต่งเพลง เรียบเรียงเพลง หรืออยากเข้าใจ Harmony ผ่านเสียงจริง
- ถ้าใช้ MIDI Keyboard ร่วมกับโปรแกรมทำเพลง จะสามารถบันทึกคอร์ดไว้เปรียบเทียบได้ง่าย
- รุ่นที่มีอย่างน้อย 49 คีย์ จะช่วยให้ทดลองคอร์ดสองมือได้สะดวกกว่า 25 คีย์
กีต้าร์และแอมป์ซ้อมสำหรับเช็คการวางเสียงของคอร์ด
- เหมาะกับมือกีต้าร์ที่ต้องการฟังว่าคอร์ดนอกคีย์เมื่อนำมาเล่นจริงให้ความรู้สึกต่างจากคอร์ดในคีย์อย่างไร
- การเปลี่ยนตำแหน่งจับคอร์ดบนคอกีต้าร์ช่วยให้ได้ลักษณะเสียงต่างกัน แม้ใช้ชื่อคอร์ดเดียวกัน
- แอมป์ซ้อมที่ให้เสียงคลีนชัดจะช่วยให้ฟังโน้ตในคอร์ดได้ง่ายกว่าเสียงแตกหนัก ๆ
- ควรลองเล่นคอร์ดเดียวกันทั้งตำแหน่งต่ำ กลาง และสูง เพื่อฟังว่าแต่ละตำแหน่งส่งผลต่ออารมณ์เพลงอย่างไร
- ถ้าใช้กีต้าร์โปร่ง ควรฟังเสียงสายเปิดร่วมด้วย เพราะบางครั้งเสียงค้างจากสายเปิดช่วยให้คอร์ดเชื่อมกันต่อเนื่องขึ้น
Looper Pedal สำหรับฝึกฟังการเปลี่ยนคอร์ดแบบวนซ้ำ
- ใช้อัดคอร์ดหลักวนไว้ก่อน แล้วทดลองเปลี่ยนคอร์ดนอกคีย์เข้าไปในจุดต่าง ๆ ของเพลง
- ช่วยให้ฟังซ้ำได้หลายรอบโดยไม่ต้องเล่นใหม่ทุกครั้ง
- เหมาะกับการฝึกว่าแต่ละคอร์ดควรอยู่ก่อน Hook, ช่วง Bridge หรือก่อนกลับเข้าคอร์ดหลักหรือไม่
- ช่วยให้มือกีต้าร์ฝึกทั้งคอร์ดและทำนองทับบนคอร์ดวนได้ในเวลาเดียวกัน
- ถ้า Looper มีหน่วยความจำหลายช่อง จะช่วยเก็บไอเดียคอร์ดหลายแบบไว้เปรียบเทียบภายหลังได้
Audio Interface และหูฟังมอนิเตอร์สำหรับอัดฟังรายละเอียด
- Audio Interface ช่วยให้อัดเสียงกีต้าร์ คีย์บอร์ด หรือไมโครโฟนได้ชัดกว่าการอัดผ่านโทรศัพท์มือถือในหลายสถานการณ์
- หูฟังมอนิเตอร์ช่วยให้ฟังการเคลื่อนของเสียงในคอร์ดได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะโน้ตที่ขยับครึ่งเสียง
- เหมาะกับการเช็คว่า Voice Leading ของคอร์ดฟังต่อเนื่องหรือกระโดดเกินไป
- การอัดเสียงแล้วฟังย้อนหลังช่วยให้ตัดสินได้ดีขึ้นว่าคอร์ดที่เลือกเหมาะกับอารมณ์เพลงจริงหรือไม่
- ถ้าฝึกแต่งเพลงที่บ้าน การมีระบบอัดเสียงพื้นฐานจะช่วยเก็บไอเดียคอร์ดไว้พัฒนาต่อได้ง่าย
ถ้าอยากฝึกฟังคุณภาพของคอร์ดให้แม่นขึ้นก่อนนำไปใช้แต่งเพลง ลองอ่าน ฝึกหูจับคุณภาพคอร์ด จากการฟังจริง ไม่ใช่ท่องจำอย่างเดียว ต่อได้เลย
สมุดจดคอร์ดหรือแอปพลิเคชันบันทึกไอเดียสำหรับเก็บ Progression
- ใช้จดชุดคอร์ดที่ลองแล้วฟังดี เพื่อกลับมาพัฒนาต่อภายหลัง
- ควรจดทั้งชื่อคอร์ด คีย์เพลง ตำแหน่งที่ใช้ และความรู้สึกของคอร์ดนั้น
- ช่วยให้เห็นว่าแนวคอร์ดแบบไหนเหมาะกับเพลงที่มีอารมณ์สว่าง ลึกลับ จริงจัง หรืออบอุ่น
- เหมาะกับคนที่แต่งเพลงบ่อย เพราะช่วยสร้างคลังไอเดียคอร์ดส่วนตัว
- ถ้าใช้แอปพลิเคชันบันทึกเสียงร่วมด้วย จะช่วยจำทั้งเสียงและโครงสร้างคอร์ดได้แม่นขึ้น
สรุปการใช้ Chromatic Mediant ให้ได้ผลจริง
เทคนิคคอร์ดแบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับคนที่ต้องการทำให้ Harmony ฟังลึกขึ้น มีลักษณะเฉพาะมากขึ้น และคาดเดายากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคีย์แบบเต็มรูปแบบ
หัวใจของการใช้เทคนิคนี้ไม่ใช่การจำชื่อคอร์ดให้ได้มากที่สุด แต่คือการเข้าใจความสัมพันธ์ของคอร์ด ฟังอารมณ์ของแต่ละการเปลี่ยน และควบคุม Voice Leading ให้คอร์ดใหม่เชื่อมกับบริบทเดิมได้อย่างมีเหตุผล
สำหรับผู้เล่นที่มีพื้นฐานแล้ว การฝึกแนวคิดนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ทั้งในการแต่งเพลง แกะเพลง วิเคราะห์เพลง และเรียบเรียงดนตรี เพราะทำให้เห็นว่าคอร์ดนอกคีย์ไม่จำเป็นต้องฟังหลุดเสมอไป ถ้าเลือกใช้ในจังหวะที่เหมาะสมและเข้าใจอารมณ์ของเพลงอย่างแท้จริง





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น