Warm Audio Throne Of Tone Overdrive สองคาแรคเตอร์ในเครื่องเดียวสำหรับคนที่ต้องการโทนเสียงที่กว้างขึ้น

Warm Audio Throne Of Tone เอฟเฟคโอเวอร์ไดรฟ์สีดำ ปุ่มฟ้า พร้อมมุมหน้าเครื่องและช่องต่อด้านหลังบนพื้นเทา

     หลายคนที่เริ่มใช้เอฟเฟคกีต้าร์มักพบว่า Overdrive เพียงก้อนเดียวอาจให้โทนเสียงได้ไม่ครอบคลุมเท่าที่ต้องการ รุ่น Warm Audio Throne Of Tone จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะออกแบบให้มีวงจร 2 ฝั่งอยู่ในเครื่องเดียว ผู้เล่นจึงเลือกใช้ได้ทั้งเสียงแตกแบบ Vintage ที่นุ่มนวล, เสียง Boost สำหรับดันหน้าแอมป์ และเสียงแตกที่หนาขึ้นสำหรับ Riff กับ Solo จุดเด่นอีกข้อคือใช้วงจร Analog ทั้งระบบ จึงตอบสนองต่อแรงมือได้เป็นธรรมชาติ เมื่อดีดเบาเสียงจะนุ่มและโปร่ง แต่เมื่อดีดแรงเสียงจะพุ่งและมีน้ำหนักมากขึ้น จึงเหมาะทั้งกับการเล่นสด การซ้อม และการอัดเสียงที่บ้าน


Warm Audio Throne Of Tone กับแนวคิด Overdrive แบบสองวงจร

     Overdrive ทั่วไปมักมีลักษณะเสียงหลักเพียงแบบเดียว หากผู้เล่นต้องการโทนอีกแนว ก็มักต้องเพิ่มเอฟเฟคอีกก้อนลงบนบอร์ด แต่รุ่นนี้รวมลักษณะเสียงไว้ 2 ฝั่งในเครื่องเดียว จึงช่วยให้ปรับเสียงได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์หลายชิ้นให้ยุ่งยาก


     ข้อดีของแนวคิดนี้คือผู้เล่นสามารถกำหนดหน้าที่ของแต่ละฝั่งได้ชัดเจน เช่น ใช้ฝั่งแรกเป็นเสียงแตกอ่อนสำหรับเล่นคอร์ด และใช้ฝั่งที่สองเป็นเสียงสำหรับ Solo หรือเพิ่มความหนาของเสียง เมื่อลองเปิดใช้งานพร้อมกัน ก็จะได้มิติของเสียงที่เข้มขึ้นอีกระดับ จึงเหมาะกับคนที่เล่นหลายแนวเพลงในการแสดงหรือการซ้อมครั้งเดียว

Warm Audio Throne Of Tone มุมเฉียงด้านหน้า เห็นปุ่มฟ้า สวิตช์เลือกเสียง และฟุตสวิตช์ 2 ข้างชัดเจน

จุดเด่นของ Warm Audio Throne Of Tone ที่ทำให้แตกต่าง

     จุดเด่นของรุ่นนี้ไม่ได้อยู่แค่การมีวงจร 2 ฝั่งเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การออกแบบปุ่มควบคุมและสวิตช์ที่ช่วยให้ผู้เล่นปรับเสียงได้ละเอียดพอสมควร แม้จะเป็นมือใหม่ก็ยังค่อย ๆ เรียนรู้ได้ไม่ยาก เพราะหน้าที่ของแต่ละส่วนค่อนข้างชัดเจนและใช้งานตรงไปตรงมา


การปรับเสียงแยกซ้ายขวาช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้น

     แต่ละฝั่งมีปุ่ม Volume, Gain, Tone และ Presence แยกจากกันอย่างชัดเจน หากอธิบายแบบเข้าใจง่าย Volume ใช้ปรับความดัง, Gain ใช้ปรับระดับเสียงแตก, Tone ใช้ปรับสมดุลของเสียงทุ้มและเสียงแหลมโดยรวม และ Presence ช่วยเพิ่มความคมกับความชัดของปลายเสียง

Warm Audio Throne Of Tone มุมหน้าเครื่องตรง เห็นปุ่มควบคุม 2 ฝั่ง สวิตช์เลือกโหมด และฟุตสวิตช์คู่

     การแยกปุ่มควบคุมแบบนี้ช่วยให้ผู้เล่นตั้งค่าทั้ง 2 ฝั่งให้มีหน้าที่ต่างกันได้ เช่น ฝั่งแรกตั้งให้เสียงอุ่นและเหมาะกับการเล่นคอร์ด ส่วนอีกฝั่งตั้งให้เสียงพุ่งกว่าเดิมเพื่อใช้ในท่อนนำ เมื่อถึงเวลาเล่นจริงก็สลับใช้งานได้สะดวกกว่าการหมุนปุ่มไปมาระหว่างเพลง


โหมดเสียงหลากหลายพอสำหรับหลายแนวเพลง

     ตัวเครื่องมีทั้งโหมด Boost, Overdrive และ Distortion จึงไม่ได้ให้เสียงแตกอยู่แค่แบบเดียว หากต้องการเพิ่มแรงสัญญาณเพื่อให้แอมป์ตอบสนองไวขึ้น ก็สามารถใช้โหมด Boost ได้ แต่ถ้าอยากได้เสียงแตกที่อิ่มขึ้นและยังคงรายละเอียดของการเล่นไว้ได้ดี โหมด Overdrive จะเหมาะกว่า ส่วนโหมด Distortion จะให้เสียงที่แน่นและหนักขึ้น เหมาะกับช่วงที่ต้องการพลังของเสียงอย่างชัดเจน


     นอกจากนี้ ยังมีสวิตช์เลือกบุคลิกเสียงแบบ Blues และ King ซึ่งช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของเสียงได้พอสมควร ผู้เล่นจึงลองหาลักษณะเสียงที่เข้ากับกีต้าร์ แอมป์ และแนวเพลงของตัวเองได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องปรับอุปกรณ์หลายชิ้นพร้อมกัน

เอฟเฟคโอเวอร์ไดรฟ์มุมใกล้บนบอร์ด เห็นปุ่มควบคุมสองฝั่ง สวิตช์เลือกเสียง และไฟสถานะสีแดง

วงจร Analog ให้อารมณ์การเล่นแบบไหน

     จุดสำคัญของเอฟเฟครุ่นนี้คือการใช้วงจร Analog ทั้งหมด ข้อดีที่คนเล่นกีต้าร์มักชอบคือเสียงตอบสนองตามน้ำหนักมือได้ดี หากดีดเบา เสียงก็จะยังโปร่งและควบคุมได้ง่าย แต่ถ้าดีดแรง เสียงก็จะเปิดและพุ่งขึ้นตามแรงมือ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าควบคุมเสียงได้จากวิธีเล่นจริง ไม่ได้อาศัยเพียงการหมุนปุ่มบนตัวเครื่อง


     อีกจุดที่น่าสนใจคือการเลือกใช้อุปกรณ์ภายในอย่าง IC และไดโอดหลายตำแหน่งเพื่อสร้างลักษณะเสียงแบบ Vintage จึงให้กลิ่นอายคล้ายแอมป์อังกฤษยุคคลาสสิก เหมาะกับคนที่ชอบซาวด์ Blues, Classic Rock หรือ Rock ที่ต้องการเสียงหนาแบบเป็นธรรมชาติ

เอฟเฟคโอเวอร์ไดรฟ์สองวงจรตั้งบนพื้นไม้ ไฟสถานะติดทั้งสองฝั่ง ปุ่มสีฟ้าเด่นบนตัวเครื่องสีดำ

Voltage Boost ของ Warm Audio Throne Of Tone ช่วยอะไรเมื่อนำไปใช้จริง

     ฟังก์ชัน Voltage Boost ช่วยเพิ่ม Headroom ของสัญญาณ ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่าย คือช่วยให้เสียงรองรับการเล่นที่แรงขึ้นได้ดีขึ้น เวลาเล่นหนัก ๆ เสียงจะไม่อั้นหรืออัดแน่นเกินไป และยังช่วยให้โทนเปิดขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อใช้กับแอมป์ที่ตอบสนองต่อไดนามิกได้ดีอยู่แล้ว ผู้เล่นจะยิ่งได้ยินความแตกต่างชัดขึ้น


     สำหรับคนที่เล่นสด ฟังก์ชันนี้มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้เสียงยังคงความชัดแม้อยู่ในวงที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้น ส่วนคนที่อัดเสียงก็ใช้เพื่อเก็บรายละเอียดของการดีดและการเกาได้ดีขึ้นเช่นกัน

Warm Audio Throne Of Tone ด้านหลังเครื่อง มีช่อง Input Return Send Output และสวิตช์ Voltage Boost

การใช้งานจริงบนเวทีและในห้องอัด

     จากรูปแบบการจัดวางปุ่มและสวิตช์ จะเห็นว่าตัวเครื่องออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริง และไม่ได้ซับซ้อนเกินจำเป็น ผู้เล่นสามารถมองตำแหน่งของปุ่มได้ค่อนข้างชัด และค่อย ๆ เรียนรู้การใช้งานได้เร็วเมื่อใช้ไปสักระยะ

เอฟเฟคกีต้าร์วางบนพื้นไม้ มีบอดี้กีต้าร์โผล่ด้านล่าง เห็นสายต่อเข้าตัวเครื่องทั้งสองด้าน

     อีกจุดที่น่าสนใจคือช่อง Send และ Return ซึ่งเปิดทางให้แทรกเอฟเฟคก้อนอื่นไว้ระหว่างวงจรทั้ง 2 ฝั่งได้ เช่น บางคนอาจแทรก EQ เพื่อปรับแต่งรายละเอียดของเสียง หรือใส่ Compressor เพื่อให้สัญญาณนิ่งขึ้น วิธีนี้ช่วยให้จัดระบบเสียงได้ยืดหยุ่นกว่าการใช้ Overdrive ทั่วไป


ความแข็งแรงของตัวเครื่องและความพร้อมในการใช้งานระยะยาว

     ตัวเครื่องทำจากโลหะ จึงให้ความรู้สึกแข็งแรงและเหมาะกับการใช้งานต่อเนื่อง เหมาะกับคนที่ต้องยกบอร์ดไปซ้อมหรือขึ้นเวทีบ่อย แม้น้ำหนักประมาณ 1.1 กิโลกรัมจะไม่เบามาก แต่ข้อดีคือเมื่อติดตั้งไว้บนบอร์ดแล้ว ตัวเครื่องจะวางได้มั่นคงและไม่ขยับง่าย


     ระบบ True Bypass ก็เป็นอีกจุดที่มือกีต้าร์หลายคนให้ความสำคัญ เพราะช่วยให้สัญญาณผ่านตัวเอฟเฟคได้โดยไม่รบกวนโทนเดิมมากเกินไปเมื่อปิดเอฟเฟค ดังนั้น หากใครวางรุ่นนี้ไว้ในบอร์ดร่วมกับเอฟเฟคตัวอื่น ก็ยังวางใจเรื่องความต่อเนื่องของสัญญาณได้พอสมควร


การตั้งค่าเสียงให้เหมาะกับแนวเพลง

     การมีหลายโหมดไม่ได้แปลว่าต้องตั้งยากเสมอไป หากรู้หลักพื้นฐาน ผู้เล่นจะหาจุดที่เหมาะกับแนวเพลงของตัวเองได้เร็วขึ้นมาก

  • ถ้าชอบเสียง Blues หรือ Classic Rock ให้เริ่มจาก Gain ต่ำถึงกลาง แล้วค่อยปรับ Tone และ Presence เพิ่มทีละน้อย เพื่อให้เสียงยังอุ่นและฟังสบาย
  • ถ้าต้องการเสียงสำหรับ Solo ให้เพิ่ม Volume เพื่อดันเสียงให้ออกมาชัดขึ้น จากนั้นค่อยเสริม Gain เท่าที่จำเป็น จะช่วยให้เสียงยังชัดและไม่แตกฟุ้ง
  • ถ้าใช้กีต้าร์ Single-Coil แล้วรู้สึกว่าเสียงบางเกินไป ลองใช้โหมดที่ให้เนื้อเสียงหนาขึ้น แล้วลดแหลมลงเล็กน้อยเพื่อให้เสียงอิ่มขึ้น
  • ถ้าใช้กีต้าร์ Humbucker และอยากได้ความคมชัดมากขึ้น ลองเพิ่ม Presence ทีละนิด จะช่วยให้ปลายเสียงเปิดขึ้นโดยไม่ต้องเร่ง Gain มากเกินไป
  • ถ้าเล่นหลายแนวในชุดเดียว ควรตั้ง 2 ฝั่งให้ทำหน้าที่ต่างกัน เช่น ฝั่งหนึ่งเน้นคอร์ด ฝั่งหนึ่งเน้น Solo จะทำให้ใช้งานจริงสะดวกกว่า


วิธีวางเอฟเฟคบนบอร์ดให้ใช้งานง่าย

     ตำแหน่งการวางเอฟเฟคบนบอร์ดมีผลต่อความสะดวกในการเล่นไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ขึ้นเวทีและต้องเปลี่ยนเสียงบ่อย

เอฟเฟคกีต้าร์วางบนเพดัลบอร์ด มุมมองจากด้านบน เห็นปุ่มควบคุมคู่และฟุตสวิตช์สองฝั่ง

  • ควรวางเอฟเฟคไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นไฟสถานะได้ชัด และเหยียบสวิตช์ได้สะดวก เพราะตัวเครื่องมีวงจร 2 ฝั่งให้ใช้งาน และมีสวิตช์หลายจุดที่ต้องใช้งานระหว่างเล่น
  • ถ้าใช้ร่วมกับ Delay, Reverb หรือ Modulation ควรจัดสายให้เป็นระเบียบ เพื่อไม่ให้เหยียบโดนสายหรือใช้งานลำบาก
  • ช่อง Send และ Return เหมาะกับคนที่อยากใส่เอฟเฟคเพิ่มไว้ระหว่าง 2 ฝั่ง เช่น EQ หรือ Compressor เพื่อปรับรายละเอียดของเสียงให้มากขึ้น
  • ถ้าใช้บอร์ดขนาดเล็ก ควรเผื่อพื้นที่รอบตัวเครื่องไว้พอสมควร เพื่อให้หมุนปุ่มและเสียบสายได้สะดวก
  • หากเล่นสดบ่อย ควรลองเหยียบใช้งานจริงตอนซ้อมก่อนขึ้นเวที เพื่อให้คุ้นกับตำแหน่งของสวิตช์และปุ่มควบคุม


รายละเอียดงานประกอบและวัสดุที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้

     การเลือกเอฟเฟคไม่ควรดูแค่เสียงอย่างเดียว งานประกอบและความพร้อมในการใช้งานระยะยาวก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะอุปกรณ์ลักษณะนี้ต้องเจอทั้งแรงเหยียบ การพกพา และการใช้งานต่อเนื่อง

  • ตัวเครื่องเป็นโลหะ จึงให้ความรู้สึกแข็งแรงและมั่นใจเมื่อต้องใช้งานนอกสถานที่
  • ฟุตสวิตช์ออกแบบมาสำหรับการใช้งานจริง กดได้มั่นใจและเหมาะกับการเหยียบซ้ำหลายครั้ง
  • ปุ่มหมุนมีขนาดพอดีมือ ช่วยให้ปรับค่าได้ง่ายทั้งตอนซ้อมและตอนตั้งเสียงหน้างาน
  • ตัวอักษรบนหน้าเครื่องอ่านเข้าใจง่าย ทำให้มือใหม่เรียนรู้ตำแหน่งของปุ่มและสวิตช์ได้เร็วขึ้น
  • ใช้ไฟ 9V DC แบบ Center-Negative ซึ่งเป็นมาตรฐานที่พบได้บ่อยใน Pedalboard จึงต่อใช้งานร่วมกับ Power Supply ได้ไม่ยาก
  • ขนาดประมาณ 171 × 127 × 67 มิลลิเมตร เหมาะกับคนที่ยอมสละพื้นที่บนบอร์ดเล็กน้อย เพื่อแลกกับความสามารถที่ได้กลับมา


ใครจะได้ประโยชน์จากเอฟเฟคแบบสองวงจร

     เอฟเฟคแบบนี้ไม่ได้เหมาะเฉพาะมืออาชีพเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนที่กำลังเริ่มจริงจังกับการจัดเสียงของตัวเองด้วย

  • มือใหม่ที่เริ่มสนใจเรื่องโทนเสียง จะได้เข้าใจความแตกต่างของเสียงแตกแต่ละแบบจากเอฟเฟคก้อนเดียว ทำให้ลองฟังและเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น
  • คนที่เล่นสดจะสลับเสียงได้สะดวกกว่าเดิม เพราะไม่ต้องพึ่ง Overdrive หลายก้อนแยกกัน
  • คนที่อัดเพลงเองที่บ้านจะทดลองผสมลักษณะเสียงได้ง่ายขึ้น และหาเสียงที่เหมาะกับแต่ละเพลงได้เร็วขึ้น
  • ผู้เล่นที่ชอบเสียง Analog จะได้สัมผัสการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเวลาเล่นต่างน้ำหนักมือ
  • คนที่อยากลดจำนวนเอฟเฟคบนบอร์ดอาจมองว่ารุ่นนี้ช่วยประหยัดพื้นที่ และลดความยุ่งยากในการต่อสายในระยะยาว


Warm Audio Throne Of Tone เหมาะกับใคร

     ถ้ามองในภาพรวม รุ่นนี้เหมาะกับมือกีต้าร์ที่ต้องการความยืดหยุ่นของเสียงในเครื่องเดียว โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากพก Overdrive หลายก้อน แต่ยังต้องการทั้งเสียงแตกเบา เสียงดันแอมป์ และเสียงที่หนักขึ้นสำหรับบางช่วงของเพลง


     นอกจากนี้ ยังเหมาะกับคนที่ชอบปรับเสียงเองและอยากเข้าใจลักษณะของ Overdrive ให้มากขึ้น เพราะรุ่นนี้เปิดโอกาสให้ลองได้หลายแนวทาง ทั้งการตั้ง 2 ฝั่งให้ทำงานคนละหน้าที่ การสลับลำดับวงจร และการแทรกเอฟเฟคภายนอกระหว่าง 2 ฝั่ง


สรุปภาพรวมการใช้งานและความคุ้มค่า

     หากต้องการเอฟเฟคที่ให้เสียงได้หลายแบบ โดยยังรักษาความรู้สึกแบบ Analog ไว้ครบ รุ่นนี้ถือว่าน่าสนใจมาก จุดเด่นไม่ได้อยู่แค่จำนวนฟังก์ชัน แต่ยังอยู่ที่วิธีใช้งานซึ่งออกแบบมาให้ผู้เล่นค่อย ๆ ทำความเข้าใจได้จริง


     เมื่อรวมเรื่องลักษณะเสียง ความยืดหยุ่นของการตั้งค่า งานประกอบที่แข็งแรง และความสามารถในการประยุกต์ใช้งานกับบอร์ดหลายรูปแบบ จึงเป็นเอฟเฟคที่เหมาะกับทั้งคนที่กำลังยกระดับจากก้อนพื้นฐาน และคนที่ต้องการก้อนเดียวแต่ใช้งานได้ครอบคลุมหลายสถานการณ์

คลิป YouTube
เครดิต : Warm Audio


สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่


🛒สั่งซื้อได้ที่นี่


รีวิวโดย gooddymusic

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น