เอฟเฟคกีต้าร์ Boss JB-2 Angry Driver พลังเสียงไดรฟ์สองตำนานในกล่องเดียว

เอฟเฟคกีต้าร์ Boss JB-2 Angry Driver แบนเนอร์โปรโมชัน โชว์ตัวเครื่องสีขาว พร้อมข้อความผ่อนชำระ 0% นานสุด 10 เดือน

     การทำเสียงแตกหรือ overdrive สำหรับกีต้าร์ไฟฟ้า ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “แตกแรงแค่ไหน” แต่คือการคุม dynamics ความชัดของโน้ต และความรู้สึกตอนดีดให้เป็นธรรมชาติ รุ่นที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่มมือกีต้าร์คือ เอฟเฟคกีต้าร์ Boss JB-2 Angry Driver เพราะเป็นการร่วมมือของ BOSS กับ JHS Pedals ที่ตั้งใจรวมบุคลิกเสียงแตก 2 แบบไว้ในแป้นเดียว ใช้บน pedalboard ได้ง่าย และออกแบบให้ทนสำหรับใช้งานจริงทั้งซ้อม เล่นสด และอัดเสียง

เอฟเฟคกีต้าร์ Boss JB-2 Angry Driver มุมตรง เห็นปุ่มเลเวล โทน ไดรฟ์ และสวิตช์เลือกโหมด พร้อมช่องอินพุต รีโมต และเอาต์พุต

เอฟเฟคกีต้าร์ Boss JB-2 Angry Driver กับแนวคิดการรวมเสียงสองสไตล์

     จุดเด่นของรุ่นนี้คือการรวมโทนเสียงจาก 2 แป้นยอดนิยมไว้ด้วยกัน ได้แก่ BD-2 Blues Driver ของ BOSS และ Angry Charlie ของ JHS Pedals

  • ฝั่ง BD-2 ให้เสียงแตกที่ “ใสและโปร่ง” ตอบสนองตามน้ำหนักมือได้ดี เหมาะกับบลูส์ ร็อกคลาสสิก หรือใช้เป็น boost ให้ amp เริ่มแตกนุ่ม ๆ
  • ฝั่ง Angry Charlie ให้เสียงแตกที่ “หนาและดุดัน” ย่าน midrange ชัด เหมาะกับร็อกสมัยใหม่ หรือ riff ที่ต้องการความแน่น

เอฟเฟคกีต้าร์ Boss JB-2 Angry Driver มุมเฉียง โชว์ปุ่มปรับสีแดงด้านบน พร้อมตำแหน่งช่องอินพุต รีโมต และเอาต์พุตบนตัวเครื่อง

     ข้อดีของการอยู่ในแป้นเดียวคือ คุณเลือกใช้ทีละฝั่งได้ทันที หรือเลือกโหมดที่ให้ทั้งสองฝั่งทำงานร่วมกัน เพื่อได้โทนใหม่ที่ทั้งชัดและหนาในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องต่อหลายแป้นให้ยุ่งยาก


     ด้านการควบคุม รุ่นนี้ใช้ปุ่มแบบ “ซ้อนแกน” (ปุ่มชั้นบน–ชั้นล่างในปุ่มเดียว) จำนวน 3 ชุด เพื่อให้ปรับ Drive, Tone และ Level ของแต่ละฝั่งได้แยกกัน พูดง่าย ๆ คือคุณจูนเสียงฝั่ง BOSS และฝั่ง JHS ได้ละเอียด ไม่ต้องยอมให้ทั้งสองฝั่งใช้ค่าเดียวกัน


โครงสร้าง วัสดุ และระบบการทำงานของ เอฟเฟคกีต้าร์ Boss JB-2 Angry Driver

     ตัวเครื่องเป็นสไตล์แป้นคอมแพ็คของ BOSS ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง ใช้โครงโลหะทนแรงเหยียบ เหมาะกับการพกขึ้นเวที พื้นผิวสีขาวช่วยให้มองตำแหน่งปุ่มได้ชัด โดยเฉพาะเวลาสภาพแสงน้อย ส่วน foot switch ขนาดใหญ่ถูกออกแบบให้กดง่ายและทนมือ


     โหมดการทำงานคือ “ไฮไลต์หลัก” ของรุ่นนี้ เพราะไม่ได้มีแค่เลือกเสียงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่ยังเลือกวิธีผสมเสียงได้หลายแบบ

แป้นสวิตช์เท้าสีขาวมุมเฉียง เห็นไฟสถานะสีฟ้าบนแผงควบคุม ปุ่มปรับสีแดง 4 ปุ่ม และช่องแจ็คด้านข้าง 2 ช่อง

  • เลือกโหมดฝั่ง BOSS อย่างเดียว
  • เลือกโหมดฝั่ง JHS อย่างเดียว
  • โหมดสแตกแบบ Series เพื่อให้เสียงหนึ่งไปดันอีกเสียงหนึ่ง ได้ความหนาและ sustain เพิ่มขึ้น
  • โหมดผสมแบบ Parallel เพื่อผสมสัญญาณสองฝั่งเข้าด้วยกันแบบเปิดกว้าง ได้มิติใหม่ที่ยังคุมความชัดของ chord ได้ดี
  • โหมดสลับฝั่งด้วยการเหยียบสวิตช์บนแป้น ทำให้เปลี่ยนคาแรคเตอร์เสียงได้รวดเร็ว


     นอกจากนี้ยังมีช่อง Remote สำหรับต่อ footswitch เสริมหรือระบบสวิตช์เอฟเฟค เพื่อควบคุมโหมดและ bypass ได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะคนที่ใช้เอฟเฟคหลายตัวและต้องการจัดการบนเวทีให้ไว

แป้นสวิตช์เท้าสีขาวมุมต่ำ เห็นปุ่มปรับสีแดง 4 ปุ่ม ด้านข้างมีช่องแจ็คโลหะ 2 ช่อง และปุ่มหมุนเล็กด้านหน้า

ไฟ LED แบบหลายสีช่วยบอกสถานะได้ชัดเจน

  • สีฟ้า = โหมด BOSS
  • สีแดง = โหมด JHS
  • สีม่วง = ใช้สองฝั่งร่วมกัน


การใช้งานจริงบนเวทีและในห้องอัด

     ถ้าเล่นกับ tube amp คุณจะสังเกตได้ง่ายว่าฝั่ง BD-2 ช่วยทำให้เสียงแตกหวานขึ้นโดยยังคงความใสของโน้ต ส่วนฝั่ง Angry Charlie จะเพิ่มความแน่นและความดุดัน ทำให้ riff มีน้ำหนักมากขึ้น


     สำหรับคนที่เล่นสด จุดที่ได้ประโยชน์คือ “เปลี่ยนคาแรคเตอร์ได้เร็ว” เช่น ท่อน verse อาจใช้โทนแตกเบาให้ chord โปร่ง แล้วสลับไปโทนหนาสำหรับท่อน hook หรือ solo โดยไม่ต้องเหยียบหลายแป้น


สำหรับการอัดเสียง ข้อดีคือคุณจูนให้เข้ากับ pickup ได้ง่าย

  • single coil: มักอยากเพิ่มความหนาเล็กน้อย แต่ไม่อยากให้เสียงแหลมจัด
  • humbucker: มักต้องคุมย่านต่ำและย่านกลางไม่ให้หนาจนทึบ


     และด้วยการตอบสนองต่อมือขวา เมื่อคุณดีดเบาเสียงจะแตกน้อยลง ดีดหนักเสียงจะแตกมากขึ้น ทำให้เล่น dynamics ได้สนุก ไม่รู้สึกว่าเสียง “ค้างแบบเดิมตลอดเวลา”


ความแตกต่างเมื่อเทียบกับแป้น overdrive ทั่วไป

     แป้น overdrive ทั่วไปมักมีบุคลิกเสียงหลักเพียงแบบเดียว แต่รุ่นนี้ให้สองบุคลิก และมีวิธีผสมเสียงให้เลือก จึงเหมาะกับคนที่อยากได้ความยืดหยุ่นโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนอุปกรณ์บน pedalboard


     อีกจุดที่มือใหม่จะชอบคือ การเรียนรู้ “อารมณ์ของเสียงแตก” ทำได้ชัดขึ้น เพราะคุณได้ลองทั้งเสียงแตกใสและเสียงแตกหนาในแป้นเดียว แล้วค่อย ๆ เปรียบเทียบว่าเหตุใดบางเพลงเหมาะกับแตกแบบโปร่ง และบางเพลงเหมาะกับแตกแบบหนา


แนวทางตั้งค่าโทนเสียงแบบใช้งานจริง (เริ่มต้นได้ทันที)

  • โทนคลีนแตก/บลูส์ที่ยังคุม dynamics อยู่

          - ตั้ง Drive ต่ำถึงกลาง แล้วใช้ Level ดันหน้า amp แทนการเร่งความแตก

          - ปรับ Tone ช่วงกลาง ๆ เพื่อให้โน้ตชัดและไม่บาดหู

          - ทดลองลด volume ที่กีต้าร์ลงเล็กน้อย จะได้เสียงใสขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ


  • โทนร็อกคลาสสิกสำหรับ riff และ chord

          - เพิ่ม Drive ระดับกลาง แล้วปรับ Tone ให้เข้ากับกีต้าร์และ amp

          - ตั้ง Level ให้ใกล้เคียงเสียงคลีนก่อน เพื่อไม่ให้หลอกหูว่าดีขึ้นเพราะ “ดังขึ้น”

          - เช็คด้วยการเล่น chord และโน้ตเดี่ยวสลับกัน จะเห็นชัดว่าโทนแน่นเกินไปหรือไม่

  • โทน solo ที่ต้องการ sustain

          - ใช้โหมดสแตกแบบ Series เพื่อเพิ่มแรงส่ง แต่คุม Drive ของตัวแรกไม่ให้สูงเกินไป

          - ถ้าเสียงแตกพร่า ให้ลด Drive ก่อน แล้วค่อยชดเชยด้วย Level

          - โฟกัสการปรับ Tone ทีละนิด โดยฟังย่าน midrange เป็นหลัก จะช่วยให้ solo พุ่งโดยไม่แหลมแทงหู


เลือกโหมด Series หรือ Parallel ให้เหมาะกับเพลง

  • ถ้าอยากให้โน้ต “พุ่ง” และรู้สึกอัดแน่น

          - เหมาะกับ solo ท่อน hook และ riff ที่ต้องการแรงปะทะ

          - สังเกตง่าย ๆ: sustain ยาวขึ้น midrange เด่นขึ้น และเก็บโน้ตง่ายขึ้น

  • ถ้าอยากให้ chord “เปิด” และแยกชั้นเสียงได้ดี

          - เหมาะกับจังหวะร็อก/อินดี้ที่ต้องการความชัดของแต่ละสาย

          - สังเกตง่าย ๆ: chord โปร่งกว่า ไม่หนาทึบ และยังคุม dynamics มือขวาได้ดี

ถ้าอยากคุมง่ายที่สุด

          - เริ่มจากเลือกใช้ทีละฝั่งให้เข้ากับกีต้าร์และ amp ก่อน แล้วค่อยทดลองโหมดผสม


การวางในเชนเอฟเฟคและการจ่ายไฟที่ช่วยให้เสียงนิ่ง

  • แนวทางวางในบอร์ด (ใช้ได้กับส่วนใหญ่)

          - กีต้าร์ → tuner → (compressor ถ้ามี) → แป้นไดรฟ์ → modulation → delay/reverb → amp

          - ถ้ามีหลายแป้นแตก ควรเรียงจากแตกเบาไปแตกหนัก จะคุมความชัดของโน้ตได้ง่าย

แป้นสวิตช์เท้าสีขาวตั้งตรง มองเห็นปุ่มปรับด้านบนเรียงกัน และช่องแจ็คโลหะด้านข้างแบบชัดเจน พื้นเหยียบสีดำขนาดใหญ่

  • วิธีเช็คความดังให้ไม่หลอกหู

          - ตั้ง Level ให้ใกล้เคียงเสียงคลีนก่อนทุกครั้ง แล้วค่อยตัดสินโทนจากคาแรคเตอร์จริง

          - ลองเล่น chord และโน้ตเดี่ยว เพราะบางค่าดีมากกับ solo แต่ทำให้ chord อั้นได้

  • เรื่องไฟและ noise ที่มักมองข้าม

          - ใช้แหล่งจ่ายไฟที่นิ่งและได้มาตรฐานสำหรับแป้นเอฟเฟค จะช่วยลด hum และพื้นเสียงสาก

          - ถ้าใช้หลายแป้น การใช้ power supply แบบแยก output จะช่วยให้ระบบรวมเงียบขึ้น


เหมาะกับใคร

     รุ่นนี้เหมาะกับมือกีต้าร์ที่อยากได้ความหลากหลายโดยไม่ต้องพกหลายแป้น เหมาะทั้งคนที่เล่นบลูส์ ร็อกคลาสสิก ฮาร์ดร็อก และแนวอินดี้ที่ต้องสลับคาแรคเตอร์เสียงบ่อย ๆ


     สำหรับมือใหม่ที่เริ่มจัด pedalboard รุ่นนี้ช่วยให้ลองซาวด์ได้กว้างขึ้นโดยไม่ต้องซื้อหลายตัวตั้งแต่แรก และยังช่วยฝึก “การฟังโทน” ว่าควรเพิ่ม–ลด Drive, Tone หรือ Level อย่างไรให้เข้ากับเพลง


สรุปจุดเด่นสำหรับการเลือกใช้งาน

  • ได้โทนไดรฟ์ 2 คาแรคเตอร์ในแป้นเดียว ลดจำนวนอุปกรณ์บน pedalboard และตั้งค่าได้ไว
  • ปรับ Drive, Tone และ Level แยกได้ จูนให้เข้ากับกีต้าร์ amp และสไตล์การเล่นของแต่ละคนได้ละเอียด
  • โหมดสแตก/โหมดผสมช่วยขยายมิติการเล่น ใช้ได้ทั้ง chord จังหวะ และ solo
  • เหมาะกับทั้งเล่นสดและห้องอัด เพราะคุมความชัดของโน้ตและ dynamics ได้ดี


สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่


🛒สั่งซื้อได้ที่นี่


รีวิวโดย gooddymusic

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น