ถ้าคุณเพิ่งเริ่มเล่นกีต้าร์ไฟฟ้า และอยากได้ “เสียงดีหลายสไตล์” โดยไม่ต้องพกแอมป์หลายตัวหรือเอฟเฟคเต็มบอร์ด อุปกรณ์ประเภทมัลติเอฟเฟค/แอมป์โมเดลเลอร์ช่วยได้มาก เพราะรวมทั้งเสียงแอมป์ (Amp Model) และเอฟเฟคไว้ในเครื่องเดียว รุ่นที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่มคนที่อยากได้ฟีลแอมป์หลอด แต่ยังอยากจัดระบบให้จบในชิ้นเดียว คือ เอฟเฟคกีต้าร์ Blackstar ID:X Floor Two จุดเด่นของรุ่นนี้ไม่ใช่แค่ “มีเสียงให้เลือกเยอะ” แต่คือความรู้สึกตอนนิ้วแตะสายแล้วเสียงตอบสนองคล้ายเล่นผ่านแอมป์จริง รีวิวนี้อธิบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่แนวคิดการจำลองเสียง วัสดุและการออกแบบ ไปจนถึงวิธีต่อใช้งานที่มือใหม่ทำตามได้ทันที
เอฟเฟคกีต้าร์ Blackstar ID:X Floor Two กับแนวคิดการจำลองแอมป์ระดับคอมโพเนนต์
หัวใจของรุ่นนี้คือหน่วยประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) ซึ่งทำหน้าที่ “คำนวณเสียง” เพื่อให้การตอบสนองใกล้เคียงแอมป์หลอดจริง สิ่งที่สังเกตได้ง่ายคือ เวลาเล่นเบา–เล่นแรง เสียงจะเปลี่ยนตามน้ำหนักมืออย่างเป็นธรรมชาติ จึงไม่ให้ความรู้สึกแบนหรือแข็งเหมือนเสียงสำเร็จรูป
แนวคิดการจำลองแบบคอมโพเนนต์ (Component-Level Modelling) คือการจำลองการทำงานของวงจรเป็น “ส่วนย่อย ๆ” คล้ายกับแยกดูว่าแต่ละชิ้นส่วนของแอมป์มีผลต่อเสียงอย่างไร ไม่ใช่แค่คัดลอกลักษณะเสียงปลายทางมาใส่ให้เหมือนกัน ผลที่ได้คือเสียงจะมี “ไดนามิก” และตอบสนองตามน้ำหนักมือได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยเฉพาะเวลาเล่นเสียงแตก (Drive/Distortion) ที่ต้องการทั้งความหนาและความชัดของตัวโน้ต รวมถึงเวลาเล่นคลีนที่ต้องการความใสและความโปร่ง
รุ่นนี้มีฟังก์ชัน Response ให้เลือกบุคลิกการตอบสนองของหลอดเพาเวอร์แอมป์ (Power Valve Response) เช่น EL84, EL34 และ 6L6 เพื่อปรับ “ความรู้สึกของการเล่น” ให้เข้ากับแนวดนตรีและกีต้าร์ของคุณ ภาพรวมแบบเข้าใจง่ายคือ
- EL84: เสียงจะฟังดูแน่นและคม เปลี่ยนตามน้ำหนักมือได้ไว เหมาะกับเสียงคลีนที่ใสชัด หรือเสียงครันช์ที่แตกพอดี ๆ ไม่หนาหนักจนทึบ
- EL34: เสียงย่านกลางจะเด่น ทำให้ริฟฟ์และคอร์ดฟังชัดแบบร็อกสไตล์อังกฤษ เวลาใช้เสียงแตกจะได้โทนที่หนาเป็นเนื้อ และรายละเอียดของตัวโน้ตยังคมชัด
- 6L6: ย่านต่ำแน่น คลีนกว้าง เสียงแตกหนา เหมาะกับงานโมเดิร์นหรือโซโล่ที่ต้องการพลัง
อีกจุดที่เป็นเอกลักษณ์คือ ISF (Interactive Shape Feature) ที่ช่วย “ขยับคาแรคเตอร์เสียง” ได้กว้าง ตั้งแต่โทนอเมริกันไปจนถึงโทนอังกฤษ โดยไม่ต้องปรับ EQ หลายจุดให้ซับซ้อน จึงเหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่ถนัดการจูนเสียง
ส่วนเทคโนโลยี In The Room ออกแบบมาเพื่อให้เวลาฟังผ่านหูฟัง หรือส่งสัญญาณตรงไปยังมิกเซอร์ เสียงยังมีมิติคล้ายยืนเล่นหน้าตู้แอมป์ในห้องจริง ช่วยให้เสียงไม่แห้งจนเกินไป และฟัง “มีชีวิต” มากขึ้น
เอฟเฟคกีต้าร์ Blackstar ID:X Floor Two กับโครงสร้าง วัสดุ และการออกแบบเพื่อการใช้งานจริง
ตัวเอฟเฟคเป็นแบบ Floor Unit ที่ตั้งใจออกแบบมาให้เหยียบใช้งานได้จริง โครงสร้างทำจากโลหะ แข็งแรง เหมาะกับการขนย้ายและใช้งานต่อเนื่อง พื้นผิวสีด้านช่วยลดรอยนิ้วมือ และลดรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ระดับหนึ่ง
แผงควบคุมด้านบนจัดวางปุ่มหมุนให้เข้าใจง่าย คล้ายการปรับแอมป์ทั่วไป เช่น Gain, EQ และ Master ทำให้มือใหม่ปรับโทนได้เร็ว โดยไม่ต้องไล่เมนูยาว ๆ หน้าจอ OLED ช่วยให้เห็นสถานะแพตช์และค่าที่กำลังปรับได้ชัดเจน แม้บนเวทีที่แสงน้อย
ด้านหน้ามีฟุตสวิตช์ที่ให้สัมผัสแน่น กดแล้วมั่นใจ ช่วยลดโอกาสเหยียบพลาดระหว่างเล่นสด และมี Expression Pedal ในตัว (แป้นเหยียบควบคุมค่า) ซึ่งตั้งค่าได้หลายแบบ เช่น
- วอลุ่ม: เพิ่ม/ลดความดังแบบลื่น ๆ หรือค่อย ๆ ลดเสียงตอนจบเพลง
- วาห์: เหมาะกับโซโล่หรือริฟฟ์ที่ต้องการคาแรคเตอร์
- ควบคุมเอฟเฟค: เช่น เพิ่มความชุ่มของ Delay/Reverb เฉพาะบางท่อน
พอร์ตเชื่อมต่อด้านหลังให้มาครบสำหรับการใช้งานจริง ทั้งช่องเข้าเครื่องดนตรี ช่องต่อหน้าแอมป์ ช่องหูฟัง สเตอริโอ XLR สำหรับออกไปมิกเซอร์ และ USB-C สำหรับต่อคอมพิวเตอร์ใช้งานเป็นออดิโออินเทอร์เฟซ จึงจัดระบบได้ตั้งแต่ซ้อมที่บ้านไปจนถึงเล่นเวที
เอฟเฟคกีต้าร์ Blackstar ID:X Floor Two การใช้งานจริงบนเวทีและในสตูดิโอ
จุดที่หลายคนชอบคือความยืดหยุ่นในการต่อใช้งาน คุณเลือกได้ว่าอยาก “พกเครื่องเดียวแล้วจบ” หรืออยากใช้ร่วมกับแอมป์ที่มีอยู่เดิม โดยสรุป 3 แบบที่พบได้บ่อยคือ
- เล่นสดแบบต่อเข้ามิกเซอร์ (FOH) ด้วย XLR
- เหมาะกับเวทีที่มีระบบเสียงดี และต้องการให้เสียงคงที่
- ลดปัญหาไมค์จ่อหน้าตู้แอมป์แล้วเสียงเปลี่ยนตามตำแหน่ง
- เหมาะกับงานที่ต้องย้ายสถานที่บ่อย และอยากให้ซาวด์ใกล้เคียงเดิมทุกครั้ง
- เล่นสดแบบต่อหน้าแอมป์ (ให้แอมป์จริงช่วยขยายเสียงบนเวที)
- เหมาะกับคนที่คุ้นเคยฟีลตู้แอมป์อยู่ด้านหลัง
- ใช้เป็นมัลติเอฟเฟคเสริมโทน และยังได้แรงปะทะจากตู้จริง
- ทำเพลง/บันทึกเสียงผ่าน USB-C
- ใช้เป็นออดิโออินเทอร์เฟซได้ทันที (ต่อคอมแล้วอัดเข้าโปรแกรมทำเพลง)
- เหมาะกับโฮมสตูดิโอ การทำเดโม หรือทำคอนเทนต์สาธิตเสียง
นอกจากนี้ยังมีระบบแพตช์ให้สร้าง จัดเก็บ และเรียกใช้ได้สูงสุด 99 แพตช์ จึงจัดเสียงตามเพลงได้ง่าย เอฟเฟคภายในมากกว่า 35 แบบ ครอบคลุมหมวดที่ใช้บ่อย เช่น Dynamics, Modulation, Delay, Reverb และเอฟเฟคโทนแตก
ความแตกต่างจากมัลติเอฟเฟครุ่นทั่วไป
ความต่างที่จับต้องได้สำหรับผู้เล่น โดยเฉพาะมือใหม่ มักอยู่ที่ “ความรู้สึกตอนเล่น” มากกว่าจำนวนเอฟเฟค รุ่นนี้เน้นให้การตอบสนองตามนิ้วและปิ๊กใกล้เคียงแอมป์หลอดจริง คุณจึงคุมอารมณ์เพลงได้ง่ายขึ้น เช่น เล่นเบาเสียงจะนุ่ม เล่นแรงเสียงจะพุ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเหยียบเพิ่มเพื่อให้เสียงเปลี่ยนชัด
อีกจุดคือการปรับเสียงบนตัวเอฟเฟคทำได้เร็ว เพราะหน้าปุ่มหมุนออกแบบให้เข้าใจง่ายเหมือนแอมป์จริง ขณะเดียวกัน ถ้าคุณต้องการปรับละเอียด ก็ใช้ซอฟต์แวร์ Architect (ฟรี) เพื่อปรับเชิงลึกและจัดการแพตช์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
เอฟเฟคกีต้าร์ Blackstar ID:X Floor Two เหมาะกับใคร และแนวทางการเลือกใช้งาน
รุ่นนี้เหมาะกับคนที่ต้องการเสียงหลายแนวในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเล่นงานรับจ้าง ซ้อมในห้องเงียบ ๆ ทำเพลงที่บ้าน หรืออยากพกขึ้นเวทีให้อุปกรณ์เบาลง นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานกับเบสและอะคูสติกในระดับที่พร้อมใช้งานได้จริง
แนวทางคิดแบบง่าย ๆ ในการเลือกใช้งานคือ “คุณเล่นที่ไหนเป็นหลัก”
- ถ้าเล่นเวทีบ่อย: จัดแพตช์ให้พร้อม แล้วต่อออก XLR ไปมิกเซอร์จะคล่องตัว
- ถ้าซ้อมห้อง/คอนโด: ช่องหูฟังช่วยซ้อมเงียบได้จริง และยังได้มิติของเสียง
- ถ้าทำเพลงเอง: ต่อ USB-C แล้วจัดการเสียงในคอมได้รวดเร็ว
แนวทางตั้งค่าแพตช์ให้ใช้งานได้ทันทีในการเล่นจริง
ถ้าคุณอยากให้ใช้งานได้ “ทันที” แบบไม่สับสน วิธีจัดแพตช์ให้เป็นระบบจะช่วยมาก โดยเฉพาะเวลาต้องสลับเสียงเร็ว ๆ ระหว่างท่อนเพลง
- แบ่งแพตช์ตามบทบาทเสียง เช่น คลีน คลีนใสมีคอรัส ครันช์ริธึม แตกนำ และโซโล่พร้อม Delay
- ตั้งระดับความดังให้ใกล้กันทุกแพตช์ แล้ว “ยก” เฉพาะแพตช์โซโล่ เพื่อไม่ให้เสียงเด้งเกิน
- ใช้เอฟเฟคเท่าที่จำเป็น ลดการเปิดหลายเอฟเฟคพร้อมกันจนเสียงอืดและจม
- จัดลำดับแพตช์ตามลำดับเพลงจริง และเผื่อแพตช์สำรอง 1–2 แบบสำหรับแก้สถานการณ์
- ตั้งค่า Expression Pedal ให้ตรงงาน
- วอลุ่ม: คุมไดนามิกและตัดเสียงตอนหยุดเล่น
- วาห์: ใช้เฉพาะเพลงที่ต้องการ ลดโอกาสเหยียบพลาด
- คุมมิกซ์ Delay/Reverb: เพิ่มบรรยากาศเฉพาะท่อนแบบเนียน ๆ
- ใช้ Tap Tempo ให้เป็นนิสัยก่อนขึ้นเพลง เพื่อให้ Delay ไม่หลุดจังหวะ
การต่อใช้งาน 3 สถานการณ์ยอดนิยม
การเลือกวิธีต่อสัญญาณให้เหมาะกับสถานที่ จะช่วยให้ทั้งเสียงดีและจัดระบบได้ง่าย โดยไม่ต้องเดาสุ่ม
- ต่อเข้ามิกเซอร์/FOH ด้วย XLR
- ได้สัญญาณนิ่งและคุมง่าย
- เหมาะกับงานที่ต้องการเสียงสม่ำเสมอทุกครั้ง
- ต่อหน้าแอมป์จริง
- ได้แรงปะทะจากตู้แอมป์บนเวที
- เหมาะกับสถานที่เล็ก หรือซ้อมกับวงที่เน้นฟีลหน้าเวที
- ต่อ USB-C เพื่ออัดเสียง/ไลฟ์สตรีม
- ลดอุปกรณ์กลาง
- เหมาะกับการทำเดโม ทำคอนเทนต์ หรือซ้อมพร้อมแบ็กกิ้งแทร็กในคอม
เช็คลิสต์ก่อนขึ้นเวทีให้เสียงนิ่งและไม่พลาด
- ใช้แหล่งจ่ายไฟให้ตรงสเปก 9V 500mA และเป็นแหล่งจ่ายไฟที่นิ่ง เพื่อลดสัญญาณรบกวน
- เตรียมสายสำรองอย่างน้อย 2 เส้น: สายกีต้าร์ 1 เส้น และสายออก (XLR/แจ็ค) 1 เส้น
- ตั้งแพตช์ “กลาง ๆ ใช้ได้ทุกเพลง” ไว้ 1 แพตช์ เผื่อกลับมาเริ่มใหม่แบบเร็ว
- ล็อกระดับ Master ให้เหมาะกับสถานที่ แล้วปรับ Volume/Level ในแพตช์ แทนการหมุน Master บ่อย ๆ
- ทดสอบด้วยหูฟังก่อนขึ้นโชว์ เพื่อเช็คนอยส์และบาลานซ์สเตอริโอแบบรวดเร็ว
ดูแลและขนย้ายให้ใช้งานได้นาน
- ใช้กระเป๋าหรือเคสที่กันกระแทก โดยเฉพาะส่วน Expression Pedal ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว
- หลีกเลี่ยงความชื้น และอย่าให้ฝุ่นสะสมตามช่องพอร์ตและปุ่มหมุน
- เก็บสายให้เป็นระเบียบ ไม่ดึงกระชากหัวแจ็ค/หัว XLR เพื่อลดความเสียหาย
- เช็ดผิวตัวเอฟเฟคด้วยผ้าแห้งนุ่ม ๆ หลังใช้งานในที่มีฝุ่นหรือเหงื่อ
สรุปแล้ว มัลติเอฟเฟครุ่นนี้เหมาะกับคนที่อยากได้ความรู้สึกคล้ายเล่นผ่านแอมป์จริง แต่ยังต้องการความสะดวกแบบมัลติเอฟเฟคในตัวเดียว ทั้งคุณภาพเสียง ความแข็งแรงของวัสดุ และช่องต่อที่ให้มาครบ ทำให้มือใหม่เริ่มใช้งานได้ไม่ยาก ส่วนคนที่เล่นจริงจังก็ปรับรายละเอียดให้เข้ากับแนวเพลงและสไตล์การเล่นของตัวเองได้มาก
วิดีโอสาธิตเสียงและวิธีใช้ (ดูจบรู้เรื่องก่อนตัดสินใจ)
สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่
🛒สั่งซื้อได้ที่นี่
รีวิวโดย gooddymusic







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น