หากคุณกำลังมองหาเครื่องดนตรีประเภทกีต้าร์โปร่งที่ให้โทนเสียงคลาสสิกแบบจริงจัง สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกคือ “ชนิดไม้” และ “โครงสร้างภายใน” รุ่นที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่มคนเล่นอะคูสติกคือ กีต้าร์โปร่ง Blueridge BR-140A All Solid เพราะเลือกใช้ไม้แท้ทั้งตัว และออกแบบงานค้ำยันภายใน (Bracing) ให้ได้กลิ่นอายแนว Pre-War รีวิวนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่าแต่ละชิ้นส่วนส่งผลต่อเสียงอย่างไร เหมาะกับใคร และควรลองเล่นแบบไหนก่อนตัดสินใจ
โครงสร้างไม้ของ กีต้าร์โปร่ง Blueridge BR-140A All Solid กับผลต่อโทนเสียง
จุดเด่นของกีต้าร์แบบ All-Solid คือการใช้ไม้แท้ทั้งไม้หน้า ไม้หลัง และไม้ด้านข้าง เมื่อเป็นไม้แท้ เสียงจากการสั่นของไม้จะถ่ายทอดได้เต็มกว่า จึงมักได้รายละเอียดของเสียงและมิติของเสียงมากขึ้น เมื่อเทียบกับไม้ Laminate
ไม้หน้าของรุ่นนี้ใช้ Solid Adirondack Spruce ซึ่งเป็นไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง และให้การตอบสนองต่อการเล่นได้ดีในหลายรูปแบบ อธิบายแบบเข้าใจง่ายคือ “ดีดเบาก็ยังได้รายละเอียดของเสียง แต่ถ้าเล่นแรง เสียงก็ยังดังต่อเนื่อง ไม่หม่นทึบ และยังคงชัด” โดยเฉพาะเวลาตีคอร์ดหนัก ๆ เสียงจะยังชัดและพุ่ง เหมาะกับคนที่ชอบตีคอร์ดหนัก ๆ หรือเล่นแนวบลูแกรส
ไม้หลังและไม้ด้านข้างใช้ Solid Mahogany ซึ่งเป็นไม้ที่มักให้โทนเสียงอบอุ่น กระชับ และเด่นในย่านเสียงกลาง ผลคือเวลา “ตีคอร์ด” เสียงจะฟังชัด ไม่ฟุ้งกระจาย เมื่อจับคู่กับ Adirondack Spruce ที่เป็นไม้หน้า จะได้บุคลิกเสียงที่สมดุล คือได้ความใสและความพุ่งจากไม้หน้า พร้อมความแน่นของเสียงกลางจาก Mahogany ภาพรวมจึงออกไปทางวินเทจแบบคลาสสิก ฟังแล้วเป็นธรรมชาติ และแยกเสียงได้ชัด แม้ตีคอร์ดแรง ๆ
ข้อดีอีกอย่างของไม้แท้ทั้งตัวคือ “เสียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้” เมื่อคุณเล่นไปสักระยะ ไม้มักคลายตัวและสั่นได้อิสระขึ้น จึงทำให้เสียงฟังโปร่งขึ้น กว้างขึ้น และมีมิติมากขึ้น ในขณะที่กีต้าร์ที่ใช้ไม้ Laminate มักคงบุคลิกเสียงเดิมไว้ได้มากกว่าในระยะยาว
งาน Bracing แบบ Forward-Shifted X ของ กีต้าร์โปร่ง Blueridge BR-140A All Solid
ภายในบอดี้ใช้โครงสร้างค้ำยันที่แกะขึ้นรูปอย่างประณีต (Hand-Carved) และเซาะเป็นร่องแบบ Scalloped จัดวางเป็น Prewar-Style Forward-Shifted X Pattern จุดนี้สำคัญมาก เพราะเป็นส่วนที่กำหนดว่าไม้หน้าจะสั่น “มากน้อย” และ “สั่นแบบไหน”
การเลื่อนตำแหน่งกากบาท (X) ไปด้านหน้าเล็กน้อยช่วยให้ไม้หน้าสั่นได้อิสระขึ้น จึงมักได้ย่านต่ำที่ลึกขึ้นและเสียงที่เปิดขึ้น ขณะเดียวกันการเซาะร่องแบบ Scalloped ช่วยลดความแข็งทื่อของโครงสร้าง ทำให้เสียงโปร่งขึ้น และตอบสนองต่อ “น้ำหนักมือ” ได้ดีขึ้น (ดีดเบาก็ได้รายละเอียด ดีดแรงก็ยังคุมอยู่)
สรุปง่าย ๆ คือ Bracing เปรียบเหมือน “โครงกระดูก” ของกีต้าร์ ทำหน้าที่ส่งแรงสั่นจากสายไปยังไม้หน้า ถ้าออกแบบมาดี บุคลิกเสียงจะชัด และเล่นสนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รายละเอียดวัสดุและฮาร์ดแวร์ระดับใช้งานจริง
คอเป็นทรง Slim ทำจาก Mahogany จับถนัดมือ ไม่หนาเทอะทะ มือใหม่จะกดคอร์ดง่ายขึ้น และคนที่เล่นนาน ๆ จะเมื่อยมือช้าลง ฟิงเกอร์บอร์ดและบริดจ์ใช้ Santos Rosewood ซึ่งเป็นไม้เนื้อแน่น ช่วยให้เสียงนิ่ง และโน้ตยาวขึ้น (ซัสเทนดี) พร้อมจุดบอกตำแหน่งแบบ Mother-Of-Pearl ช่วยให้มองตำแหน่งเฟรตได้ง่าย
Nut และ Saddle เป็นกระดูกแท้ (Bone) จุดนี้ช่วยส่งแรงสั่นจากสายลงสู่ตัวกีต้าร์ได้ดี ทำให้เสียงเปิดสายชัด และโทนโดยรวมคมขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับคนที่อยากได้เสียงใส รายละเอียดชัด แต่ไม่แหลมบาดหู
ลูกบิดเป็นแบบเปิดฝาหลัง (Open-Back) อัตราทด 14:1 ชุบ Nickel-Plated ให้กลิ่นอายวินเทจ และช่วยให้หมุนตั้งสายได้ละเอียดและลื่น ลูกบิดที่หมุนลื่นจะช่วยให้คุณตั้งสายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเวลาตั้งสายก่อนซ้อมหรือก่อนขึ้นเล่นจริง
ทรง Dreadnought กับการใช้งานสำหรับมือใหม่
ทรง Dreadnought เป็นทรงยอดนิยม เพราะให้เสียงดัง มีพลัง และครอบคลุมทุกย่านเสียง เหมาะกับการเล่นคนเดียว เล่นรวมวง และเล่นบนเวที สเกลยาว 650 มม. ทำให้แรงตึงสายอยู่ในระดับมาตรฐาน เวลาตีคอร์ดเสียงจะชัดและนิ่ง
ความกว้างนัท 44.5 มม. (1 3/4 นิ้ว) เป็นสเปกที่คนเล่นฟิงเกอร์สไตล์ชอบ เพราะมีพื้นที่ให้นิ้ววางได้สบายขึ้น ช่วยลดการไปโดนสายข้าง ๆ เวลาเล่นท่อนละเอียด ส่วนคนที่เน้นตีคอร์ดก็ยังเล่นได้ถนัด แค่ปรับมุมมือเล็กน้อยก็เข้ามือได้ไม่ยาก
งานภายนอกที่ช่วยให้ดูแลรักษาง่าย
งานเคลือบเงาแบบ Natural High Gloss ช่วยขับลายไม้ให้เด่น และเช็ดทำความสะอาดได้สะดวก แผ่นกันรอย (Pickguard) ลาย Dalmatian-tortoise-style เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ช่วยกันรอยจากการตีคอร์ด โดยยังคงภาพรวมให้ดูคลาสสิก
รุ่นนี้แถม Blueridge Protour Deluxe Gig Bag เหมาะกับการพกพา และช่วยกันกระแทกในระดับหนึ่ง เหมาะกับคนที่ต้องพกกีต้าร์ไปซ้อม ไปเรียน หรือเดินทางบ่อย
แนวคิด “All Solid” ต่างจากไม้ Laminate อย่างไร
กีต้าร์ที่ใช้ไม้ Laminate มักได้เปรียบเรื่องทนสภาพอากาศ และราคาเข้าถึงง่าย เหมาะกับการเริ่มต้น หรือการใช้งานที่ต้องเจอความเปลี่ยนแปลงของอากาศบ่อย ๆ แต่ถ้าคุณให้ความสำคัญกับรายละเอียดเสียงและมิติของเสียง เครื่องดนตรีที่ใช้ไม้แท้ทั้งตัวมักให้ผลลัพธ์ดีกว่า เพราะไม้แต่ละชิ้นสั่นและส่งเสียงร่วมกันได้เต็มกว่า
ด้วยเหตุนี้ กีต้าร์แบบไม้แท้ทั้งตัวจึงเหมาะกับคนที่ตั้งใจเล่นระยะยาว ไม่ได้มองหาแค่เครื่องดนตรีเริ่มต้น แต่ต้องการเครื่องดนตรีที่เล่นไปนาน ๆ แล้วเสียงยิ่งเข้าที่และยิ่งน่าฟัง
เหมาะกับใคร และควรลองเล่นแบบไหนก่อนตัดสินใจ
กีต้าร์แนวนี้เหมาะกับคนที่จริงจังกับโทนเสียง ชอบบุคลิกวินเทจแบบพรีวอร์ (Pre-War คือแนวเสียงและสไตล์กีต้าร์ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มักให้โทนเสียงเปิด โปร่ง และมีพลัง) และอยากได้กีต้าร์ที่ตอบสนองต่อ “น้ำหนักมือ” ได้ดี ไม่ว่าจะเล่นโฟล์ก บลูแกรส คันทรี หรือป๊อปอะคูสติก ก็ใช้งานได้ครอบคลุม
ถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังขยับจากกีต้าร์เริ่มต้นไปสู่รุ่นที่เสียงจริงจังกว่า แนะนำให้ลองเล่นตามขั้นตอนนี้ เพื่อฟังความต่างให้ชัดและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
- ลองตีคอร์ดเบา ๆ แล้วค่อยเพิ่มแรง เพื่อฟังว่าเสียง “เปิด” และ “มีพลัง” มากขึ้นอย่างไร
- ลองดีดโน้ตเดี่ยวบนสาย 1–2 เพื่อฟังความใส ความชัด และความยาวของโน้ต
- ลองเล่นคอร์ดเปิดกับคอร์ด Barre เพื่อดูว่าเสียงกลางชัด และไม่อื้อเกินไปหรือไม่
ถ้าคุณมองหากีต้าร์โปร่งที่ให้โทนเสียงแบบมืออาชีพ งานประกอบดี และวัสดุคุ้มค่า รุ่นนี้น่าสนใจ เพราะรายละเอียดหลายจุดถูกออกแบบมาเพื่อเสียงที่ชัด และความทนทานในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว การเลือกกีต้าร์ไม่ใช่แค่ดูสเปก แต่คือความรู้สึกตอนจับจริง ลองเล่นจริง และฟังเสียงของตัวเอง เครื่องดนตรีที่ดีควรเข้ามือ เข้าหู และทำให้คุณอยากหยิบมาเล่นบ่อย ๆ
เทคนิคเลือกสายและการตั้งค่าให้เข้ากับทรง Dreadnought
- เลือกขนาดสายกีต้าร์ตามสไตล์เล่น: ถ้าคุณตีคอร์ดหนักและอยากได้พลังย่านต่ำ ขนาดสายกีต้าร์กลางมักให้แรงปะทะดี แต่ถ้าเล่นฟิงเกอร์สไตล์นาน ๆ เลือกขนาดสายกีต้าร์ที่กดสบายจะช่วยลดอาการล้า
- วัสดุสายมีผลต่อคาแรคเตอร์: สายที่ให้โทนอุ่นช่วยเสริมความหนาของเสียงกลางจาก Mahogany ส่วนสายที่ให้ความใสจะช่วยให้เสียงพุ่งและชัดขึ้น
- ตั้ง Action ให้เหมาะกับการใช้งานจริง: Action ต่ำช่วยเล่นลื่น แต่ต้องไม่ต่ำจนเกิดเสียงบัซ ทรงบอดี้ใหญ่ให้แรงสั่นสะเทือนมาก ถ้าตั้งพอดีจะได้ทั้งความลื่นและความชัดของโน้ต
- ความกว้างนัท 44.5 มม. ใช้ให้คุ้ม: ถ้าคุณเล่นฟิงเกอร์สไตล์ ลองวางนิ้วให้ตั้งมากขึ้นเล็กน้อย จะช่วยแยกสายชัด และลดการไปโดนสายข้าง ๆ
การดูแลไม้แท้ All Solid ในอากาศร้อนชื้นของไทย
- คุมความชื้นให้สม่ำเสมอ: ไม้แท้ไวต่อความชื้นขึ้นลง ถ้าคุณอยู่ห้องแอร์แล้วต้องออกไปเจออากาศร้อนชื้นบ่อย ๆ ควรเก็บในกระเป๋าให้เป็นนิสัย
- หลีกเลี่ยงความร้อนโดยตรง: ไม่วางเครื่องดนตรีในรถที่จอดตากแดด หรือใกล้หน้าต่างที่แดดส่องจัด เพราะอุณหภูมิสูงทำให้ไม้และกาวเสียสภาพได้
- เช็ดคราบมือหลังเล่น: งานเคลือบเงาดูสวย แต่ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดเบา ๆ เพื่อยืดอายุผิวเคลือบ
- ใช้กระเป๋าที่แถมมาให้เกิดประโยชน์: กระเป๋า Gig Bag ที่ให้มาเหมาะกับการพกพา และช่วยกันกระแทกในระดับหนึ่ง แต่ควรหลีกเลี่ยงการวางของหนักกดทับ
เช็คลิสต์ก่อนรับเครื่องหรือก่อนตัดสินใจซื้อ
- เช็คคอและฟิงเกอร์บอร์ด: กดสายไล่ทุกเฟรต เพื่อฟังว่ามีเสียงบัซผิดปกติหรือไม่ และดูว่าเฟรตเรียบเสมอกันหรือเปล่า
- เช็คความเที่ยงตรงของ Intonation: ตั้งสายให้ตรงก่อน แล้วลองเทียบเสียงที่เฟรต 12 กับเสียง Harmonic เฟรต 12 เพื่อดูว่าเพี้ยนมากน้อยแค่ไหน
- ลองตีคอร์ดกับฟิงเกอร์สไตล์: ทรง Dreadnought ควรให้แรงปะทะดี และโน้ตไม่จม ลองเล่นทั้งเบาและแรง เพื่อดูว่าเล่นแรงแล้วเสียงยังไม่อั้นหรือไม่
- ตรวจงานฮาร์ดแวร์: ลูกบิดต้องหมุนลื่น ไม่ฝืด และตั้งสายแล้วเสียงนิ่ง ไม่เพี้ยนง่าย
สรุปสั้น ๆ ก่อนตัดสินใจ
- ไม้หน้า Adirondack Spruce ให้การตอบสนองไว และรับแรงตีสายได้ดี เหมาะกับคนที่เล่นไดนามิกกว้าง
- ไม้ Mahogany ช่วยให้ย่านเสียงกลางเด่น โทนคลาสสิก ฟังชัดในเพลงร้อง-กีต้าร์
- โครงสร้าง Bracing แบบ Forward-Shifted X ช่วยเพิ่มความเปิดและมิติของเสียงในทรง Dreadnought
- ความกว้างนัท 44.5 มม. เป็นมิตรกับฟิงเกอร์สไตล์ แต่ยังเล่นคอร์ดได้ถนัด
สนใจสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ Lazada และ Shopee ได้เลยที่นี่
🛒สั่งซื้อได้ที่นี่
รีวิวโดย gooddymusic








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น